HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: joke44 ที่ 13 กันยายน, 2007, 10:59:20 pm
-
มีใครเคยลองไรท์เพลงด้วยแผ่น CD-R verbatim datalifeplus บ้างครับ เป็นยังไงบ้างพอจะเทียบกับแผ่น Mitsu Phono-R ได้ไหม
-
ผมใช้ Verbatim Vinyl CDR ที่หน้าตาเหมือน phono-R สีทองอยู่ แผ่นละ 10-11 บาทก็ใช้ได้นะครับ เนื้อจะออกสีโทนเขียว ถูก และ ที่สำคัญ ทนครับ บางแผ่นเก็บมาหลายปีแล้วยังโอเค อันนี้สำคัญมาก เวลาไปขอก๊อบแผ่นที่หาซื้อยากๆจากคนอื่น เวลามันเสียทีเดือดร้อนต้องไปยืมอีก ส่วนใหญ่แผ่นพวกนี้เจ้าของจะหวงซะด้วย ^-^
phono-R เครื่องผมไม่ค่อยอ่านครับ ทั้งในบ้านและในรถไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แถมเก็บในรถร้อนๆ ไปไวอีกตะหาก N]
-
ลองแผ่น CD-R Emtec Black Carbon สิครับ ทนต่อ UV ทนรอยขีดข่วน ใช้งานได้ทุกสภาวะ แต่ราคาแพงหน่อย ตอนนี้บ้านหม้อ ขายแผ่นละ 100
ผมกำลังหาแห่งที่ขายถูกๆอยู่ครับ :victory
-
O0gเท่าที่เคยลอง แผ่นทีดีเค สีทองให้เสียงที่ดีสุด ราคาไม่แพง ไม่รู้ตอนนี้มีขายหรือเปล่า ส่วนแผ่นโฟโนอาร์หรือมิซู อาโซ(ชื่อเก่า) สีน้ำเงินเข้มนั้น บางเครื่องจะอ่านไม่ออก แต่เสียงที่ได้ออกนุ่มหวาน แผ่นไพโอเนียร์ โซนี่ ออกจัดจ้าน คม แผ่นทีดีเคเสียงจะแฟลตกว่า แต่เสียงแหลมไม่มากเท่า ส่วนแผ่นละ 4 บาท เลี่ยงได้เลี่ยง 3 เดือนเสีย :showoff
-
แผ่น 4 บาท ผมใช้ Arita สกรีนสีส้ม ครับ ใช้มาเกินปีแล้ว ไม่เสียนะ เสียงดีถูกใจ ยิ่งเอาปากกาเคมีสีเขียวทาขอบ เสียงกระชับ เบสหนักหน่วงขึ้น O0
TDK XA-80 สำหรับเขียน Audio เสียงดีมากครับ เสียงออกครบย่าน แต่ราคาแพงไปนิด คงราวๆ 35-38 บาท/แผ่น
-
ยี่ห้อต่างๆที่ว่ามาทั้งหมดไปหาซื้อได้ที่ไหนบ้างคร๊าบ..... :)
-
ARITA แผ่นละ 3.7 บาท ใช้ดี เชื่อผม ผมเป็นช่าง 2f
สงสัยต้องซื้อตุนแล้ว จะขาดตลาดอีกแล้ว K]
-
ARITA แผ่นละ 3.7 บาท ใช้ดี เชื่อผม ผมเป็นช่าง 2f
แล้วถ้าแผ่นพังล่ะ ((
-
ARITA แผ่นละ 3.7 บาท ใช้ดี เชื่อผม ผมเป็นช่าง 2f
สงสัยต้องซื้อตุนแล้ว จะขาดตลาดอีกแล้ว K]
เชียร์ครับยี่ห้อนี้ชอบครับ :)
-
ขอถามพี่ๆสัก2คำถามครับ
1. ถึงเราจะนำแผ่นดีๆสักเท่าใดมาไรท์ก็ไม่สามารถทำให้คุณภาพเสียงเท่ากับแผ่นมาสเตอร์ใช่ใหมครับ
2. การที่เราเอาแผ่นไรท์มาไรท์ต่อกันไปเป็นทอดๆจะทำให้คุณภาพเสียงลดลงไปอีกใช่ใหมครับ :) :headphone :headphone
