HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: redbook ที่ 26 มกราคม, 2008, 09:04:26 am
-
ไม่ทราบมีใครพอจะอธิบายได้ไหมว่า 2-stage amp เป็นอย่างไร เห็นมีมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ไม่เห็นมีคนขายหรือทำกัน เห็นบอกกันว่าออกแบบยาก ถ้าเป็น 3-stgae ก็มีประสิทธิภาพดีกว่า เห็นบางแอมป์มี 10-stage เลย !! แต่ยิ่ง stage เยอะก็มีน๊อยส์เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ เลยสู้ใช้หลอด (น้อยๆ) ไม่ได้
ตัวอย่างที่เจอมา โดย John Linsley Hood
http://www.tcaas.btinternet.co.uk/index-1.htm
งงกะ แอมป์หลอดนี่เป็น 2-stage หรือปล่าวคับ หรือว่า stage-2 เนี่ยหมายถึง Class A เท่านั้นหรือปล่าว ???
ปล. วงจร Class B ของ John Linsley Hood เอาไปทำเป็น NAD3020, the Cyrus 1 and the Sugden A48-II ด้วยละ
-
ไม่แน่ใจนะครับ ถ้าจะนับ stage แอมป์หลอด ปรีหลอดปกติก็น่าจะสองครับ ส่วนใหญ่ก็มี driver กับ power ครับ
JLH ก็น่าจะคล้ายๆกันครับ ถ้าดูให้ดี stage แรกหน้าตาเหมือน differential amp ขยายแรงดัน เหมือนในออปแอมป์ทั่วไป stage ที่สองหน้าตาคล้ายๆ buffer ขยายกระแส :headphone
อันนี้ผมค่อนข้างงงเหมือนกันครับ V=IR ถ้ามันขยายแรงดันได้ กระแสก็น่าจะเพิ่มขึ้น ถ้ามันขยายกระแส แรงดันก็น่าจะเพิ่มขึ้น แล้วจริงๆมันเลือกขยายเฉพาะแรงดันหรือกระแสได้เหรอครับ :black_eye
-
เพิ่งเจอว่า Pass Labs ก็เป็น minimalist design ด้วย Zen รุ่นแรก เป็น single-stage ซะด้วยซ้ำ :o Aleph และ Zen ก็มีทั้ง 2- และ 3-stage แต่หลังๆเห็นไปเน้นเรื่องกำลังวัตต์สูงๆกันแทน
Aleph
http://cygnus.ipal.org/mirror/www.passlabs.com/faq.htm
What advantages does the 2 gain stage design offer?
PURER. Fewer parts between input and output: Two resistors and two Mosfets. This design has no adjustments. The amplifier never needs to be readjusted and always stays in optimum adjustment. The output stage is pure single-ended.
This simplicity and purity translates into more information getting through and a more natural sonic signature.
Zen อยู่ที่นี่
http://www.passdiy.com/
-
stageของแอมป์โดยทั้วไปแล้ว มักจะออกแบบให้เป็น 3 เสตจ(ขออธิบาบแต่ทรานซิสเตอร์)
โดยแบ่งเป็น ภาคขายแรงดันภาคแรก (ส่วนมากจะใช้เป็นวงจรดิฟ) ,ภาคขยายแรงดันภาคสอง (เป็นวงจรคอมมอลอิมิเตอร์)
และภาคสุดท้ายเป็นวงจรขายยกระแส(เป็นวงจรคอมมอลคอลเล็กเตอร์)ขยายกระแสเท่านั้นไม่ขยายแรงดันโดยมีอัตราขยายแรงดันประมาณ 1เท่า ส่วนอัตราขยายกระแสจะมีค่ามากเป็นร้อยเท่า แยกให้ออกระหว่างกระแสกับแรงดันนะครับ
