HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: sapa2008 ที่ 21 พฤษภาคม, 2010, 11:03:54 am
-
ผมจะพัน choke สัก 10H 250mA ครับ มีแกนแล้ว
กะว่าจะพันให้เต็มแกนน่ะครับ น่าจะได้สัก 7-8H ครับ
มาดูลวดที่ทนกระแสได้ 250A คือเบอร์ swg 27 แต่ผมไม่มีครับ
มีแต่ลวดเบอร์ swg 34 ซึ่งถ้าเอามาขนานกันก็ทนกระแสได้สัก 210 mA ซึ่งน่าจะพอต่อการใช้งานครับ
ทีนี้สงสัยว่าค่า L ที่จะได้จากลวดเส้นเดียว swg27 กับ L รวมที่ได้จากลวด swg 34 สองเส้นขนานกัน มันจะเท่ากันหรือเปล่าครับ
-
ลวดต่างเบอร์แต่พันรอบเท่ากัน ขนาดแกนเท่ากัน (แกนเดิม) แอร์แก็ปเท่ากัน ค่า L ก็เท่ากันครับ
-
ลวดต่างเบอร์ แต่พันรอบเท่ากัน ขนาดแกนเท่ากัน (แกนเดิม) แอร์แก็ปเท่ากัน ค่า L ก็เท่ากันครับ
ผมคิดว่า ลวดต่างกัน ค่า H ก็น่าจะต่างกัน (เข้าใจผิดอยู่นาน) :clap ขอบคุณครับพี่...
-
ลวดต่างเบอร์ แต่พันรอบเท่ากัน ขนาดแกนเท่ากัน (แกนเดิม) แอร์แก็ปเท่ากัน ค่า L ก็เท่ากันครับ
ผมคิดว่า ลวดต่างกัน ค่า H ก็น่าจะต่างกัน (เข้าใจผิดอยู่นาน) :clap ขอบคุณครับพี่...
พิจารณาจากสูตรในการคำนวณค่า L ครับ ไม่มีตัวแปรใดที่เกี่ยวข้องกับขนาดลวดเลยครับ :)
-
ขอเสริมนิดเดียวครับที่จะต่างกันก็น่าจะเป็นค่า DCR ครับเพราะขนาดความโตของลวดคงไม่เท่ากันเป๊ะๆแน่ครับ อย่างอื่นไม่มีผลครับ
-
ทีนี้สงสัยว่าค่า L ที่จะได้จากลวดเส้นเดียว swg27 กับ L รวมที่ได้จากลวด swg 34 สองเส้นขนานกัน มันจะเท่ากันหรือเปล่าครับ
แสดงว่า ถ้าเราใช้ลวดเส้นเดียว swg27 พันได้ 1500 รอบ กับแกนอันนี้
แต่เราเปลี่ยนมาใช้ ลวดswg34 ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง จำนวน 2 เส้นพันแทน
ทั้งสองเส้น แต่ละเส้นก็น่าจะได้ประมาณ 1500 รอบ ก็จะได้ L แต่ละเส้น(swg34) เป็นค่าหนึ่ง สมมุติ 7H :)
แสดงว่า L รวมคือขนานกันสองเส้นก็มีค่าแค่ 3.5H (7H/2) ใช่ไหมครับ
ถามเพิ่มเติมอีกครับ
ถ้าเราพันใช้ swg34 2 เส้นขนานกันไป แต่ใช้แยกกัน คือเส้นหนึ่งไป supply วงจรข้างขวา
อีกเส้นหนึ่งก็ไป supply วงจรด้านซ้าย ถ้าทำอย่างนี้ก็จะได้ L 7H แต่แยกไปคนละข้างเลยใช่ไหมครับ
แบบนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ ยกเว้นเปลืองจำนวน C rectify ที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจากแยกsupply ซ้ายขวา :)
-
ขอเสริมนิดเดียวครับที่จะต่างกันก็น่าจะเป็นค่า DCR ครับเพราะขนาดความโตของลวดคงไม่เท่ากันเป๊ะๆแน่ครับ อย่างอื่นไม่มีผลครับ
Y] Y]
-
ลวดต่างเบอร์ แต่พันรอบเท่ากัน ขนาดแกนเท่ากัน (แกนเดิม) แอร์แก็ปเท่ากัน ค่า L ก็เท่ากันครับ
ผมคิดว่า ลวดต่างกัน ค่า H ก็น่าจะต่างกัน (เข้าใจผิดอยู่นาน) :clap ขอบคุณครับพี่...
