HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: gai ที่ 30 สิงหาคม, 2010, 09:17:56 pm
-
เป็นของลำโพงรุ่นเก่าที่ผลิดโดย Norman Laboratory ประวัติย่อๆ ของบริษัทนี้ (จากอากู๋) ก่อตั้งโดย Jim Long นักศึกษาวิศวกรรมจบจากมหาวิทยาลัย Oklahoma ในปี 1965 ร่วมก่อตั้งบริษัทกับ Leonard Bernstien ในปี 1971 โดย Jim เป็นผู้ออกแบบ Leonard ทำการตลาด ก่อนตั้งบริษัท Jim ทำงานให้บริษัทเครื่องเสียงหลายแห่งรวมทั้ง Altec Lancing ปี 1981 ทั้งสองได้ขายกิจการให้กลุ่มทุนจาก Texas Jim ออกจากบริษัทปี 1984 ก่อนออก ลำโพงทุกแบบ Jim เป็นผู้ออกแบบ ก่อนที่บริษัทจะปิดตัวลงราวปี 1998 บริษัทตกอยู่ในมือของ Gail Dixon ซึ่งเป็นเจ้าของ AR ก่อนทศวรรษ 1990 ลำโพงของ Norman Lab ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Audiophile แต่เนื่องจากการที่ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์แข่งกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นของตลาดที่มีการผลิตจำนวนมากอย่าง Infinity Bose JBL จึงลดเกรดลงเพื่อแข่งขันทางการตลาดและในที่สุดก็ต้องปิดตัวเองลงในปี 1998
ผมได้ crossover network รุ่น 331 มาจาก ebay หาข้อมูลในเน็ตไม่เจอ เจอแต่รุ่น 332 ทีระบุว่า ผลิตในเมือง Norman Oklahoma เมื่อปี 1987 เลยสรุปได้ว่า network นี้ยังจัดอยู่ในเกรด Audiophile แต่ไม่รู้ว่าออกแบบโดย Jim Long หรือปล่าว ความแปลกของมันอยู่ที่เขาใช้หลอดไฟ 2 หลอดต่อข้างต่ออนุกรมกับ ขดลวด ที่จ่ายไปให้ tweeter และ mid range ผมไม่เคยเห็นและไม่เข้าใจหลักการเลยเอารูปมาลงให้ดู เผื่อจะมีใครอธิบายหลักการคิดของเขาได้บ้างครับ
จากรูป สายสีแดงเป็นเสียงแหลม สายสีเหลีองเป็นเสียงกลาง สายสีน้ำเงินเป็นเสียงทุ้มครับ
น้ำเสียงที่รับฟัง (จากหูถั่วๆ ของผม 2f) ความไวของลำโพงไม่ลด เสียงแหลมสดใส รายละเอียดมาก (ลำโพง blaupunkt) เสียงกลาง อุ่น หวาน (ลำโพง จำยี่ห้อไม่ได้ ทำใน denmark ซื้อจากคุณ leo) ส่วนเสียงทุ้ม นุ่ม แต่ยังไม่แน่นดีนักเพราะใช้ลำโพง JBL รุ่มใหม่ ที่ความไวน้อยกว่าเสียงแหลมกับเสียงกลางที่เป็นแม่เหล็ก Alnico ครับ
-
แม่เจ้า Tube crossover network :o :o :o
-
เป็นของลำโพงรุ่นเก่าที่ผลิดโดย Norman Laboratory ประวัติย่อๆ ของบริษัทนี้ (จากอากู๋) ก่อตั้งโดย Jim Long นักศึกษาวิศวกรรมจบจากมหาวิทยาลัย Oklahoma ในปี 1965 ร่วมก่อตั้งบริษัทกับ Leonard Bernstien ในปี 1971 โดย Jim เป็นผู้ออกแบบ Leonard ทำการตลาด ก่อนตั้งบริษัท Jim ทำงานให้บริษัทเครื่องเสียงหลายแห่งรวมทั้ง Altec Lancing ปี 1981 ทั้งสองได้ขายกิจการให้กลุ่มทุนจาก Texas Jim ออกจากบริษัทปี 1984 ก่อนออก ลำโพงทุกแบบ Jim