ส่วนที่กำหนดคลาสอยู่ที่ภาคสุดท้ายนี้ครับ คลาสเอ คลาสเอบี หรือคลาสบี เป็นการแยกประเภทการกำหนดกระแสไปแอสของภาคขยายกระแส โดยที่คลาสเอจะสิ้นเปลืองกระแสในการไบแอสมากที่สุด แต่ก็เป็นผลให้ทรานซิสเตอร์ภาคเอาต์พุตทำงานในจุดที่มีความเป็นเชิงเส้นสูง ทำให้ความเพี้ยนตำมาก
ในการออกแบบแอมป์แต่ละแบบที่มีความแตกต่างของstage จากเหตุผลที่ต้องการอัตราขยายลูปเปิดที่สูงเพื่อให้มีเสถียรภาพในการป้อนกลับแบบลบที่ดี ดังนั้นการออกแบบให้มีstageในการขยายแรงดันหลายstageเป็นผลให้อัตราขยายรวมทั้งหมดมีค่าสูง
จำนวลของstageไม่จำเป็นว่าต้องมีมากแล้วไม่ดีนะครับ อย่างเช่นKrellก็ใช้ ถึง 5เสตจ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าแอมป์เสตจน้อยจะเสียงดีหรือด้อยกว่า แล้วแต่คนชอบก็แล้วกันครับ
งงก็ถามมาอีกนะครับ Y]
-
ขอบคุณ Dr.Data ที่ช่วยอธิบายให้เข้าใจเพิ่มขึ้น ยังสงสัยว่าแล้วที่มีมากกว่า 3 stage นั้นมันไปเพิ่มในส่วนใด ทราบมาว่าอย่าง Audio Research Classic 150 นั้นมีถึง 10 stage เลย พอจะมีรูปอธิบาย stage ที่กล่าวถึงได้บ้างไหมคับ
ตัวเองใช้ปรีหลอด 12B4 อยู่ โดยเคยเทียบความสะอาดของเสียง สามารถได้ยินโน๊ตของเครื่องเป่าและ ambient ที่เบากมากๆได้ ในปรีโซลิดสเตจโดยเฉพาะใช้ opamps มันไม่ได้ยินเสียงที่ว่าเลย ที่เข้าใจขึ้นว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นถึงแม้ทำงานได้ดีเพียงใดก็ยังมีความเพี้ยนและน๊อยส์เพิ่มเข้าไปเสมอ ฉะนั้นยิ่งมีการประมวลผลมากขึ้น (อย่างหลาย stage ที่กล่าว) ก็จะทำให้น๊อยส์สูงขึ้นไปด้วย อันนี้เฉพาะในทางอุดมคติ (ideal) ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่
ไม่ทราบว่าแล้ววงจรที่เป็น stage เดียวนั้นจะเหลือแค่ส่วนไหนคับ อย่าง Zen รุ่นแรก อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ??? อีกอย่างคือมีผู้บอกว่า zero feedback นั้นดีกว่า เรื่องพวกนี้ถือเป็น stage นึงด้วยถูดต้องไหม
-
ขอบคุณ Dr.Data ที่ช่วยอธิบายให้เข้าใจเพิ่มขึ้น ยังสงสัยว่าแล้วที่มีมากกว่า 3 stage นั้นมันไปเพิ่มในส่วนใด ทราบมาว่าอย่าง Audio Research Classic 150 นั้นมีถึง 10 stage เลย พอจะมีรูปอธิบาย stage ที่กล่าวถึงได้บ้างไหมคับ
ตัวเองใช้ปรีหลอด 12B4 อยู่ โดยเคยเทียบความสะอาดของเสียง สามารถได้ยินโน๊ตของเครื่องเป่าและ ambient ที่เบากมากๆได้ ในปรีโซลิดสเตจโดยเฉพาะใช้ opamps มันไม่ได้ยินเสียงที่ว่าเลย ที่เข้าใจขึ้นว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นถึงแม้ทำงานได้ดีเพียงใดก็ยังมีความเพี้ยนและน๊อยส์เพิ่มเข้าไปเสมอ ฉะนั้นยิ่งมีการประมวลผลมากขึ้น (อย่างหลาย stage ที่กล่าว) ก็จะทำให้น๊อยส์สูงขึ้นไปด้วย อันนี้เฉพาะในทางอุดมคติ (ideal) ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่