พิจารณาจากสูตรในการคำนวณค่า L ครับ ไม่มีตัวแปรใดที่เกี่ยวข้องกับขนาดลวดเลยครับ :)
Y] O0
-
ถามเพิ่มเติมอีกครับ
ถ้าเราพันใช้ swg34 2 เส้นขนานกันไป แต่ใช้แยกกัน คือเส้นหนึ่งไป supply วงจรข้างขวา
อีกเส้นหนึ่งก็ไป supply วงจรด้านซ้าย ถ้าทำอย่างนี้ก็จะได้ L 7H แต่แยกไปคนละข้างเลยใช่ไหมครับ
แบบนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ ยกเว้นเปลืองจำนวน C rectify ที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจากแยกsupply ซ้ายขวา
อยากรู้เหมือนกัน
-
ถามเพิ่มเติมอีกครับ
ถ้าเราพันใช้ swg34 2 เส้นขนานกันไป แต่ใช้แยกกัน คือเส้นหนึ่งไป supply วงจรข้างขวา
อีกเส้นหนึ่งก็ไป supply วงจรด้านซ้าย ถ้าทำอย่างนี้ก็จะได้ L 7H แต่แยกไปคนละข้างเลยใช่ไหมครับ
แบบนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ ยกเว้นเปลืองจำนวน C rectify ที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจากแยกsupply ซ้ายขวา
อยากรู้เหมือนกัน
มองในมุมของคนพันหม้อแปลงครับมันจะทำให้การทนกระแสของโช๊คลดลงเนื่องจากขนาดของลวดเส้นเล็กลงครับ ถูกผิดยังไงยินดีน้อมรับครับ
-
ทีนี้สงสัยว่าค่า L ที่จะได้จากลวดเส้นเดียว swg27 กับ L รวมที่ได้จากลวด swg 34 สองเส้นขนานกัน มันจะเท่ากันหรือเปล่าครับ
แสดงว่า ถ้าเราใช้ลวดเส้นเดียว swg27 พันได้ 1500 รอบ กับแกนอันนี้
แต่เราเปลี่ยนมาใช้ ลวดswg34 ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง จำนวน 2 เส้นพันแทน
ทั้งสองเส้น แต่ละเส้นก็น่าจะได้ประมาณ 1500 รอบ ก็จะได้ L แต่ละเส้น(swg34) เป็นค่าหนึ่ง สมมุติ 7H :)
แสดงว่า L รวมคือขนานกันสองเส้นก็มีค่าแค่ 3.5H (7H/2) ใช่ไหมครับ
ถามเพิ่มเติมอีกครับ
ถ้าเราพันใช้ swg34 2 เส้นขนานกันไป แต่ใช้แยกกัน คือเส้นหนึ่งไป supply วงจรข้างขวา
อีกเส้นหนึ่งก็ไป supply วงจรด้านซ้าย ถ้าทำอย่างนี้ก็จะได้ L 7H แต่แยกไปคนละข้างเลยใช่ไหมครับ
แบบนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ ยกเว้นเปลืองจำนวน C rectify ที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจากแยกsupply ซ้ายขวา :)
อันแรก ขนานกันแล้ว มองเป็น L ตัวเดียว ที่จำนวนรอบเท่ากับ 1500 รอบ ดังนั้น ค่า L ก็เท่าเดิมครับ คือ 7 H
อันสอง ผมไม่แน่ใจครับ แต่เข้าใจว่าเป็น 7 H 2 ตัวละ
-
แสดงว่า ถ้าเราใช้ลวดเส้นเดียว swg27 พันได้ 1500 รอบ กับแกนอันนี้