ขอบคุณครับ
-
แหงแซะ ทั้ง 2 ข้อครับ คุณภาพมันดร็อปลงไป มาก-น้อย ตามแต่เทคนิคของแต่ละคนครับ ไม่มีทางดีกว่า หรือเท่ากับแผ่นแท้ได้หรอกเด้อ..... :whistling
-
ความคิดส่วนตัวผมนะครับ
พูดในแง่ของแผ่น cd เก็บข้อมูล
โปรแกรม Nero ที่เราใช้ ๆ กันนี่คงจะกอปปีแผ่นต้นฉบับกับสำเนาได้ข้อมูลเท่ากัน
ข้อมูลในแผ่นเป็นดิจิตอล มี 0 กับ 1
ยังไงก็เหมือนกันครับ เพราะ กอปปีเสร็จแล้ว ก็ verify ได้ข้อมูลตรงกัน
ขืนกอปปีได้ไม่เหมือนกัน Server ผมคงติดตั้งโปรแกรมไม่ได้แน่ ๆ
หรือไม่ Nero ก็คงเจ๊งไปนานแล้วครับ
ผมคิดว่าแผ่นเพลง กับแผ่นโปรแกรมมีลักษณะเหมือนกัน โปรแกรมมันคงไม่รู้หรอกครับว่าข้อมูล 0 กับ 1 ในแผ่นจะเป็น เพลง mp3 หรือ audiophile
มี 0 ก็อ่าน 0 มี 1 ก็อ่าน 1
พวก cd-player ก็ต้องอ่าน 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่น เครื่องเล่นที่ดีที่สุดก็ต้องอ่านเอา 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่น
ผมก็ยังนึกเหตุผลไม่ออกว่าแผ่น cd ที่เราเก็บ 0 กับ 1 ซึ่งตรงกับต้นฉบับ จะทำให้เสียงแตกต่างกันได้อย่างไร
นอกจากว่าแผ่นที่กอปปีข้อมูลมานั้น แทนที่จะเป็น 0 กับ 1 อย่างชัดเจน มันดันเป็น 0.4 กับ 0.6 ซึ่งเครื่องเล่นซีดีต้องพยายามอ่าน
ออกมาให้ได้ว่า 0.4 ควรจะเป็น 1 หรือ 0 หรือ 0.6 ที่จริงเป็น 0 ไม่ใช่ 1
ผมว่าก็ประหลาดเพราะ้เครื่องเล่นซีดีตัวละ 800.- ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ก็อ่านได้ไม่มีปัญหา ในแผ่นที่เรากออปีเป็นส่วนใหญ่
ผมว่าเดี๋ยวนี้กอปปี 100 แผ่นจะมีเสียซะ 1 แผ่นรึเปล่า มันเป็นเทคโนยีที่ปกติธรรมดามาก ๆ แล้ว
ส่วนว่าเมื่ออ่าน 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่นแล้วจะไปจัดการอย่างไรให้เป็นเสียงนั่นอีกเรื่อง ซึ่งแตกต่างกันแน่ ๆ ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวถอดรหัส
สรุปความเห็นผม แผ่นอะไรก็ได้ใช้ไปเถอะ ไม่เห็นเหตุว่ามันจะได้ผลต่างกันตรงใหนครับ
d_d d_d d_d
-
ความคิดส่วนตัวผมนะครับ
พูดในแง่ของแผ่น cd เก็บข้อมูล
โปรแกรม Nero ที่เราใช้ ๆ กันนี่คงจะกอปปีแผ่นต้นฉบับกับสำเนาได้ข้อมูลเท่ากัน
ข้อมูลในแผ่นเป็นดิจิตอล มี 0 กับ 1
ยังไงก็เหมือนกันครับ เพราะ กอปปีเสร็จแล้ว ก็ verify ได้ข้อมูลตรงกัน