ไม่ทราบว่าแล้ววงจรที่เป็น stage เดียวนั้นจะเหลือแค่ส่วนไหนคับ อย่าง Zen รุ่นแรก อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ??? อีกอย่างคือมีผู้บอกว่า zero feedback นั้นดีกว่า เรื่องพวกนี้ถือเป็น stage นึงด้วยถูดต้องไหม
stage ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในส่วนของวงจรขยายแรงดันครับ(ขออธิบายจาก Krell แล้วกัน) ถ้ามี5เสตจ จะมีดิฟ 1เสตจ ภาคขยายแรงดัน 3เสตจ และ ขยายกระแส1เสตจ รวมเป็น 5 เสตจ โดยผมคาดเดาเหตุผลที่เขาใช้ภาคขยายแรงดัน3เสตจ ก็เพื่อให้อัตตราขยายลูปเปิดสูง มากๆๆ เป็นผลให้แอมป์ทำงานได้ใวส่วน สัญญาณรบกวนไม่น่าจะเป็นจากการออกแบบหลายเสตจอาจมาจากจุดอื่นมากกว่า
ในเรื่องของรายละเอียดเสียง ในทางไฟฟ้าแล้วแรงดันที่หลอดใช้มีสูงมากบวกกับความเป็นเชิงเส้นของหลอดมีสูงกว่าทรานซิสเตอร์ ทำให้หลอดเก็บรายละเอียดเสียงได้ดี แต่ทรานซิสเตอร์ก็สามารถเลียบแบบการทำงานของหลอดได้เหมือนกันครับ อย่างเช่นวงจรของZEN ซึ่งใช้เฟตที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับหลอด และแรงดันในวงจรก็มากว่าปรีทั่วๆไป แถมยังไบแอสในสภาวะคลาสเอ ซิงเกิลเอนด์อีก ทำให้เฟตที่ZENใช้ทำงานในสภาวะที่ลิเนียร์จึงให้เสียงที่ครบถ้วน ครับ แต่อย่าไปเทียบกับปรีที่เป็นไอซีถูกๆที่ขายแถวบ้านหม้อเลยมันคนละเรื่องทั้งราคาและมาตรฐาน (ของถูกจะดีได้ไง) แต่ไอซีเสียงดีๆก็มีนะครับ อย่างเช่น ไอซีของ IC OPA602BP Burr Brown ก็ให้เสียงดีเหมือนกัน ลองดูครับ O0
ZEN stage เดียว เป็นคอมมอลซอร์ส ขยายได้ทั้งแรงดันและกระแส เรียกได้ว่าเหลือเสตจสุดท้าย เอาต์พุตเสตจอันเดียวครับ สังเกตZENรุ่นหลังๆจะมี2เสตจ ครับเสตจแรกจะขยายแรงดัน ด้วย เพราะ ข้อเสียของรุ่นแรกคืออัตราขยายแรงดันไม่พอทำให้เสีงไม่ดังเท่าไรต้องใช้ปรีที่มีเอาต์พุตแรงๆช่วย ส่วนฟีตแบคZENรุ่นหลังก็ใช้เหมือนกัน ครับ การzero feedback นั้นก็มีคนทำอยู่แต่ก็ทำให้พังกันมานับไม่ถ้วน ที่มีชื่อคงต้องเป็นยี่ห้อ เตต้า อันนี้จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่การzero feedback นั้นอัตรายครับ เสียงที่ได้อาจจะดี แต่ถ้าจัดการกับสัญญาณรบกวนและเสถียรภาพด้านต่างๆไม่ดี พังชัวครับ O0
-
ขอบคุณ Dr.Data เป็นอย่างสูงอีกที เข้าใจขึ้นมากเลย :yahoo เด๋วจะลองไปไล่อ่านวงจรดู พอจะเดาๆได้แล้วคับ
-
ไปหาข้อมูลเลยมีคำถามใหม่อีกคับ
มีคนพูดว่า zero feedback นั้นหมายถึง zero (global) feedback ตัวเองหรือว่ามีที่เป็น zero feedback จริงๆ ???
ไปเจอคุณ Charles Altmann เขาเขียนเรื่อง zero feedback แบบภาษาชาวบ้านอ่านพอไหว เขามีรูปให้ดูแบบ zero negative feedback จริงๆเลย
http://www.altmann.haan.de/splif_page/
ไม่รู้รูปนี้ใช่ 3-stage ของแอมป์ทั่วไป ใช่หรือป่าวคับ ???
