ในหลอดขนาดใหญ่พวก Transmitting tube จำเป็นเป็นอย่างมากที่ต้องให้ เป็น สูญญากาศมากที่สุด มิฉนั้นจะเกิดการอารค์ ระหว่าง Electrode (Plate to Grid , Plate to Cathode )
หลอดพวก 811 , 203,211 , 845 ที่ส่วนใหญ่ ผลิตปี 1930-1970 ในสมัยนั้นแม้เก่งแค้ไหน การทำสูญญากาศในหลอดก็ไม่ได้สมบูรณ์ จึงต้องใส่สารที่เมื่อร้อนดูดอากาศ คือ แบเรี่ยม คอมโพสิท (หรือที่เราเรียกว่า ปรอท -ขอบคุณคุณ LN Audio ที่แจ้งให้น้องๆทราบ) แต่ เสมอไปหรือไม่ที่หลอดใส เหมือนแก้ว ไม่ทำงานเมื่อใส้หลอดติด ตอบว่า 95% ใช่ เอาเป็นว่า หลังช่วงปี 1965-1970 เท็คโนโลยี่ในการผลิตดีขึ้น ทำได้ครับ บริษัทแรกที่ทำได้และเก่งมากคือ Eimac เพราะเรื่องสูญญากาศ จำเป็นสำหรับหลอดขนาด 300- 1,000W หรือ 10,000W เห็นว่าเพื่อนๆ หลายคนมีหลอด Eimac เช่น 3C-24 , 100TH ลองเอาหลอดมาดูครับ ใสแจ๋ว ไม่มี ปรอทเลย (ขอเรียกตามความเคยชิน)แต่หลอดพวกนี้ ทำงานครับ RCA , GE ก็มีทำหลอดใสๆ แต่ส่วนใหญ่ เราไม่ใช้ทำเครื่องเสียง จึงไม่ค่อยมีคนเห็น
สรุป แต่หลอด ยุคแรกๆพวก 211, 203 เลิกผลิตช่วงปี 1960 (ยกเว้น Taylor (จีน remark) Cetron โดย Richardson Electronics ทียังผลิตหลอดขนาดใหญ่บางชนิดให้ทหารอยู่ หรือใช้เครื่องเก่งผลิต 845และโรงงานในจีนที่ผลิตถึงเดียวนี้เพราะค่าแรงถูก )ความเห็นส่วนตัว VT-4C อเมริกา ถ้าใสแจ๋ว ไม่น่าทำงานได้ โดยที่หลอดพวกนี้ ใช้ในเครื่องส่ง และที่มีการรั่วอย่างช้าๆ (Lost Glass to Metal seal เนื่องจากสัมปสิท การขนายตัวของแก้ว และโลหะที่อุณหภูมิเดียวไม่เท่ากัน สำหรับหลอดบางหลอดที่เกือบตกสเป็คตอนผลิต) เมื่อตอนไฟสูง และหลอดร้อนมากๆ บางหลอดรั่วเร็ว จะเกิดการอารค์ เราจะยังเห็นรอยคราบดำๆที่ปรอด บางหลอด รั่วช้ามาก บางครั้งคนคุมเครื่องนอนหลับ หลังจาก 3-4 ชม กำลังก็ตกลง ก็เลยได้เห็นหลอดใสๆแบบนี้ อยากได้หลอดที่ว่าใสๆมาลองไฟสูงจังเลย แล้วจะคืนให้