แต่เราเปลี่ยนมาใช้ ลวดswg34 ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง จำนวน 2 เส้นพันแทน
ทั้งสองเส้น แต่ละเส้นก็น่าจะได้ประมาณ 1500 รอบ ก็จะได้ L แต่ละเส้น(swg34) เป็นค่าหนึ่ง สมมุติ 7H :)
แสดงว่า L รวมคือขนานกันสองเส้นก็มีค่าแค่ 3.5H (7H/2) ใช่ไหมครับ
ไม่ใช่ครับ ประเด็นคือเราต้องมองว่าขดลวดนั้นเป็นวงจรแม่เหล็กเดียวกัน หรือคนละวงจรครับ กรณีแกนเหล็กอันเดียว มีลวดพันอยู่หลายๆ ขด อันนี้เรียกว่าวงจรแม่เหล็กเดียวกัน ค่า Inductance จะขึ้นกับจำนวนรอบเป็นหลัก เหตุผลก็อย่างที่พี่ prasan อธิบายไว้ครับ กรณี Choke 2 ตัว หรือแม้แต่ขดลวดแกนอากาศ 2 อัน แต่ละขดลวดอยู่คนละวงจรแม่เหล็ก ค่าเหนี่ยวนำรวมจะคิดตามสูตรการอนุกรม/ขนาน L ครับ ถ้ามองออกว่าเป็นวงจรแม่เหล็กเดียวกันหรือคนละวงจรก็จะไม่สับสนและเลือกใช้สูตรได้ถูกต้องครับ
กรณีวงจรแม่เหล็กเดียวกัน รอบเท่าไหน Inductance ก็เท่านั้นครับ การขนานขดลวดจะทำเฉพาะขดที่รอบเท่ากันเท่านั้นครับ และถือว่าจะขนานกี่ขดก็ตาม ก็เท่ากับขดลวดขดเดียวครับ ส่วนกรณีอนุกรมขดลวด Inductance จะเพิ่มเป็นสัดส่วนยกกำลัง 2 ของรอบครับ เช่น 10 รอบ = 10H, 20 รอบ = 2^2 x 10 = 40H ครับ
ถามเพิ่มเติมอีกครับ
ถ้าเราพันใช้ swg34 2 เส้นขนานกันไป แต่ใช้แยกกัน คือเส้นหนึ่งไป supply วงจรข้างขวา
อีกเส้นหนึ่งก็ไป supply วงจรด้านซ้าย ถ้าทำอย่างนี้ก็จะได้ L 7H แต่แยกไปคนละข้างเลยใช่ไหมครับ
แบบนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ ยกเว้นเปลืองจำนวน C rectify ที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจากแยกsupply ซ้ายขวา :)
ถ้าแบบนี้ก็ได้ 7H 2 ชุด แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะทำตัวเป็นหม้อแปลงรึเปล่า? ไม่เคยลองดูครับ :)
-
ขอบคุณครับ Mr.tube ไม่เห็นนาน กำลังนึกถึงอยู่
-
c) เเจมด้วยคน L 2ตัวค่าเท่ากันขนานกัน ค่า L รวมที่ได้ จากการขนานกัน มีค่าเท่ากับ L/2 ความหมายของสูตรนี้หมายความถึงว่า L ที่นำมาขนานกันต้องเป็นLคนละตัวอิสระจากกัน ไม่ได้พันร่วมเเกนเดียวกัน ถ้าลวดสองเส้น พันร่วมเเกนเดียวกันเเบบไบฟิลาร์ นำปลายลวดทั้งสองเส้นของเเต่ละด้านต่อถึงกันเเล้ววัด ก็ได้เท่ากับ L เท่าเดิม สิบเส้นก็ได้ค่าเท่ากับ L หลายเส้นมากๆ อาจเต็มบอบบิ้นก่อนที่จะถึงรอบค่าที่เราออกเเบบไว้ :drunk
-