(http://www.altmann.haan.de/splif_page/splif%20gifs/global%20feed.gif)
-
ไปหาข้อมูลเลยมีคำถามใหม่อีกคับ
มีคนพูดว่า zero feedback นั้นหมายถึง zero (global) feedback ตัวเองหรือว่ามีที่เป็น zero feedback จริงๆ ???
ไปเจอคุณ Charles Altmann เขาเขียนเรื่อง zero feedback แบบภาษาชาวบ้านอ่านพอไหว เขามีรูปให้ดูแบบ zero negative feedback จริงๆเลย
http://www.altmann.haan.de/splif_page/
ไม่รู้รูปนี้ใช่ 3-stage ของแอมป์ทั่วไป ใช่หรือป่าวคับ ???
(http://www.altmann.haan.de/splif_page/splif%20gifs/global%20feed.gif)
เป็นแอมป์ 3เสตจครับ
ได้ดูแล้ว เขาจะใช้การฟีคแบคเฉพาะวงจรขยายแรงดันเท่านั้นส่วนวงจรขยายกระแสไม่ได้ฟีตแบคครับ อันนี้เข้าต้องการให้การทำงานของแรงดันกับกระแสไม่กวนกัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการที่ภาคเอาต์พุตเกิดการโอเวอร์โหลด สัญญษาณที่เพี้ยนจากเอาพุตจะไม่มาทำให้วงจรขยายแรงดันเพี้ยนไปด้วย
ไม่รู้ว่าวิธีนี้จะเรียกว่าเป็นแอมป์ที่ zero feedback หรือเปล่าเพราะการฟีตแบคก็ยังใช้ที่ภาคขยายแรงดันอยู่ดี
-
ขอถามด้วยคนครับ ถ้าอย่างในรูปนี่สัญญาณในเบอร์ 1 ถูกขยายมาเป็นหน้าตาแบบเบอร์ 7 ใช่มั้ยครับ ถ้าเราขยายเฉพาะแรงดัน สัญญาณที่ได้มันจะมีหน้าตาเหมือนเบอร์ 7 มั้ยครับ แล้วถ้าสัญญาณแบบเบอร์ 1 ถูกขยายแต่กระแส สัญญาณขาออกก็น่าจะเหมือนเบอร์ 1 ใช่มั้ยครับ (gain =1) แล้วเราจะทราบได้ยังไงครับว่าสัญญาณนั้นถูกขยายกระแสมาแล้ว :help อันนี้ถามแบบคนไม่รู้เรื่องนะครับ ผมค่อนข้าง งง กับตรงจุดนี้มาก พอดีไม่ได้จบไฟฟ้ามาน่ะครับ รู้แค่งูๆปลาๆ :black_eye
-
ขอถามด้วยคนครับ ถ้าอย่างในรูปนี่สัญญาณในเบอร์ 1 ถูกขยายมาเป็นหน้าตาแบบเบอร์ 7 ใช่มั้ยครับ ถ้าเราขยายเฉพาะแรงดัน สัญญาณที่ได้มันจะมีหน้าตาเหมือนเบอร์ 7 มั้ยครับ แล้วถ้าสัญญาณแบบเบอร์ 1 ถูกขยายแต่กระแส สัญญาณขาออกก็น่าจะเหมือนเบอร์ 1 ใช่มั้ยครับ (gain =1) แล้วเราจะทราบได้ยังไงครับว่าสัญญาณนั้นถูกขยายกระแสมาแล้ว :help อันนี้ถามแบบคนไม่รู้เรื่องนะครับ ผมค่อนข้าง งง กับตรงจุดนี้มาก พอดีไม่ได้จบไฟฟ้ามาน่ะครับ รู้แค่งูๆปลาๆ :black_eye
หน้าตาของ เบอร์ 1จะเหมือนกับเบอร์ 7เป๊ะๆครับ แต่เบอร์แรงดัน 7 จะมีขนาดใหญ่กว่าตามอัตราขยาย
