HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม โฮมเธียเตอร์ (HT) => ข้อความที่เริ่มโดย: kenn ที่ 13 สิงหาคม, 2005, 01:08:11 pm
-
ไปอ่านมาจาก เวปเพื่อนบ้าน เลยนำมาให้อ่านกัน ยาวนิด แต่สาระดีมากเลย ครับ
เอาเป็นว่าที่เขียนมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะครับ หลายๆท่านที่ไปดูอาจ
จะคิดแตกต่างกันจากผม ก็เลยอยากจะขอบอกก่อนเลยว่า เป็นความ
เห็นส่วนตัวล้วนๆ
เริ่มจากการที่ตั้งความหวังไว้กับหนังเรื่องนี้จาก องค์บาก ที่ถือว่าเป็น
หนังที่เปิดตัวโทนี่จา หรือจาพนม ได้อย่างดี เนื้อเรื่องมีองค์ประกอบที่
ถือว่าใช้ได้เลย มีทั้งตลกขบขัน ซึ้ง เศร้า และสะท้อนความจริงของ
โลกเรื่องความดี และความเลว ใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว
อะไรประมาณนั้น แต่พอมาถึง ต้มยำกุ้ง กลับเป็นหนังที่ผมอยากบอกว่า
ห่วยมาก ถ้าไม่มีจาพนม และหม่ำจกมก โดยอาจจะแบ่งเป็นความไม่
สมประกอบของหนังได้เป็นข้อต่างๆ อย่างเช่น
1 หนังขาดเหตุ และผลอย่างสิ้นเชิง เปิดเรื่องมาไม่เท่าไหร่ (ตอนแรก
เหมือนจะดูดี) แต่แล้ว อยู่ดีๆ จาพนมก็ไปทวงช้างจากนักการเมืองที่
บ้าน โดยไม่กล่าวอะไร จาพนมก็กระตืบคนทั้งบ้าน แล้วก็ไปอยู่ในเรือ
หางยาว วิ่งๆๆๆๆๆ เพื่อที่จะให้ไปจบฉากที่โฆษณา M 150 ซะงั้น ถาม
หน่อยครับ บ้านใครมีเรือหางยาวจอดเรียงไว้เกือบ 10 ลำ แถมวิ่งไป
ไม่ถึง 5 นาที ก็มีคอปเตอร์มาบินตาม โอ้โห ไอ้นักการเมืองคนนี้รวย
พอกะนายกทักษินเลยนะครับ แล้วถ้ารวยขนาดมีคอปเตอร์ ทำไมบ้าน
มันหลังแค่นั้นฟะ แล้วพอขาม(ก็จาพนมนั่นแหละ) รู้ว่าช้างไปอยู่ที่
ออสเตรเลีย ขามก็บินไปโผล่ที่ซิดนี้ (ได้ไงฟะ) มันไปได้ไง มันคิดว่า
ซิดนี่มันเมืองเล็กนิดเดียวหรือไง เอาเงินที่ไหนขึ้นเครื่องไป แล้ววีซ่า
ออสเตรเลียมันทำง่ายนักหรือไง แล้วทำไมหนังเรื่องนี้มันมีแต่ความ
บังเอิญครับ ขามลงจากเครื่อง ก็บังเอิญไปนั่งรถแท๊กซี่โจร แล้วต่อมา
ก็เดินๆๆๆๆ ไปกับช้างน้อยในเมืองใหญ่เพื่อไปตามหา พ่อใหญ่ โอ้โห
มันจะเดินดุ่มๆๆๆๆ แล้วก็โอ้ว เจอแล้ว งานเปิดตัวบริษัทที่เอาเจ้าพ่อ
ใหญ่ของขามไป อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น สรุปว่า มันไร้เหตุผล
และเต็มไปด้วยความบังเอิญอะไรขนาดนั้นครับ
2 จาพนม นอกจากฉากบู้แล้วดูเหมือน ผกก จะไม่ให้ความไว้วางใจใน
เรื่องของการแสดงเค้าเลยหรือไง หนังทั้งเรื่องพูดได้ไม่ถึง 5 ประโยค
แถมหนังนี่อยากทำอินเตอร์มากๆ แต่พระเอกของเราไม่พูดภาษาฝรั่ง
ซักคำเดียว (ซึ่งถ้าจะเทียบกับคุณหม่ำจกมก ซึ่งพูดภาษาอังกฤษเป็น
ฉากๆ แล้วยิ่งดูผิดกันเยอะ) ใครไปดูเรื่องนี้จะได้เห็น ขาม ที่มีอาการ
