HTG2.club

เขาว่าหลอดไม่ได้ทำให้เสียงอุ่น "warm" หรอก

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ลำน้ำ

  • >> Voodo SilverMica Cable <<
  • Superstar..
  • ***
    • กระทู้: 3,211
    • เพศ:ชาย
หยุดปีใหม่นี้ จะไม่ไปไหน สัญญาว่าจะกลับมาอ่าน กระทู้นี้ให้รู้เรื่อง เลย ใครบอกอะไร อย่างไร บ้าง
(ตอนนี้ไม่รู้เรื่อง แม้แต่สักนิดเลย)
โปรดดู ข้อมูลส่วนตัวผมครับ.... ของที่มีอยู่แล้วไม่มีปัญญาทำให้เสียงถูกใจได้ ไม่ต้องหวังจะซื้อมาเพิ่ม ต่อให้ของชั้นเทพ ... มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ถ้าไร้ความพยายาม...ว่าแล้ว htg2 ไม่ได้ดั่งใจ เป็น ebay เลยดีกว่าหมดตัวเร็วดี


ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย
ถ้าคุณอ่านที่ผมอธิบายไว้ข้างบนเข้าใจ เรื่อง THD IMD อะไรต่างๆนาๆอย่างนี้น่าจะจบไปแล้ว แล้วอีกอย่างผมไม่เคยพูดถึงเรื่องเสียง ผมพูดแต่เรื่องเสป็ก ถ้าคุณจะแย้งอะไรช่วยอธิบายให้เป็นหลักการหน่อยได้มั๊ยครับ

ส่วนหม้อแปลงที่ o/p ที่เขาเรียกว่า OPT อะไรนี่ที่ไปต่อกับลำโพงก็เป็นถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติที่ไม่สามารถตอบสนองความถี่ลงไปถึงความถี่ต่ำๆถึง 10Hz ได้ ถ้าอยากได้ความถี่ต่ำขนาดนั้นคงต้องพันหม้อแปลงตัวเท่ารถ ดังนั้นลองเอาหลอดมาเปิดเพลง rock ดูซิครับ ไม่ต้องเปิดดังก็ได้เอาเบาๆ เละ สำหรับคนไม่เคยเล่นหลอดอย่างผมแล้ว จากการที่ผมประเมิณแล้วก็เลยไม่คิดจะลองเล่นหลอดแล้วครับ

แล้วอย่างนี้ คุณ RF ไม่เคยฟังหลอด รู้แต่สเป็กก็ไม่ควรไปตัดสินว่าหลอดให้"เบสเละ" จริงหรือเปล่าครับ?
 :D

เคยฟังซิครับ แหม๋ แต่ไม่เคยซื้อมาเล่น ฟังตามร้านฟังของชาวบ้าน ไม่มีคำพูดไหนที่ผมบอกว่าไม่เคยฟังเลยนะครับ มีแต่บอกว่าผมไม่รู้เรื่องหลอดดี และผมเองก็ไม่รู้เรื่องหลอด และผมก็ยังบอกว่าผมก็แค่อาศัยถามอาจารย์รุ่นเก่าๆ ว่าหลอดเนี่ย IV curve คล้ายกับพวก MOSFET JFET ก็เท่านั้น
สรุปนะครับไม่ไช่ไม่เคยฟัง
เบื่อ


ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย
http://www.htg2.net/index.php?topic=36994.50 
ผมถามคุณว่ากราฟอะไรที่คุณยกมาให้คุณอธิบาย? พระจอมไหน? หูฟังคุณกี่โอห์ม? ผมไม่เห็นคุณจะตอบอะไรผมเลยในคำตอบที่ #66 ก็บอกว่าดู datasheet เป็น อธิบายมาซิครับคนอื่นจะได้เข้าใจ
เราคุยกันเรื่อง spec ของ opamp ตัวเดียวไม่ไช่เหรอครับ
เบื่อ


ออฟไลน์ nopphong

  • *****
    • กระทู้: 915
ก็อย่างที่ผมบอกท่านอื่นๆที่สนใจ(สำหรับคุณ nopphong แหละครับเกินรอบที่สามแล้ว) ตั้งแต่ amplifier stage แรก ถ้ามี IMD THD noise สูง linearlity ไม่ดี    stage หลังอีกกี่ stage รอรับอยู่ข้างหลังเรียงต่อๆกันผ่านลำโพงจนไปถึงหูคนฟัง

ถ้าคุณอ่านที่ผมอธิบายไว้ข้างบนเข้าใจ เรื่อง THD IMD อะไรต่างๆนาๆอย่างนี้น่าจะจบไปแล้ว แล้วอีกอย่างผมไม่เคยพูดถึงเรื่องเสียง ผมพูดแต่เรื่องเสป็ก ถ้าคุณจะแย้งอะไรช่วยอธิบายให้เป็นหลักการหน่อยได้มั๊ยครับ

คุณ nopphog ครับหูคุณรับรู้ไม่ได้ก็ดีแล้วครับ ประหยัดเงินดี ผมก็แค่ให้ความสำคัญกับหูคนอื่นๆเขารับรู้ได้ก็เท่านั้นครับไม่ว่าจะเป็นคนส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่ก็ตามไม่เกี่ยวกันเลย อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานเรื่องเสียงซิครับ
คุณเข้าใจผิดเสียแล้วล่ะครับ เราไม่ได้พูดว่ามันมีกี่สเตจ และตัวแรกเพี้ยนตัวหลังเพี้ยนอะไร
ที่เราพูดคือความเพี้ยนของทั้งระบบรวมกัน
เพราะเรากำลังพูดถึงเครื่องเสียง hifi ที่ทั้งระบบโดยรวมคงไม่มีใครให้ความเพี้ยนสูงเกิน 0.1% หรอกครับ แล้วถามว่าความเพี้ยนระดับ 0.1% กับ เรื่องของของรูปสัญญาณและเฟส อันไหนมีผลต่อหูคนมากกว่ากัน

ทั้งนี้ไม่ได้อ้างจากหูของผมหรือความชอบส่วนตัวของผมคนเดียว แต่อ้างจากคนจำนวนมากที่ได้ทดลองฟังมาแล้ว เพราะผมหูตะกั่วครับ ออกแบบเสร็จทำเสร็จต้องให้คนในวงการมากกว่าสิบคนขึ้นไปทดลองฟังก่อนตัดสินใจว่ามันดีหรือไม่ดี ไม่ใช่วัดเอาแล้วมันเพี้ยนน้อยแล้วเหมาเอาว่ามันจะต้องดีแน่ๆ

เรื่องทฤษฎีกับบฎิบัติผมคิดอย่างนี้ครับ คือตอนออกแบบเราใช้ทฤษฎีออกแบบให้มันเพี้ยนน้อยที่สุด(แน่นอนถ้าทฤษฎีพื้นฐาณไม่ได้จะออกแบบได้ยังไง) แต่เมื่อวงจรออกมาแล้วถ้ายังไม่ลองฟังมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่ามันเสียงดีหรือไม่ ให้เอาเครื่องมืออะไรวัดก็ตาม ให้วัดแล้วมันเพี้ยนต่ำสุดๆก็ตาม ไม่ได้บอกเลยว่าแอมป์ตัวนั้นจะเสียงดีครับ

ที่สงสัยอีกอย่างคือเราจะมาพูดเรื่องสเปกเรื่องความเพี้ยนกันทำไมถ้ามันมีไม่ผลกับการฟัง(เพราะเครื่องเสียง hifi มัน thd ต่ำกว่าที่หูจะรับรู้ได้) เพราะเราคงไม่ได้ตัดสินเครื่องเสียงกันด้วยสเปกครับถ้าคุณฟังสเปก ไม่ได้ฟังเสียงก็อืม..เข้าใจครับ

เหตุผลและทฤษฎีในคำตอบของผมมีอยู่ทีนี้ก็แล้วแต่ว่าพยายามจะอ่านหรือเข้าใจหรือไม่ ตอนนี้รู้สึกเหมือนฝ่ายเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงที่ต่างฝ่ายต่างยกเอาเหตุผลของตัวเองที่ไม่ตรงกันขึ้นมาพูดโดยไม่พยายามรับฟังอีกฝ่ายครับ

ส่วนกระทู้อีกอันผมก็ตอบไว้แล้ว และก็ถามไว้แล้วไม่เห็นคุณตอบเช่นกันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ธันวาคม, 2008, 01:11:16 pm โดย nopphong »


ออฟไลน์ Martra

  • www.vonorfivestars.com
  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,390
    • เพศ:ชาย
  • "One Stop Solution for Bed and Bedding Products"
    • http://www.vonorfivestars.com
ถ้าคุณอ่านที่ผมอธิบายไว้ข้างบนเข้าใจ เรื่อง THD IMD อะไรต่างๆนาๆอย่างนี้น่าจะจบไปแล้ว แล้วอีกอย่างผมไม่เคยพูดถึงเรื่องเสียง ผมพูดแต่เรื่องเสป็ก ถ้าคุณจะแย้งอะไรช่วยอธิบายให้เป็นหลักการหน่อยได้มั๊ยครับ

ส่วนหม้อแปลงที่ o/p ที่เขาเรียกว่า OPT อะไรนี่ที่ไปต่อกับลำโพงก็เป็นถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติที่ไม่สามารถตอบสนองความถี่ลงไปถึงความถี่ต่ำๆถึง 10Hz ได้ ถ้าอยากได้ความถี่ต่ำขนาดนั้นคงต้องพันหม้อแปลงตัวเท่ารถ ดังนั้นลองเอาหลอดมาเปิดเพลง rock ดูซิครับ ไม่ต้องเปิดดังก็ได้เอาเบาๆ เละ สำหรับคนไม่เคยเล่นหลอดอย่างผมแล้ว จากการที่ผมประเมิณแล้วก็เลยไม่คิดจะลองเล่นหลอดแล้วครับ

แล้วอย่างนี้ คุณ RF ไม่เคยฟังหลอด รู้แต่สเป็กก็ไม่ควรไปตัดสินว่าหลอดให้"เบสเละ" จริงหรือเปล่าครับ?
 :D
Vinyl Sound = Toe Tapping and Heaven on Earth...:dj


ออฟไลน์ MuhMuh

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,038
    • เพศ:ชาย
  • รถแก่ๆ แอมป์เก่าๆ เราDIYสบายใจ
....โปรดใช้วิจารณะญาณในการอ่าน เด็กอายุต่ำว่า 15 ปีควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำในการอ่าน  :D

แต่ถ้าเด็กหญิงเล็กๆ อายุเกิน 18 แล้วยังต้องการคำแนะนำอยู่ ผมยินดีเป็นที่ปรึกษาครับ อิอิอิ  :secret  ;D
ข้อมูลตัวตนครับ http://www.htg2.net/index.php?topic=38750.0


ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย
ก็อย่างที่ผมบอกท่านอื่นๆที่สนใจ(สำหรับคุณ nopphong แหละครับเกินรอบที่สามแล้ว) ตั้งแต่ amplifier stage แรก ถ้ามี IMD THD noise สูง linearlity ไม่ดี    stage หลังอีกกี่ stage รอรับอยู่ข้างหลังเรียงต่อๆกันผ่านลำโพงจนไปถึงหูคนฟัง

ถ้าคุณอ่านที่ผมอธิบายไว้ข้างบนเข้าใจ เรื่อง THD IMD อะไรต่างๆนาๆอย่างนี้น่าจะจบไปแล้ว แล้วอีกอย่างผมไม่เคยพูดถึงเรื่องเสียง ผมพูดแต่เรื่องเสป็ก ถ้าคุณจะแย้งอะไรช่วยอธิบายให้เป็นหลักการหน่อยได้มั๊ยครับ

คุณ nopphog ครับหูคุณรับรู้ไม่ได้ก็ดีแล้วครับ ประหยัดเงินดี ผมก็แค่ให้ความสำคัญกับหูคนอื่นๆเขารับรู้ได้ก็เท่านั้นครับไม่ว่าจะเป็นคนส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่ก็ตามไม่เกี่ยวกันเลย อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานเรื่องเสียงซิครับ แหม๋ ผมกำลังคุยเรื่องทฤษฎีครับถ้าใครดูถูกว่าทฤษฎีไม่สำคัญ ทำจริงไม่เป็นไปตามทฤษฎี ผมบอกได้เลย คิดผิดครับ ทฤษฎีที่เราเรียนกันเริ่มจากง่ายสุดทุกอย่างเป็นอุดมคติ พอยิ่งขั้น advance ขึ้นไปเนี่ยจะมีความไม่เป็นอุดมคติในทางปฏิบัติเข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นไปเรื่อยๆ ทฤษฎีไม่ได้หมายความจำเป็นต้องเป็นแค่กระดาษหรือแค่ในอุดมคติเท่านั้นนะครับ ทฤษฎีพื้นฐานยังไม่ได้ จะไปเอาอะไรกับปฏิบัติ ก็ปฏิบัติมั่วซิครับออกมาดีหรือไม่ดีก็ได้ ผมทำ tranceiver ระดับความถี่ 10GHz ถึงระดับ 40GHz คุณคิดว่าถ้าผมเป็นเสือกระดาษเนี่ย ทฤษฎีจัดอย่างเดียว ผมจะรอดมั๊ย มีอุปกรณ์อะไรที่เป็นอุดมคติให้ผมใช้มั่ง ถ้าไม่มีเครื่องมือวัดผมก็ทำไม่ได้ครับ เพราะจะต้องมันมั่วเหมือนคนตาบอด แล้วอะไรที่ผมเข้าใจผิดเนียผมก็ยินดียอมรับ ก็ถือเป็นความรู้ใหม่ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายเลย ไม่มีใครเก่งไปซะทุกเรื่องในโลกนี้หรอกครับ ฝากลองไปคิดดูนะครับ ฟังๆไว้บ้างก็ดี

ว่างๆก็ช่วยไปตอบคำถามที่ผมถามคุณในกระทู้ชื่ออื่นด้วยนะครับ
เบื่อ


ออฟไลน์ nopphong

  • *****
    • กระทู้: 915
การคุยเรื่องต่างๆต้องคุยให้รอบด้านครับ
จะโฟกัสกันที่สิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างเดียวไม่ได้ เพราะสิ่งที่ไม่สามารถวัดและไม่สามารถหาที่มาที่ไปได้ยังมีอยู่อีกเยอะ เช่นเรื่องรอบตัวที่เจออยู่ทุกวันอย่างแรงดึงดูดเราก็ยังไม่รู้ว่าทำไมมวลสองอันเข้าใกล้กันจึงดึงดูดกัน เราเพียงรู้ว่ามันดูดกันและคิดสูตรออกมาว่าแรงดูดมันเท่าไร

เช่นเดียวกับแอมป์ เราอาจจะไม่รู้ว่าทำไมทำแบบนี้แล้วเสียงถูกหูคนส่วนใหญ่ เราเพียงรู้ว่าแบบนี้ละคนส่วนใหญ่ชอบ
เราไม่ต้องพูดว่าชุดและการรับฟังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะที่ออกความเห็นมันไม่ใช่ความเห็นของคนๆเดียว แต่มันเป็นความเห็นของคนจำนวนมาก ที่ได้ทดลองฟังบนระบบต่างๆกัน และสภาพแวดล้อมต่างๆกัน และคนฟังหลากหลาย โดยเราได้รวบรวมเอามาแล้วว่าส่วนใหญ่ออกมาแนวนี้ โดยไม่ต้องพูดถึงคนส่วนน้อยซึ่งแน่นอนต้องมีคนที่ชอบและไม่ชอบ เช่นเดียวกับบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่ชอบกินเผ็ด เราคงไม่บอกว่าโอ้ยแต่ละคนรับความเผ็ดได้ไม่เหมือนกัน อาหารรสชาติก็ไม่เหมือนกัน เวลาทำโพลต้องให้คนกินอาหารชนิดเดียวกันสิ :P

เมื่อเราได้ว่าแล้วว่าคนชอบแบบนี้เยอะ เราก็มาหากันว่าทำไมคนถึงชอบ ทั้งๆที่โดยสเปกแล้ว คนควรจะไม่ชอบเพราะมันเพี้ยนมากกว่าอีกระบบ

อย่าง thd ,imd เครื่องมือวัดสามารถรับรู้ได้ แล้วหูคนล่ะรับรู้ได้แค่ไหน แล้วมันสำคัญเท่ากับ ความรวดเร็วของสัญญาณและรูปคลื่นที่ถูกต้องของสัญญาณไหม เพราะถ้าเคยเอาสโคปวัดสัญญาณเสียง เราจะพบว่ารูปคลื่นมันไม่ได้เป็นไซน์ และรูปคลื่นซีก + และซีก - ไม่เหมือนกันเสียอีก เป็นไปได้ว่าหูคนรับรู้ในส่วนนี้ได้ชัดเจนกว่าแค่ความเพี้ยน thd ,imd

เรื่องของเฟสสัญญาณก็สำคัญ คนเราสามารถรับรู้การเลื่อเฟสของสัญญาณได้โดยจะรับรู้เป็นตำแหน่งของต้นกำเนิดเสียง ดังนั้นอุปกรณ์ที่มีการเลื่อนเฟสอย่างไม่สมดุลกันทุกความถี่ อย่าง opt อาจจะมีส่วนทำให้มิติของชิ้นดนตรีแตกต่างไป ซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรนึงที่ทำให้คนชอบก็ได้ครับ