สรุปก็คือ หากวงจรแม่เหล็กเดียวกัน ขนานลวด 2 เส้น(หรือมากกว่า) ค่า L จะยังคงเท่าเดิม แต่ถ้าอยู่คนละวงจรแม่เหล็ก เอามาขนานกัน ค่า L/2 ถูกต้องตามนี้มั้ยครับ
-
สรุปก็คือ หากวงจรแม่เหล็กเดียวกัน ขนานลวด 2 เส้น(หรือมากกว่า) ค่า L จะยังคงเท่าเดิม แต่ถ้าอยู่คนละวงจรแม่เหล็ก เอามาขนานกัน ค่า L/2 ถูกต้องตามนี้มั้ยครับ
O0
-
c) เเจมด้วยคน L 2ตัวค่าเท่ากันขนานกัน ค่า L รวมที่ได้ จากการขนานกัน มีค่าเท่ากับ L/2 ความหมายของสูตรนี้หมายความถึงว่า L ที่นำมาขนานกันต้องเป็นLคนละตัวอิสระจากกัน ไม่ได้พันร่วมเเกนเดียวกัน ถ้าลวดสองเส้น พันร่วมเเกนเดียวกันเเบบไบฟิลาร์ นำปลายลวดทั้งสองเส้นของเเต่ละด้านต่อถึงกันเเล้ววัด ก็ได้เท่ากับ L เท่าเดิม สิบเส้นก็ได้ค่าเท่ากับ L หลายเส้นมากๆ อาจเต็มบอบบิ้นก่อนที่จะถึงรอบค่าที่เราออกเเบบไว้ :drunk
เคยลองพันดูแล้ว ผลก็ออกมาเป็นแบบนี้ครับ ผมพัน 2ลูกแกนเท่ากัน รอบเท่ากัน ลวดเบอร์เดียวกัน ลูกนึงพันแบบลวดเส้นเดียว อีกลูกพันทบลวดคู่ ผลวัดได้ค่า L เท่ากันเลย :clap :clap
-
ขอบคุณมากๆเลยครับ ผมเพิ่งรู้เรื่องนี้นะครับ เชื่ออยู่ตั้งนานว่าถ้าเอาลวดมาพันหลายเส้นบนแกนเดียวก็จะทำให้ค่า L ลดลงโดยการหารด้วยจำนวนเส้น
ความรู้ใหม่ที่ต้องจำใหม่ครับ ว่าไม่สนใจว่าจะกี่เส้น ถ้าวงจรแม่เหล็กเดียวกัน ค่า L เท่ากับเส้นเดียวเสมอ c) c)
แสดงว่าถ้าเราพัน L ด้วยลวดหลายเส้นน่าจะดีกว่าเส้นเดียวน๊ะครับ เพราะ
1) ลวดเล็กหลายเส้นกินเนื้อที่น้อยกว่าลวดใหญ่เส้นเดียว เพราะลวดเส้นใหญ่เส้นเดียวมันมีช่องว่างตอนเรียงลวดเยอะกว่า
2) ค่า DCR ก็ลดลงมาก (มั๊ง)
ขอถามต่ออีกหน่อยขับ พอดีมันพาดพิงไปถึงเรื่อง opt ครับ
ถ้าใช้ทฤษฎีเดียวกัน เราพัน primay เป็นหลายเส้นขนานกันก็ได้ค่า L ค่าเดียวกับพันเส้นเดียว ที่จำนวนรอบเท่ากันใช่ไหมครับ
ถ้าเป็น opt นี่พัน primary แบบ สองเส้นขนานกัน เมื่อเทียบกับเส้นเดียวจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ
-
ขอบคุณมากๆเลยครับ ผมเพิ่งรู้เรื่องนี้นะครับ เชื่ออยู่ตั้งนานว่าถ้าเอาลวดมาพันหลายเส้นบนแกนเดียวก็จะทำให้ค่า L ลดลงโดยการหารด้วยจำนวนเส้น
ความรู้ใหม่ที่ต้องจำใหม่ครับ ว่าไม่สนใจว่าจะกี่เส้น ถ้าวงจรแม่เหล็กเดียวกัน ค่า L เท่ากับเส้นเดียวเสมอ c) c)
แสดงว่าถ้าเราพัน L ด้วยลวดหลายเส้นน่าจะดีกว่าเส้นเดียวน๊ะครับ เพราะ