ขืนกอปปีได้ไม่เหมือนกัน Server ผมคงติดตั้งโปรแกรมไม่ได้แน่ ๆ
หรือไม่ Nero ก็คงเจ๊งไปนานแล้วครับ
ผมคิดว่าแผ่นเพลง กับแผ่นโปรแกรมมีลักษณะเหมือนกัน โปรแกรมมันคงไม่รู้หรอกครับว่าข้อมูล 0 กับ 1 ในแผ่นจะเป็น เพลง mp3 หรือ audiophile
มี 0 ก็อ่าน 0 มี 1 ก็อ่าน 1
พวก cd-player ก็ต้องอ่าน 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่น เครื่องเล่นที่ดีที่สุดก็ต้องอ่านเอา 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่น
ผมก็ยังนึกเหตุผลไม่ออกว่าแผ่น cd ที่เราเก็บ 0 กับ 1 ซึ่งตรงกับต้นฉบับ จะทำให้เสียงแตกต่างกันได้อย่างไร
นอกจากว่าแผ่นที่กอปปีข้อมูลมานั้น แทนที่จะเป็น 0 กับ 1 อย่างชัดเจน มันดันเป็น 0.4 กับ 0.6 ซึ่งเครื่องเล่นซีดีต้องพยายามอ่าน
ออกมาให้ได้ว่า 0.4 ควรจะเป็น 1 หรือ 0 หรือ 0.6 ที่จริงเป็น 0 ไม่ใช่ 1
ผมว่าก็ประหลาดเพราะ้เครื่องเล่นซีดีตัวละ 800.- ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ก็อ่านได้ไม่มีปัญหา ในแผ่นที่เรากออปีเป็นส่วนใหญ่
ผมว่าเดี๋ยวนี้กอปปี 100 แผ่นจะมีเสียซะ 1 แผ่นรึเปล่า มันเป็นเทคโนยีที่ปกติธรรมดามาก ๆ แล้ว
ส่วนว่าเมื่ออ่าน 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่นแล้วจะไปจัดการอย่างไรให้เป็นเสียงนั่นอีกเรื่อง ซึ่งแตกต่างกันแน่ ๆ ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวถอดรหัส
สรุปความเห็นผม แผ่นอะไรก็ได้ใช้ไปเถอะ ไม่เห็นเหตุว่ามันจะได้ผลต่างกันตรงใหนครับ
d_d d_d d_d
ผมใช้แผ่น ยี่ห้อ Pistek audio for music ไรท์แต่เสียงที่ได้ผมว่ามันไม่เหมือนกับมาสเตอร์ เสียงออกมาแนว กระชับ จัดจ้าน แต่มาสเตอร์เสียงจะนุ่มนวลกว่าครับ หรือว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าชักจะไม่แน่ใจซะแล้วครับ :D :D :D :headphone :D :D :D
-
ความคิดส่วนตัวผมนะครับ
พูดในแง่ของแผ่น cd เก็บข้อมูล
โปรแกรม Nero ที่เราใช้ ๆ กันนี่คงจะกอปปีแผ่นต้นฉบับกับสำเนาได้ข้อมูลเท่ากัน
ข้อมูลในแผ่นเป็นดิจิตอล มี 0 กับ 1
ยังไงก็เหมือนกันครับ เพราะ กอปปีเสร็จแล้ว ก็ verify ได้ข้อมูลตรงกัน
ขืนกอปปีได้ไม่เหมือนกัน Server ผมคงติดตั้งโปรแกรมไม่ได้แน่ ๆ
หรือไม่ Nero ก็คงเจ๊งไปนานแล้วครับ
ผมคิดว่าแผ่นเพลง กับแผ่นโปรแกรมมีลักษณะเหมือนกัน โปรแกรมมันคงไม่รู้หรอกครับว่าข้อมูล 0 กับ 1 ในแผ่นจะเป็น เพลง mp3 หรือ audiophile