ทั้งหมดข้างบนนี้เป็นเพียงข้อสังเกตุ โปรดใช้วิจารณะญาณในการอ่าน เด็กอายุต่ำว่า 15 ปีควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำในการอ่าน  :D


ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย
ขอคุณครับคุณ redbook สำหรับคำแนะนำ ลองใช้ดูซะเลย

อ้างจาก: ชื่อคนเขียน http://www.htg2.net/index.php?action=post;topic=39981.100;num_replies=125#top
ช่วงเเรกที่เริ่มศึกษางาน DIY ใครพูดอะไรเชื่อหมด ตอนหลังเริ่มรู้ว่า บางคนอยากทำตัวเป็นผู้รู้ (อวดรู้ กลัวไม่ได้เป็นปรามาจารณ์) เเล้วชอบตอบเรื่องที่ตัวไม่รู้จริงอย่างมั่นใจ ไม่มีคำเตือนในคำตอบนั้นๆ

ผมเห็นด้วยนะครับ
เห็นด้วยครับ อย่างที่พี่ PINIJ ว่า ดังนั้นบางทีผมอาจจะอยู่ในข่ายพวกรู้ไม่จริงแล้วอวดรู้กลัวไม่ได้เป็นปรามาจารย์อยู่ก็ได้ ถ้าบางคนมองว่าผมเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไรไม่แปลกครับ แหะๆ ผมก็ไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์กับการเป็นปรามาจารย์ในเวปนี้ ผมเป็นใครก็ไม่มีใครรู้จัก จะไปลงสมัคร สส อบต อบจ ก็ไม่ไช่ ก็ง่ายๆนะครับฟังหูไว้หูถ้าคิดว่าตรงไหนที่ผิดก็แย้งแสดงความคิดเห็นได้ open อยู่แล้วนะครับ ก็ขอฝากเพื่อนทุกคนว่าไม่ต้องสนใจที่ตัวผม ให้สนใจ focus ไปที่ fact ครับ ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากใส่ชื่อหรอกครับเพราะคนก็มีหลายประเภทไม่รู้แต่ละคนเขาคิดกันยังไง บางทีเราพูดอะไรไปขัดแย้งกับความเชื่อเขาเข้าก็โดนด่าอีก เอาว่าของทุกอย่างในโลกนอกโลกมันก็มีอยู่ของมันเป็นจริงของมันอยู่อย่างนั้นไม่จำกัดกาล อันไหนที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายการเกิดปรากฎการมารองรับได้นั่นเป็นเพราะเขาไม่รู้ครับ เขาถึงต้องคนคว้าทำวิจัยเพื่อหาคำตอบไงครับ พอรู้กลไกเกิดการของมันแล้วจึงสามารถประยุกต์พัฒนาเอาไปใช้งานได้
 
แหม๋ น่าจะบังคับทุกคนใช้เครื่องเล่นCD/DVD เดียวกันเผ่นเพลงเดียวกัน ลำโพงเดียวกัน ห้องเหมือนกันเดะ นั่งฟังที่เดียวกันด้วยนะ ต่างกันแค่ amp นะครับ ไม่งั้นไม่จบครับ ตัวแปรเยอะเกิน ผมถึงชอบคุยที่เสป็กไงครับ ไม่คุยกันที่เสียง ต่างคนต่างใช้อะไรก็ไม่รู้ ผลลับออกมาเลยต่างกัน

สุดท้ายก็ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้นะครับ แต่ถ้าจะแย้งก็ควรคำอธิบายแบบชัดเจน
เบื่อ


ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย
อะขอโทษครับ พี่ PINIJ เมื่อวานผมลองวาดเล่นๆดูใน profile หลัง post เสร็จ แล้วก็ไม่ได้สังเกตุนะครับ ผมไม่นึกว่ามันจะออกมาโชว์ในหน้าที่ post ไปด้วย
เพิ่งสมัครนะครับ หัดเล่น option ในเวปบอร์ดนี้อยู่นะครับ ขนาดอ้างถึงที่เขาทำกัน ผมยัง งงๆเลย post อ้างถึงเปล่าๆผิดไปหลายรอบแล้ว
ปล เอาออกแล้วครับ นึกว่ามันแสดงอยู่ใน profile ผมอย่างเดียว ต้องขอโทษด้วยนะครับคุณ PINIJ
เบื่อ


ออฟไลน์ PINIJ

  • Super Star.
  • **
    • กระทู้: 2,474
  • vinyLPhile
    • PhooPheemKoff
ผมชอบคนที่กล้าเตือนในสิ่งที่ผิดอย่างนี้มากๆ ครับ :clap

เย้กระทู้สร้างสรรค์   c)  คนรับก็กล้าคับผม  O0  ชอบ ๆ ผิดไม่เป็นไร ช่วยๆกัน ปูเสื่อ รอหนังฉายต่อ
ช่วงเเรกที่เริ่มศึกษางาน DIY ใครพูดอะไรเชื่อหมด ตอนหลังเริ่มรู้ว่า บางคนอยากทำตัวเป็นผู้รู้ (อวดรู้ กลัวไม่ได้เป็นปรามาจารณ์) เเล้วชอบตอบเรื่องที่ตัวไม่รู้จริงอย่างมั่นใจ ไม่มีคำเตือนในคำตอบนั้นๆ  มือใหม่อย่างผม กลายเป็นมือกลางๆ ก็เลยรู้สึกไม่ดีกลับคนที่ ตอบลักษณะอวดรู้เเต่ไม่รู้จริงน่ะครับ  ผมจึงต้องระวังในการตอบเป็นอย่างมาก ถ้าไม่เเน่ก็จะบอกไว้เสมอว่า เราไม่เเน่ใจ   เเต่ครั้งนี้รีบตอบไปหน่อย เลยไม่ได้คิดให้ดีก่อนตอบ เลยยกตัวอย่างผิดไปหน่อย คือพยามให้ตรงกับเรื่องที่คุยกัน เลยใช้สายกีต้าร์เป็นตัวอย่าง เเต่ถ้าผมยกตัวอย่างเป็น เครื่องเสียงที่วางบนสปริง ก็คงจะเข้ากับคำบรรยายที่ให้ไว้ครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ธันวาคม, 2008, 12:45:01 pm โดย PINIJ »
ข้อมูลส่วนตัว  http://phoopheem.multiply.com/ Thai Arabica Peaberry Coffee  กำลังพยายามปรับปรุงการคั่วกาแฟให้อร่อยที่สุดสำหรับตัวเองอยู่
MyFacebook  https://www.facebook.com/pinij.parnichwatra


ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย

ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย
ต้องขอโทษนะครับ ผมใช้รบอ้างถึงไม่เป็น มันเลยโพสอะไรมั่วๆลงไป เอาว่าผมจะก็อปข้อความาเปะใว้ในเครื่องหมาย "xxx" เพื่อตอบแล้วกันครับ

จาก Mr.Tube "IV Curve ของหลอด (และ MOSFET, JFET) เกี่ยวกับ Dynamic Range อย่างไรครับ รบกวนช่วยขยายความด้วยครับ และเห็นคุณ RFlover พูดถึง IMD ซึ่งเป็นความเพี้ยนอย่างหนึ่ง อยากทราบว่า IMD มีผลต่อสัญญาณ Output อย่างไร และมีผลต่อการรับฟังหรือไม่ อย่างไรครับ"
ตอบนะครับ ขออธิบายยาวหน่อยเพื่อคนที่ยังไม่เข้าใจ
1.อย่างที่ผมบอกในข้อความก่อนหน้าขอ้ความนี้ ผมพูดว่าผมไม่เคยเล่นหลอด ผมไม่ไม่รู้ IV curve หลอด ผมถามอาจารย์รุ่นเก่าๆมาเขาบอกว่า IV curve หลอดคล้าย JFET MOSFET ผมไม่เคยวัดหลอด เคยแต่ฟัง
2. IMD คือ Inter Modulation distortion มีหลายอันดับ ตัว IMD เกิดจากผลพวงของ Harmonic distortion ผมจะค่อยอธิบายให้เห็นภาพ ในแกน Frequency Domain (อันนี้ซึ่งที่เห็นใน spectrum analyzer ไม่ real time นะครับ) ต้องคิดไว้ในใจก่อนตอนนี้เรากำลังพูดถึงองค์ประกอบทางความถี่ของสัญญาณใน frequency domain ซึ่งยังไม่ได้รวมไปถึงความผิดเพี้ยนทาง phase
ผมเห็นหลายคนพูดถึงแต่ THD ซึ่งการวัด THD เป็นแค่การวัด distortion ทั้งหมดที่เกิดขึ้นสัญญาณ Sine เพียงสัญญาณเดียว โดยเขาก็วัดตั้งแต่ 10Hz ค่อยๆ step ขึ้นจนถึง 20kHz แล้วไป plot ลงกราฟ
คำถามคือ Distortion เกิดจากอะไร? พูดถึงในแง่ของวงจรไฟฟ้าอย่างเดียวไม่ว่าจะเป็นวงจรอะไรก็ตามมันก็เกิดจาก ความไม่เป็นเชิงเส้น (non-linear) ของวงจร นั่นคือ distortion เกิดจากการที่คุณป้อนสัญญาณเข้าไปในวงจรอะไรก็ตามแล้วรูปของสัญญาณที่ได้ออกมามันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ถ้าวงจรที่ว่าเป็นวงจรขยาย (หม้อแปลง output ของหลอดคุณก็มี distortion เด๊วเราค่อยมาคุยกันเอาให้จบเรื่องนี้ก่อน) ที่เราต้องการขยายขนาดของสัญญาณเท่านั้น เช่นป้อนสัญญาณ sine 1Vp-p 1kHz อัตราขยายวงจร 2เท่า ก็ต้องออกมาได้ sine 2Vp-p 1kHz เอาแค่ความถี่เดียวก่อนนะครับ คราวนี้ นั่นคือป้อนความถี่เดียว1kHz ออกความถี่เดียว 1kHz แต่แอมปริจูดเพิ่มขึ้น 2 เท่า ถ้าวงจรไม่เป็นเชิงเส้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยวงจรไป distort สัญญาณ เสีย สัญญาณที่ได้ออกมา จะมี Harmonic ความถี่ที่ n เท่าของความถี่มูลฐาน(ในที่นี้คือ 1kHz) ไล่กันไป x2,x3, x4,... xn โผล่ออกมาเป็นของแถม Gain อัตราการขยายที่ความถี่ 1kHz จะเริ่มลดลงจากเดิม กำลังงานส่วนอื่นจะเสียไปโผล่ที่ Harmonic อันดับต่างๆแทน คราวนี้ถ้าคุณอยากได้ power output เพิ่มขึ้นอีก ก็อัดสัญญาณ input เพิ่มเข้าไป คุณได้ output ที่ 1kHz เพิ่มครับ แต่ Gain วงจรคุณลดลงไปอีก กำลังงานจะไปโผล่ที่ Hramonic เพิ่มขึ้นแทนมากกว่า พอเห็นภาพนะครับ
คำถามต่อ รู้จักวงจร Mixer มั๊ยครับ ไม่ไช่ Mixer ทางด้าน Audio ที่เอาสัญญาณหลาย channel มายำๆกันให้ไปออก channel เดียว ถ้าคนเคยออกแบบเครื่องรับเครื่องส่งพวกก็จะรู้ดี วงจร mixer ทำหน้าที่เป็นวงจร frequecy conversion ทำได้ทั้ง up conversion down converion คือ modulate สัญญาณ up ความถี่ขึ้น หรือ down ความถี่ลง วงจร mixer นี่ ต้องอาศัยความไม่เป็นเชิงเส้น non-linear ของตัวอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น BJT FET diode หลอด เป็นได้หมดครับ คราวนี้พอนึกกันออกแล้วนะครับ
เริ่มกันต่อ สัญญาณเสียงไดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลง เสียงเด็กร้อง เสียงหมาเห่า เสียงควายคลอดลูก เสียงพวกนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลานึง ซึ่งแต่ละเสียงก็ประกอบไปด้วยความถี่มูลฐานของสัญญาณ sine หลายๆความถี่ ซึ่งมี phase และ amplitude ที่แตกต่างกันในช่วงเวลา period นั้นๆ ดังนั้นในโลกของความจริง amplifier ไม่ได้ขยายสัญญาณเพียงความถี่เดียว คราวนี้ลองย้อนกลับไปมองเรื่อง Hamonic Distortion, Mixer, แล้วก็องค์ประกอบของสัญญาณเสียง มันจะเกิดอะไรขึ้นครับลองคิดดู ผมบอกได้เลยว่าเกิด frequency conversion ทั้ง up down ผสมกันให้มั่วแล้วออกมาทาง output ของวงจร ถ้ามั้นเกิดสัญญาณแปลงปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาในระดับต่ำหูบางคนแยกไม่ออกก็ดีไป ถ้าเกิดสูงคุณก็ได้ยิน แต่ระวังอย่างนึงผมไม่ได้ ponit ไปว่าเสียงดีหรือไม่ดีนะครับ เพราะบางคนชอบเสียงเพี้ยนเพราะดี ผมกำลังพูดเกียวกับว่า amplifier spec ดีหรือไม่ดี
กลับมาเรื่อง IMD ครับ จากอธิบายไปทั้งหมด บางคนคงร้องอ๋อแล้ว เมื่อกี้เราพูดถึงเราป้อน input ความถี่เดียว 1kHz คราวนี้ถ้า input มีหลายความถี่เหมือนสัญญาณเสียงละ ผมสมุติเอาให้ง่ายๆพอสังเขบนะครับ เพิ่มไปอีกซักความถี่นึง 1.5kHz ป้อน two tone เข้าไป ที่ 1kHz กับ 1.5kHz คุณก็ได้ Harmonic ของ 1kHz พร้อม Harmonic กับ 1.5kHz เรียงแถวกันออกมาอย่างสวยงาม แล้วแต่ละตัวรวมทั้งความถี่มูลฐานด้วยก็ผสมความถี่ กันอย่างเมามัน เกิด IMD หลายๆอันดับขึ้น นี่แค่สองความถี่นะครับ อะอย่าง IMD3 คือ IMDอันดับที่3 เนี่ยคุณก็จะมีความถี่ 2kHz กับ 0.5kHz มายืนเคียงข้าง เอแล้วมันมาจากไหนละครับ
ผมจะเปรียบเทียบกับระบบเครื่องส่งความถี่วิทยุ FM ชุมชน ให้ฟังจะได้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น สมัยนี้วิทยุชมชนขึ้นเป็นดอกเห็ดวงจรเครื่องส่ง 15W ยัน 300W หรือมากกว่านั้นก็มีขายใช้กันเกลื่อนกลาดที่ผลิตในประเทศไทยทำกันแบบชาวบ้านจริงๆ spec ก็เขียนกันมั่วๆขึ้นมาก็เยอะ แถมที่ผมเห็นของที่ทำในไทยเห็นกันจะๆใช้วงจรขยาย class C ซะเป็นส่วนใหญ่ ไอ้พวกนี้แหละครับที่ทำให้คุณฟังวิทยุคลื่นช่องต่างๆไม่ชัด ไอ้ช่องอื่นข้างๆ มันปล่อย IMD เข้ามากวนทำให้คุณได้ยินเสียงจากช่องสถานีอื่นปนขึ้นมาซ้อนทับกัน เนื่องมาก IMD นี่แหละครับ จูนให้ตายก็ไม่ชัด แล้วก็ไม่สามารถเอา วงจร filter ชนิดๆไดๆในโลก จูนออกได้เพราะมันซ้อนทับอยู่ใน channel ที่คุณฟัง เห็นภาพแล้วนะครับ 

เสริมนิดนึง นี่เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่อง phase distortion ไหนก็ไหนๆแล้วขออ้างถึงซะเลย สมมุติว่า วงจร amplifier คุณสุดยอด เป็นเชิงเส้น linear สุดๆในทางด้านไม่มี Harmomic distortion ไดๆ ถ้า group delay ของสัญญาณในวงจรขยายสัญญาณคุณสูง เสียงก็เพี้ยนครับ ใน time domain รูปคลืนของสัญญาณเสียงคุณที่ได้ออกมาก็เปลี่ยน เหมือนพวกตัวทำ effect ในระบบเสียงต่างๆซึ่งอันนั้นจงใจทำ

พอดีผมเหลือบไปเห็นคำตอบที่ #65 ของคุณ Mr.Tube นะครับ
"อ่านจาก 2 ย่อหน้านี้เราเข้าใจตรงกันครับ และตอนนี้เราก็แยก ความเพี้ยน และ ฮาร์โมนิก ออกจากกันได้แล้ว ว่ามันเป็นคนละเรื่องกันครับ ความเพี้ยน ก็คือความไม่ตรงกับต้นแบบ ส่วนฮาร์โมนิกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เสียงเครื่องดนตรีมีเอกลักษณ์ แล้วถ้าเราเอามารวมกันเป็น -ความเพี้ยนฮาร์โมนิก- ล่ะครับ มันจะมีความหมายอย่างไร"
<-- คราวนี้คงชัดเจนนะครับว่าที่ความถี่เพียงความถี่เดียว ความเพี้ยนของสัญญาณที่มันเปลี่ยนรูปไปมันเกิดจาก distortion เนื่องจากวงจรไม่เป็นเชิงเส้น แล้ว distortion นี้เองทำให้เกิดฮาร์โมนิค และในโลกของความเป็นจริงสัญญาณไม่ได้มีความถี่เดียวเข้าไปขยายในวงจร amplifier ดังนั้น จึงเกิด intermodulation ขึ้น ซึ่งเราก็เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า intermodulation distorion หรือย่อว่า IMD