ทางจิต หรือเรียกว่าบ้า วิ่งไปในซิดนี่แล้วก็เที่ยวตะโกนว่า "ช้างกูอยู่
ไหน" โอ้วพระเจ้าจอห์ช มันจะพูดอย่างงี้ทุกที่ที่ขามไปหรือไงฟะ
3 ความไร้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผมยังหาอะไรที่ต่างกันไม่ได้เลย
ระหว่าง องค์บาก กับ ต้มยำกุ้ง เปลี่ยนฉาก จาก กรุงเทพ ไปเป็นซิดนี่
เปลี่ยน องค์บาก เป็น พ่อใหญ่ นอกนั้นเหมือนกันหมด แม้กระทั้งฉาก
ต่อสู้ครั้งสุดท้ายก็เหมือนกันจริงๆ ต่างกันอย่างเดียวครับ จากพระพุทธ
รูปองค์ใหญ่กลายเป็น ช้างพ่อใหญ่ ดูแล้วโอ้วพระเจ้า ผกก ไม่คิดจะ
เขียนบทอะไรให้ดูว่าคุณมีสมองหน่อยไม่ได้เลยหรือครับ
4 ความไม่ลงตัวระหว่างฉากต่อสู้ของหนัง และเนื้อเรื่อง ผมไม่รู้จริงๆ
ขามมันกลัวอะไรไอ้จอห์นนี่นักหนา ทำไมทุกครั้งที่เจอ ขามสามารถ
เตะต่อย คู่ต่อสู้ได้ทุกคน ยกเว้นตีนของจอห์นนี่ ทำไมครับ ไอ้จอห์นนี่
มันเป็นญาติผู้ใหญ่ของขามตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ยิ่งดูยิ่งรู้สึกขัด เกิดอะไร
กันครับ มันดูไม่สมเหตุผลไปหน่อยไหมครับ
5 หนังเรื่องนี้ยิ่งทำให้ฝรั่งต่างชาติดูถูกคนไทยมากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็น
นางเอกที่หน้าตาไม่มีความสามารถอะไรเลย มีเพียงความสามารถทาง
นมโตโต มาส่ายหน้ากล้อง มีแต่นั้นจริงๆ ครับ ยิ่งไปเทียบกับน้องที่
เป็นนางเอกเรื่ององค์บาก ที่มีบทบาทต่อหนังมากกว่านางเองต้มยำกุ้ง
แล้ว เนื้อเรื่องหนังก็ดันทะลึ่งบอกมาได้ว่า นักเรียนไทยที่โน่น ไม่เป็น
สาวเสิร์ฟ ก็เป็นอีตัว โอ้โห ไม่ดูถูกผู้หยิงไทยเลยนะครับ
เมื่อเดินออกจากโรงหนัง สิ่งแรกคือ เสียดายโอกาสครับที่นานๆที คน
ไทยจะมีโอกาสได้ทำหนังแล้วโกอินเตอร์ แบบนี้ แต่ หนังเรื่องนี้ทำให้
ผมรู้สึกได้เลยว่า เป็นหนังที่ทำลายโอกาสหนังไทยเรื่องอื่นๆ ในอนาคต
อย่างที่บอกไปแล้วนะครับ ถ้าหนังเรื่องนี้ไม่มี 2 ดารานำแล้ว หนังเรื่อง
นี้คงห่วยพอๆ กัน หนังไทยระดับล่างอย่าง เดอะโกร๋นที่ป๋าเทพ เป็น ผกก
หรือไม่ก็แย่ และห่วยพอๆ กับหนังแผ่นแบบ อีโล้นซ่า อะไรประมาณนั้น
และผมก็ยังอายเมื่อยิ่งเอาหนัง ต้มยำกุ้ง ไปเทียบกับหนังเอเซีย อีกเรื่อง
ที่กำลังลงโรงอยู่ คือ ดริฟดิ้งซิ่งสายฟ้า หรือ อินดิเชียล์ดี ที่ดูแล้วให้ความ
รู้สึกว่าเป็นหนังดีมีคุณภาพ มีความตื้นลึกของตัวละครมากกว่า มีความ
เป็นเหตุผล มากกว่า และมีสาระที่ได้จากเนื้อเรื่องมากกว่า อย่างเทียบ
กันไม่ติด ถ้าชาวต่างชาติมีโอกาสได้ดูหนังทั้ง 2 เรื่อง แล้วเปรียบเทียบ
กัน ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างของสิ่งที่เรียกว่า ผู้กำกับ อย่างเห็นได้ชัด