1) ลวดเล็กหลายเส้นกินเนื้อที่น้อยกว่าลวดใหญ่เส้นเดียว เพราะลวดเส้นใหญ่เส้นเดียวมันมีช่องว่างตอนเรียงลวดเยอะกว่า
2) ค่า DCR ก็ลดลงมาก (มั๊ง)
ขอถามต่ออีกหน่อยขับ พอดีมันพาดพิงไปถึงเรื่อง opt ครับ
ถ้าใช้ทฤษฎีเดียวกัน เราพัน primay เป็นหลายเส้นขนานกันก็ได้ค่า L ค่าเดียวกับพันเส้นเดียว ที่จำนวนรอบเท่ากันใช่ไหมครับ
ถ้าเป็น opt นี่พัน primary แบบ สองเส้นขนานกัน เมื่อเทียบกับเส้นเดียวจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ
พันไบฟิล่า ได้ ดีซีอาร์ ต่ำลงรับ ถ้าใช้ลวดเบอร์เดี่ยวกันกับพันเส้นเดียว แต่โอกาสล้นแกนก็มากขึ้นครับ
-
Y] Y]
-
ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว ขอบคุณทุกท่านครับ
แต่ เอ เกิดความคิดพิเรนทร์อีกแล้ว ถามเพื่ออยากรู้นะครับ ไม่ได้กวน ถ้าเกิดพันแบบไบฟิลล่า แล้วรอบไม่เท่ากันนี่ จะเกิดอะไรขึ้นครับ
-
แสดงว่าถ้าเราพัน L ด้วยลวดหลายเส้นน่าจะดีกว่าเส้นเดียวน๊ะครับ เพราะ
1) ลวดเล็กหลายเส้นกินเนื้อที่น้อยกว่าลวดใหญ่เส้นเดียว เพราะลวดเส้นใหญ่เส้นเดียวมันมีช่องว่างตอนเรียงลวดเยอะกว่า
ผมเคยคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วเมื่อหน้าตัดลวดเหมือนกัน (วงกลม) มันจะกินพื้นที่เป็นสัดส่วนเท่ากันครับ พิสูจน์ง่ายๆ ครับ ถ้าเอาเหรียญห้าบาทใส่ลงในสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดพอดีตัวมัน มันจะกินพื้นที่ 78.54% ของสี่เหลี่ยมโดยประมาณ และถ้าเอาเหรียญบาท 2 เหรียญใส่ลงในสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่พอดีตัวมัน มันก็จะกินพื้นที่ 78.54% ของสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ดี ข้อนี้ก็เปรียบเหมือนการเรียงลวด Single Wire กับ Bifilar จะกินพื้นในอัตราส่วนเท่าๆ กันครับ ถ้าจะประหยัดพื้นที่ว่างได้ ต้องใช้ลวด 4 หรือ 6 เหลี่ยม ครับ
หรือถ้าใครจะกดเครื่องคิดเลขดู ก็เปรียบเทียบการเขียนวงกลม Dia 1cm ในสี่เหลี่ยม 1x1cm กับการเขียนวงกลม 2 วง Dia 0.5cm ในสี่เหลี่ยม 1x0.5cm ดูก็ได้ครับ
2) ค่า DCR ก็ลดลงมาก (มั๊ง)
ถ้าใช้ลวดขนาดเดิม พัน Single Wire มาเทียบกับ Bifilar แล้ว Bifilar ย่อมได้ DCR เพียงครึ่งเดียวของ Single Wire ครับ เพราะว่าหน้าตัดมันเพิ่มเป็น 2 เท่าครับ และแน่นอนว่ามันจะกิน Window ของแกนมากกว่าด้วย ถ้าจะเทียบให้แฟร์ควรจะใช้ลวด 2 เส้นที่คิดเป็นพื้นที่หน้าตัดเท่ากับเส้นใหญ่เส้นเดียวครับ แบบนี้จะได้ DCR เท่ากัน แต่ได้พื้นที่ผิวลวดมากกว่าครับ