ต่างคนต่างแนวเสียง สำหรับผม source มายังไงพอมาถึงหูผมควรจะเป็นอย่างนั้นให้ได้ไกล้ความจริงบันทึกมามากที่สุด แนวเสียงผม flat ครับ ไม่ชอบการปรับแต่งไดๆทั้งสิ้น จะหลอด จะอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ หรือจะเป็นต้นไม้ ถ้ามันสามารถทำในสิ่งที่ผมต้องการในข้างต้นได้ ผมเล่นมันหมดละครับ ถ้าไม่แพงจนเกินเหตุ อย่างที่บอกมายังไงไปอย่างงั้น เราไม่ได้พูดกันเรื่องเสียงหรือความชอบนะครับ เราคุยกันเรื่อง spec ว่าแอม spec ดี และ ไม่ดี มันวัดกันที่อะไร ก็น่าแปลกหลายคนพูดถึงแต่ THD ไม่มีใครพูดถึง IMD กันเลย หรือความเพี้ยนเนื่องจาก group delay ของสัญญาณกันเลย ผมละชอบจริงๆเลยครับความถี่ต่ำทำง่าย

เรื่องหม้อแปลงขอเถิบไปอีกตอบอีกข้อความถัดไป นะครับ คุณ Mr.Tube เพราะว่าข้อความนี้ยาวพอแล้ว




เบื่อ


ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย
ผมว่าเราน่าจะหาหนังสือเก่าๆสมัยคุณพ่อเรียนยังเด็กๆมาอ่านครับเกี่ยวกับคุณสมบัติของหลอดมัยนั้นเนี่ยก็เป็นช่วงรอยต่อระหว่าหลอดกับทรานซิสเตอร์เลย แล้วก็อ่านของทรานซิสเตอร์ แล้วก็ดู application วงจรที่เขาใช้งานด้วย หนังสือพวก text book นะครับ จะได้เลิกเถียงกันซะที

แล้วถ้า Textbook 2 เล่มเขียนเรื่องเดียวกันนี้ไว้แตกต่างกัน เราควรจะเชื่อเล่มไหนครับ แล้วถ้าเล่มที่ 3 เขียนอีกแบบล่ะ  :D เราก็ยังคงต้องถกเถียงกันต่อไปเพื่อหาความสมเหตุสมผลที่มากกว่าในเนื้อหาที่ระบุใน Textbook 3 เล่มนั้น จริงไม๊ครับ? Textbook ไม่เห็นเกี่ยวด้วยเลยครับ ประเด็นคือความเข้าใจต่างหากครับ ถกกันแบบนี้ก็เห็นมีแต่คนเข้าใจมากขึ้น ทำไมถึงจะให้เลิกละครับ  :-\

อ้างถึง
ก็เห็นพูดเกี่ยวกับ THD กัน มันไม่ไช่แค่ THD หรอกครับมันมี IMDทุกอันดับเป็นของแถมเพิ่มเข้ามาจากการ upconvert downconvert กันให้มั่ว จาก distortionทุกกๆความถี่มา modulate กันให้มั่วเข้าด้วยกัน ผมเองก็ไม่รู้เรื่องหลอด แต่จากการถามอาจารย์รุ่นเก่าๆ (เราไม่ไดพูดกันถึงเรื่องเสียงนะครับ พูดเรื่องคุณสมบัตรของอุปกรณ์) หลอดเนี่ย IV curve คล้ายกับพวก MOSFET JFET ถ้ามันคล้ายๆกัน แบบนี้นั่นก็คือ dinamic range น่าจะสูงตาม

IV Curve ของหลอด (และ MOSFET, JFET) เกี่ยวกับ Dynamic Range อย่างไรครับ รบกวนช่วยขยายความด้วยครับ และเห็นคุณ RFlover พูดถึง IMD ซึ่งเป็นความเพี้ยนอย่างหนึ่ง อยากทราบว่า IMD มีผลต่อสัญญาณ Output อย่างไร และมีผลต่อการรับฟังหรือไม่ อย่างไรครับ

อ้างถึง
ส่วนหม้อแปลงที่ o/p ที่เขาเรียกว่า OPT อะไรนี่ที่ไปต่อกับลำโพงก็เป็นถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติที่ไม่สามารถตอบสนองความถี่ลงไปถึงความถี่ต่ำๆถึง 10Hz ได้ ถ้าอยากได้ความถี่ต่ำขนาดนั้นคงต้องพันหม้อแปลงตัวเท่ารถ ดังนั้นลองเอาหลอดมาเปิดเพลง rock ดูซิครับ ไม่ต้องเปิดดังก็ได้เอาเบาๆ เละ
สำหรับคนไม่เคยเล่นหลอดอย่างผมแล้ว จากการที่ผมประเมิณแล้วก็เลยไม่คิดจะลองเล่นหลอดแล้วครับ 

ผมสงสัยที่คุณ RFlover แนะนำให้ลองเอาเครื่องหลอดมาเปิดเพลง Rock ดู และคุณ RFlover ให้ความเห็นว่า -เละ- ในขณะที่คุณ RFlover บอกว่าไม่เคยเล่นหลอด ผมค่อนข้างสับสนกับ Logic ตรงนี้ครับ และสงสัยกับคำว่า -เละ- ที่อยากให้ช่วยขยายความหน่อยครับ ว่า -เละ- ยังไง และมัน -เละ- ทุกตัวเลยไม๊จาก 0 ตัวที่คุณเล่นมา

ส่วนเรื่อง OPT นั้น มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับ OPT สามารถตอบสนองความถี่ 10Hz หรือต่ำกว่านั้นได้ ขอแค่ไม่เป็น DC ก็พอครับ การตอบสนองความถี่ต่ำขึ้นกับค่า Primary Inductance ของ OPT เป็นหลัก จริงอยู่ว่าอยากได้ค่า Pri L สูงๆ ขนาดหม้อแปลงจะใหญ่ขึ้นแต่ไม่ได้เว่อร์ขนาดเท่ารถครับ น่าจะเป็นคำเปรียบเปรยที่พูดต่อๆ กันมามากกว่าข้อเท็จจริงครับ หม้อแปลงขนาดวางบนฝ่ามือสามารถทำให้มีค่า Pri L ถึง 500H ได้ และถ้าใช้กับตัวขับ Imp 10k จะตอบสนองได้ต่ำกว่า 5Hz ครับ :)
เบื่อ


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
ผมชอบคนที่กล้าเตือนในสิ่งที่ผิดอย่างนี้มากๆ ครับ :clap

เย้กระทู้สร้างสรรค์   c)  คนรับก็กล้าคับผม  O0  ชอบ ๆ ผิดไม่เป็นไร ช่วยๆกัน ปูเสื่อ รอหนังฉายต่อ


ออฟไลน์ PINIJ

  • Super Star.
  • **
    • กระทู้: 2,474
  • vinyLPhile
    • PhooPheemKoff
http://en.wikipedia.org/wiki/Vibrating_string

อยู่ในนี้ครับ ลองเข้าไปอ่านกันดูครับ ต้องขอขอบคุณ คุณธูปอีกครั้งครับ ที่เตือนมา ผมชอบคนที่กล้าเตือนในสิ่งที่ผิดอย่างนี้มากๆ ครับ :clap
ข้อมูลส่วนตัว  http://phoopheem.multiply.com/ Thai Arabica Peaberry Coffee  กำลังพยายามปรับปรุงการคั่วกาแฟให้อร่อยที่สุดสำหรับตัวเองอยู่
MyFacebook  https://www.facebook.com/pinij.parnichwatra


ออฟไลน์ PINIJ

  • Super Star.
  • **
    • กระทู้: 2,474
  • vinyLPhile
    • PhooPheemKoff
Resonance ขอยกเอาตัวอย่างแบบให้เห็นกัดชัดเจนคือ สายกีต้าร์ที่เราดีดมันนั้น ก็คือความถี่ Resonance ของมันซึ่งจะสามารถหาค่าได้จาก ความแรงของสายที่เราดีดมัน (k) หาญด้วยน้ำหนักของสายเส้นนั้นในช่วงที่มันสั่น (m) ทั้งหมดอยู่ในสะแควร์รูทสองครับ

จะเห็นว่าถ้าเราขันสายตึงขึ้น แรงดีดก็ต้องใช้แรงมากขึ้น (k มากขึ้น) น้ำหนักสายไม่น่าเปลี่ยนไปมากจนไม่ต้องนำมาคิดได้ จะเห็นว่าถ้าเราใส่ไปในสูตรข้างบน เราก็จะได้ความถี่รีโซเนนซืที่สูงขึ้น ซึ่งเราก็จะได้ยินเสียงที่สูงขึ้นเช่นกัน นี่คือตัวอย่างประโยชน์ของ Resonance และสูตรอย่างง่ายๆ

อันนี้ไม่ถูกต้องครับ เมื่อเราดีดกีต้าร์แรงขึ้น เราจะได้ความถี่เท่าเดิมแต่ดังขึ้นครับ คือ Frequency เท่าเดิม แต่ Amplitude มากขึ้นครับ สูตรคำนวณคาบ Resonance ของ String Instrument มาจากค่าความตึงสาย (Tension) และค่า Elastic Modulus ของวัสดุที่ใช้ทำสายครับ (หรือ Young's Modulus นี่แหล่ะ ผู้รู้ช่วยยืนยันอีกทีนะครับ) ถ้าจำไม่ผิด f = [sqrt (Tension/Modulus)]/2pi ส่วนสูตรที่คุณ PINIJ อธิบายไว้ก็เป็นสูตรคำนวณ Mechanical Resonance เหมือนกัน แต่ใช้ในกรณีของสปริงหรือสิ่งที่คล้ายสปริงครับ และสูตรต้องคูณ 1/2pi ด้วยครับจึงจะเป็นความถี่ เพราะลำพัง sqrt(k/m) เป็นแค่คาบของมันครับ

เมื่อเราขันสายกีต้าร์ให้ตึงขึ้น Tension จะมากขึ้น ทำให้ความถี่ธรรมชาติของสายสูงขึ้นครับ หรือถ้าเราใช้วัสดุหลายๆ ชนิดมาทำสาย ก็ขึ้นกับค่า Modulus ของสายว่าความถี่จะเป็นเท่าไหร่ครับ  :)

ขอบคุณครับที่ท้วงติงมา ผมอาจจะคิดผิดก็เป็นได้ครับ  เเต่ที่เเเน่ๆ ผมใช้คำผิด ที่บอกว่าใช้เเรงมากขึ้น ในความคิดของผมที่คือ จริงเเล้วใช้เเรงเท่าเดิม เเต่การที่ขันให้สายตึงขึ้นก็จะทำให้ค่า K มากขึ้น เช่นตอเเรก สมมุติว่า เท่ากับ 1N/m เเต่เราขันสายกีต้าร์ให้ตึงขึ้นเราต้องใช้รงกดมากขึ้นถึงจะได้ระยะทางดึงสายกต้าลงไปได้ 1m  (ค่าสมมุตินะครับ) คืออาจเป็น 1.1N/m อะไรทำนองนี้ครับ ผมก็เลยจะเอามาใช้กับสูตร Sqrt (k/m) ของทาง เเมคเเคนนิคอน มาใช้น่ะครับ (พอนึกรางๆ ออกล้วว่ามันผิดครับ เเต่ยังนึกถึงของที่ถูกต้องยังไม่ออกละครับ) ใครรู้ช่วย Derive สูตรที่มาที่ไปของคุณธูบให้ด้วยครับ หรือมสูตรอื่นที่จะหามันได้อกไหมครับ? สนุกดีครับ จะได้ลื้อสิ่งที่เคยเรียนเเละก็คืนอาจารย์กันไปหมดเเล้ว ใครช่วยรื้อหัวสมองขี้เลื่อยให้ผมด้วยครับ


เเต่พอนึกๆ ดูผมก็รู้สึกว่าผมจะผิดจริงๆ ซะเเล้วละครับ ต้องขออภัยที่ทำให้เกิดการเข้าใจเรื่องนี้กันผิดๆ  ซึ่งผมถือในเรื่องนี้มากๆ คนที่เขียนถึงเรื่องทฤษฎีควรค้นหาข้อมูลกันให้ดีๆ ก่อนนำมาเขียนครับ ต้องขออภัยกันอีกครั้งละครับ
ข้อมูลส่วนตัว  http://phoopheem.multiply.com/ Thai Arabica Peaberry Coffee  กำลังพยายามปรับปรุงการคั่วกาแฟให้อร่อยที่สุดสำหรับตัวเองอยู่
MyFacebook  https://www.facebook.com/pinij.parnichwatra


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
Resonance ขอยกเอาตัวอย่างแบบให้เห็นกัดชัดเจนคือ สายกีต้าร์ที่เราดีดมันนั้น ก็คือความถี่ Resonance ของมันซึ่งจะสามารถหาค่าได้จาก ความแรงของสายที่เราดีดมัน (k) หาญด้วยน้ำหนักของสายเส้นนั้นในช่วงที่มันสั่น (m) ทั้งหมดอยู่ในสะแควร์รูทสองครับ

จะเห็นว่าถ้าเราขันสายตึงขึ้น แรงดีดก็ต้องใช้แรงมากขึ้น (k มากขึ้น) น้ำหนักสายไม่น่าเปลี่ยนไปมากจนไม่ต้องนำมาคิดได้ จะเห็นว่าถ้าเราใส่ไปในสูตรข้างบน เราก็จะได้ความถี่รีโซเนนซืที่สูงขึ้น ซึ่งเราก็จะได้ยินเสียงที่สูงขึ้นเช่นกัน นี่คือตัวอย่างประโยชน์ของ Resonance และสูตรอย่างง่ายๆ

อันนี้ไม่ถูกต้องครับ เมื่อเราดีดกีต้าร์แรงขึ้น เราจะได้ความถี่เท่าเดิมแต่ดังขึ้นครับ คือ Frequency เท่าเดิม แต่ Amplitude มากขึ้นครับ สูตรคำนวณคาบ Resonance ของ String Instrument มาจากค่าความตึงสาย (Tension) และค่า Elastic Modulus ของวัสดุที่ใช้ทำสายครับ (หรือ Young's Modulus นี่แหล่ะ ผู้รู้ช่วยยืนยันอีกทีนะครับ) ถ้าจำไม่ผิด f = [sqrt (Tension/Modulus)]/2pi ส่วนสูตรที่คุณ PINIJ อธิบายไว้ก็เป็นสูตรคำนวณ Mechanical Resonance เหมือนกัน แต่ใช้ในกรณีของสปริงหรือสิ่งที่คล้ายสปริงครับ และสูตรต้องคูณ 1/2pi ด้วยครับจึงจะเป็นความถี่ เพราะลำพัง sqrt(k/m) เป็นแค่คาบของมันครับ

เมื่อเราขันสายกีต้าร์ให้ตึงขึ้น Tension จะมากขึ้น ทำให้ความถี่ธรรมชาติของสายสูงขึ้นครับ หรือถ้าเราใช้วัสดุหลายๆ ชนิดมาทำสาย ก็ขึ้นกับค่า Modulus ของสายว่าความถี่จะเป็นเท่าไหร่ครับ  :)


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
คุยกันแบบนี้น่าสนุกจริงๆ ครับ ผมขออนุญาตเข้าแจมด้วยคนนะครับ เพราะจากที่อ่านๆ มาพบว่านักเล่นเครื่องเสียงบ้านเราอาจจะยังเข้าใจคำว่า Resonance และ Harmonic กันยังไม่ค่อยตรงกัน หรือเข้าใจกันถูกต้องมากนัก

ยินดีต้อนรับสู่กระทู้น่าปวดหัวที่สุดของปีครับ  ;D

อ้างถึง
Harmonic จากที่ผมได้อ่านมาในหนังสือเครื่องเสียงดังๆ ในบ้านเรา อาจจะมีความหมายไปอีกทางหนึ่งกับ ภาษาสากลทางช่างนะครับ จากที่อ่านๆ ดูนั้น ดูเหมือหนังสือบางเล่มอาจให้นิยามว่ามันคือเสียงที่เป็นลูกคลื่นที่ตามกันมา เหมือนระลอกคลื่นของน้ำ อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทางภาษาช่าง เค้าว่ากันนะครับ

ผมคิดว่านิยามข้างต้นก็ใช้ไม่ได้นะครับ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ การนำคำว่า Harmonic มาใช้ ควรจะใช้เมื่อจะพูดถึงความถี่ที่เป็นจำนวนเท่าเต็มของความถี่มูลฐานครับ ถ้าจะนำคำว่า Harmonic ไปอธิบายปรากฎการณ์อื่นๆ ผมคิดว่ามันมีคำอื่นที่เหมาะสมกว่าอยู่ครับ ไม่ว่าในทางเสียงหรือไฟฟ้าก็ใช้คำว่า Harmonic ในความหมายเดียวกันครับ ถ้าพอมีเวลาอ่าน ก็ลองดูตามนี้นะครับ

http://www.9engineer.com/ee_main/Article/Harmonic.htm
ส่วนที่เป็นสากลใช้ร่วมกันทั้งโลกก็ http://en.wikipedia.org/wiki/Harmonic

อ้างถึง
Harmonic (ผมไม่ได้ตามเข้าไปอ่านตามลิงค์ที่แนะนำ ต้องขออภัยถ้า ฉายหนังซ้ำ แต่ที่ผมเขียนอาจจะช่วยให้บางคนที่ยังไม่เข้าใจ อาจเข้าใจมากขึ้น ใครเข้าใจแล้วก็ผ่านตรงนี้ไปได้เลย)  ร้อยคำอธิบาย ไม่เท่าดูรูปนะครับ ตามรูป Spectrum #1 เป็นสัญญาณความถี่เดียวที่ไม่มีความผิดเพี้ยนจึงไม่มี  Harmonic แต่ Spectrum #2 ลูกคลื่นอาจเจอกับการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ยอดคลื่นถูกตัดไป (Clip) ถ้าเราเอาเครื่อง FFT ไปวัดก็จะได้  Spectrum Plot ออกมาเป็นแบบนี้ 2X คื่อ Harmonic ที่สองครับ ที่ 3,4 หรือ 5…..