ถ้าสัญญาณแบบเบอร์ 1 ถูกขยายแต่กระแส หน้าตาของสัญญาณก็จะเหมือนเบอร์ 1ครับ(gain =1ในทางอุดมคติ ความจริงมีค่ากใล้เคียง 1มากแต่ไม่มีทางถึง 1)
ถ้าสัญญาณแรงดันไม่ถูกขยายกระแส อันนี้จะไม่สามารถขับโหลดที่มีความต้านทานตำได้ เป็นไปตามกฏ P=V*I ซึ่งถ้า V เป็นตัวเปลี่ยนแปลงไปตามจังหววะเสียง แต่กระแสไม่สามารถจจ่ายให้กับโหลดได้ ทำให้ไม่เกิด P เสียงก็ไม่ดับดังนั้นกระแสควรมีสัดส่วนตามที่โหลดต้องการ ดังนั้น ตาม I=V/R ซึ่งถ้า V เป็นตัวเปลี่ยนแปลงไปตามจังหววะเสียง และ R คงที่ ตัวที่ต้องเพิ่มตามจังหวะเสียงคือ I ดังนั้นถ้าจัดการกับ I ไม่ดี ก็จะส่งผลกระทบกับV และP ครับ
งงป่าว ตอบเองก็งงๆนะเนี่ย
-
ไปอ่านเจอที่ diyaudio บอกว่าไอเดีย split feedback ที่ดูเหมือนจะทำ zero feedback ดังนั้นรูปนั้นไม่ถูกต้อง มันยังมีขาป้อนกลับมาอยู่ในลูปด้านล่าง
เรียนถามอีกทีนะคับว่า zero feedback นี่คือ zero global feedback หรือป่าว เข้าใจแล้วว่า zero จริงๆแบบลูปเปิดมันคงทำให้ดี ลิเนียร์ ว่องไว และไม่ขยายมากเกิน ได้ยากมากๆๆ คงเป็นได้แต่แอปม์ขนาดเล็กๆมั้ง
-
พอจะเข้าใจขึ้นบ้างแล้วครับ ของคุณพี่ Dr.data ที่ช่วยให้ความรู้ครับ :bowdown :headphone d_d
-
ตัวอย่างที่เจอมา โดย John Linsley Hood
http://www.tcaas.btinternet.co.uk/index-1.htm
งงกะ แอมป์หลอดนี่เป็น 2-stage หรือปล่าวคับ หรือว่า stage-2 เนี่ยหมายถึง Class A เท่านั้นหรือปล่าว ???
ปล. วงจร Class B ของ John Linsley Hood เอาไปทำเป็น NAD3020, the Cyrus 1 and the Sugden A48-II ด้วยละ
เคยฟัง JLH Class A 40W เวอร์ชั่นปี 2000 ที่ใช้ภาคจ่ายไฟเป็น regulator ของแท้มาแล้วครับ เล่นเอาแอมป็หลอดหนาว ๆ เหมือนกัน น่าออกแบบ PCB และ group buy กันซักรอบ
:secret
-
พี่ DIY มด (เอ หรือพี่วศินหว่า ช่วงนี้ความจำชักแย่ๆ :black_eye)ทำบอร์ดไว้แล้วนิครับ มีไฟล์ให้โหลดด้วย ผมก็ยังไม่ได้ลองเลยครับ ไม่มีเวลา
อยู่ในหัวข้อเก่าน่ะครับ ลองขุดขึ้นมาก็ได้ ผมถามเรื่องปรับไบอัสไปแต่ยังไม่มีคนตอบเลยครับ :cry2
-
พี่ DIY มด (เอ หรือพี่วศินหว่า ช่วงนี้ความจำชักแย่ๆ :black_eye)ทำบอร์ดไว้แล้วนิครับ มีไฟล์ให้โหลดด้วย ผมก็ยังไม่ได้ลองเลยครับ ไม่มีเวลา
อยู่ในหัวข้อเก่าน่ะครับ ลองขุดขึ้นมาก็ได้ ผมถามเรื่องปรับไบอัสไปแต่ยังไม่มีคนตอบเลยครับ :cry2