ขอถามต่ออีกหน่อยขับ พอดีมันพาดพิงไปถึงเรื่อง opt ครับ
ถ้าใช้ทฤษฎีเดียวกัน เราพัน primay เป็นหลายเส้นขนานกันก็ได้ค่า L ค่าเดียวกับพันเส้นเดียว ที่จำนวนรอบเท่ากันใช่ไหมครับ
ถ้าเป็น opt นี่พัน primary แบบ สองเส้นขนานกัน เมื่อเทียบกับเส้นเดียวจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ
กรณีเปรียบเทียบลักษณะนี้ผมจะคิดแบบที่ตอบในข้อ 2 คือ พื้นที่หน้าตัดลวดแบบ Single Wire และ Bifilar ควรจะเท่ากัน แบบนี้ก็ได้ Inductance และ DCR เท่ากัน แต่ Bifilar จะได้พื้นที่ผิวลวดมากกว่า Single Wire ครับ จริงๆ แล้วถ้าคิดความหนาของฉนวนเคลือบลวดด้วย Bifilar จะเสียเปรียบ Single Wire ในแง่ของการกินพื้นที่เพราะต้องคิดความหนาฉนวน 2 ครั้งครับ แต่ผมตัดประเด็นนี้ออกไปครับ
ตามมาตรฐานลวด AWG แล้ว เบอร์ลวดที่เล็กลง 6 เบอร์จะมีพื้นที่หน้าตัด 1/2 ของเบอร์ใหญ่ครับ ใครใช้ AWG พัน Sec ของ OPT อยู่ ลอง Bifilar ด้วยลวดที่เล็กลง 6 เบอร์ แล้วมาเทียบกับแบบ Single Wire ดูสิครับ หลังๆ ถ้าไม่ลำบากจนเกินไป ผมมักจะ Bifilar ครับ :secret
-
ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว ขอบคุณทุกท่านครับ
แต่ เอ เกิดความคิดพิเรนทร์อีกแล้ว ถามเพื่ออยากรู้นะครับ ไม่ได้กวน ถ้าเกิดพันแบบไบฟิลล่า แล้วรอบไม่เท่ากันนี่ จะเกิดอะไรขึ้นครับ
แต่ละขดลวดจะสร้างแรงดันต่างกัน ถ้าเป็น Secondary มันก็จะ Load กันเองครับ ผมคิดว่าการพัน Bifilar โดยทั่วๆ ไปไม่สามารถควบคุมให้รอบเท่ากันเป๊ะได้อยู่แล้วครับ ยังไงเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้น แต่มันน้อยมากจึงไม่เกิดความเสียหายครับ แต่ถ้าต่างกันมากๆ เช่น 100 รอบไปขนานกับ 200 รอบ อะไรทำนองนี้ อาจจะเกิดเสียหายได้ครับ :)
-
ขอถามต่ออีกหน่อย พอดีมันพาดพิงไปถึงเรื่อง opt ครับ
ถ้าใช้ทฤษฎีเดียวกัน เราพัน primay เป็นหลายเส้นขนานกันก็ได้ค่า L ค่าเดียวกับพันเส้นเดียว ที่จำนวนรอบเท่ากันใช่ไหมครับ
ถ้าเป็น opt นี่พัน primary แบบ สองเส้นขนานกัน เมื่อเทียบกับเส้นเดียวจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับ
กรณีเปรียบเทียบลักษณะนี้ผมจะคิดแบบที่ตอบในข้อ 2 คือ พื้นที่หน้าตัดลวดแบบ Single Wire และ Bifilar ควรจะเท่ากัน แบบนี้ก็ได้ Inductance และ DCR เท่ากัน แต่ Bifilar จะได้พื้นที่ผิวลวดมากกว่า Single Wire ครับ จริงๆ แล้วถ้าคิดความหนาของฉนวนเคลือบลวดด้วย Bifilar จะเสียเปรียบ Single Wire ในแง่ของการกินพื้นที่เพราะต้องคิดความหนาฉนวน 2 ครั้งครับ แต่ผมตัดประเด็นนี้ออกไปครับ