เหตุการณ์ข้างต้นนี้ โดยพื้นฐานมาจากคณิตศาสตร์ครับ คือว่าคลื่นรูปสี่เหลี่ยมในทางคณิตศาสตร์แล้วก็คือผลรวมของ Harmonic ที่ 2 ถึง Infinity ของความถี่มูลฐาน โดยที่ Amplitude ลดเหลือ 1/n ตามลำดับ n ของ Harmonic ครับ (ถ้าผมจำผิดผู้รู้ช่วยแก้ให้ด้วยนะครับ ไม่ได้ทบทวน Physic ม. ปลายนานแล้วเหมือนกัน) ทีนี้เมื่อเกิดการ Clip แล้ว ทำให้รูปคลื่นโดนตัดยอดไป เปรียบเสมือนว่าเกิด Harmonic ลำดับ n มาทำให้รูปคลื่นอยู่ในสภาพหัวตัดครับ ในขณะที่รูปคลื่นต้นฉบับไม่มีการตัดยอด จึงถึอว่าเกิด Harmonic ขึ้นในขณะที่สัญญาณต้นฉบับไม่มี และเรียกว่าความเพี้ยนฮาร์โมนิกครับ  :) 


ออฟไลน์ PINIJ

  • Super Star.
  • **
    • กระทู้: 2,474
  • vinyLPhile
    • PhooPheemKoff
Resonance ขอยกเอาตัวอย่างแบบให้เห็นกัดชัดเจนคือ สายกีต้าร์ที่เราดีดมันนั้น ก็คือความถี่ Resonance ของมันซึ่งจะสามารถหาค่าได้จาก ความแรงของสายที่เราดีดมัน (k) หาญด้วยน้ำหนักของสายเส้นนั้นในช่วงที่มันสั่น (m) ทั้งหมดอยู่ในสะแควร์รูทสองครับ

จะเห็นว่าถ้าเราขันสายตึงขึ้น แรงดีดก็ต้องใช้แรงมากขึ้น (k มากขึ้น) น้ำหนักสายไม่น่าเปลี่ยนไปมากจนไม่ต้องนำมาคิดได้ จะเห็นว่าถ้าเราใส่ไปในสูตรข้างบน เราก็จะได้ความถี่รีโซเนนซืที่สูงขึ้น ซึ่งเราก็จะได้ยินเสียงที่สูงขึ้นเช่นกัน นี่คือตัวอย่างประโยชน์ของ Resonance และสูตรอย่างง่ายๆ

วัตถุทุกชนิดจะมีความถี่  Resonance เป็นของตัวมันเองทุกชนิด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ น้ำหนักของมัน (m) และความแข็งแรง (k) ในการยึดมันเอาไว้ให้อยู่กับที่ ถ้าไม่มีแรงอะไรไปกระทำกับมัน มันก็จะหยุดนิ่งด้วยแรงยึด แต่ถ้ามีแรงเข้าไปถูกต้องให้มันเคลื่อนที่จากจุดคงที่หยุดนิ่งของมัน มันก็จะกระเด่งกลับและค่อยๆ หยุดสั่นหายไปตามรูปครับ

ขอยกตัวอย่าง เราอาจเห็นเสาไฟฟ้าโยกไปมาเมื่อมีลมพัดผ่านมันที่ความเร็วลมระดับหนึ่ง ความเร็วลมมากหรือน้อยไปก็ไม่ทำให้เสาไฟฟ้าโยกได้ละครับ สาเหตุก็คือความเร็วลมที่พัดพอดีกับ Resonance ของเสาไฟฟ้า ที่มีตัวหลอดไฟเป็น m และตัวเสาไฟเป็น k ถ้าเราเอาเครื่องมือวัดความเร็วลมที่ทำให้เสาไฟโยก ก็จะรู้ได้เลยว่า Resonance ของเสาไฟฟ้าต้นนั้น (เราจะเรียกว่ามันคือ System หนึ่ง) โดยไม่ต้องคำนวณกันได้เลยละครับ หรือถ้าเราจะคำนวณเราต้องต้องวัดน้ำของหลอดไฟฟ้า (m) (คิดแบบหยาบๆ นะครับ ที่จริงต้องคำนึงถึงน้ำหนักของเสาร่วมเข้าไปด้วย)  และแรงที่เราผักเสาไฟให้โยกตัว (k) เอาไปแทนค่าในสูตรข้างบนก็จะได้ค่าเดียวกันครับ

Resonance มีชื่อเรียกกันแตกต่างออกไปคือ Natural Frequency หรือ Critical Frequency สาเหตุที่ลมพัดที่ความเร็วเท่ากับ Resonance ของเสาไฟฟ้าแล้วทำให้มันโยกก็คือ ความเร็วลมที่พอดีกัน มันจะไป Excite ทำให้เสาไฟซึ่งมันพร้อมที่จะโยกตัวที่ความถี่เดียวกันนี้อยู่แล้ว

Critical Frequency ที่คนเขาเรียกชื่อนี้ก็เพราะมันเป็นความถี่ที่อันตรายสำหรับการออกแบบของวิศวกร เช่นสะพานแขวนข้ามทะเลในอเมริกา วิศวกรลืมคำนวณเรื่องนี้ พอดีค่า Resonance มันไปเท่ากับความเร็วลมพอดี พอลมความเร็วเท่ากันเกิดขึ้น ผลคือสะพานแกว่งจนพังละครับ

ถ้าสนใจจะมาคุยเรื่อง Resonance ของเสียงต่อให้ฟังนะครับ
ข้อมูลส่วนตัว  http://phoopheem.multiply.com/ Thai Arabica Peaberry Coffee  กำลังพยายามปรับปรุงการคั่วกาแฟให้อร่อยที่สุดสำหรับตัวเองอยู่
MyFacebook  https://www.facebook.com/pinij.parnichwatra


ออฟไลน์ PINIJ

  • Super Star.
  • **
    • กระทู้: 2,474
  • vinyLPhile
    • PhooPheemKoff
ได้ความกระจ่างขึ้นเยอะเลยครับ  เมื่อสมัยเรียนฟิสิกข์ และหัดเล่นกีต้าร์ ผมเรียกอาการนี้ว่า resonance การดีดสายกีต้าร์ตัวโน๊ตนึง ผมจะได้เห็นและได้ยิน ตัวโน๊ตเดียวกันของสายอื่นซึ่งอยู่คนละคีย์ดังที่คุณ Matra อธิบายสั่นตามสร้างความกังวานและการทอดยาวของเสียง  เพิ่งเข้าใจว่าที่จริงเค้าเรียก harmonic  ;D ผมคงต้องหัดฟังดนตรีให้ลึกซึ้งมากขึ้นอีกกว่านี้อีกมากเลยครับ  ;D
คุยกันแบบนี้น่าสนุกจริงๆ ครับ ผมขออนุญาตเข้าแจมด้วยคนนะครับ เพราะจากที่อ่านๆ มาพบว่านักเล่นเครื่องเสียงบ้านเราอาจจะยังเข้าใจคำว่า Resonance และ Harmonic กันยังไม่ค่อยตรงกัน หรือเข้าใจกันถูกต้องมากนัก

Harmonic จากที่ผมได้อ่านมาในหนังสือเครื่องเสียงดังๆ ในบ้านเรา อาจจะมีความหมายไปอีกทางหนึ่งกับ ภาษาสากลทางช่างนะครับ จากที่อ่านๆ ดูนั้น ดูเหมือหนังสือบางเล่มอาจให้นิยามว่ามันคือเสียงที่เป็นลูกคลื่นที่ตามกันมา เหมือนระลอกคลื่นของน้ำ อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทางภาษาช่าง เค้าว่ากันนะครับ

Harmonic (ผมไม่ได้ตามเข้าไปอ่านตามลิงค์ที่แนะนำ ต้องขออภัยถ้า ฉายหนังซ้ำ แต่ที่ผมเขียนอาจจะช่วยให้บางคนที่ยังไม่เข้าใจ อาจเข้าใจมากขึ้น ใครเข้าใจแล้วก็ผ่านตรงนี้ไปได้เลย)  ร้อยคำอธิบาย ไม่เท่าดูรูปนะครับ ตามรูป Spectrum #1 เป็นสัญญาณความถี่เดียวที่ไม่มีความผิดเพี้ยนจึงไม่มี  Harmonic แต่ Spectrum #2 ลูกคลื่นอาจเจอกับการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ยอดคลื่นถูกตัดไป (Clip) ถ้าเราเอาเครื่อง FFT ไปวัดก็จะได้  Spectrum Plot ออกมาเป็นแบบนี้ 2X คื่อ Harmonic ที่สองครับ ที่ 3,4 หรือ 5…..

ถ้ายังไม่เข้า ถามมาต่อได้นะครับ แล้ววันหลังจะมาอธิบาย Resonance ต่อให้ครับ ถ้ายังมีคนที่ยังไม่เข้าใจมันนะครับ
ข้อมูลส่วนตัว  http://phoopheem.multiply.com/ Thai Arabica Peaberry Coffee  กำลังพยายามปรับปรุงการคั่วกาแฟให้อร่อยที่สุดสำหรับตัวเองอยู่
MyFacebook  https://www.facebook.com/pinij.parnichwatra


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
ผมได้มีโอกาสฟังเครื่องหลอดที่ให้เสียงเบสเละ และไม่เละ

เอ่อเพิ่งนึกออก งานเครื่องเสียงมักจะเอา McIntosh หลอด mono-bridge เปิดแผ่นโชว์ยิงปืนใหญ่ให้ฟังกัน  เสียงไม่เละ แต่ยืนฟังใกล้ๆหูแทบเละเลย  :D


ออฟไลน์ Martra

  • www.vonorfivestars.com
  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,390
    • เพศ:ชาย
  • "One Stop Solution for Bed and Bedding Products"
    • http://www.vonorfivestars.com
ส่วนหม้อแปลงที่ o/p ที่เขาเรียกว่า OPT อะไรนี่ที่ไปต่อกับลำโพงก็เป็นถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติที่ไม่สามารถตอบสนองความถี่ลงไปถึงความถี่ต่ำๆถึง 10Hz ได้ ถ้าอยากได้ความถี่ต่ำขนาดนั้นคงต้องพันหม้อแปลงตัวเท่ารถ ดังนั้นลองเอาหลอดมาเปิดเพลง rock ดูซิครับ ไม่ต้องเปิดดังก็ได้เอาเบาๆ เละ
สำหรับคนไม่เคยเล่นหลอดอย่างผมแล้ว จากการที่ผมประเมิณแล้วก็เลยไม่คิดจะลองเล่นหลอดแล้วครับ

สำหรับบางคนชอบก็ไม่เป็นไรความชอบความรักความสนุกส่วนตัวครับ ต่อออกมาฟังแล้วชอบก็เป็นเป็นพอ

ผมได้มีโอกาสฟังเครื่องหลอดที่ให้เสียงเบสเละ และไม่เละมาเหมือนกัน ไม่ทุกเครื่องที่จะให้เสียงแบบทีคุณ RF บอกไว้หรอกครับ
แต่ที่แน่ๆ ถ้าพูดถึงความเป็นดนตรี....ถ้าจะยิ่งไปสู่ขั้นสูงๆแล้วล่ะก็ ผมก็ยังเสร็จหลอดอยู่ดี นี่วัดจากเครื่องที่ทำขายกันนะครับ ไม่ได้ ดีไอวาย
สุดท้ายคุณ RF ไม่ลองหาประสบการณ์ฟังหลอดดูหล่ะครับ เผื่อเจอเครื่องที่ "ไม่เละ" แล้วจะ "ติดใจ"  ;)

ปล. ออดิโอลด์ไฟล์เริ่มล่า มีพูดถึง Harmonic ของเสียงกับการทำงานของลำโพง ในหน้าทดสอบ B&W 803D คอลัมน์คุณ WJWJ
เขียนแบบอ่านเข้าใจง่ายครับ เผื่อท่านใดเป็นแฟนประจำหนังสือนี้อยู่แล้ว.....
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ธันวาคม, 2008, 10:28:33 am โดย Martra »
Vinyl Sound = Toe Tapping and Heaven on Earth...:dj


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
ผมว่าเราน่าจะหาหนังสือเก่าๆสมัยคุณพ่อเรียนยังเด็กๆมาอ่านครับเกี่ยวกับคุณสมบัติของหลอดมัยนั้นเนี่ยก็เป็นช่วงรอยต่อระหว่าหลอดกับทรานซิสเตอร์เลย แล้วก็อ่านของทรานซิสเตอร์ แล้วก็ดู application วงจรที่เขาใช้งานด้วย หนังสือพวก text book นะครับ จะได้เลิกเถียงกันซะที

แล้วถ้า Textbook 2 เล่มเขียนเรื่องเดียวกันนี้ไว้แตกต่างกัน เราควรจะเชื่อเล่มไหนครับ แล้วถ้าเล่มที่ 3 เขียนอีกแบบล่ะ  :D เราก็ยังคงต้องถกเถียงกันต่อไปเพื่อหาความสมเหตุสมผลที่มากกว่าในเนื้อหาที่ระบุใน Textbook 3 เล่มนั้น จริงไม๊ครับ? Textbook ไม่เห็นเกี่ยวด้วยเลยครับ ประเด็นคือความเข้าใจต่างหากครับ ถกกันแบบนี้ก็เห็นมีแต่คนเข้าใจมากขึ้น ทำไมถึงจะให้เลิกละครับ  :-\

อ้างถึง
ก็เห็นพูดเกี่ยวกับ THD กัน มันไม่ไช่แค่ THD หรอกครับมันมี IMDทุกอันดับเป็นของแถมเพิ่มเข้ามาจากการ upconvert downconvert กันให้มั่ว จาก distortionทุกกๆความถี่มา modulate กันให้มั่วเข้าด้วยกัน ผมเองก็ไม่รู้เรื่องหลอด แต่จากการถามอาจารย์รุ่นเก่าๆ (เราไม่ไดพูดกันถึงเรื่องเสียงนะครับ พูดเรื่องคุณสมบัตรของอุปกรณ์) หลอดเนี่ย IV curve คล้ายกับพวก MOSFET JFET ถ้ามันคล้ายๆกัน แบบนี้นั่นก็คือ dinamic range น่าจะสูงตาม

IV Curve ของหลอด (และ MOSFET, JFET) เกี่ยวกับ Dynamic Range อย่างไรครับ รบกวนช่วยขยายความด้วยครับ และเห็นคุณ RFlover พูดถึง IMD ซึ่งเป็นความเพี้ยนอย่างหนึ่ง อยากทราบว่า IMD มีผลต่อสัญญาณ Output อย่างไร และมีผลต่อการรับฟังหรือไม่ อย่างไรครับ

อ้างถึง
ส่วนหม้อแปลงที่ o/p ที่เขาเรียกว่า OPT อะไรนี่ที่ไปต่อกับลำโพงก็เป็นถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติที่ไม่สามารถตอบสนองความถี่ลงไปถึงความถี่ต่ำๆถึง 10Hz ได้ ถ้าอยากได้ความถี่ต่ำขนาดนั้นคงต้องพันหม้อแปลงตัวเท่ารถ ดังนั้นลองเอาหลอดมาเปิดเพลง rock ดูซิครับ ไม่ต้องเปิดดังก็ได้เอาเบาๆ เละ
สำหรับคนไม่เคยเล่นหลอดอย่างผมแล้ว จากการที่ผมประเมิณแล้วก็เลยไม่คิดจะลองเล่นหลอดแล้วครับ 