น่าจะเป็นคุณวศินครับ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนแล้ว หา file ไม่เจอแล้วครับ
:cry2
-
ใช่ครับ ตามไปมุม download ไฟล์หายไปแล้ว :black_eye
pm ถามพี่เค้าก็ได้มั้งครับ ;)
-
ตามไปมุม download ไฟล์หายไปแล้ว
http://www.4shared.com/file/37852400/9361d652/JLH.html?dirPwdVerified=61a09a2c
เอาลงให้ใหม่แล้วครับ แต่มีแต่ไฟล์ .ddb ของ protel นะครับ
มีอยู่ 2 แบบ แต่แบบที่ 2 ยังไม่เสร็จดีครับ เก็บไว้ให้คุณ analoque สานต่อครับ ;D ;D ;D
จริงๆคือ ช่วงนี้เบื่อๆอยากๆ DIY น่ะครับ เลยพักไว้มานานหลายเดือนแล้วล่ะครับ
มาโหมดูหนัง series ฝรั่งอยู่ครับ หลายเรื่องมั่กๆ ฮ่าๆๆ
-
เมื่อวานได้เกริ่น ๆ กับ คุณ DIYมด ไว้เหมือนกันครับว่าสนใจทำตัวนี้ ตอนนี้เก็บข้อมูลไปก่อน
เจ้าของเครื่องเค้าบอกว่าเคยเทียบกับ Aleph 30 ตัวจริงแล้ว JLH กินรวบครับ Pass จะเด่นกว่าตรงที่มันหวานใสฟังแรก ๆ ดึงดูดกว่าเท่านั้นเอง แต่การคุมลำโพงให้อยู่หมัดนี่ JLH เด็ดกว่ามาก
:P
-
ตามไปมุม download ไฟล์หายไปแล้ว
http://www.4shared.com/file/37852400/9361d652/JLH.html?dirPwdVerified=61a09a2c
เอาลงให้ใหม่แล้วครับ แต่มีแต่ไฟล์ .ddb ของ protel นะครับ
มีอยู่ 2 แบบ แต่แบบที่ 2 ยังไม่เสร็จดีครับ เก็บไว้ให้คุณ analoque สานต่อครับ ;D ;D ;D
จริงๆคือ ช่วงนี้เบื่อๆอยากๆ DIY น่ะครับ เลยพักไว้มานานหลายเดือนแล้วล่ะครับ
มาโหมดูหนัง series ฝรั่งอยู่ครับ หลายเรื่องมั่กๆ ฮ่าๆๆ
โห :o รวดเร็วทันใจ ขอบคุณค๊าบบ :bowdown
สองแบบทีว่าแบบที่สองที่พี่ DIY มดบอกอ่ะเหรอครับ น่าสนทั้งนั้นครับ pass labs ก็น่าสน :headphone
เห็นพี่ Wasin ไปหา heed แบบที่ใช้ mosfet drive เจอแล้วนี่ครับ ไม่ทราบว่าลองไปบ้างรึยังครับพี่ :help
อย่าพักนานนะครับพี่ ความหวังของชาว htg2 เลยแหล่ะ ;) d_d
เมื่อวานได้เกริ่น ๆ กับ คุณ DIYมด ไว้เหมือนกันครับว่าสนใจทำตัวนี้ ตอนนี้เก็บข้อมูลไปก่อน
เจ้าของเครื่องเค้าบอกว่าเคยเทียบกับ Aleph 30 ตัวจริงแล้ว JLH กินรวบครับ Pass จะเด่นกว่าตรงที่มันหวานใสฟังแรก ๆ ดึงดูดกว่าเท่านั้นเอง แต่การคุมลำโพงให้อยู่หมัดนี่ JLH เด็ดกว่ามาก
:P
ใช่ครับพี่ JLH นี่เสียงร่ำลือหนาหูมาก น่าทำๆ ;D pass labs เค้ามี PLH ด้วยนะครับ ตัวนี้ก็น่าทำเหมือนกัน ไม่รู้พี่ๆมีความเห็นยังไงกันบ้างครับ :help