มี 0 ก็อ่าน 0 มี 1 ก็อ่าน 1
พวก cd-player ก็ต้องอ่าน 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่น เครื่องเล่นที่ดีที่สุดก็ต้องอ่านเอา 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่น
ผมก็ยังนึกเหตุผลไม่ออกว่าแผ่น cd ที่เราเก็บ 0 กับ 1 ซึ่งตรงกับต้นฉบับ จะทำให้เสียงแตกต่างกันได้อย่างไร
นอกจากว่าแผ่นที่กอปปีข้อมูลมานั้น แทนที่จะเป็น 0 กับ 1 อย่างชัดเจน มันดันเป็น 0.4 กับ 0.6 ซึ่งเครื่องเล่นซีดีต้องพยายามอ่าน
ออกมาให้ได้ว่า 0.4 ควรจะเป็น 1 หรือ 0 หรือ 0.6 ที่จริงเป็น 0 ไม่ใช่ 1
ผมว่าก็ประหลาดเพราะ้เครื่องเล่นซีดีตัวละ 800.- ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ก็อ่านได้ไม่มีปัญหา ในแผ่นที่เรากออปีเป็นส่วนใหญ่
ผมว่าเดี๋ยวนี้กอปปี 100 แผ่นจะมีเสียซะ 1 แผ่นรึเปล่า มันเป็นเทคโนยีที่ปกติธรรมดามาก ๆ แล้ว
ส่วนว่าเมื่ออ่าน 0 กับ 1 ออกมาจากแผ่นแล้วจะไปจัดการอย่างไรให้เป็นเสียงนั่นอีกเรื่อง ซึ่งแตกต่างกันแน่ ๆ ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวถอดรหัส
สรุปความเห็นผม แผ่นอะไรก็ได้ใช้ไปเถอะ ไม่เห็นเหตุว่ามันจะได้ผลต่างกันตรงใหนครับ
d_d d_d d_d
ตรงใจผมเด๊ะ ๆ เลยครับ มีเหตุผลเดียวที่ผมเลือกยี่ห้อแผ่น CD-R ความทนทาน วัสดุที่ใช้ทนร้อน ทนเย็นประเภทนั้นครับ เรื่องการสำเนา ทำซ้ำพวกนี้ ผมว่าโปรแกรมมันไม่ฉลาดมาหลอกเราได้หรอกครับ การสำแผ่นซีดี ซึ่งเป็นข้อมูล digital คำสั่งที่เราสั่งให้มัน copy ความหมายก็คือทำทั้งหมดให้เหมือนต้นฉบับ ผมลัพท์ก็คือทำได้ หรือไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้มันก็ฟ้องว่าไม่ได้ แต่ถ้าทำได้ในความเข้าใจของผมคือสำเนาข้อมูลทั้งหมดต้องเหมือนต้นฉบับทุกประการ แต่ที่เคยเจอโปรแกรมหัวหมอที่มันสร้างเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมาคือมีคำสั่งให้เราสั่งว่า ทำสำเนาข้อมูลเท่าที่จะทำได้ คำสั่งแบบนี้เอาไว้ copy พวกแผ่นเกมส์หรือแผ่นอื่น ๆ ที่สร้างไฟล์หลอกปนมากับข้อมูลจริงเพื่อป้องกันการ copy (เป็นวิธีป้องกันแบบโบราณ) พอขั้นตอนการ copy มาถึงตำแหน่งไฟล์หลอกซึ่งโปรแกรมมันอ่านไม่ได้ ความแสนรู้ของมันก็จะขึ้นมาถามว่าจะให้ข้ามไปไหม พอเรายืนยันว่าข้ามไปเหอะ มันก็ copy ข้อมูลอื่น ๆ ต่อไป แผ่นที่ได้ใหม่แบบนี้ไม่เหมือนต้นฉบับแน่ครับ เพราะไม่มีไฟล์หลอกปะปนมาด้วย แต่ก็ใช้งานได้ เสริมอีกนิดนึงแผ่น cd ปัจจุบันการป้องกัน copy ส่วนใหญ่ที่เจอคือการใส่คำสั่งไว้ใน autorun พอเราใส่แผ่น cd เข้าเครื่องคอม ถ้าคอมเราไม่ได้ปิด auto ไว้คอมเราก็ถูกควบคุมโดยคำสั่งที่เขียนมากับแผ่น cd การ copy แบบปกติอาจทำไม่ได้ หรือทำท่าว่าจะทำได้แล้วก็ล้มเหลวภายหลัง โห...นอกเรื่องมาซะไกลเลย
ปล.สนับสนุนแผ่นแท้ถูกลิขสิทธิ์เถอะครับ น้กร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี ห้องอัดเสียง เจ๊งกันไปครึ่งประเทศแล้วครับ รวมทั้งผมด้วย..... :cry2
-
ผมว่าจะอยู่ที่เครื่องไรท์ด้วยหรือปล่าว ผมใช้ lite on กับแผ่น มิตซู รู้สึกว่าไม่เหมือนมาสเตอร์ครับ อยากลองเปลี่ยนเครื่องไรท์ดู ว่าเสียงจะต่างกันมั้ย
-
ทฤษฎีที่อ้างมา มันก็จริงครับ... แต่ปฎิบัติแล้วผลมันต่างครับ ... อันนี้อยากให้จ้าวทฤษฎีทั้งหลายออกมาทดสอบแล้วหาเหตุผลให้ด้วยครับ ผมเองก็อยากทราบ... :help
-
ทฤษฎีที่อ้างมา มันก็จริงครับ... แต่ปฎิบัติแล้วผลมันต่างครับ ... อันนี้อยากให้จ้าวทฤษฎีทั้งหลายออกมาทดสอบแล้วหาเหตุผลให้ด้วยครับ ผมเองก็อยากทราบ... :help
:) บังเอิญผมเองไม่ใช่จ้าวทฤษฏี แต่ใช้งานจริง ๆในห้องอัดเสียงมาตั้งแต่สมัยแผ่น cd-r แผ่นละ 4-500 บาท จนมาถึงราคาแผ่นละ 3 - 5 บาท ฟังกี่ครั้ง ๆ มันก็ไม่แตกต่างกันครับ ผมฟังโดยไม่ใส่ใจว่าแผ่นที่ใช้เขียนยี่ห้ออะไร แต่ฟังจากเสียงที่ได้ยินผ่านลำโพงมอนิเตอร์ให้ห้องอัดเสียง (ซึ่งหูผมอาจมีข้อบกพร่องเฉพาะตัว) ส่วนการทดสอบเรื่องนี้มีผู้ทำการทดสอบมาหลายครั้ง และอธิบายไว้มากมายแล้วครับ
-
ทฤษฎีที่อ้างมา มันก็จริงครับ... แต่ปฎิบัติแล้วผลมันต่างครับ ... อันนี้อยากให้จ้าวทฤษฎีทั้งหลายออกมาทดสอบแล้วหาเหตุผลให้ด้วยครับ ผมเองก็อยากทราบ... :help
ง่ายมากครับ เอาแผ่นต้นฉบับ กับแผ่นที่กอปมาเขียนเป็น อิมเมจ ถ้าได้เท่ากันก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้เท่ากันก็แปลว่าไม่เหมือนกัน :whistling
ยังไงถ้าอ่านจากแผ่นข้อมูลมีแค่ 0 กับ 1 ครับ ได้ข้อมูลมาอย่างไรภาค DAC ก็ต้องเอาไปใช้ตามนั้นครับ ;)
-
ที่จริงชอบแบบใหนก็ใช้ไปเถอะ เราฟังเอง ถ้าเราฟังแล้วต่างกัน ยี่ห้อนี้เสียงนี้ ยี่ห้อนี้เสียงเป็นแบบนี้
