HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: Mr. One ที่ 22 พฤษภาคม, 2010, 11:11:44 am
-
มีใครเคยใช้ ลำโพง 6 ohm กับ เครื่องหลอดที่มี OPT ออก 8 ohm ตามปกติหรือไม่ครับ
มีข้อเสีย หรือ ข้อดีหรือไม่ครับ จะมีผลอะไรกับ เครื่อง OPT หรือ มีผลกับลำโพงเองหรือไม่ครับ :)
-
ในความคิดของผมนะครับไม่มีผล นอกจากลำโพงที่มีความไวสูงๆทำให้เราสามารถฟังถึงความแตกต่างได้ แต่ที่รู้อย่างคือจะทำให้ไม่ต้องเร่งมากครับ จะขับง่ายกว่าลำโพง8ohmอยู่แว้ว :whistling :whistling
-
ในความคิดของผมนะครับไม่มีผล นอกจากลำโพงที่มีความไวสูงๆทำให้เราสามารถฟังถึงความแตกต่างได้ แต่ที่รู้อย่างคือจะทำให้ไม่ต้องเร่งมากครับ จะขับง่ายกว่าลำโพง8ohmอยู่แว้ว :whistling :whistling
O0
-
อยากรู้เหมือนกันครับ ส่วนของผมอยากรู้ว่าถ้าลำโพงเป็น 11 โอห์มจะมีผลอย่างไร Y] Y]
-
มีใครเคยใช้ ลำโพง 6 ohm กับ เครื่องหลอดที่มี OPT ออก 8 ohm ตามปกติหรือไม่ครับ
มีข้อเสีย หรือ ข้อดีหรือไม่ครับ จะมีผลอะไรกับ เครื่อง OPT หรือ มีผลกับลำโพงเองหรือไม่ครับ :)
ข้อเสีย ทำให้การถ่ายทอดกำลังงานลดลง ในความดังเท่ากันคุณต้องเร่งวอลลุ่มมากขึ้นแต่ก็ไม่แน่เสมอไปถ้าลำโพงนั้นมีความใวสูง
ถ้าฟังแล้วเสียทีได้มันถูกใจพอใจก็ฟังเถอะครับไม่มีอะไรเสียหายครับ
-
แต่ที่รู้อย่างคือจะทำให้ไม่ต้องเร่งมากครับ จะขับง่ายกว่าลำโพง8ohmอยู่แว้ว :whistling :whistling
ข้อเสีย ทำให้การถ่ายทอดกำลังงานลดลง ในความดังเท่ากันคุณต้องเร่งวอลลุ่มมากขึ้นแต่ก็ไม่แน่เสมอไปถ้าลำโพงนั้นมีความใวสูง
ถ้าฟังแล้วเสียทีได้มันถูกใจพอใจก็ฟังเถอะครับไม่มีอะไรเสียหายครับ
ตกลงเปลี่ยนแค่ลำโพงจาก 8 ohm เป็น 6 ohm เสียงจะดังขึ้นหรือเบาลงครับ เมื่อไม่ปรับอื่นๆ ???
-
โดยทฤษฎีแล้ว เมื่อใช้กับลำโพงที่มีความต้านทานต่ำลง เสียงจะดังขึ้นครับ (ในตำแหน่งวอลลุ่มเท่าเดิม)
เพราะว่า เมื่อความต้านทานต่ำลง กระแสกับแรงเคลื่อนจะผ่านไปได้ดีกว่าเดิม Y]
-
ในกรณีของแอมป์หลอดมันมีการใช้หม้อแปลงแมชชิ่งอิมพีแดนซ์ ถ้าลำโพงที่ใช้มีอิมพีแดนซ์ต่างไปจากที่แอมป์ระบุ เพาเวอร์เอาต์พุตจะลดลงครับ (ไม่ว่าลำโพงจะมีอิมพีแดนซ์มากกว่าหรือน้อยกว่าก็ตาม) เป็นไปตามกฎของ Power maxium transfer อ่ะนะ ....... ส่วนแอมป์ทรานซิสเตอร์จะไม่เป็นแบบนี้ เนื่องจากมันมีเอาต์พุตอิมพีแดนซ์ที่ต่ำมากๆ ยิ่งวงจรที่ใช้ NFB นี่อยู่ในระดับมิลลิโอห์มเลย ทำให้มันขับลำโพง 4 โอห์มแล้วได้เพาเวอร์มากกว่าลำโพง 8 โอห์มครับ
-
ทุกคนมีเหตุผลที่ดีครับ ส่วนของผมต้องลองเองครับ เราชอบตรงจุดใหน เพราะว่าเวลาเราฟัง เราไม่ใด้ฟังที่โอมห์
แต่เราฟังที่เสียง K]ใครเคยมีโอกาสถอดดูลำโพงรุ่นเก่าๆ ที่มาจากญี่ปุ่นจะเห็นว่าบางตู้เสียงทุ้มกับกลาง 8 โอมห์แต่แหลมเป็น 4 โอมห์
แต่ถ้าจะซื้อมาใช้งาน อันนี้ต้องยกลำโพงเราไปลองครับ เพราะว่าแม้แต่ลำโพง 8 โอมห์ความไวแต่ละดอกแต่ละรุ่นก็ไม่เท่ากันครับ
และถ้าเป็นลำโพง Full rang ที่ต้องมาฟังกับแอมป์หลอด โอมห์นี้ก็มีผลอีกมากมาย ใหนจะแมชกันหรือเปล่า ใหนจะค่า K ของ Out put
ที่เปลี่ยนไปอีกอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะมากมายโอ้ย..ปวดหัวตาย :nono อย่าไปคิดมากครับถ้าชอบ ถูกใจ มีเงินซื้อเลยครับ Y] Y] Y]
-
อย่างนี้ อิมพิแดนซ์ด้าน Primary น่าจะเปลี่ยนไปจากที่ออกแบบไว้ไหมครับ
-
อย่าไปคิดมากครับถ้าชอบ ถูกใจ มีเงินซื้อเลยครับ Y] Y] Y]
ก้อ เล็งอยู่ จะมาเล่นกับ HT แต่ แล้วก้อมี Amp หลอดอยู่ กลัวใช้ไป ไม่ใครก้อใครพังกันไปข้างล่ะ :'( เพราะทั้งหลอด+OPT ก็หลาย K ลำโพงก็หลาย K
-
ขอเสริมเล็กน้อยนะครับ
ในทางทฤษฎี Output 8 Ohm ควรจะใช้กับลำโพง 8 Ohm ขึ้นไป หรือสูงกว่า
การใช้ Output ที่มีค่าความต้านทานสูง ต่อกับลำโพงที่มีความต้านทานต่ำกว่า
จะมีผลทำให้ Output ทำงานหนักขึ้น เกิดความร้อนมากขึ้น แต่เสียงที่ได้มีความดังมากขึ้น
เปรียบได้กับปั๊มน้ำที่มีท่อออกขนาดเล็ก แต่ไปต่อท่อที่มีขนาดใหญ่กว่า
ซึ่งมีผลทำให้ปั๊มน้ำออกมามากขึ้น แต่เช่นเดียวกันปั๊มน้ำก็จะทำงานหนักขึ้นด้วย
ถ้าแตกต่างกันไม่มาก ไม่เป็นไร แต่ถ้าแตกต่างกันมาก ระหว่างลำโพง 4 กับ Output 8 Ohm มีผลแน่นอนครับ
กรณีนี้ Output 8 Ohm กับลำโพง 6 Ohm ความต้านทานไม่ต่างกันมาก
ในทางทฤษฎีก็อาจจะมีผลในระยะยาว แต่ทางปฏิบัติ ผมไม่เคยพบ Output ที่ร้อนจนเสียหาย
จากการต่อวงจรที่มีค่าความต้านทานเท่านี้ครับ
ส่วนเสียง มีผลแน่นอนครับ ชอบอย่างไร ลองต่อฟังดูเอาเองครับ....หูใครหูมัน :) :)
-
ขออนุญาตแจมด้วยคน
สมมุติว่า OPT 5k แล้วกัน อัตราทดรอบเท่ากับ 25:1 ที่ 8 ohm
จากสูตร Np^2/Ns^2=Zp/Zs เมื่อ Zs=6 Zp=(25^2)*6=3750 ohm
ทำให้หม้อ5k กลายเป็น 3.75k ครับ ส่วนเรื่องความดัง กำลัง ต้องดูว่าหลอดอะไร จุดทำงานตรงไหนครับ :D
-
ผมว่าการที่ใช้ลำโพง Ohm ต่ำๆกว่าวงจรที่ออกแบบมา มันอาจจะได้เสียงที่ดีงขึ้นก็จริงนะครับ แต่มันจะกินกระแสมากขึ้นนะครับ ซึงจะเป็นอันตรายต่อเครื่องเราเองครับ
-
แต่ที่รู้อย่างคือจะทำให้ไม่ต้องเร่งมากครับ จะขับง่ายกว่าลำโพง8ohmอยู่แว้ว :whistling :whistling
ข้อเสีย ทำให้การถ่ายทอดกำลังงานลดลง ในความดังเท่ากันคุณต้องเร่งวอลลุ่มมากขึ้นแต่ก็ไม่แน่เสมอไปถ้าลำโพงนั้นมีความใวสูง
ถ้าฟังแล้วเสียทีได้มันถูกใจพอใจก็ฟังเถอะครับไม่มีอะไรเสียหายครับ
ตกลงเปลี่ยนแค่ลำโพงจาก 8 ohm เป็น 6 ohm เสียงจะดังขึ้นหรือเบาลงครับ เมื่อไม่ปรับอื่นๆ ???