-
แอมป์โซลิดโดยทั่วไปต้องมี 3สเตจเพราะปัญหาการทนแรงดันที่ต่ำกว่า ทำให้สัญญาณสวิงได้ไม่พอ และอีกอย่างอิมพีแดนซ์อินพุทต่ำไปโดยเฉพาะไบโพล่าร์ทรานซิสเตอร์ จึงต้องมีหลายเสตทเพื่อเพิ่มอินพุทอิมพิแดนซ์ครับ แต่มอสเฟตมีอิมพีแดนซ์สูงเหมือนหลอดคือ หลักเมกะโอมห์ เนสันพาสเลยจับมาทำแอมป์เซนไงละ เพราะสามารถทำเสตทน้อยๆ ได้เหมือนหลอดนั้นเอง
-
เอาลงให้ใหม่แล้วครับ แต่มีแต่ไฟล์ .ddb ของ protel นะครับ จริงๆคือ ช่วงนี้เบื่อๆอยากๆ DIY น่ะครับ เลยพักไว้มานานหลายเดือนแล้วล่ะครับ มาโหมดูหนัง series ฝรั่งอยู่ครับ หลายเรื่องมั่กๆ ฮ่าๆๆ
มิน่าไม่ได้มาตอบกระทู้เลย >:(
จึงต้องมีหลายเสตทเพื่อเพิ่มอินพุทอิมพิแดนซ์ครับ แต่มอสเฟตมีอิมพีแดนซ์สูงเหมือนหลอด เพราะสามารถทำเสตทน้อยๆ ได้เหมือนหลอดนั้นเอง
ขอบคุณคับ :balloon
เพิ่งซื้อเซมิเดือนกพ.มา มีบทความการออกแบบวงจรขยายกำลังคลาสเอและเอบีอย่างถูกวิธี ตอนจบ ของคุณไชยวัฒน์ ทองช้อย ข้อมูลความรู้เยอะดีกำลังค่อยๆแกะ ไม่รู้ว่าจะหาฉบับรวมเล่มได้ที่ไหน
-
ใช่ครับพี่ JLH นี่เสียงร่ำลือหนาหูมาก น่าทำๆ ;D pass labs เค้ามี PLH ด้วยนะครับ ตัวนี้ก็น่าทำเหมือนกัน ไม่รู้พี่ๆมีความเห็นยังไงกันบ้างครับ :help
[/quote]
PLH ยังไม่ตกผลึกดีอ่ะครับ ลองดูวงจรแล้วยังไม่เจ๋ง ถ้าที่ผมอยากได้จริงอยากน่าจะเป็น MOSFET ที่ OUTPUT แค่ตัวเดียว ไม่ต่อขนานกันน่าจะดีกว่า
มันจะให้รายละเอียดเล็ก ๆ ที่เบา ๆ มากได้ดีกว่าครับ
เดี๋ยวอาจดัดแปลงตัวใดตัวนึงก็ได้ครับ ให้มันสุด ๆ ไปเลย
d_d
-
เอาลงให้ใหม่แล้วครับ แต่มีแต่ไฟล์ .ddb ของ protel นะครับ จริงๆคือ ช่วงนี้เบื่อๆอยากๆ DIY น่ะครับ เลยพักไว้มานานหลายเดือนแล้วล่ะครับ มาโหมดูหนัง series ฝรั่งอยู่ครับ หลายเรื่องมั่กๆ ฮ่าๆๆ
มิน่าไม่ได้มาตอบกระทู้เลย >:(
จึงต้องมีหลายเสตทเพื่อเพิ่มอินพุทอิมพิแดนซ์ครับ แต่มอสเฟตมีอิมพีแดนซ์สูงเหมือนหลอด เพราะสามารถทำเสตทน้อยๆ ได้เหมือนหลอดนั้นเอง
ขอบคุณคับ :balloon
เพิ่งซื้อเซมิเดือนกพ.มา มีบทความการออกแบบวงจรขยายกำลังคลาสเอและเอบีอย่างถูกวิธี ตอนจบ ของคุณไชยวัฒน์ ทองช้อย ข้อมูลความรู้เยอะดีกำลังค่อยๆแกะ ไม่รู้ว่าจะหาฉบับรวมเล่มได้ที่ไหน