ก็ใช้ไปเถอะครับ เป็นความสุขสงบส่วนตัว อย่าไปคิดมาก :drunk :drunk
-
ผมว่าจะอยู่ที่เครื่องไรท์ด้วยหรือปล่าว ผมใช้ lite on กับแผ่น มิตซู รู้สึกว่าไม่เหมือนมาสเตอร์ครับ อยากลองเปลี่ยนเครื่องไรท์ดู ว่าเสียงจะต่างกันมั้ย
ผมใช้เครื่องไรท์ Asus แผ่นยี่ห้อPistek รู้สึกว่าเสียงไม่เหมือนมาสเตอร์ครับ
-
อืมม์ แล้วทำไมยังต้องซื้อแผ่นแท้กันน้อ.... ก็เพราะเขาฟังแล้วมันแตกต่าง ตรงนี้ อธิบายหน่อย
-
มีใครเคยลองไรท์เพลงด้วยแผ่น CD-R verbatim datalifeplus บ้างครับ เป็นยังไงบ้างพอจะเทียบกับแผ่น Mitsu Phono-R ได้ไหม
แผ่น CD-R verbatim data life plus ถ้าลองแล้วมาแจ้งให้ทราบบ้างนะครับว่าเสียงเป็นยังไง ผมอยากลองอยู่เหมือนกันเมื่อวานไปซื้อแต่ร้านไม่ยอมแบ่งขายให้ครับ :D
-
อืมม์ แล้วทำไมยังต้องซื้อแผ่นแท้กันน้อ.... ก็เพราะเขาฟังแล้วมันแตกต่าง ตรงนี้ อธิบายหน่อย
ผมคิดว่า มีแต่แผ่นแท้ขาย ครับ แผ่นกอปปีจากแผ่นแท้ ๆ ไม่มีขาย
ขนาดจะขอกอปจากเจ้าของยังไม่ค่อยจะได้เล้ย ;D ;D
ซื้อแผ่นแท้ก็ดีครับ คนทำจะตายกันหมดแล้ว โดยเฉพาะคนที่พยายามทำงานดี ๆ มักขายไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว Y] Y]
ส่วนใหญ่ผมจะกอปแล้วเก็บต้นฉบับไว้ กันพลาด
คุณไท น่าจะลองเอาแผ่นแท้ที่คุณไทสงสัยกอปปีแล้วดูขนาดของอิมเมจดู
ผมลองแล้วมันก็เท่ากัน แผ่น 5 -บาทถึง 4-50 บาท ก็ได้ข้อมูลเท่ากัน บางวันแฟน เขาหาแผ่นกอปไม่เจอ ไปหยิบต้นฉบับมาเปิด
ผมก็ไม่เห็นมันจะต่าง จนมาเอาแผ่นออกถึงรู้ว่ากำลังฟังต้นฉบับ ;D ;D
บางท่านบอกว่าต้องซิสเตมที่ดีถึงจะฟังออก ถ้าอย่างนั้นผมก็ยอมแแพ้ :giveup :giveup
ของผมก็ได้ดีแค่นี้ละครับ :D :D
แต่ว่าโดยหลักการ อ่านจากซีดีมีแค่ 0 กับ 1 ครับ O0 O0
-
ผมว่าจะอยู่ที่เครื่องไรท์ด้วยหรือปล่าว ผมใช้ lite on กับแผ่น มิตซู รู้สึกว่าไม่เหมือนมาสเตอร์ครับ อยากลองเปลี่ยนเครื่องไรท์ดู ว่าเสียงจะต่างกันมั้ย
แตกต่างแน่นอน คอม พี 3 650 ใช้ ฃีดี อา แพล็กเตอร์ ยามาฮ่า ทีดีเค ไช้สำหรับแผ่นเพลงไช้ทดสอบ สุดท้ายไปที่ โฃนี่ W100เป็นฃีดี R.2ถาด ดีที่สุด แผ่นcd.r.แต่ระยี่ห้อมีผลแตกต่าง คุณภาพขึ้นวัสดุทีใช้ผลิต
-