เป็นผู้ออกแบบ ก่อนที่บริษัทจะปิดตัวลงราวปี 1998 บริษัทตกอยู่ในมือของ Gail Dixon ซึ่งเป็นเจ้าของ AR ก่อนทศวรรษ 1990 ลำโพงของ Norman Lab ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Audiophile แต่เนื่องจากการที่ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์แข่งกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นของตลาดที่มีการผลิตจำนวนมากอย่าง Infinity Bose JBL จึงลดเกรดลงเพื่อแข่งขันทางการตลาดและในที่สุดก็ต้องปิดตัวเองลงในปี 1998
ผมได้ crossover network รุ่น 331 มาจาก ebay หาข้อมูลในเน็ตไม่เจอ เจอแต่รุ่น 332 ทีระบุว่า ผลิตในเมือง Norman Oklahoma เมื่อปี 1987 เลยสรุปได้ว่า network นี้ยังจัดอยู่ในเกรด Audiophile แต่ไม่รู้ว่าออกแบบโดย Jim Long หรือปล่าว ความแปลกของมันอยู่ที่เขาใช้หลอดไฟ 2 หลอดต่อข้างต่ออนุกรมกับ ขดลวด ที่จ่ายไปให้ tweeter และ mid range ผมไม่เคยเห็นและไม่เข้าใจหลักการเลยเอารูปมาลงให้ดู เผื่อจะมีใครอธิบายหลักการคิดของเขาได้บ้างครับ
จากรูป สายสีแดงเป็นเสียงแหลม สายสีเหลีองเป็นเสียงกลาง สายสีน้ำเงินเป็นเสียงทุ้มครับ
น้ำเสียงที่รับฟัง (จากหูถั่วๆ ของผม 2f) ความไวของลำโพงไม่ลด เสียงแหลมสดใส รายละเอียดมาก (ลำโพง blaupunkt) เสียงกลาง อุ่น หวาน (ลำโพง จำยี่ห้อไม่ได้ ทำใน denmark ซื้อจากคุณ leo) ส่วนเสียงทุ้ม นุ่ม แต่ยังไม่แน่นดีนักเพราะใช้ลำโพง JBL รุ่มใหม่ ที่ความไวน้อยกว่าเสียงแหลมกับเสียงกลางที่เป็นแม่เหล็ก Alnico ครับ
:o :o :o :o :o Tube crossover network แกะลายแทงใว้บ้างหรือเปล่าครับ :secret......... 0)] 0)] 0)]
-
หลังจากเพิ่งได้มา ก็ทดสอบเสียงอยู่ครับ เสียงที่ได้น่าพอใจ ยังไม่ได้แกะลายแทงเลย 2f
-
เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว JBL บางรุ่นก็ใช้ หลอดไฟ เหมือนกันครับ นัยว่า ช่วยลดการขาดของเสียงแหลมเวลามันพีคได้ เคยเจอเวลาอัดเพลงเข้าไปแรง ๆ ใส้หลอดสว่างขึ้นมาเล็กน้อย แต่หลอดของ JBL ที่เคยเจอ เป็นกระเปาะแก้ว ไม่ได้เป็นหลอดไฟโดยตรงแบบนี้ครับ
-
c) ขอบคุณครับ อ.Mc แสดงว่าเค้าใส่ไว้เพื่อป้องกันลำโพงเท่านั้นใช่มั้ยครับ อืมม แสดงว่าเค้าป้องกันหลายชั้น เพราะมี breaker เล็กๆ ด้วย
-
c) ขอบคุณครับ อ.Mc แสดงว่าเค้าใส่ไว้เพื่อป้องกันลำโพงเท่านั้นใช่มั้ยครับ อืมม แสดงว่าเค้าป้องกันหลายชั้น เพราะมี breaker เล็กๆ ด้วย
ใช่ครับ ลองแกะวงจร แล้วเขียนออกมาดูสิครับ จะได้ช่วยกันศึกษาการทำงาน
-
เท่าที่ดูวงจรก็ไม่ได้มีอะไรแปลกมากครับ เป็น LC ปกติ มีเพียงหลอดไฟนี่แหละครับ ที่ผมไม่เคยเห็น ไว้ว่างๆ จะแกะมาวัดค่าทีละตัวให้ครับ
-
:o แหล่มมจิงๆๆๆ มีหลอดด้วย โอ้ววววว :showoff
-