ต้มยำกุ้ง เป็นหนังที่ เมื่อลงโรงแล้วผมเรียกว่า หนังที่ไม่จำเป็นต้องมี
ผกก ครับ ขอแค่มี ผู้กำกับคิวบู๊ ก็เกินพอแล้วครับ เพราะถ้าจะมาบอกว่า
ผกก หนังเรื่องนี้เป็นระดับแนวหน้าของประเทศ ทั่วโลกคงมองว่าประ
เทศไทยมี ผกก อย่างนี้เรียกว่ามีฝีมือแล้ว ผกก ห่วยๆ ที่เมืองไทยคง
เป็นได้แค่เด็กยกของที่วงการหนังเมืองนอกเท่านั้นเองครับ
สุดท้าย ผมเพียงแค่อยากแสดงความเห็นเพื่อให้มีการปรับปรุง และ
พัฒนาคุณภาพของหนังไทยให้ไปเทียบกับต่างชาติเท่านั้น ผมอยากเห็น
เมืองไทยเหมือนเกาหลี ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยเฉพาะเกาหลี ที่หนังใน
ประเทศของเค้ามีอัตราส่วนการตลาดถึง 70 เปอร์เซ็น แต่ถ้าหนังไทย
ทำหนังมีคุณภาพได้เพียงเท่านี้ คงอีกนานครับ กว่าจะทำหนังให้
คุณภาพดีกว่านี้ครับ
-
ผมได้ไปดูมาแล้วรู้สึกแบบเดียวกับที่โพสเลยคับ เฮ้อ...................................................... :-\ :-\
-
เขียนได้ตรงใจดีครับ ผกก.เค๊าน่าจะได้อ่านนะจะได้นำไปปรับปรุงและพัฒนาขึ้น...
-
ดูตอนแรกๆคิดว่ากำลังดูสารคดีชีวิตช้างเลยแฮะ :)
-
ผมก็เอามา็จากเว็บบ้านเพื่อน.....
---------
ต้มยำกุ้ง เป็นภาพยนตร์แนวAction
กรุณาลืม Logic และเหตุผลใดๆลงโถส้วมแห่งปรัชญาการทำหนังไปเสีย สูตรสำเร็จของหนังแอคชั่นมันก็แนวนี้ ถ้ามัวแต่ยึดหลักการคุณคิดหรือว่านักสู้บ้านนอกจะได้ไปวาดลวดลายในต่างแดน
ต้มยำกุ้งกำลังเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมหนังไทย แต่ขึ้นชื่อว่าความบันเทิงมันก็มีทั้งที่ชอบและเกลียด เราคนไทยหลายท่านอาจเบื่อและเอือมระอากับมุข ตุ๊กตุ๊ก เรือหางยาว ผ้าขาวม้า หรือหลายๆสิ่งที่แสดงความเป็นไทย ซึ่งสิ่งที่คนในวัฒนธรรมเดียวกันตั้งข้อสังเกตุและกังขากับอีกซีกโลกหนึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบในวัฒนธรรมที่แตกต่าง
ต้มยำกุ้งเป็นหนังดูสนุก เอาวัฒนธรรมไทยเป็นจุดขาย ใครชอบแนวนี้ก็กรุณาเสียเงินซื้อตั๋วไปดูเถิด
-----------------
ใช่ครับมันไม่แตกต่างอะไรจากตามหาพระกับค้นหาช้าง
เพราะหนังขายจุดแอคชั่น
แต่ช่วยกรุณาไปดูหนังเรื่องต้มยำกุ้งกันก่อนค่อยตัดสินจากความรู้พิ้นๆที่เรามีกัน
วิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่าง มีส่วนผสมของ Drama มากขึ้น มีฉากหนึ่งที่ตัวเอกบุกเข้าไปในร้านไล่เตะต่อยผู้ร้ายตั้งแต่ชั้นล่างถึงชั้ นบนสุด...มันสุดยอดมากครับ เป็นการถ่าย one shot ไม่มี cut ช่วยซึ่งต้องมีการเตรียมการและวางจุดมุมกล้องเป็นอย่างดีดูเพลินมาก(นึกถึงห นัง Enter the Dragon ที่บู๊ซลีตะลุยขึ้นไปบนหอคอย)