ต่างกันที่ mode การอ่านครับ การอ่าน cd audio กับการอ่าน data ไม่เหมือนกันครับ จำได้ลางๆว่า audio track จะมีความยืดหยุ่นด้าน error correction กว้างกว่า แบบ data ครับ (ยอมให้เกิด error มากกว่า) ซึ่งทำให้การอ่านแบบ audio ไม่จำเป็นต้องเป็น bit perfect ก็เล่นได้ครับ
ปัจจุบันผมไม่ได้เล่น CD แล้ว แต่ใช้เล่นจาก com ในแบบ lossless ครับ
-
ฟังออกก็เล่นแผ่นแท้ไป ฟังไม่ออกก็เล่นแผ่นไรท์ไป ส่วนผมออกมั่งไม่ออกมั่งเลยเล่นมันทั้ง2อย่างเลย....คงต้องใช้ดินน้ำมันช่วยตัดสินล่ะมั้งครับงานนี้ O0
-
ต่างกันที่ mode การอ่านครับ การอ่าน cd audio กับการอ่าน data ไม่เหมือนกันครับ จำได้ลางๆว่า audio track จะมีความยืดหยุ่นด้าน error correction กว้างกว่า แบบ data ครับ (ยอมให้เกิด error มากกว่า) ซึ่งทำให้การอ่านแบบ audio ไม่จำเป็นต้องเป็น bit perfect ก็เล่นได้ครับ
ปัจจุบันผมไม่ได้เล่น CD แล้ว แต่ใช้เล่นจาก com ในแบบ lossless ครับ
เล่นจาก com ในแบบ lossless เป็นยังไงหรือครับผมตามไม่ทัน :D :D
-
ใช้โปรแกรม
ขั้นตอน Extraction (ความไม่ถูกต้องจะเกิดได้ในขั้นตอนนี้ครับ เพราะเป็นโหมดการอ่านแบบ Audio)
Exact Audio Copy ดึง audio track มาเป็น wav file
ขั้นตอน compression
เพราะว่า wave file ยังมีขนาดใหญ่ จึงมีโปรแกรมที่สามารถบีบอัดข้อมูลให้เล็กลง ปรกติผมจะใช้ format APE กับ FLAC การบีิบอัดแบบ lossless จะได้ข้อมูลเหมือนต้นฉบับ ขนาดที่ได้จะประมาณ 60% ของขนาดของต้นฉบับ
ขั้นตอน การเล่น (ความผิดพลาดอาจเกิดในขั้นตอนนี้)
windows จะมีแปลงข้อมูล เช่น ใช้ kmixer (software volume) หรือบาง soundcard มีการทำ re-sampling จาก 44K เป็น 48K ทำให้ได้ข้อมูลไม่เหมือนกับต้นฉบับ
ใช้ โปรแกรม foobar2000 กับ ASIO หรือ KS streaming pluging เพื่อ bypass windows ครับ
ทั้งหมดทำได้ตามแนววิทยาศาสตร์ครับ คือ ถ้าทำตามขั้นตอนก็จะได้ ข้อมูลไฟล์ ที่เป็น bit perfect เมื่อทำการเทียบกับ wave file ต้นฉบับครับ ทำซ้ำกันก็ได้ผลเหมือนกันครับ
วิธีการทดสอบก็แค่ เอา spdif out ไปเข้า spdif in แล้ว record ไฟล์ มาเปรียบกับต้นฉบับครับ
ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม ไปค้น lossless audio compression ครับ
-
ฟังออกก็เล่นแผ่นแท้ไป ฟังไม่ออกก็เล่นแผ่นไรท์ไป ส่วนผมออกมั่งไม่ออกมั่งเลยเล่นมันทั้ง2อย่างเลย....คงต้องใช้ดินน้ำมันช่วยตัดสินล่ะมั้งครับงานนี้ O0
อย่าลืมกลับขั้วฟิวส์ด้วยนะ..