ตามมาตรฐานลวด AWG แล้ว เบอร์ลวดที่เล็กลง 6 เบอร์จะมีพื้นที่หน้าตัด 1/2 ของเบอร์ใหญ่ครับ ใครใช้ AWG พัน Sec ของ OPT อยู่ ลอง Bifilar ด้วยลวดที่เล็กลง 6 เบอร์ แล้วมาเทียบกับแบบ Single Wire ดูสิครับ หลังๆ ถ้าไม่ลำบากจนเกินไป ผมมักจะ Bifilar ครับ :secret
O0
ผมมีความเห็นว่าการพันลวดสำหรับ OPT แบบ Bifilar ควรทำที่ขด sec มากกว่าที่จะเป็นที่ขด prim เนื่องจากการที่ได้พื้นที่ผิวลวดที่ขด sec มากขึ้นย่อมทำให้มีโอกาสในการเหนี่ยวนำได้ดีขึ้น สัญญาณจาก prim จะถูกถ่ายทอดไปยังขด sec มากขึ้น ให้ลองคิดถึงว่าถ้าเราสมมติให้ขด prim เป็นผู้ยิงธนู (ลูกธนู = เส้นแรงแม่เหล็ก) ส่วนพื้นที่ผิวของขด sec เปรียบเหมือนผืนผ้ารับลูกธนู ผืนผ้าที่กว้างกว่าย่อมรับลูกธนูได้ดีกว่าผืนผ้าที่แคบ Y]
เอ.. แล้วถ้าทำ Bifilar ที่ขด prim ด้วยล่ะจะเปรียบเหมือนมีผู้ยิงธนูหลายคนกว่า single wire หรือเปล่านะ ;D
ผมก็ยังคิดว่าเรานำผลจากการเหนี่ยวนำซึ่งเกิดที่ขด sec ไปใช้งาน (ต่อเข้ากับลำโพงในกรณี OPT หรือต่อเข้ากับภาคต่อไปในกรณี Interstage) การทำให้ขด sec มีประสิทธิภาพในการรับที่ดีขึ้นน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า ส่วนลูกธนูทั้งหมดหรือเส้นแรงแม่เหล็กทั้งหมด (Flux linkage) ที่เกิดขึ้นที่ขด prim ผมคิดว่ายังมีค่าเท่ากันอยู่ครับ :)
-
ขอบคุณครับ O0
save กระทู้นี้ไว้ก่อน เดี๋ยวนานไปหาไม่เจอ
-
ได้ความรู้ที่น่าสนใจมากขึ้นจริงๆ ครับ แต่เอ เมื่อไรผมจะมีปัญญาพันเองเสียทีนะ 2f 2f 2f
-
ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว ขอบคุณทุกท่านครับ
แต่ เอ เกิดความคิดพิเรนทร์อีกแล้ว ถามเพื่ออยากรู้นะครับ ไม่ได้กวน ถ้าเกิดพันแบบไบฟิลล่า แล้วรอบไม่เท่ากันนี่ จะเกิดอะไรขึ้นครับ
แต่ละขดลวดจะสร้างแรงดันต่างกัน ถ้าเป็น Secondary มันก็จะ Load กันเองครับ ผมคิดว่าการพัน Bifilar โดยทั่วๆ ไปไม่สามารถควบคุมให้รอบเท่ากันเป๊ะได้อยู่แล้วครับ ยังไงเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้น แต่มันน้อยมากจึงไม่เกิดความเสียหายครับ แต่ถ้าต่างกันมากๆ เช่น 100 รอบไปขนานกับ 200 รอบ อะไรทำนองนี้ อาจจะเกิดเสียหายได้ครับ :)