ยืนยันครับว่าการถ่ายทอดกำลังลดลงครับ ทีเห็นกันว่าการต่อลำโพง8โอมห์เปลียนมาเป็น4โอมห์แล้วได้กำลังเพิ่มขึ้นนั้นเพราะเขามองความต้านทานเอาท์พุชเป็นศูนย์แต่โจทย์ข้อนี้กำหนดให้คือ8โอมห์
ลองใช้กฎของโอมห์คิดเล่นฯก็ได้ครับสนุกดี จำได้สมัยเป็นนักสึกชาเรื่องการถ่ายทอดกำลังพิสูตรกันเป็นหน้าฯเลยครับ
-
ผมว่ามันตรายกับหลอด แล้วก็ OPT นะครับเพราะ Impedance ทาง Pri มันลด
-
สรุปคือ ถ้าไม่พูดเรื่องเสียงไม่น่าเล่น ใช่ใหมครับ หลอดทำงานหนัก กระแส OPT เกิน ทำนองนี้ใช่ใหมครับ เอาแบบบ้านๆเลย 8)
-
ไม่พังหรอกครับ เวลาเราเปิดก็อย่าเปิดให้มันสุด สิครับ พอเสียงมันเริ่มแตกก็เบามันลงมา ก็แค่นั้น
เหมือนกับเราจูงควาย(บ้านๆพอใหมครับ ;D)ถ้าเราเหนื่อยเราก็เดินให้ช้าๆหน่อยก็แค่นั้นเอง
กระแสจะสูงหรือต่ำอยู่ที่มือเราครับ ไม่ใด้อยู่ที่ลำโพง :bye1
-
ลองดูตัวอย่างการเปลี่ยนลำโพงจาก 8 Ohm เป็น 4.8 Ohm ของหลอด 2A3 ครับ จะทำให้ได้กำลังวัตต์ที่เพิ่มขึ้นครับ :) ที่จุดไบอัสเท่าเดิมครับ
ที่ผมใช้ตัวเลข 4.8 Ohm ก็เพื่อจะให้ได้ค่า Prim imp ที่ 1500 Ohm จะได้เขียนโหลดไลน์ง่ายหน่อย
กำลังวัตต์ที่สูงขึ้นหลอดก็จะทำงานหนักขึ้น รวมถึง OPT ก็จะทำงานหนักขึ้นด้วยครับ
-
ขออนุญาตแจมด้วยคน
สมมุติว่า OPT 5k แล้วกัน อัตราทดรอบเท่ากับ 25:1 ที่ 8 ohm
จากสูตร Np^2/Ns^2=Zp/Zs เมื่อ Zs=6 Zp=(25^2)*6=3750 ohm
ทำให้หม้อ5k กลายเป็น 3.75k ครับ ส่วนเรื่องความดัง กำลัง ต้องดูว่าหลอดอะไร จุดทำงานตรงไหนครับ :D
โชคดีที่ได้เจอสูตรนี้อีก ลืมไปหมดแล้ว
-
ไม่พังหรอกครับ เวลาเราเปิดก็อย่าเปิดให้มันสุด สิครับ พอเสียงมันเริ่มแตกก็เบามันลงมา ก็แค่นั้น
เหมือนกับเราจูงควาย(บ้านๆพอใหมครับ ;D)ถ้าเราเหนื่อยเราก็เดินให้ช้าๆหน่อยก็แค่นั้นเอง
กระแสจะสูงหรือต่ำอยู่ที่มือเราครับ ไม่ใด้อยู่ที่ลำโพง :bye1
ขอบคุณครับ ตอบได้ Feel มากครับ d_d
-
เคยอ่านในนิตยสารเครื่องเสียงเขายอกว่า กรณีอิมพีแด๊นช์ลำโพงไม่ตรงกับเอ๊าท์พุท อย่าง กรณี 6 โอมห์ ให้ต่อที่ขั้ว 8 โอมห์จะปลอดภัยกว่า ตามที่หลายท่านว่ามาครับ ปลอดภัยกว่าครับ
-
O0 ความรู้ทั้งนั้น :clap :clap :clap
-
เป็นไงครับตัดสินใจได้หรือยัง :yahoo d_d
-
เป็นไงครับตัดสินใจได้หรือยัง :yahoo d_d
อ่านๆดู เสมอตัวกับ ขาดทุนนะครับ คงต้องไปเล่น 8 ohm ดีกว่า พอดีไปชอบๆ ลำโพงดูหนัง มัน 6 ohm หวังว่าจะมาเล่น กับเครื่องหลอดด้วย แต่คงหารุ่น 8 ohm น่าจะชัวร์กว่ามั้งครับ :)
-
อันที่จริง ถ้ายังไงๆ ก็ต้องใช้ลำโพง 6 ohm และแอมป์หลอดมีแต่ Tab 8 ohm ก็มีอีกทางเลือกนึง คือ เอา R 2 ohm อนุกรมลำโพงครับ :D :D