-
สงสัยคุณใหญ่ต้องใช้ดินนำม้นหลายก้อน
-
ใช้โปรแกรม
ขั้นตอน Extraction (ความไม่ถูกต้องจะเกิดได้ในขั้นตอนนี้ครับ เพราะเป็นโหมดการอ่านแบบ Audio)
Exact Audio Copy ดึง audio track มาเป็น wav file
ขั้นตอน compression
เพราะว่า wave file ยังมีขนาดใหญ่ จึงมีโปรแกรมที่สามารถบีบอัดข้อมูลให้เล็กลง ปรกติผมจะใช้ format APE กับ FLAC การบีิบอัดแบบ lossless จะได้ข้อมูลเหมือนต้นฉบับ ขนาดที่ได้จะประมาณ 60% ของขนาดของต้นฉบับ
ขั้นตอน การเล่น (ความผิดพลาดอาจเกิดในขั้นตอนนี้)
windows จะมีแปลงข้อมูล เช่น ใช้ kmixer (software volume) หรือบาง soundcard มีการทำ re-sampling จาก 44K เป็น 48K ทำให้ได้ข้อมูลไม่เหมือนกับต้นฉบับ
ใช้ โปรแกรม foobar2000 กับ ASIO หรือ KS streaming pluging เพื่อ bypass windows ครับ
ทั้งหมดทำได้ตามแนววิทยาศาสตร์ครับ คือ ถ้าทำตามขั้นตอนก็จะได้ ข้อมูลไฟล์ ที่เป็น bit perfect เมื่อทำการเทียบกับ wave file ต้นฉบับครับ ทำซ้ำกันก็ได้ผลเหมือนกันครับ
วิธีการทดสอบก็แค่ เอา spdif out ไปเข้า spdif in แล้ว record ไฟล์ มาเปรียบกับต้นฉบับครับ
ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม ไปค้น lossless audio compression ครับ
อย่างนี้ก็ต้องใช้soundcard ดีๆด้วยใช่ใหมครับ :'( แล้วมีโปรแกรมอะไรที่ใช้ไรท์ออดิโอโดยเฉพาะบ้างใหมครับ ปกติผมใช้เนโรอยู่ครับ :)
-
soundcard ถูกๆบางครั้ง ดีกว่า แบบแพงนะครับ พวก audigy live บางรุ่น แปลงข้อมูล เป็น analog ก่อนแล้วค่อยแปลง เป็น digital อีกทีซะด้วยซ้ำครับ
ถ้าอยากลองนะครับ หา soundcard ถูกๆ ประมาณ 300-400 บาท ที่ใช้ chip C-media 8738 เลือกดู card ที่มี spdif แล้วใช้ modded driver (driver จากผู้ผลิตปล่อยแค่ 14bit ครับ มีฝรั่งใช้ scope จับสัญญาณดูจึงรู้ จริงไม่จริงก็คิดเอาเองครับ)
http://cmediadrivers.googlepages.com/ (http://cmediadrivers.googlepages.com/)
driver ตัวนี้ทำให้ chip ปล่อยสัญญาณ 16bit/44.1k โดยไม่มีการ re-sampling ครับ (ปล่อย 16bit/96K ก็ได้) ใช้ driver นี้แล้วยังใช้ DTS จาก SPDIF ได้ด้วยครับ ยิ่งถ้าใครใช้ vista driver ตัวนี้จะทำให้ใช้ spdif กับ 44.1k ได้ครับ (ปรกติ vista จะ disable SPDIF เพราะข้อกำหนดเรื่อง DRM)
หา isolation transformer มาใช้กับ spdif ด้วยนะครับ (ติดต่อคุณ BETA ครับ)
อยากรู้รายละเีอียด ค้น bitperfect spdif soundcard ด้วย google ครับ