การดูหนังก็เหมือนชมงานศิลปะ มันมีวิธีดูได้ตั้งหลายแบบ อย่าคิดว่าเรารู้แล้วไปวิพากษ์ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดูอย่างนั้นมันไม่สนุก
ดูหนังควรทำตัวให้ฉลาดน้อยเข้าไว้เหมือนนักเรี ยนเข้าชั้นเรียน ไปฟังอาจารย์สอนแล้วคิดสิว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และอะไรที่ประยุกต์ให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้จริง
-----------------
http://thaidv.net/viewtopic.php?topic=7001&forum=3
-
การดูหนังก็เหมือนชมงานศิลปะ มันมีวิธีดูได้ตั้งหลายแบบ อย่าคิดว่าเรารู้แล้วไปวิพากษ์ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดูอย่างนั้นมันไม่สนุก
ก็จริงนะครับ แต่ที่คนไปดูมาแล้ว มาวิพากษ์วิจารณ์กันผมว่า เค๊าตั้งใจอยากจะให้มันมีการพัฒนาที่ดีขึ้นไปกว่านี้น่ะครับ อย่างที่ผมบอกไปในกระทู้คุณ โต้งชม. ว่า ถ้าเรื่องนี้โกยเงินได้เยอะแล้ว ขอแบบที่ตั้งใจทำให้มันออกมา perfect สักเรื่องเถอะครับ ประมาณว่า หาเนื้อเรื่องดีๆ หาคนมาช่วยกันคิดช่วยกันทำหลายๆคน เพื่อประเทศชาติน่ะครับ... ;)
-
ครั้งแรกที่ดู องค์บาก ผมคิดเหมื่อนคุณ kenn เลย
ทำไมสร้างมาแบบเหตุผล ไม่เหมาะสม
แต่พอหนังเริ่มดังกลับมาเอา dvd มาดูกลับสนุกขึ้น
ลืมพล๊อตหนังที่อ่อนปวกเปียก ไปแบบคนละฟิวส์
ส่วนต้มยำกุ้ง อาจจะต้องลืมเหตุและผล ดูความเป็น
action ของหนังเพียงอย่างเดียว จาพนม เก่งจริงไหม
ฉากต่อสู้เสี่ยงกันยังไง ตอนถ่ายคงไม่ง่ายนะ
ขับเรือหางยาว เฮอริคอปเตอร์ไล่ล่า
จ้างคนเขียนบทดีๆ ยอมจ่ายแพงอีกหน่อย
ทำให้หนังสมบรูณ์ ทั้ง action และ drama
เหลืออีกนิดเดียวเองคับ...เสี่ยเจียง ฮิฮิ
-
ขอต่ออีกหน่อย...ที่หนัง องค์บาก ดังในต่างประเทศ
ไม่ใช่เพราะว่าเป็นหนังดีนี่ครับ เค้าดังความสามารถของ
tony ja ที่เล่นกันสดๆ ไม่มีสลิง เจ็บกันจริงๆ
บทอะไรไม่ใส่ใจ อยากเห็น tony ja บู๊ เสี่ยง ตลกหม่ำ
จะสะใจแค่ไหน เก่งกว่า เฉินหลง เจ็ท ลี ไหม...แค่นั้นจริงๆ
-
ผมว่า ... บางทีหนังเฉินหลง หรือ โจวซิงฉือ
บทก็อ่อนเหมือนกันอ่ะคับบบบ :-[
-
หนังบู๊ไทย บทอ่อนมากๆ ตั้งแต่ปู่ฉลอง แล้วครับ และก็ไม่ปั๊ททะนาเลยเลยบทน่ะ....เรื่องต้มยำกุ้ง ก็บู๊มากเกินไป คนที่ดูมาบอก...
-
ผมว่าดีนะครับ ดูแล้วไม่เสียดายตังค์ และไม่รู้สึกเสียเวลา
ดีกว่าหนังฝรังระดับโลกหลายเรื่อง
ให้กำลังใจครับ
-
ผมว่า หนัง เค้า ขาย จา พนม อย่างเดียว
เรื่องนี้ ยอมรับ เรื่อง คิวบู๊ กับ การถ่ายฉาก action ต่างๆ มากเลยครับ
ดูแล้ว มัน นึกถึงพวก เฉินหลง / jet li มาก
แต่ว่า การทำหนัง action
มันทำแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว พอแล้วหรือ ......