ผมสงสัยที่คุณ RFlover แนะนำให้ลองเอาเครื่องหลอดมาเปิดเพลง Rock ดู และคุณ RFlover ให้ความเห็นว่า -เละ- ในขณะที่คุณ RFlover บอกว่าไม่เคยเล่นหลอด ผมค่อนข้างสับสนกับ Logic ตรงนี้ครับ และสงสัยกับคำว่า -เละ- ที่อยากให้ช่วยขยายความหน่อยครับ ว่า -เละ- ยังไง และมัน -เละ- ทุกตัวเลยไม๊จาก 0 ตัวที่คุณเล่นมา

ส่วนเรื่อง OPT นั้น มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับ OPT สามารถตอบสนองความถี่ 10Hz หรือต่ำกว่านั้นได้ ขอแค่ไม่เป็น DC ก็พอครับ การตอบสนองความถี่ต่ำขึ้นกับค่า Primary Inductance ของ OPT เป็นหลัก จริงอยู่ว่าอยากได้ค่า Pri L สูงๆ ขนาดหม้อแปลงจะใหญ่ขึ้นแต่ไม่ได้เว่อร์ขนาดเท่ารถครับ น่าจะเป็นคำเปรียบเปรยที่พูดต่อๆ กันมามากกว่าข้อเท็จจริงครับ หม้อแปลงขนาดวางบนฝ่ามือสามารถทำให้มีค่า Pri L ถึง 500H ได้ และถ้าใช้กับตัวขับ Imp 10k จะตอบสนองได้ต่ำกว่า 5Hz ครับ :)


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
มาแจ้งข่าว ไปเจอลิ๊งค์หนังสือมาเล่มนึง ละเอียดมากๆๆๆๆๆๆๆ คุณธิวป์คงจะชอบ กำลังแกะทีละตัวอยู่ ห้ามถามว่าอยู่ที่ห้องไหนนะ  :nono

กำลัง Download มาดูครับ ขอบคุณมากครับ  d_d


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
ไม่เกี่ยวกันครับ ข้อความข้างต้นนี้มี 3 เรื่องปนกันอยู่ครับคือเรื่อง THD, Noise และความผิดพลาดของค่าอุปกรณ์ครับ Noise ก็คือสัญญาณรบกวนที่เกิดในตัวอุปกรณ์เอง และทั้งวงจรก็จะได้รับผลจาก Noise นั้นไปด้วยครับ ส่วนความผิดพลาดนั้นเป็นการบอกผู้ใช้งานว่าอุปกรณ์อาจจะมีค่าผิดไปจากที่ระบุไว้ ให้ใช้โดยคำนึงถึงเรื่องค่าผิดพลาดนี้ด้วย  ส่วนเรื่อง THD นั้น อุปกรณ์แต่ละตัวมีความสามารถในการตอบสนองไม่สมบูรณ์แบบ และทำให้เกิดความเพี้ยน THD กับสัญญาณที่ผ่านตัวมันได้ครับ แต่โดยมากจะน้อยกว่าพวกอุปกรณ์ขยายมาก จึงไม่จำเป็นต้องนำมาพูดถึงในการออกแบบวงจรครับ คือทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องค่าผิดพลาดหรือผิดเพี้ยนทั้งหมด แต่เพี้ยนกันคนละประเด็นกันครับ และส่งผลกับวงจรแตกต่างกันไปครับ  :)

 O0 มาต่อเรื่องน๊อยส์ดีมั๊ย ขอความรู้แบบเร่งรัดหน่อยคับ  เชิญคุณ RFlover เรื่อง IMD ด้วยเลย  :bowdown


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
ผมป่าเป็นไปได้ที่บางคน(อาจจะส่วนใหญ่) จะชอบเสียงที่มีความเพี้ยนมากกว่าได้...

ก็เป็นไปได้ครับ

อย่างไรก็ตาม มันมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่พอสมควรครับ คือเมื่อพูดถึงคำว่าเพี้ยน ก็คือความไม่ตรงกับมาตรฐานหรือไม่ตรงกับสิ่งที่เราใช้เป็นฐานในการเปรียบเทียบ เราเล่นเครื่องเสียงกัน เราทำเครื่องหลอดกัน เราอยากได้เสียงที่สมจริง เหมือนต้นฉบับ หรือแม้แต่เหมือนเครื่องดนตรีจริงๆ เราอยากได้วงดนตรีมาเล่นในห้องของเรา (และยังมีอีกหลายฝันลักษณะเดียวกันนี้ ในหมู่คนเล่นเครื่องเสียง  ;D) แต่เราบอกว่าเราเล่นหลอดเพราะเสียงมันเพี้ยน :D 2 สิ่งที่ขัดกันนี้ มันคงมีซักอย่างที่เราชอบจริงๆ ทางใดทางหนึ่ง ผมจึงเห็นด้วยว่าเป็นไปได้ว่าคนส่วนใหญ่อาจจะชอบเสียงเพี้ยนอย่างที่คุณ Bang_IB แสดงความเห็นมา แต่คนกลุ่มนี้ก็จะไม่สามารถบอกได้ว่านี่แหล่ะเสียงเหมือนจริง ก็เพราะว่ามันเพี้ยนไงครับ ในขณะที่คนอีกส่วนน้อยอาจจะชอบเหมือนจริง ซึ่งก็คือไม่ชอบเสียงเพี้ยนครับ ชอบเสียงเพี้ยนแต่เหมือนของจริงมันไม่สมเหตุสมผลครับ  ;)


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
ขอบคุณ Mr.Tube มาก ผมเข้าใจเรื่อง harmonic กระจ่างขึ้นมากเลย แต่หูมันก็ยังรับรู้ได้ไม่กระจ่างเท่าไร  2f

งั้นถามต่อเรื่อง noise ได้มั้ยครับ ผมเองยังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไร  คนที่ทำเครื่องเสียงหลอด diy หลายคน ชอบ R carbon composite ซึ่งหลายๆ คนบอกว่ามันให้เสียงที่เข้ากับหลอด ทั้งๆ ที่ค่ามันเพี้ยนๆ  แต่ก็มีร้านขายของ hi-end ในฮ่องกง บอกผมว่า R carbon composite มันมี noise เยอะ  R metal ดีๆ จะให้เสียงที่สะอาดกว่า  ผมเองหูยังไม่ถึง ฟังไม่ออก  2f  เลยอยากทราบว่าเหตุผลมันเกี่ยวกับ harmonic ที่เรา discuss กันหรือปล่าวครับ

ไม่เกี่ยวกันครับ ข้อความข้างต้นนี้มี 3 เรื่องปนกันอยู่ครับคือเรื่อง THD, Noise และความผิดพลาดของค่าอุปกรณ์ครับ

Noise ก็คือสัญญาณรบกวนที่เกิดในตัวอุปกรณ์เอง และทั้งวงจรก็จะได้รับผลจาก Noise นั้นไปด้วยครับ ส่วนความผิดพลาดนั้นเป็นการบอกผู้ใช้งานว่าอุปกรณ์อาจจะมีค่าผิดไปจากที่ระบุไว้ ให้ใช้โดยคำนึงถึงเรื่องค่าผิดพลาดนี้ด้วย  ส่วนเรื่อง THD นั้น อุปกรณ์แต่ละตัวมีความสามารถในการตอบสนองไม่สมบูรณ์แบบ และทำให้เกิดความเพี้ยน THD กับสัญญาณที่ผ่านตัวมันได้ครับ แต่โดยมากจะน้อยกว่าพวกอุปกรณ์ขยายมาก จึงไม่จำเป็นต้องนำมาพูดถึงในการออกแบบวงจรครับ คือทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องค่าผิดพลาดหรือผิดเพี้ยนทั้งหมด แต่เพี้ยนกันคนละประเด็นกันครับ และส่งผลกับวงจรแตกต่างกันไปครับ  :)


ออฟไลน์ พี่ดุ้น

  • เบื่อ
  • ผู้สนับสนุน web
  • *
    • กระทู้: 436
    • เพศ:ชาย
ผมว่าเราน่าจะหาหนังสือเก่าๆสมัยคุณพ่อเรียนยังเด็กๆมาอ่านครับเกี่ยวกับคุณสมบัติของหลอดมัยนั้นเนี่ยก็เป็นช่วงรอยต่อระหว่าหลอดกับทรานซิสเตอร์เลย แล้วก็อ่านของทรานซิสเตอร์ แล้วก็ดู application วงจรที่เขาใช้งานด้วย หนังสือพวก text book นะครับ จะได้เลิกเถียงกันซะที

ก็เห็นพูดเกี่ยวกับ THD กัน มันไม่ไช่แค่ THD หรอกครับมันมี IMDทุกอันดับเป็นของแถมเพิ่มเข้ามาจากการ upconvert downconvert กันให้มั่ว จาก distortionทุกกๆความถี่มา modulate กันให้มั่วเข้าด้วยกัน ผมเองก็ไม่รู้เรื่องหลอด แต่จากการถามอาจารย์รุ่นเก่าๆ (เราไม่ไดพูดกันถึงเรื่องเสียงนะครับ พูดเรื่องคุณสมบัตรของอุปกรณ์) หลอดเนี่ย IV curve คล้ายกับพวก MOSFET JFET ถ้ามันคล้ายๆกัน แบบนี้นั่นก็คือ dinamic range น่าจะสูงตาม ส่วนหม้อแปลงที่ o/p ที่เขาเรียกว่า OPT อะไรนี่ที่ไปต่อกับลำโพงก็เป็นถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติที่ไม่สามารถตอบสนองความถี่ลงไปถึงความถี่ต่ำๆถึง 10Hz ได้ ถ้าอยากได้ความถี่ต่ำขนาดนั้นคงต้องพันหม้อแปลงตัวเท่ารถ ดังนั้นลองเอาหลอดมาเปิดเพลง rock ดูซิครับ ไม่ต้องเปิดดังก็ได้เอาเบาๆ เละ
สำหรับคนไม่เคยเล่นหลอดอย่างผมแล้ว จากการที่ผมประเมิณแล้วก็เลยไม่คิดจะลองเล่นหลอดแล้วครับ

สำหรับบางคนชอบก็ไม่เป็นไรความชอบความรักความสนุกส่วนตัวครับ ต่อออกมาฟังแล้วชอบก็เป็นเป็นพอ
เบื่อ


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
มาแจ้งข่าว ไปเจอลิ๊งค์หนังสือมาเล่มนึง ละเอียดมากๆๆๆๆๆๆๆ คุณธิวป์คงจะชอบ กำลังแกะทีละตัวอยู่ ห้ามถามว่าอยู่ที่ห้องไหนนะ  :nono



ออฟไลน์ JUUD

  • *****
    • กระทู้: 840
เป็นกระทู้ที่ได้ความรู้ดีมากครับ

เห็นกระทู้ตอนแรกๆ ไม่ได้เข้ามาดูเพราะปกติผมไม่ได้สนใจว่าเครื่องเสียงที่ฟังอยู่มันจะเพี้ยนมากน้อยที่ฮาร์โมนิกไหนเพราะจะฟังเพลงตามแบบที่ชอบและเพื่อความสุข  และเชื่อว่าไม่มีเครื่องเสียงไหนจะถ่ายทอดสัญญาณเสียงได้เหมือนเครื่องตนตรีจริง  แต่เมื่ออ่านกระทู้นี้แล้วถือว่าได้ความรู้มากที่เดียว  และอีกประการทำให้รู้ว่านักเล่นเครื่องเสียงแต่ละคนยังเข้าใจในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องไม่ตรงกัน  เช่น  การฟังดนตรีสด บางคนหมายถึง การฟังการเล่นดนตรีที่ไม่ผ่านเครื่อขยาย(การชมวงซิมโฟนี่ การฟังเปียโน  การฟังแจสที่มุมห้อ้งอาหาร) บางคนการฟังดนตรีสดจะหมายถึง การชมคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดๆ ดังนั้น พอสองคนนี้มาถกกันเรื่องความเพี้ยนของเครื่องเสียง มันก็เลยสับสนกันนิดหน่อย


ออฟไลน์ MuhMuh

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,038
    • เพศ:ชาย
  • รถแก่ๆ แอมป์เก่าๆ เราDIYสบายใจ
....ดูจากพวกเรามักชอบสาวๆที่ .....แหลเก่งมารยาดีมากกว่า...

หรือในบางสถานการเราสบายใจที่จะอยู่หรือคุยกับเพื่อนบางคนที่อาจจะไม่ใช่คนดีที่มีเหตุผลที่สุด.....อะไรประมาณนี้.....

เรื่องเสียงๆ ผมไม่รู้ แต่เรื่องสาวๆ ผมเห็นด้วยครับ ฮ่าๆๆๆ  2f
เพราะผมคงไม่อยากเจอสาวดริ๊งค์ที่มีบุคลิกเหมือนแม่ของลูกชายผมใน Pub ใดๆ แน่นอนครับ  (( เหล้าบูดแหง๋มๆ เลยอ่ะ  :nono
แต่เอาแม่ที่มีบุคลิกเป็นสาวดริ๊งค์แจ่มๆ มาเลี้ยงลูกก็คง...ม่ายหวายเหมือนกันเนาะ  :D :D
ข้อมูลตัวตนครับ http://www.htg2.net/index.php?topic=38750.0


ออฟไลน์ Bang_IB

  • ***
    • กระทู้: 151
    • เพศ:ชาย
ผมว่าเป็นไปได้ที่บางคน(อาจจะส่วนใหญ่) จะชอบเสียงที่มีความเพี้ยนมากกว่าได้...

ดูจากพวกเรามักชอบสาวๆที่ .....แหลเก่งมารยาดีมากกว่า...

หรือในบางสถานการเราสบายใจที่จะอยู่หรือคุยกับเพื่อนบางคนที่อาจจะไม่ใช่คนดีที่มีเหตุผลที่สุด.....อะไรประมาณนี้

จริงๆในทางปฎิบัดไม่ยากที่จะค้นหาความจริงคือหาโอกาศฟังเครื่องดนตรีจริงให้บ่อยและมากที่สุด...

ถ้าจะให้ดีต้องประเภท ไม่ต้องผ่านไมด์เข้ามิก ออกมอนิเตอร์ เอาเสียงหนังกลองจริงๆเข้าหูประมาณนั้น อิ อิ อิ

ผมว่าเราน่าจะมีคอสพัฒนาทักษะการฟังกันบ้างนะ.......

เหตุผลทั้งหมดพอจะรับฟังได้ไหมครับ  2f 2f
 :drunk ขวดเขียวน้ำอ้อยนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ธันวาคม, 2008, 11:02:56 am โดย Bang_IB »


ออฟไลน์ MuhMuh

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,038
    • เพศ:ชาย
  • รถแก่ๆ แอมป์เก่าๆ เราDIYสบายใจ
.....อ้าว กลายเป็น ถาม-ตอบ ไปซะอีกแล้ว เพื่อนๆ เข้ามาร่วมวงสนทนา แสดงความคิดเห็นกันดีกว่าครับ ผมก็ยังอยากฟังความเห็นที่หลากหลายจากเพื่อนๆ เหมือนกันครับ ....