-
อืม เล่นง่ายๆยังงี้ก็เข้าท่านะ ต้องลองทำมั่งแล้วล่ะครับ
-
น่าสนใจมากครับ O0
แต่ปัญหามันหา R ดีๆ Watt สูงๆยากนี่ซิครับ ถ้าใช้พวกกระเบื้องต่ออนุกรมเข้าไปสงสัยเสียง :cold
-
น่าสนใจมากครับ O0
แต่ปัญหามันหา R ดีๆ Watt สูงๆยากนี่ซิครับ ถ้าใช้พวกกระเบื้องต่ออนุกรมเข้าไปสงสัยเสียง :cold
สมมุติว่าคุณ Mr. One ใช้แอมป์หลอด 2A3 SE ก็ไม่เกิน 4W on load 8 ohm เนื่องจากลำโพงกับ R อนุกรมกันอยู่ คิดง่ายๆ ว่ากำลัง 1/4 (2/8) จะไปลงที่ R แล้วที่เหลือลงที่ลำโพง เท่ากับเกิดกำลังสูญเสียที่ R 1W ครับ ถ้ารังเกียจ R กระเบื้อง จะใช้ R Carbon 2W ก็ OK แล้วครับ
สมมุติใหม่ว่าคุณ Mr. One ใช้แอมป์ PP EL34 40W ก็เท่ากับสูญเสียที่ R 10W ถ้ารังเกียจ R กระเบื้องก็เอา R Carbon 2W 7-8 ตัวขนานกันให้ได้ 2 ohm ก็ใช้ได้เหมือนกันครับ ;)
-
น่าสนใจมากครับ O0
แต่ปัญหามันหา R ดีๆ Watt สูงๆยากนี่ซิครับ ถ้าใช้พวกกระเบื้องต่ออนุกรมเข้าไปสงสัยเสียง :cold
เอา R มาต่อก็ทำให้กำลังขับลดลงไปด้วยจะได้คุ้มกับที่เสียหรือครับ และ 6 ohm ลำโพงมันก็เป็นแค่ ค่าเฉลี่ยนี่ครับ มันมีขึ้นมีลง อยู่แล้ว ถ้าชอบเสียงมันก็เอามาใช้เลยครับ อย่าคิดมาก
-
ความต้านทานของลำโพงที่เราพูดกันเป็น R dc ครับ จริงๆแล้วเวลาเราฟังเพลง
ค่าความต้านทานของขดลวดลำโพง ขึ้นอยู่กับควาถี่ครับ บางความถี่ลำโพงเราจะเหลือแค่
2 โอมห์ บางความถี่ก็ขึ้นไป หลายสิบโอมห์ครับความต้านทานของ เอ้าท์พุท ก็มีปฏิกริยาเช่นเดียวกันครับ
แต่สุดท้ายก็ควรเอาที่เราชอบเป็นสำคัญครับ 8 โอมห์ 6 โอมห์ไม่สำคัญหรอกครับ :bye1
-
สงสัยครับถ้าลำโพงผม 16ohm ผมเอา R ขนานให้เหลือ 8 ohm จะได้มั๊ยครับหรือต่อ ตรงๆจากแอมป์ ไม่ผ่าน R ก็ได้
ขอบคุณครับ
-
น่าสนใจมากครับ O0
แต่ปัญหามันหา R ดีๆ Watt สูงๆยากนี่ซิครับ ถ้าใช้พวกกระเบื้องต่ออนุกรมเข้าไปสงสัยเสียง :cold
ผมลองแล้วครับ R กระเบื้องธรรมดา อยากบอกว่าพี่ๆอย่าได้ลอง รับรองปาทิ้ง อิอิ เสียงแหลมดรอปโคตรๆ
-
สงสัยครับถ้าลำโพงผม 16ohm ผมเอา R ขนานให้เหลือ 8 ohm จะได้มั๊ยครับหรือต่อ ตรงๆจากแอมป์ ไม่ผ่าน R ก็ได้
ขอบคุณครับ
ตกลงผมคงถอย 8 ohm ดีกว่าครับ ดูแล้ว Save ต่อเครื่องหลอดมากกว่า แต่บทเรียนคือ ต่อไป OPT ให้มี Tap 6 Ohm ;D ;D ;D
-
สงสัยครับถ้าลำโพงผม 16ohm ผมเอา R ขนานให้เหลือ 8 ohm จะได้มั๊ยครับหรือต่อ ตรงๆจากแอมป์ ไม่ผ่าน R ก็ได้
ขอบคุณครับ