ผมว่า ถ้าทำหนังได้แค่นี้
ให้ จา พนม ไปเกิด ไปแสดง ที่เมืองนอก เถอะขอร้อง
ผมว่า ให้ฝรั่งไปดูแล จา พนม
ประเทศไทยยังจะมีชื่อเสียง มากกว่า ทำหนังห่วยๆ ไปขายเมืองนอกอีกเนี่ย
-
สำหรับต้มยำกุ้ง ชามนี้ หากใครจะถามว่ารสชาติเป็นเช่นไร ผมคงบอกว่า
- หากคุณซดตอนที่ยกมาใหม่ ๆ ร้อน ๆ โดยไม่รีรอใด ๆ คุณก็จะรับรู้ได้แต่ความร้อนปาก และสุดท้ายคุณก็จะไม่สามารถรับรู้รสชาติใด ๆ อื่นได้ เพราะปากคุณร้อนชาเสียแล้ว (ตั้งความคาดหวังสูงมาก ๆ)
- หากคุณเย็นใจ รอให้ต้มยำชามนี้เย็นลงเล็กน้อย ตักน้ำแต่เบื้องบนเพื่อซดกิน คุณก็อาจจะได้รับรสที่แสบ ๆ ร้อน ๆ นิดหน่อย เพราะเครื่องยังผสมไม่คงที่ (ไม่คาดหวังก่อนดูมาก แต่ดูไปแล้วหวังว่าจะมีนั่นมีนี่)
- หากคุณเย็นใจอีกหน่อย รอจนส่วนผสมรสชาติเข้าที่สักเล็กน้อย คุณก็จะได้รับรู้รสชาติเปรี้ยว เผ็ด หวานเล็กน้อย จากต้มยำชามนี้ แต่อาจจะรู้สึกว่ายังไม่กลมกล่อมนัก (ไม่คาดหวังมาก เปรียบเทียบกับองค์บาก)
- หากคุณตักซดแล้วเลือกเครื่องประกอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพริก ตะไคร้ ใบมะกรูด หากคุณชอบรสชาติพวกนั้น คุณก็จะรู้สึกว่าสะใจ (นิยมหนังแนวต่อสู้)
- แต่หากคุณเจอเครื่อง และคุณไม่นิยมชอบ คุณก็จะเลิกกินเสียกลางคัน (ไม่นิยมหนังแนวต่อสู้ แต่อยากดูเพราะ "เขาว่ามา")
- และถ้าสุดท้าย คุณตักกินด้วยอารมณ์ละเมียดละไม เข้าใจถึงความขาด ความเกิน ในรสชาติ เปรี้ยว เผ็ด หวาน แต่ยังคงรับรู้ว่า นี่คือ ต้มยำ คุณก็จะอิ่มเพลินไปกับอาหารจานนี้ (นิยมหนังเพื่อความบันเทิง และได้บันเทิงกับสิ่งที่ได้ดู)
credit Wolf
-
ขออนุญาติแสดงความคิดเห็นนะครับ
ผมว่าหนังแอ๊คชั่นของต่างประเทศ ก็ดูว่าอ่อนทางเนื้อเรื่องเช่นเดียวกัน แรมโบ้(คนๆเดียวปราบทั้งกองทัพ แถมยังช่วยตัวประกันออกมาได้อีก) ไดฮาร์ด(พระเอกคนเดียวเอาชนะผู้ร้ายที่มีการฝึกฝนมาอย่างดีและมีอาวุธที่ทัน สมัย)
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การให้กำลังใจกับคนไทยด้วยกันเอง หนังยังซ่อนความเป็นไทยและความภาคภูมิที่เกิดมาเป็นทหารเพื่อปกป้องขาช้างทั ้งสี่ เพื่อให้กษัตริย์รบได้อย่างปลอดภัย หรือแม้กระทั่งคนไทยโดยสรีระจะตัวเล็กกว่าฝรั่ง แต่ถ้ารู้จักใช้มันสมองนั่นก็สามารถล้มฝรั่งที่ตัวใหญ่กว่าได้ โดยตัดเอ็นร้อยหวายที่เท้า
ส่วนตัวผมว่าหนังทำดีที่สุดแล้วครับ คนไทยไม่ให้โอกาสคนไทยด้วยกันเอง แต่เห็นของนอกดีกว่าเสมอไป อันนี้เป็นค่านิยมที่ต้องรีบปลูกฝังให้ลูกหลานเราแล้วหล่ะครับ
คนไทยไม่แพ้ใครในโลก