ผมก็ตามอ่านกระทู้นี้มาครับ ได้ความรู้ดีมากๆ เลยล่ะ O0
แต่บางส่วนที่เป็นส่วนละเอียดอ่อนมากๆ เนี่ย ผมก็ขอผ่าน เพราะรู้สึกว่าตัวเองหูไม่ถึง ไม่จริงจังขนาดนั้น(และไม่ขอลงทุนขนาดนั้น เพราะฟังไม่ออก อิอิ :D)
ตอนนี้ผมกำลังลอง EL95 SE ตัวนึงอยู่ C coupling ก็เล่น C bipolar สำหรับลำโพงเลยล่ะครับ ตัวละสิบบาทเอง ฮ่าๆๆ K)
แต่ผมก็พอใจในคุณภาพเสียงโดยรวมมากเลยครับ(สมบูรณ์แล้วจะมาอวด)
ผมฟังแอมป์หลอดตัวแรกเป็น Braun CSV60 ตอนนี้ก็ยังใช้อยู่เฉพาะภาค pre และ phono เพราะ main amp มันเจ๊งกะบ๊งอยู่.... :P
เข้ามาบอร์ดนี้ด้วยความรู้งูๆ อึ่งๆ ว่าจะขอเจียดความรู้ไปซ่อมมันเอง แต่ไปๆ มาๆ กลับต่อขึ้นมาใหม่แทน ตอนนี้เลยทำ main amp หลอดขึ้นมาเองสองตัวแล้ว(ถ้ายอมให้เรียกอย่างงั้นนะครับ อิอิ  2f)
สิ่งที่ผมพบจากหลอด ถ้าเทียบกับ solid state คือ "ความเป็นมิตรของเสียง" ครับ
มันฟังสบายหู มีความเป็นสามมิติที่ลอยออกมานอกตู้ลำโพง โดยใช้ลำโพงเดิม และ system ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง... แปลก แต่ดีครับ  O0
เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมฟังแผ่นเสียงครั้งแรก เมื่อเทียบกับ CD คือมัน "มีตัวตน" ครับ ตรงนี้ทำให้ผมแทบเลิกฟัง CD ไปเลย หันมาคบแผ่นดำเป็นหลัก  d_d
แต่ผมก็บอกได้เลยว่า ใน system ป๋องแป๋งของผม เสียงจาก CD นั้นมี dynamic สูงกว่าอย่างชัดๆ การแยกแยะก็สูงกว่าพอควร และเรียกได้ว่าไม่มีเสียงรบกวนเลย
ส่วนเจ้าระบบแผ่นดำของผม สามข้อที่ยกมาแพ้ CD แบบไม่ต้องลุ้น แต่มัน "เป็นมิตร" กว่า ฟังสบายกว่า และ "ไม่รบกวน" เวลาผมทำงานไปฟังเพลงไป ซึ่งผมฟังแบบนี้เป็นหลักครับ
ถ้าถามถึง "ความเพี้ยนและสัญญาณรบกวน" ผมฟังได้ว่า solid state กับ digital รวมกัน ชนะหลอดและ analog แบบใสๆ เลย ใน system ของผม(ถึงจะลงงบประมาณสูงกว่าราวสามเท่าตัว  K])
แต่ถ้าต้องเลือก ณ วันนี้ ผมก็เลือกที่จะฟังหลอดกับแผ่นเสียงมากกว่าครับ ในแทบทุกอารมณ์(ยกเว้นตอนจัดปาร์ตี้ :D)
ส่วนหนึ่งที่สำคัญผมว่าอยู่ที่แนวเพลงที่ฟัง และจุดเน้นของการฟังด้วยครับ
ผมเป็นคนชอบฟัง acoustic ... แต่ก่อนก็ไปนั่งร้าน saxophone ที่อนุสาวรีย์เป็นระยะ แต่พอเค้าเปลี่ยนเป็น electric และ electric ครอง PUB ต่างๆ ไปหมด ผมก็เลิกไปฟังดนตรีตาม Pub เปลี่ยนเป็นฟังที่บ้านแทน
ใครว่าฟังสดไม่เพี้ยน.... ผมคนนึงล่ะว่าเพี้ยนกระจาย ทั้งระดับเสียงที่ไม่เหมาะกับห้อง การปรับจูนที่เน้นความหนวกหู เสียงสะท้อนที่จับทิศทางแทบไม่ได้.... เฮ้อ
ส่วนเรื่อง dynamic อันนี้ฟังสดนั้นสุดยอด แต่เอา dynamic ขนาดนั้นมาฟังในบ้าน ผมว่าแฟนผมคงเล่นงานผมด้วยหวายลงอาคมแน่นอนครับ ถึงเค้าจะยอมให้ผมฟัง แต่ผมว่าการฟังเพลงมันจะเครียด แทนที่จะผ่อนคลายน่ะ
สรุปคือผมชอบของผมแบบนี้แหละครับ แหะๆ  :headphone วันไหนมีอารมณ์เล่น ผมก็เปิดแผ่นในระดับความดังปกติ เอาโปร่งไฟฟ้าสายเอ็นมาแจมกับตาลุง Santana หรือท่าน Baden Powell (แบบ unplug)....ผมว่าเสียงจากแผ่นของกีตาร์เทพทั้งสองและกีตาร์มารสดๆ (ผมเอง ;D) มันก็เข้ากันได้ดีอยู่ครับ
ไม่รู้เป็นความเห็นหรือบ่นนะครับ ....อิอิ :D ;D เดี๋ยวนี้นิ้วเริ่มจะแข็งไปหมดแล้ว ที่แกว่งๆ อ่อนๆ ได้ดีกลายเป็นอย่างอื่นแทน...... หมายถึง-ใจ-น่ะครับ อย่าคิดไกลดิ อิอิ  2f
ข้อมูลตัวตนครับ http://www.htg2.net/index.php?topic=38750.0


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
ขอบคุณ Mr.Tube มาก ผมเข้าใจเรื่อง harmonic กระจ่างขึ้นมากเลย แต่หูมันก็ยังรับรู้ได้ไม่กระจ่างเท่าไร  2f

งั้นถามต่อเรื่อง noise ได้มั้ยครับ ผมเองยังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไร  คนที่ทำเครื่องเสียงหลอด diy หลายคน ชอบ R carbon composite ซึ่งหลายๆ คนบอกว่ามันให้เสียงที่เข้ากับหลอด ทั้งๆ ที่ค่ามันเพี้ยนๆ  แต่ก็มีร้านขายของ hi-end ในฮ่องกง บอกผมว่า R carbon composite มันมี noise เยอะ  R metal ดีๆ จะให้เสียงที่สะอาดกว่า  ผมเองหูยังไม่ถึง ฟังไม่ออก  2f  เลยอยากทราบว่าเหตุผลมันเกี่ยวกับ harmonic ที่เรา discuss กันหรือปล่าวครับ

อ้าว กลายเป็น ถาม-ตอบ ไปซะอีกแล้ว เพื่อนๆ เข้ามาร่วมวงสนทนา แสดงความคิดเห็นกันดีกว่าครับ ผมก็ยังอยากฟังความเห็นที่หลากหลายจากเพื่อนๆ เหมือนกันครับ ถ้าเป็น ถาม-ตอบ ก็จะเหลืออยู่แค่โลกแคบๆ ของผมครับ มาช่วยกันแสดงความเห็นนะครับ  d_d


ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,318
    • เพศ:ชาย
ขอบคุณ Mr.Tube มาก ผมเข้าใจเรื่อง harmonic กระจ่างขึ้นมากเลย แต่หูมันก็ยังรับรู้ได้ไม่กระจ่างเท่าไร  2f

งั้นถามต่อเรื่อง noise ได้มั้ยครับ ผมเองยังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไร  คนที่ทำเครื่องเสียงหลอด diy หลายคน ชอบ R carbon composite ซึ่งหลายๆ คนบอกว่ามันให้เสียงที่เข้ากับหลอด ทั้งๆ ที่ค่ามันเพี้ยนๆ  แต่ก็มีร้านขายของ hi-end ในฮ่องกง บอกผมว่า R carbon composite มันมี noise เยอะ  R metal ดีๆ จะให้เสียงที่สะอาดกว่า  ผมเองหูยังไม่ถึง ฟังไม่ออก  2f  เลยอยากทราบว่าเหตุผลมันเกี่ยวกับ harmonic ที่เรา discuss กันหรือปล่าวครับ



ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
อ้าว นึกว่าจบเรื่องแล้วซะอีก  :D

เห็นเงียบกันไป มาปั่นต่อดีก่า  ;)

เขาว่า even order harmonic distortion ที่หลอดสร้างออกมาหูตนเราจะชอบ   ตกลงมันเป็นยังไงคับ  สมมุติว่า

H1 + H2 + H3 + H4 + H5 ... เป็นเสียงของเครื่องต้นตรีต้นฉบับ 

พอผ่านเข้าปรีแอมป์หรือเครื่องขยายเสียง แล้วที่ออกมามี odd order harmonic distortion หน้าตาคลื่นเสียงมันเพี้ยนไปยังไง ???

H2 H4 H6 ..  มันจะดังขึ้นกว่าเดิมหรือไงคับ แล้วจริงๆทำไมมันไม่สร้าง odd-order harmonic distortion หรือไง

ค้นเจอคนเอาเสียง The Sounds of Distortion มาให้ฟัง

>> The Sounds of Distortion By David Carlstrom

ฟังแล้วมึนไปเลย

บางคนจงใจออกแบบเครื่องขยายให้สร้าง Low even-order harmonic distortion amplifier and method ออกมามากๆซะเลย  :o

http://www.freepatentsonline.com/4628278.html

อันนี้เป็นเรื่องของการรับฟังแล้วครับ คือในโลกของวิชาว่าด้วยการรับฟัง มันมีผลการวิจัยว่า คนเราจะ รู้สึก ระคายหูกับความเพี้ยนฮาร์โมนิกคี่ มากกว่า ฮาร์โมนิกคู่ ครับ คุณ redbook ลองกลับไปฟัง Distortion ใน Web ข้างต้นอีกที เทียบกันระหว่าง HD2 กับ HD3 นะครับว่ารู้สึกแบบนั้นหรือเปล่า

ทีนี้ในอีกโลกหนึ่งคือโลกของอิเล็กทรอนิกส์ เค้าก็วิจัยกันอีกอย่างหนึ่ง ได้ความว่าเมื่อวงจรขยายที่ใช้หลอดและ Tr มี THD เท่าๆ กัน วงจรขยายที่ใช้หลอด (Triode, SE) มักจะมีองค์ประกอบของ THD เป็นความเพี้ยนฮาร์โมนิกคู่เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่วงจรขยายที่ใช้ Tr (SE) มักจะมีองค์ประกอบของ THD เป็นความเพี้ยนฮาร์โมนิกคี่เป็นส่วนใหญ่

แล้วบางคนก็จับแพะชนแกะได้ว่า หลอดทำให้เสียงเพี้ยนแล้วยังฟังเพราะ อันนี้ดูสมเหตุสมผลอยู่ ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าหลอดฟังเพราะ เพราะว่ามันเพี้ยน ซึ่งเป็นคนละความหมายกันเลย พื้นฐานจริงๆ แล้วเราต้องการเสียงที่ไม่เพี้ยนครับ ใครเล่นเครื่องเสียงก็เห็นอยากได้เสียงสมจริงเหมือนต้นฉบับกันทุกคน แต่ในเมื่อความขยายมันทำให้เพี้ยนแล้วมันจะเหมือนต้นฉบับได้อย่างไร ส่วนคนที่เล่นหลอดก็บอกว่าต้องเพี้ยน ไม่งั้นไม่เพราะ และบอกว่านี่แหล่ะเหมือนต้นฉบับเลย ในเมื่อมันเพี้ยนแล้วมันเหมือนต้นฉบับตรงไหนครับ (ก็ตรงที่ไม่เพี้ยนไง  :D)

กรณีที่เกิดความเพี้ยนฮาร์โมนิกที่คุณ redbook ถามมา คือมันทำให้ Amplitude ของฮาร์โมนิกผิดไปนั่นแหล่ะครับ คือความเพี้ยนฮาร์โมนิกนี่มันเกิดขึ้นทั้งคู่และคี่ครับ แต่มีปริมาณแตกต่างกันขึ้นกับวงจรและอุปกรณ์ขยายอย่างที่เล่าให้ฟังตอนต้นครับ  :)

อ้างถึง
บางคนจงใจออกแบบเครื่องขยายให้สร้าง Low even-order harmonic distortion amplifier and method ออกมามากๆซะเลย

ไม่ใช่ครับ ในบทความเป็นการลด even-harmonic ครับ อ่านจากประโยคแรกได้เลยครับว่าเค้าต้องการลดไม่ได้ต้องการเพิ่มครับ โดยการใช้ภาคขยายที่เหมือนๆ กัน 2 ภาคขยายสัญญาณต่อเนื่องกัน ระหว่างภาคขยายมีวงจรลดทอน even-harmonic ลงให้เหลือปริมาณที่ภาคขยายที่ 2 จะชดเชยให้จนเหลือ 0 ครับ

ส่วนประโยคที่ 2 ใจความเหมือนกับข้อสรุปเรื่องความเพี้ยนที่เราคุยกันมาครับ  ;)


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
ไม่มีใครตอบเพิ่มเลย  :hi2 มาปั่นขอความรู้เรื่อง D.C. คืออะไร, ทำไม two inverting amplifying stages ทำให้ gain ของ amp เท่า loss ใน attenuation stage เป็นการลด distortion ได้, แล้วก็เรื่อง distortion ของ single-ended class-A amp ว่ามันคืออะไร แล้วมันใช้ harmonic distortionหรือไม่  มีเรื่อง feedback อีกอัน  ไม่รู้มีใครเขียนเป็นไทยพออ่านได้ที่ไหนมั๊ยคับ เผื่อไว้อันช่วงปีใหม่  :groovy


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
ไปได้คำตอบมาจากอีกเวปนึง ถึงบางอ้อเลยคับ  Y]

อ้างจาก: WorldOfPitch
ถ้าเป็น 2nd (1st overtone), 4th, 6th harmonic ..etc นั้น เชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีต่อดนตรี เหตุผลก็เพราะ มันเหมือนกับเป็นเสียง คู่ควบ (octave) ที่โปะทับไปบนความถี่หลักของโน๊ตนั้นเองซึ่งโดยส่วนใหญ่ จะเป็นมิตรต่อหู ต่อการรับรู้ของเรา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำให้เสียงดู "อิ่ม" มากขึ้น


ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,318
    • เพศ:ชาย
An amplifying system and method produces a substantial reduction in the D.C. and even-order harmonics in an output signal by employing a first inverting amplifying stage cascaded with an attenuating stage which is cascaded with a second inverting amplifying stage. The electrical characteristics of each of the two inverting amplifying stages are substantially the same. The gain, in dB, exhibited by each of the amplifying stages is substantially equal to the attenuation loss, in dB, produced by the attenuator stage. Conventional components and fabrication techniques allow substantial attenuation of the D.C. and even-order harmonic components produced by the nonlinearities in the active devices of the amplifiers as compared to a single amplifier case producing the same gain A.

อันนี้ผมอ่านแล้วเข้าใจว่าเค้าหมายถึงต้องการลด D.C. และ even-order harmonics นี่ครับ

As you heard on the "Sounds of Distortion" page, even-order harmonic distortion often sounds pleasantly if deceptively "musical". Even-order harmonics sound "musical" or pleasant because they more or less add octaves and major chords above a given fundamental frequency, starting an octave above the fundamental. Elevated even-order harmonic distortion is a characteristic of tube amplifiers, which partly accounts for their popularity with many audiophiles. However, the same thing can be done with solid-state gear if the designer so wishes. But do you want your amplifier or other components "editorializing" on the sound of your recordings? I don't!

ส่วนอันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นความเห็นของผู้เขียนเท่านั้นหรือปล่าว เพราะเท่าที่เคยอ่านเจอในเวปส่วนใหญ่ even-order harmonic distortion โดยเฉพาะ 2nd harmonic distortion เกิดในเครื่องเสียงหลอด แต่ผู้ออกแบบส่วนใหญ่จะพยายามลด distortion ไม่ใช่ต้องการเพิ่มนี่ครับ


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
อีกอัน พ่วงไปด้วยกันเลย  เรื่องการออกแบบเครื่องขยายเสียงคลาสเอ ผลการทดสอบเขาดูที่ frequency spectrum ของเอ๊าต์พุต

Note that this is a single-ended Class-A stage, and it is this very configuration that is said to have predominantly even order harmonics (second, fourth, etc.). Instead of what is normally expected, we have an even progression of harmonics, with both odd and even represented in an orderly progression. To obtain predominantly even order harmonics, common 'wisdom' claims that the output stage should be operated as a common emitter amplifier (an emitter follower as shown is common collector). This is analogous to a common cathode stage as used in most single-ended triode (SET) amps.

Use of a common emitter stage will increase the levels of distortion dramatically - a quick test indicates that using the same topology for the stage but operating it as common emitter increases distortion to 8.56% at 30V P-P output, and it is still 1.61% at 2V P-P (these are the same levels used for all tests described in this article). This is hardly an encouraging result, but it does match the typical distortion levels of a SET Class-A amp. Adding some emitter feedback will reduce this very high distortion to something more tolerable at low levels (I measured 0.23%), and will also reduce distortion at higher voltages/ powers. At a little under 30V P-P, distortion was 3.8% - hardly awe inspiring. There is still a significant number of odd order harmonics at all power levels, and it is probably fair to say that very few (if any) amplifiers actually produce only even order harmonics.

It is easy to eliminate even order harmonics, but very difficult to eliminate odd ordered ones. This is despite any advertising material that claims the contrary.




As you can see, the second harmonic (2kHz) is about 48dB below the fundamental, and the remaining harmonics are below the -100dB level by 8kHz (the 8th harmonic). The level at 8kHz is actually -102dB referred to the fundamental. This cannot be considered a bad result. With the addition of feedback, these components will be reduced further, but it is also to be expected that any 'real-world' semiconductors will perform worse than their simulated counterparts.

ที่มา >> http://sound.westhost.com/class-a2.htm

ใบ้กินเลยล่ะคับ :cry2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 ธันวาคม, 2008, 07:26:47 am โดย redbook »


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
เห็นเงียบกันไป มาปั่นต่อดีก่า  ;)

เขาว่า even order harmonic distortion ที่หลอดสร้างออกมาหูตนเราจะชอบ   ตกลงมันเป็นยังไงคับ  สมมุติว่า

H1 + H2 + H3 + H4 + H5 ... เป็นเสียงของเครื่องต้นตรีต้นฉบับ 

พอผ่านเข้าปรีแอมป์หรือเครื่องขยายเสียง แล้วที่ออกมามี odd order harmonic distortion หน้าตาคลื่นเสียงมันเพี้ยนไปยังไง ???

H2 H4 H6 ..  มันจะดังขึ้นกว่าเดิมหรือไงคับ แล้วจริงๆทำไมมันไม่สร้าง odd-order harmonic distortion หรือไง

ค้นเจอคนเอาเสียง The Sounds of Distortion มาให้ฟัง

>> The Sounds of Distortion By David Carlstrom

ฟังแล้วมึนไปเลย

บางคนจงใจออกแบบเครื่องขยายให้สร้าง Low even-order harmonic distortion amplifier and method ออกมามากๆซะเลย  :o

http://www.freepatentsonline.com/4628278.html

An amplifying system and method produces a substantial reduction in the D.C. and even-order harmonics in an output signal by employing a first inverting amplifying stage cascaded with an attenuating stage which is cascaded with a second inverting amplifying stage. The electrical characteristics of each of the two inverting amplifying stages are substantially the same. The gain, in dB, exhibited by each of the amplifying stages is substantially equal to the attenuation loss, in dB, produced by the attenuator stage. Conventional components and fabrication techniques allow substantial attenuation of the D.C. and even-order harmonic components produced by the nonlinearities in the active devices of the amplifiers as compared to a single amplifier case producing the same gain A.