ไม่แนะนำเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นอนุกรมหรือขนาน เพราะพลังงานส่วนหนึ่งจะมาตกอยู่ที่ resistor แทนที่จะไปอยู่ที่ลำโพง คือต่อเล่นๆพอได้ครับ แต่คุณภาพเสียงคงไม่ได้ตามที่ต้องการ
จริงๆแล้วอย่ากังวลมากครับเรื่อง impedance mismatch เพราะพอเอาเขาจริงๆก็ต้องทดลองด้วยการวัดผลจริง การคำนวนอาจจะพอใช้เป็นแนวทางได้บ้าง
โดยทั่วไปแล้วจะเป็นแบบนี้ครับ
สมมติว่าเราตั้งจุด bias และลาก loadline ไว้ที่ 3K ต่อกับลำโพงแล้วทำให้ impedance reflection มากขึ้น คือทำให้ loadline มากขึ้นจะมีผลลัพธ์ดังนี้
- กำลังลดลง
- distortion ลดลง
- damping factor มากขึ้น
ส่วนถ้า impedance reflection ลดลง ก็ได้ผลตรงกันข้าม
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง พอวัดออกมาเป็นตรงกันข้ามก็มี คือ กำลังกลับเพิ่มขึ้น เพราะหลอด output สามารถ swing voltage มากขึ้นเพราะ gain มากขึ้น ในขณะที่ distortion กลับมากขึ้นนิดหน่อย เพราะ inductance ของ OPT มันน้อยไป
ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมนะครับว่า impedance ของลำโพงมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามความถี่อีก
สำหรับ DIY แล้ว เรามีโอกาสทดลองอะไรได้มากกว่าปกติ ผมแนะนำว่าควรทดลองฟังจริงดูครับ ถ้าไม่มีเครื่องมือวัด ถ้าเป็นห่วงเรื่องจุด loadline ก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะหลอดบางหลอดสามารถใช้งานกับ loadline ที่มีค่าเพียง 2 เท่าของ Rp ก็มี ยังไงก็ดูค่าระหว่าง 2-4 เท่านะครับ มากกว่า 4 เท่า อาจจะสิ้นเปลืองพลังงานที่ใช้ในการ bias หลอดไปโดยผลที่ได้อาจจะไม่คุ้มกัน
-
สงสัยครับถ้าลำโพงผม 16ohm ผมเอา R ขนานให้เหลือ 8 ohm จะได้มั๊ยครับหรือต่อ ตรงๆจากแอมป์ ไม่ผ่าน R ก็ได้
ขอบคุณครับ
ไม่แนะนำเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นอนุกรมหรือขนาน เพราะพลังงานส่วนหนึ่งจะมาตกอยู่ที่ resistor แทนที่จะไปอยู่ที่ลำโพง คือต่อเล่นๆพอได้ครับ แต่คุณภาพเสียงคงไม่ได้ตามที่ต้องการ
จริงๆแล้วอย่ากังวลมากครับเรื่อง impedance mismatch เพราะพอเอาเขาจริงๆก็ต้องทดลองด้วยการวัดผลจริง การคำนวนอาจจะพอใช้เป็นแนวทางได้บ้าง
โดยทั่วไปแล้วจะเป็นแบบนี้ครับ
สมมติว่าเราตั้งจุด bias และลาก loadline ไว้ที่ 3K ต่อกับลำโพงแล้วทำให้ impedance reflection มากขึ้น คือทำให้ loadline มากขึ้นจะมีผลลัพธ์ดังนี้
- กำลังลดลง
- distortion ลดลง
- damping factor มากขึ้น
ส่วนถ้า impedance reflection ลดลง ก็ได้ผลตรงกันข้าม