ใช่ครับ ลองสมมติว่า ถ้าการพัน 1 รอบจะได้แรงดันที่เกิดจากการเหนี่ยวนำ 1 V ดังนั้นรอบต่างกันเยอะแรงดันที่เกิดจากแต่ละขดของ Bifilar ก็จะต่างกันมากด้วย ตามหลักการแล้วถ้าเรานำแรงดันหรือแบตเตอรี่ที่แรงดันต่างกันมาต่อขนานกัน ตัวที่แรงดันมากกว่าจะจ่ายกระแสไปให้อีกตัวที่แรงดันต่ำกว่า เราเรียกกันว่าเกิดกระแสไหลวนในแหล่งจ่ายที่แรงดันต่างกันแล้วนำมาต่อขนานกันครับ การเกิดกระแสไหลวนเป็นการสูญเสียแทนที่จะนำไปใช้งานได้
จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าแรงดันเท่ากันอย่างเดียวก็นำมาต่อขนานกันได้โดยไม่มีปัญหานะครับ ความต้านทานภายในของแหล่งจ่ายแรงดันต้องเท่ากันด้วย ถ้าเป็นขดลวดก็ต้องมีค่า DCR เท่ากัน ได้พูดถึงแบตเตอรี่ก็อยากจะบอกว่าเราจะเอาแบตเตอรี่มาขนานกันต้องเป็นยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ผ่านการใช้มานานเท่าๆ กัน ถึงแม้ว่าเราจะชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มวัดแรงดันได้เท่ากันแล้วแต่ความต้านทานภายในของแบตเตอรี่อาจไม่เท่ากันครับ :)
-
ขอบคุณมากครับคุณ prasan ยังงี้ถ้าพันแบบ bifilar ก่อนที่จะนำไปต่อขนานกันก็ควรทดสอบด้วยการป้อนไฟไม่สูงมากนักเข้าที่ primary แล้ววัดไฟที่ secondary ของทั้งสองขดให้ได้ใกล้เคียงกันก่อนจะเชี่อมเข้าด้วยกัน ก็จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสียใช่ไหมครับ
-
ขอบคุณมากครับคุณ prasan ยังงี้ถ้าพันแบบ bifilar ก่อนที่จะนำไปต่อขนานกันก็ควรทดสอบด้วยการป้อนไฟไม่สูงมากนักเข้าที่ primary แล้ววัดไฟที่ secondary ของทั้งสองขดให้ได้ใกล้เคียงกันก่อนจะเชี่อมเข้าด้วยกัน ก็จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสียใช่ไหมครับ
DCR ดูก็น่าจะพอทราบความเป็นได้ ในสมมติฐานของคุณ gai ได้นะ ไม่รู้ถูกหรือเปล่า :kicking
-
ขอบคุณมากครับคุณ prasan ยังงี้ถ้าพันแบบ bifilar ก่อนที่จะนำไปต่อขนานกันก็ควรทดสอบด้วยการป้อนไฟไม่สูงมากนักเข้าที่ primary แล้ววัดไฟที่ secondary ของทั้งสองขดให้ได้ใกล้เคียงกันก่อนจะเชี่อมเข้าด้วยกัน ก็จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสียใช่ไหมครับ
การพัน bifilar ปกติก็พันสองเส้นไปพร้อมๆ กันอยู่แล้ว (สองเส้นชิดกัน พันไปพร้อมๆ กัน) ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทดสอบตามที่คุณ gai สงสัยครับ :)
-
ครับ ขอบคุณมากครับ