.....  :help

http://www.pcabx.com ว่าไว้น่าสนใจมาก แต่เหมือนเวปจะปิดไปแล้ว  :cry2

As you heard on the "Sounds of Distortion" page, even-order harmonic distortion often sounds pleasantly if deceptively "musical". Even-order harmonics sound "musical" or pleasant because they more or less add octaves and major chords above a given fundamental frequency, starting an octave above the fundamental. Elevated even-order harmonic distortion is a characteristic of tube amplifiers, which partly accounts for their popularity with many audiophiles. However, the same thing can be done with solid-state gear if the designer so wishes. But do you want your amplifier or other components "editorializing" on the sound of your recordings? I don't!

แปลเป็นไทยหน่อยคับ ???  ???
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 ธันวาคม, 2008, 07:36:48 am โดย redbook »


ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,318
    • เพศ:ชาย
ผมเองความรู้และทฤษฏีของเสียงรู้เท่าหางอึ่ง  ก็คงจะต้องคอยติดตามทำความเข้าใจต่อไปอีกมาก

แต่อยากจะแชร์ความรู้และประสบการณ์ของผมเกี่ยวกับการรับรู้ของสมองเล็กน้อย  ตัวเรามีสมองเป็น cpu อวัยวะต่างๆ มีทั้งเป็น sensor และ operational  ว่ากันแต่พวก sensor มันจะรับรู้ตามจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา แล้วแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าสถิตก่อนที่ส่งต่อตามเส้นประสาทไปยังสมอง ที่ซึ่งจะรับสัญญาณนั้นมาสร้างการรับรู้  ภาพที่เรามองเห็น เสียงที่เราได้ยิน ล้วนแล้วแต่เกิดขบวนการตามนี้  ไม่ทราบเคยหูแว่วมั้ยครับ ทั้งๆ ที่ไม่มีเสียง แต่ว่าถ้ามีการรบกวนของสัญญาณไฟฟ้า (ที่อาจจะเกิดจากภายนอก หรือภายในตัวเราเอง) สมองก็จะรับรู้เป็นได้ยินเสียง  หรืออาการเมา ถ้าจำได้จะรับรู้ว่าขณะเมา สิ่งของต่างๆ มันอยู่กับที่ แต่เราจะเห็นมันเคลื่อนไหวไปมา เนื่องจากสัญญาณไฟฟ้าจากเส้นประสาทตาถูกรบกวน หรือสมองเพี้ยนแปลสัญญาณไฟฟ้าผิดรูปแบบ

ผมเองเคยเมาบก สนุกมาก หลังจากอยู่ในเรือสินค้า 3 วัน ขณะอยู่ในเรือก็เมาเรือ เมาเรือก็แค่เวียนหัวจะอาเจียน แต่พอขึ้นบกมันมาก เมาบก เห็นตึก ต้นไม้ โยกไปโยกมา ทั้งๆ ที่เราก็ยืนมองมันปกติ ไม่ได้โยกเยกอะไรเลย  เลยเข้าใจว่าสมองมันแปลสัญญาณภาพจากตาเพี้ยนแล้ว  2f  2f  2f


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
O0 จะไปลอง แต่ไม่เอาดังมาก ต้องถนอมหูไว้นานๆ  :-\ ขอแยกเป็น 2-3 ประเด็นก่อนนะคับ เพราะยังงงๆอยู่

Harmonic distortion ที่เกิดจาก

1. ตัวเครื่องดนตรีเอง ฟังสดๆ มี HD ได้หรือไม่ ไม่มีเครื่องขยายเสียง อย่างเปียโนตามโรงแรม คือเดาว่า resonance ในเครื่องดนตรีเองก็มีด้วย

อย่างที่ชี้แจงไปตอนต้นครับว่าเครื่องดนตรีเป็นแหล่งกำเนิดเสียงตามธรรมชาติ Harmonic ของมันคือความถูกต้อง 100% ของเสียงครับ เท่ากับความเพี้ยนเป็น 0% ในทุกกรณีครับ ถึงแม้เครื่องดนตรีนั้นจะไม่ได้ถูกตั้งสายมาเลย คือมันเพี้ยนจากมาตรฐานโน๊ต แต่มันก็ยังเป็นต้นกำเนิดเสียงอยู่ดีครับ ไม่ถือว่าเพี้ยนครับ แต่ถ้าเอาสัญญาณนั้นมาขยาย และเครื่องขยายมีความเพี้ยนอยู่ เราก็จะได้เสียงที่เพี้ยนไปจากต้นกำเนิดจริงๆ ครับ  :)

สมมุติเราตั้งมาตรฐานไว้ว่าเหรียญบาทต้องกลม แล้วเราไปได้เหรียญบาทที่บุบเบี้ยวไม่กลมมา 10 เหรียญเบี้ยวไม่เหมือนกันเลย ก็ต้องถือว่ามันเป็นเหรียญที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะมันไม่กลมใช่ไม๊ครับ และมันมีเอกลักษณ์ของมันที่เบี้ยวไม่เหมือนกันเลยทั้ง 10 เหรียญ แล้วถ้าเราเอาเหรียญเหล่านั้นมาถ่ายรูปแล้วเอาไปขยาย เราก็ต้องได้รูปเหรียญที่บิดเบี้ยวเหมือนกับเหรียญของจริง แต่ดันออกมาเบี้ยวคนละมุม หรือแม้แต่กลมไปเลย ก็ต้องถือว่ารูปมันเพี้ยนไปครับ  ;)

อ้างถึง
2. อปุกรณ์เครื่องขยายเสียงที่มายุ่งขิง คิดว่ามีชัวร์ ต้นเหตุที่เครื่องเสียง - ไมค์ สาย แอมป์ ลำโพง ...

เทคโนโลยีในปัจจุบันดีพอที่จะวัดค่าความเพี้ยน THD ของอุปกรณ์แทบจะทุกอย่างในระบบเสียงครับ

อ้างถึง
3. แล้วก็ เรื่อง เสียงสะท้อน resonance จาก acoustic ของห้อง/สถานที่

รบกวนอีกหน่อยนะพี่น้อง  :bowdown จะรวมไปเรื่อง odd / even order HD ด้วยเลยก็ได้นะ พร้อมฟังแร้ว

เสียงสะท้อนจะมีเฟสแตกต่างจากเสียงจริงครับ  ^-^



ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
คำถามเรื่องความเพี้ยนของโน๊ตดนตรี ขอเอารวมกะคำตอบของคุณธิวป์ไปเลย ว่า ถ้า ความถี่พื้นฐานของคีย์ Middle A = 440Hz (H1) เอาเป็นเสียงเปียโนก็แล้วกัน มันจะมี H2 H3 H4 ... ปนออกมาด้วย แต่ที่เข้าใจ H1 จะมีความดังมากที่สุด เราก็ได้ยินโน๊ตนั้นชัดเจนที่สุด หากเกินความเพี้ยนขึนกะ H1 เราก็จะรับรู้ได้อย่างชัดเจน  ???

เรื่องของการได้ยินเป็นอีกศาสตร์หนึ่งครับ เรียกว่า Physchoacoustic ครับ ซึ่งแยกประเด็นหลักเป็น 2 เรื่องคือการรับสัญญาณของหู และการแปลความหมายสัญญาณ (รับรู้) ครับ มองเฉพาะการรับสัญญาณจากหูอย่างเดียว ข้อความข้างต้นถูกต้องครับ แต่เรื่องการแปลความหมายนี่เรายังเข้าใจสมองของเราเองไม่มากพอครับ

อ้างถึง
ถ้าบอกว่าการ resonance อาจทำให้ harmonic อื่นมีความดังมากกว่าเสียงโน๊ต H1 แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ต้องไปเรียนดนตรี ear training ก่อนหรือป่าว  :cry2
เอ่อ harmonic นี่มันเกิดจะหลักการของ standing wave ใชมั๊ยคับ

คือผมก็ศึกษามาแค่ผิวเผินในเรื่องการรับรู้ครับ เพราะว่ายังอยากทำเครื่องเสียงอยู่ คือสมองเราจะจดจำตัวอย่างต่างๆ เอาไว้และใช้การเปรียบเทียบสิ่งที่จำได้ กับสิ่งใหม่ที่เข้ามาครับ ลองนึกถึงครั้งแรกที่เราได้ยินเสียงกีต้าร์ เราก็จะถามว่านี่เป็นเสียงอะไร อาจจะมีครั้งที่ 2-3-4-...  แต่จะมีวันหนึ่งที่เราจะจำได้ว่า ถ้าได้ยินแบบนี้คือเสียงกีต้าร์ เป็นการเรียนรู้ของสมองครับ คือคนเรามีการรับสัญญาณ (สัมผัสนั่นแหล่ะครับ) เหมือนๆ กัน แต่มีการแปลความหมายได้ไม่เท่ากันครับ คนที่ถูกฝึกมาหรือมีตัวอย่างอยู่ในสมองก็จะแปลความหมายได้ครับ เพราะฉะนั้น Ear Training เป็นคำตอบที่ถูกต้องครับ (คิดว่างั้นนะ ไม่ได้มั่นใจมากครับ)   ;D

อย่างที่เราวิจารณ์เครื่องเสียงกัน แต่ละคนก็มีตัวอย่างมาต่างๆ กัน 2 คนที่ฟังอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งบอกเสียง Warm อีกคนบอก Warm ตรงไหนบาดหูจะตาย หรือบางคนจะมีความสามารถพิเศษกว่านั้น คือสัมผัสทางสายตาแต่ดันแปลความหมายเป็นการรับฟังได้ก็มี อย่างเช่นประเด็นของกระทู้นี้เป็นต้น แค่เห็นเครื่องหลอดก็บอกได้เลยว่าเสียง Warm เป็นต้น

เรื่องการเกิดของ Harmonic เกิดได้อย่างไรบ้าง ผมยังศึกษาไปไม่ถึงน่ะครับ Standing Wave ก็น่าจะเป็นสาเหตุได้ อันนี้ขอไปรวบรวมความรู้มาอีกทีครับ  :)


ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,318
    • เพศ:ชาย
เอ ก่อนจะสรุปนี่ ต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนหรือปล่าวว่า เสียง warm นี่มันเป็นยังไง เกิดจากอะไร มีอะไรเป็นส่วนประกอบ  K]  K]  K]



ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
เรื่อง resonance ลองไปพังเพลงตามผับที่เขาเล่นสดก็ได้Bamboo Bar ที่ Oriental ยอมจ่ายค่าเหล้าเขาแก้วละ 200 กว่าซักหน่อยถือเป็นค่าฟังนักร้องระดับโลกมาเล่นให้ฟังสดๆข้างหน้า  ลองนั่งฟัง ที่ด้านหน้าร้านก่อน แล้วลองย้านไปฟังด้านหลังร้าน  คุณจะฟังออกเลยว่าที่นั่งด้านหลังร้าน ถึงแม้มันจะไกลกว่าวงออกมาเยอะ แต่เสียงเบสกลับดังกว่าเยอะ จะออกบวมๆซะด้วยซ้ำ แต่เพราะเป็นการเล่นสด ยังไงก็ยังเพราะ

O0 จะไปลอง แต่ไม่เอาดังมาก ต้องถนอมหูไว้นานๆ  :-\ ขอแยกเป็น 2-3 ประเด็นก่อนนะคับ เพราะยังงงๆอยู่

Harmonic distortion ที่เกิดจาก

1. ตัวเครื่องดนตรีเอง ฟังสดๆ มี HD ได้หรือไม่ ไม่มีเครื่องขยายเสียง อย่างเปียโนตามโรงแรม คือเดาว่า resonance ในเครื่องดนตรีเองก็มีด้วย
2. อปุกรณ์เครื่องขยายเสียงที่มายุ่งขิง คิดว่ามีชัวร์ ต้นเหตุที่เครื่องเสียง - ไมค์ สาย แอมป์ ลำโพง ...
3. แล้วก็ เรื่อง เสียงสะท้อน resonance จาก acoustic ของห้อง/สถานที่

รบกวนอีกหน่อยนะพี่น้อง  :bowdown จะรวมไปเรื่อง odd / even order HD ด้วยเลยก็ได้นะ พร้อมฟังแร้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 ธันวาคม, 2008, 10:49:31 am โดย redbook »


ออฟไลน์ Withaya

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,390
:bowdown :bowdown :bowdown แจ่มกระจ่างเลย

คำถามเรื่องความเพี้ยนของโน๊ตดนตรี ขอเอารวมกะคำตอบของคุณธิวป์ไปเลย ว่า ถ้า ความถี่พื้นฐานของคีย์ Middle A = 440Hz (H1) เอาเป็นเสียงเปียโนก็แล้วกัน มันจะมี H2 H3 H4 ... ปนออกมาด้วย แต่ที่เข้าใจ H1 จะมีความดังมากที่สุด เราก็ได้ยินโน๊ตนั้นชัดเจนที่สุด หากเกินความเพี้ยนขึนกะ H1 เราก็จะรับรู้ได้อย่างชัดเจน  ???

ถ้าบอกว่าการ resonance อาจทำให้ harmonic อื่นมีความดังมากกว่าเสียงโน๊ต H1 แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ต้องไปเรียนดนตรี ear training ก่อนหรือป่าว  :cry2

เอ่อ harmonic นี่มันเกิดจะหลักการของ standing wave ใชมั๊ยคับ

เรื่อง resonance ลองไปพังเพลงตามผับที่เขาเล่นสดก็ได้ครับ  เอาแบบที่เล่นแล้วใช้เครื่องขยายน้อยๆ หรือไม่ใช้ก็ดีครับ  ถ้าจะเอาชัดๆ หาร้านที่เล็กซักหน่อย  ผมแนะนำ Bamboo Bar ที่ Oriental ยอมจ่ายค่าเหล้าเขาแก้วละ 200 กว่าซักหน่อยถือเป็นค่าฟังนักร้องระดับโลกมาเล่นให้ฟังสดๆข้างหน้า  ที่ Bamboo Bar ร้านจะเล็ก (อาจจะเหม็นซิการ์หน่อยนะครับ) ลองนั่งฟัง ที่ด้านหน้าร้านก่อน แล้วลองย้านไปฟังด้านหลังร้าน  คุณจะฟังออกเลยว่าที่นั่งด้านหลังร้าน ถึงแม้มันจะไกลกว่าวงออกมาเยอะ แต่เสียงเบสกลับดังกว่าเยอะ จะออกบวมๆซะด้วยซ้ำ แต่เพราะเป็นการเล่นสด ยังไงก็ยังเพราะ


ออฟไลน์ wicha1959

  • **
    • กระทู้: 86
ถึงตอนนี้ ฟันธงหรือยังครับว่า หลอดเป็นหัวใจของเครื่องขยายที่ทำให้เสียงอบอุ่นนุ่มนวล เสมือนเสียงธรรมชาติที่สมจริง
หรือยังไม่ฟันธงกันครับ??
คงเหมือนเมื่อ30กว่าปีก่อนที่โต้แย้งกันแบบหาข้อสรุปไม่ได้ว่า ดนตรีสังเคราะห์ไม่สามารถทำเสียงเลียนแบบดนตรีจริงได้

ส่วนผมขอเพลิดเพลินกับการฟังเพลงโปรดและสนุกกับการเปลี่ยนหลอดเพื่อความสุขของการฟังต่อไป..
ขอให้มีความสุขในวันเทศกาลคริสมาสและปีใหม่ที่กำลังเวียนมาถึงน่ะครับ สวัสดี :bye1 :bye1


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
 :bowdown :bowdown :bowdown แจ่มกระจ่างเลย

คำถามเรื่องความเพี้ยนของโน๊ตดนตรี ขอเอารวมกะคำตอบของคุณธิวป์ไปเลย ว่า ถ้า ความถี่พื้นฐานของคีย์ Middle A = 440Hz (H1) เอาเป็นเสียงเปียโนก็แล้วกัน มันจะมี H2 H3 H4 ... ปนออกมาด้วย แต่ที่เข้าใจ H1 จะมีความดังมากที่สุด เราก็ได้ยินโน๊ตนั้นชัดเจนที่สุด หากเกินความเพี้ยนขึนกะ H1 เราก็จะรับรู้ได้อย่างชัดเจน  ???

ถ้าบอกว่าการ resonance อาจทำให้ harmonic อื่นมีความดังมากกว่าเสียงโน๊ต H1 แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ต้องไปเรียนดนตรี ear training ก่อนหรือป่าว  :cry2

เอ่อ harmonic นี่มันเกิดจะหลักการของ standing wave ใชมั๊ยคับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 ธันวาคม, 2008, 08:55:19 am โดย redbook »


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
ขอลองถามเป็นสูครแบบชาวบ้านๆหน่อย

ให้ f1 เป็น fundamental frequency แล้ว h2 h3 ... h10 เป็น harmonic ที่ order ต่างๆ
ไม่รู้ว่าเรียก f1 = h1 ได้ไหม  ???