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง พอวัดออกมาเป็นตรงกันข้ามก็มี คือ กำลังกลับเพิ่มขึ้น เพราะหลอด output สามารถ swing voltage มากขึ้นเพราะ gain มากขึ้น ในขณะที่ distortion กลับมากขึ้นนิดหน่อย เพราะ inductance ของ OPT มันน้อยไป
ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมนะครับว่า impedance ของลำโพงมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามความถี่อีก
สำหรับ DIY แล้ว เรามีโอกาสทดลองอะไรได้มากกว่าปกติ ผมแนะนำว่าควรทดลองฟังจริงดูครับ ถ้าไม่มีเครื่องมือวัด ถ้าเป็นห่วงเรื่องจุด loadline ก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะหลอดบางหลอดสามารถใช้งานกับ loadline ที่มีค่าเพียง 2 เท่าของ Rp ก็มี ยังไงก็ดูค่าระหว่าง 2-4 เท่านะครับ มากกว่า 4 เท่า อาจจะสิ้นเปลืองพลังงานที่ใช้ในการ bias หลอดไปโดยผลที่ได้อาจจะไม่คุ้มกัน
ตัวจริงมาตอบเองแล้วครับ
ว่าแต่อาจาร์ยครับ ปกติเวลาออกแบบ LoadLine หลอด Output เราต้องคำนึงถึงว่า เป็นกี่เท่าของ Rp ด้วยไหมครับ เพราะปกติผมเองเลือกเอาจากความผิดเพี้ยนที่ยอมรับได้และการ Swing ของแรงดันอย่างเดียวเลยครับ
ช่วยชี้แนด้วยนะครับ
-
ผมเคยถามช่างซ่อมเครื่องเสียงหลอดเก่าแก่จนทุกวันนี้ ช่างบอกว่าไม่เป็นไร คงหมายความว่าเครื่องไม่ถึงกับเป็นอะไร ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงอยู่ที่ใจเราเองครับ
-
ปกติเวลาออกแบบ LoadLine หลอด Output เราต้องคำนึงถึงว่า เป็นกี่เท่าของ Rp ด้วยไหมครับ เพราะปกติผมเองเลือกเอาจากความผิดเพี้ยนที่ยอมรับได้และการ Swing ของแรงดันอย่างเดียวเลยครับ
ใช้เรื่อง distortion และการ swing ก็ได้ครับ และส่วนมาก loadline ยิ่งมากกว่า Rp มากขึ้นเรื่อยๆ distortion และการ swing ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ power ก็ตกลงเรื่อยๆเช่นกัน คือสรุปแล้วก็ต้องพบกันครึ่งทางระหว่าง output และ distortion ครับ
-
ขอบคุณครับ ท่าน Karin :)
-
ปกติเวลาออกแบบ LoadLine หลอด Output เราต้องคำนึงถึงว่า เป็นกี่เท่าของ Rp ด้วยไหมครับ เพราะปกติผมเองเลือกเอาจากความผิดเพี้ยนที่ยอมรับได้และการ Swing ของแรงดันอย่างเดียวเลยครับ
ใช้เรื่อง distortion และการ swing ก็ได้ครับ และส่วนมาก loadline ยิ่งมากกว่า Rp มากขึ้นเรื่อยๆ distortion และการ swing ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ power ก็ตกลงเรื่อยๆเช่นกัน คือสรุปแล้วก็ต้องพบกันครึ่งทางระหว่าง output และ distortion ครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ :clap :showoff