โทรไปที่วารสารเซมิครับ ถ้าจำไม่ผิดมี สี่ตอน เขาขายเป็นราคาบความ บทความละ 50บาท 027398111 ต่อ8153 หรือไปถ่ายเอกสารตามห้องสมุทก็ได้ ;D
-
โทรไปที่วารสารเซมิครับ ถ้าจำไม่ผิดมี สี่ตอน เขาขายเป็นราคาบความ บทความละ 50บาท 027398111 ต่อ8153 หรือไปถ่ายเอกสารตามห้องสมุทรก็ได้ ;D
ขอบคุณคับ แต่วิธีหลังกัวเปียกอ่ะ :D
-
PLH ยังไม่ตกผลึกดีอ่ะครับ ลองดูวงจรแล้วยังไม่เจ๋ง ถ้าที่ผมอยากได้จริงอยากน่าจะเป็น MOSFET ที่ OUTPUT แค่ตัวเดียว ไม่ต่อขนานกันน่าจะดีกว่า
มันจะให้รายละเอียดเล็ก ๆ ที่เบา ๆ มากได้ดีกว่าครับ
เดี๋ยวอาจดัดแปลงตัวใดตัวนึงก็ได้ครับ ให้มันสุด ๆ ไปเลย
d_d
ตัวเดียวนี่หมายถึงคู่ n-channel + p-channel ต่อข้างรึเปล่าครับ หรือเป็น single end ครับ :help
เสร็จแล้วอย่าลืมเอามาลงให้ชมกันนะครับ เผื่อจะได้ขอลอกการบ้านบ้างครับ :headphone d_d :drunk
-
ไปรวมตัวที่กระทู้ Aleph J กันหมดแล้วครับ
ตัวนั้นท่าจะมาแรงกว่า
:o
-
ลองแกะ ๆ วงจร JLH ดูแล้ว รู้สึกว่าเคล็ดลับนี่คือ bias แบบ Deep Class A เลยนะเนี่ย
เล่นครึ่งนึงของแรงดันภาคจ่ายไฟตลอดทุกภาคเลย เดี๋ยวแปลงเอา JFET input ใส่บ้างดีมั๊ย
ทำเป็น J2LH ;D
-
ลุยเลยครับพี่ O0 :headphone
-
ลองแกะ ๆ วงจร JLH ดูแล้ว รู้สึกว่าเคล็ดลับนี่คือ bias แบบ Deep Class A เลยนะเนี่ย เล่นครึ่งนึงของแรงดันภาคจ่ายไฟตลอดทุกภาคเลย เดี๋ยวแปลงเอา JFET input ใส่บ้างดีมั๊ย ทำเป็น J2LH ;D
เพิ่งได้เครื่อง OMZ DAC/PRE (http://www.htg2.net/index.php?topic=4855.msg331335#msg331335) มา ทราบมาว่าใช้ไฟสูงมากทั้งหมดของภาค discrete เลย เสียงเนี้ยใสสะอาดแบบหลอดและรวดเร็วแบบทรานซิสเตอร์ ไม่ร้อนและง้อคัพปลิ้งซีค่าสูงๆด้วย ไม่เคยคิดว่าโซลิดสเตจจะกลายเป็นหลอดได้ งานนี้หลอดไม่ได้เกิดแล้ว :secret
-
ชุดอลังการมากครับ :headphone
ที่ว่าใช้ไฟสูงนี่พอประมาณให้ได้รึเปล่าครับว่าซักเท่าไหร่อ่ะคับ :help เผื่อจะได้เกิดไอเดียในโอกาสต่อไปครับ d_d
-
ที่ว่าใช้ไฟสูงนี่พอประมาณให้ได้รึเปล่าครับว่าซักเท่าไหร่อ่ะคับ :help เผื่อจะได้เกิดไอเดียในโอกาสต่อไปครับ d_d
ทราบว่าเมื่อกระแสไหลแล้วไม่ไกลจากจุดที่ clip เท่าไหร่ "ร้อน" ขนาดนั้นก็ทำให้ทรานซิสเตอร์เป็นหลอดเผาไส้ไปเลย ทำให้เสียงสะอาดใสปิ๊งเป็นแบบหลอด ไม่มีเสี้ยนสากเลย :secret