ขอลองตอบดูเท่าที่พอจะมีความรู้นะครับ
H1 = f นั่นแหล่ะครับ แต่เราไม่เรียกกันว่า Harmonic เพราะจะมี Harmonic ย่อมต้องมี Fundamental ก่อนเท่านั้นครับ Harmonic จึงเริ่มที่ 2 เลยครับ

อ้างถึง
คำถาม

1. เครื่อง function generator สร้าง f1 ออกมาอันเดียว ก็ไม่มี harmonic เลย ใช่หรือไม่

Function Gen ให้กำเนิดสัญญาณได้หลายแบบครับ กรณี Sine Wave ก็คือไม่มี Harmonic ปนออกมากับความถี่หลักครับ

อ้างถึง
2. ส่งสัญญาณ f1 เข้าเครื่องขยาย ถ้าสัญญาณที่ออกมาก็เป็น F1 ความถี่เดิมแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ดัวขึ้น) ก็หมายความว่า ไม่มีความเพี้ยน (distortion) ในเครื่องขยายใช่หรือไม่

ใช่ครับ

อ้างถึง
3. ถ้าเครื่องขยายมีความเพี้ยนสร้าง harmonic ออกมา หมายความว่าเป็น harmonic ของ f1 เช่น สองเท่าของ f1 = 2f1, 3f1 4f1 ฯลฯ จะมีทางเป็น 1.6f1 2.1f1 ได้หรือไม่

ต้องแยกอย่างนี้ครับ กรณีฮาร์โมนิกเราคุยกันด้วยจำนวนเท่าที่เป็นจำนวนเต็ม เพราะฉะนั้นความเพี้ยนฮาร์โมนิก จะหมายถึงความเพี้ยนที่ฮาร์โมนิกที่เป็นจำนวนเต็มด้วย ความเพี้ยนที่เกิดจากความถี่อื่นที่ไม่เป็นฮาร์โมนิกของสัญญาณก็มีครับ แต่ไม่เรียกว่าความเพี้ยนฮาร์โมนิกครับ ยกตัวอย่างแอมป์หลอดของเราฮัมไส้หลอด 50Hz เป็นต้น แต่สัญญาณที่เราป้อนเข้าแอมป์เป็น 77.77777Hz แบบนี้เราก็จะได้ 50Hz ออกมาด้วย แต่เป็นเพราะการเหนี่ยวนำจากไส้หลอด ไม่ใช่จากการขยายครับ

อ้างถึง
4. % ของความเพี้ยน HD ตัวอะไรใน f1 มันเพี้ยนไป หรือว่า มันเพี้ยนไปลักษณะไหน

สิ่งที่เพี้ยนไปคือ ค่า Amplitude ของฮาร์โมนิกของ Fundamental ครับ

อ้างถึง
เอาละมาเรื่องเสียงดนตรีมั่ง

5. โน๊ตดนตรีทุกอันประกอบด้วย f1 + h2 + h3 + .... + h10 + ...  (คลื่นเสียงรวมมันเป็นแบบ linear คือว่า บวกกันออกมาได้เลย)

ใช่ครับ เอา Amplitude บวกกันธรรมดาแหล่ะครับ

อ้างถึง
6. พลังงานหรือความดังของ f1 จะมีมากที่สุด เป็นเสียงที่คนฟังจับใจความได้ดีที่สุด

ใช่ครับ ถ้าเป็นเสียงจากการสั่นของต้นกำเนิดนะครับ แต่ในกรณีเครื่องดนตรีจริง จะมีการกำทอน (Resonance) มีเรื่องคลื่นนิ่ง (Standing Wave) และอื่นๆ ประกอบด้วย กรณีที่วัดเสียงจากเครื่องดนตรีมาถอด FFT อาจจะพบว่าบางฮาร์โมนิกมี Amplitude สูงกว่า Fundamental ได้ครับ

อ้างถึง
7. ความเพี้ยนของโน๊ตดนตรี จะได้ยินชัดเจนที่สุดรอบๆ f1 (เพราะ f1 ดังที่สุด)

อันนี้ไม่ค่อยเข้าใจคำถามครับ ผมกำลังคิดถึงความเพี้ยนของโน๊ต ซึ่งจะเป็นเรื่องของความถี่ Fundamental ของมันไม่ตรงกับมาตรฐานโน๊ต อย่างเช่น Middle A = 440Hz แต่ผมคิดว่าคุณ redbook คงไม่ได้ถามในประเด็นนี้ รบกวนอธิบายคำถามเพิ่มนะครับ

อ้างถึง
8. harmonic distortion มีสาเหตุจากชิ้นส่วนใดในลูกโซ่ของระบบเครื่องขยายเสียง และ จะทำให้เกิดความเพี้ยนมากน้อยที่ harmonic ใดก็ได้

เอาแบบกว้างๆ ก็เกิดจากการแปลงพลังงานและการขยาย (หรือลดทอน) ครับ เช่น Microphone ทำให้ความดันอากาศกลายเป็นไฟฟ้า นี่ก็เกิด HD ได้, หม้อแปลงเปลี่ยนจากไฟฟ้าเป็นไฟฟ้า นี่ก็เกิด HD ได้ พวกวงจรขยายก็ทำให้เกิด HD ได้ครับ

อ้างถึง
9. แล้วเสียงโน๊ตที่เล่นพร้อมกัน มัน "บวก" กันได้ทุกอัน ทำให้เกิด distortion เอง ได้หรือไม่

เอาแค่นี้ก่อน แล้วจะมาถามต่อเรื่อง odd even harmonic distortion คับ

ถ้าเป็นเครื่องดนตรี เราถือเป็นต้นกำเนิดสัญญาณครับ มันเป็นต้นแบบที่ถูกต้องครับ Distortion ที่เราคุยกันจะหมายถึงความเพี้ยนที่เกิดจากการกระทำกับสัญญาณน่ะครับ แต่ผมพอเข้าใจคุณ redbook ครับ คุณ redbook หมายถึงว่า สมมุติเล่นกีต้าร์กับเปียโน โน๊ตเดียวกัน ในเมื่อแต่ละเครื่องดนตรีมีฮาร์โมนิกของมันเอง และมันบวกกันได้ มันก็ทำให้กันและกันเพี้ยนได้ด้วยสิ ใช่ไม๊ครับ ถ้าเราเอาไมค์ไปจับเสียงพวกนี้ เราก็จะได้สัญญาณออกมารูปคลื่นเดียว แต่หูเราก็ยังคงแยกแยะกีต้าร์ออกจากเปียโนได้ ไม่รวมกันเป็นกีโน หรือ เปียต้าร์ อย่างที่ไมค์ทำ ข้อนี้ก็อย่างที่พี่ Withaya อธิบายไว้ครับว่า ทุกวันนี้เรายังไม่มีเทคโนโลยีที่จะจำลองระบบการรับฟังของมนุษย์ได้เทียบเท่ากับของจริงครับ เรายังคงต้องมองสัญญาณเป็นสัญญาณและเสียงเป็นเสียงต่อไปครับ  :'(


ออฟไลน์ redbook

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,265
เนื้อๆทั้งน้าน เด็ดเลย  :yahoo  เพิ่งเจอวิทยานิพนธ์ภาษาไทยอ่านไม่ยาก เอามาฝาก มีอธิบาย standing wave, harmonic, และ FFT ไว้ด้วย

การพัฒนาและสร้างชุดทดลองเพื่อศึกษาสเปกตรัมความถี่ของเสียงดนตรีไทย
http://doc.clib.psu.ac.th/public7/thesis7/full/241432/241432.htm


แถม Strings, standing waves and harmonics   ดูหัวข้อ Harmonics in music  อ่านจบนี่ได้ความรู้หัวหนักขึ้นเยอะ O0  O0  O0
http://www.phys.unsw.edu.au/jw/strings.html

ขอลองถามเป็นสูครแบบชาวบ้านๆหน่อย

ให้ f1 เป็น fundamental frequency แล้ว h2 h3 ... h10 เป็น harmonic ที่ order ต่างๆ
ไม่รู้ว่าเรียก f1 = h1 ได้ไหม  ???

คำถาม

1. เครื่อง function generator สร้าง f1 ออกมาอันเดียว ก็ไม่มี harmonic เลย ใช่หรือไม่
2. ส่งสัญญาณ f1 เข้าเครื่องขยาย ถ้าสัญญาณที่ออกมาก็เป็น F1 ความถี่เดิมแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ดัวขึ้น) ก็หมายความว่า ไม่มีความเพี้ยน (distortion) ในเครื่องขยายใช่หรือไม่
3. ถ้าเครื่องขยายมีความเพี้ยนสร้าง harmonic ออกมา หมายความว่าเป็น harmonic ของ f1 เช่น สองเท่าของ f1 = 2f1, 3f1 4f1 ฯลฯ จะมีทางเป็น 1.6f1 2.1f1 ได้หรือไม่
4. % ของความเพี้ยน HD ตัวอะไรใน f1 มันเพี้ยนไป หรือว่า มันเพี้ยนไปลักษณะไหน

เอาละมาเรื่องเสียงดนตรีมั่ง

5. โน๊ตดนตรีทุกอันประกอบด้วย f1 + h2 + h3 + .... + h10 + ...  (คลื่นเสียงรวมมันเป็นแบบ linear คือว่า บวกกันออกมาได้เลย)
6. พลังงานหรือความดังของ f1 จะมีมากที่สุด เป็นเสียงที่คนฟังจับใจความได้ดีที่สุด
7. ความเพี้ยนของโน๊ตดนตรี จะได้ยินชัดเจนที่สุดรอบๆ f1 (เพราะ f1 ดังที่สุด)
8. harmonic distortion มีสาเหตุจากชิ้นส่วนใดในลูกโซ่ของระบบเครื่องขยายเสียง และ จะทำให้เกิดความเพี้ยนมากน้อยที่ harmonic ใดก็ได้
9. แล้วเสียงโน๊ตที่เล่นพร้อมกัน มัน "บวก" กันได้ทุกอัน ทำให้เกิด distortion เอง ได้หรือไม่

เอาแค่นี้ก่อน แล้วจะมาถามต่อเรื่อง odd even harmonic distortion คับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ธันวาคม, 2008, 08:17:05 pm โดย redbook »



ออฟไลน์ Martra

  • www.vonorfivestars.com
  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,390
    • เพศ:ชาย
  • "One Stop Solution for Bed and Bedding Products"
    • http://www.vonorfivestars.com
เรื่องโน๊ตนี่ความถี่ตายตัวครับพี่ อย่างดีดสาย 1 เปล่าๆ นี่ก็คือ E ครับ กี่ Hertz จำไม่ได้ แต่จะได้ Fundamental เหมือนกันไม่ว่ากีต้าร์ตัวไหนครับ (ต้องตั้งสายมาถูกต้องนะครับ) ส่วนที่ต่างกันคือฮาร์โมนิกและอื่นๆ ครับ เราไม่เรียกว่าความเพี้ยนเพราะมันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเครื่องดนตรีตัวนั้นๆ น่ะครับ กีต้าร์เป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณเลยจึงถือว่าเป็นต้นแบบครับ เท่าที่เล่นมา กีต้าร์ที่ผมเล่น แต่ละวันยังเสียงไม่เหมือนกันเลยครับ จากการสังเกตเข้าใจว่าเป็นที่ความชื้นในห้องของผมเองครับ  :)

เรื่องอุณหภูมิ มีผลต่อความเพี้ยนของเครื่องดนตรีมากครับ....อากาศเย็น เสียงจะเพี้ยนต่ำลงมา  อากาศร้อนเสียงจะมีโอกาสเพี้ยนสูง
ซึ่งถ้าเป็นเครื่องสายก็จะขันตึงขันหย่อน กันไป, ถ้าเป็นเครื่องลมทองเหลือง ก็จะปรับโดยการเลื่อนท่อลมเข้าออก
ถ้าเป็นกลองทิมปานี ก็จะปรับความตรึง หย่อนของหนังกลองครับ
ดังนั้น เรามักจะเห็นการเทียบเสียงของวงออเคสตร้าก่อนเริ่มการแสดง เพื่อเป็นการปรับเสียงให้กลืนกันทั้งวงครับ
Vinyl Sound = Toe Tapping and Heaven on Earth...:dj


ออฟไลน์ SOUNDTUBE

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,451
    • เพศ:ชาย
อ่านคำวิจารณ์ ความเห็นของเพื่อนๆพี่น้องแล้ว ให้ความรู้สึกจริงๆ............รู้สึกว่าตัวเองโง่อีกเยอะ ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่หลากหลายดีครับ...... O0
ข้อมูลส่วนตัว http://www.htg2.net/index.php?topic=23096.0


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
เอาเป็นกีต้าร์โปร่งที่ Mr.ธูป ( เรียกตามคำเรียกร้อง  ;D ) กำลังเล่นในวงเหล้า ถามหน่อยเหอะ ว่าดีดไป 10 ครั้ง แน่ใจนะว่า ได้ความถี่เดียวกันออกมาทุกครั้ง ผมกำลังจะสื่อว่า เครื่องดนตรีที่กำลังถูกเล่นอยู่เนี่ยะ มันมี Harmomic Distortion เพียบ ดังนั้นเราฟังเครื่องเสียงยังไงๆ ก็ไม่เหมือนเล่นสด คิดเล่นๆนะครับ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ แต่ชอบครับ ถก กันแบบนี้ ยินดีรับฟังครับ จริงๆ ง่าวฟิสิกส์ อ่ะ มั่วๆไป เดี๊ยวค่อยไปถกเรื่องหลอดต่อ  :)

เรื่องโน๊ตนี่ความถี่ตายตัวครับพี่ อย่างดีดสาย 1 เปล่าๆ นี่ก็คือ E ครับ กี่ Hertz จำไม่ได้ แต่จะได้ Fundamental เหมือนกันไม่ว่ากีต้าร์ตัวไหนครับ (ต้องตั้งสายมาถูกต้องนะครับ) ส่วนที่ต่างกันคือฮาร์โมนิกและอื่นๆ ครับ เราไม่เรียกว่าความเพี้ยนเพราะมันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเครื่องดนตรีตัวนั้นๆ น่ะครับ กีต้าร์เป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณเลยจึงถือว่าเป็นต้นแบบครับ เท่าที่เล่นมา กีต้าร์ที่ผมเล่น แต่ละวันยังเสียงไม่เหมือนกันเลยครับ จากการสังเกตเข้าใจว่าเป็นที่ความชื้นในห้องของผมเองครับ  :)


ออฟไลน์ Mr. Tube

  • Admin
  • Super Star.
  • *****
    • กระทู้: 2,853
ต่อครับ

ความเพี้ยนฮาร์โมนิกก็มีแยกไปอีกว่าเป็นฮาร์โมนิกที่เท่าไหร่ ตั้งแต่ H2, H3, H4, .... ไปเรื่อยๆ โดยมากเราจะคุยกันไม่เกิน H9 ครับ ส่วน THD = Total Harmonic Distortion หรือความเพี้ยนฮาร์โมนิกรวม ก็คือการเอาองค์ประกอบความเพี้ยนที่แต่ละฮาร์โมนิกมารวมกัน เพราะฉะนั้นเครื่อง A กับเครื่อง B ที่มี THD 1% เท่ากัน อาจจะมีความเพี้ยนฮาร์โมนิกต่างกันได้เมื่อมองเป็นรายฮาร์โมนิก เช่นเครื่อง A ทั้ง 1% นั้นอาจจะเป็น H2 ในขณะที่เครื่อง B อาจจะเป็น H3 และ H4 อย่างละ 0.5% ทำนองนี้เป็นต้นครับ

ทีนี้คงได้คำตอบแล้วว่า THD หรือ HD เป็นสิ่งที่ควรจะมีในเครื่องเสียงหรือไม่ ถ้าว่ากันตามเหตุตามผลแล้ว และบนหลักที่ว่าเสียงจากการเล่นกลับควรจะเหมือนเสียงตอนบันทึก ผมว่าทุกคนก็น่าจะได้คำตอบตรงกันนะครับ  :)


ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
    • กระทู้: 1,318
    • เพศ:ชาย
ในการแสดงสดไม่มีทางที่จะเหมือนเดิมทุกครั้งหรอกครับ  นั่นคือเสน่ห์ของการฟังคอนเสริต์  ไม่เพียงแต่อุปกรณ์เท่านั้นที่อาจให้ความผิดเพี้ยนจากการอัดเสียงในห้องอัด แต่ตำแหน่งการวาง การ setup ต่างๆ มันก็ให้ความเพี้ยนได้ทั้งนั้น  แต่เราน่าจะคำนึงถึงการอัดเสียงที่มีความสมบูรณ์สูงๆ อย่างเช่นในการอัดเสียงในห้องอัดเสียง ที่มีการควบคุมให้เกิดความเพี้ยนน้อยที่สุดไม่ใช่เหรอครับ  การทำความเข้าใจองค์ประกอบทางฟิสิกข์ของดนตรี ผมว่าน่าจะพยายามตัด variable factor ให้เหลือน้อยที่สุด จะได้เปรียบเทียบและทำความเข้าใจมันได้ดีที่สุดครับ