แปลกๆ :o
-
:o :black_eye โอวว.. ไรกันนี๊ ;D ;D O0 :headphone
-
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับ เป็นอย่างที่อาจารย์ mc บอกไว้ มีใช้กันมาตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะพวก PA
ข้อดี เมือ่เเรงดันสูงๆวิ่งเข้าสู่ tweeter เจ้าหลอดไฟนี่มันจะมีความต้านทานเพิ่มขึ้น เท่ากับเป็น limiter ในตัว
ถึงเเรงดันจะสูงมากเเบบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ใส้หลอดมันจะขาดก่อนที่ voice coil ของ tweeter จะขาดครับ
คงรู้ๆกันอยู่เปลี่ยนอะไรถูกกว่ากัน ง่ายกว่ากันครับ ;D ;D ;D
ข้อเสีย อัดหนักๆ คุณจะรู้สึกได้ว่าเสียงมันวูบๆวาบๆ และเเถม distortion มากกว่าเดิมนิดหน่อย
และที่สำคัญไส้หลอดมันมีค่าเป็น inductor แฝงอยู่ด้วย ไม่ใช่มีแต่ค่า resistance ครับ
ได้อย่างเสียอย่าง ธรรมดา :)
-
แหะ แหะ บังเอิญไม่เคยเห็นนะครับ สงสัยจะเกิดไม่ทัน 2f 2f 2f เลยเอามาลงถาม ขอบคุณมากครับ คุณ sawasdee ที่ให้ความรู้
-
การบ้านส่ง อ.Mc ครับ
-
:clap :clap :clap
ผมมาแอบดูการบ้านเพื่อนครับ :secret :victory
-
เป็นตัวป้องกันเสียงแหลมขาดครับ..... งานกลางแจ้งเมื่ออดีตใช้กันมาก ;)
-
ผมมอง schematic ที่คุณ gai เขียนมาดูเเล้วงงๆ ครับ
น่าจะเป็น low-pass / 6dB , bandpass / 6dB , hi-pass 12 / dB มากว่านะครับ
หมายถึงเอา Cap. 6.8uF มาต่อที่หลัง breaker เลย L แทนที่จะ ground ก็ต่อไปที่หลอดไฟ แบบนี้เป็น bandpass
และไม่ผ่านชุด attenuator ของเสียงเเหลม เพราะด้านหลังเห็นมันเขียนไว้ว่า Tweeter level
แต่แบบที่คุณ gai เขียนมาไม่ได้หมายความว่ามันจะทำงานไม่ได้ หรือไม่มีใครเค้าใช้กัน บางที่เค้าใช้ค่า roll-off ของเสียงกลางนั่นแหละครับเป็น self-filter
หาดูได้ง่ายๆก็พวก triaxial speaker ที่เค้าใช้กันตามรถยนต์นั่นแหละครับ ช่วงที่เจ้าตัวใหญ่มัน roll-off ก็เอาตัวเล็กมาเสริมปลาย เอา Cap. ไปบริโภคกันคนละตัว ;D ;D ;D
-
เค้าต่อแบบนี้จริงๆ ครับ ดูที่รูปบอร์ด จะเห็นว่า ตรงขากลางของ selector จะต่อ C ออก 2 ด้าน ด้านหนึ่งไปที่เสียงแหลม อีกด้านหนึ่งไปที่เสียงกลางครับ แล้วขาของ C ก็เชื่อมกับขดลวดลงกราวน์ทั้ง 2 ตัว อีกทั้งต่อเข้ากับขั้วล่างของหลอดไฟครับ สังเกตุดีๆ จะเห็นจากรูปได้ครับ
-
ผมเคยเจอครับ เอาหลอดไฟแทนฟิว ครับ เพื่อป้องกันลำโพง
-
เคยได้ยินมาเรื่องการเอาหลอดไฟแทนดัมมี่โหลดเวลาทดสอบแอมป์
เพราะหลอดไฟมีทั้ง R และ L เหมือนกับ Voice coil ของลำโพง
ผมว่าไม่แน่เรื่องนี้อาจจะเกี่ยว กับค่า XL ของ Voice coil ของลำโพงหรือปล่าว
แต่ๆๆๆๆ แล้วทำไม ไม่ใช่ L จริง ๆ ไปเลยล่ะ
-
ผมมอง schematic ที่คุณ gai เขียนมาดูเเล้วงงๆ ครับ
น่าจะเป็น low-pass / 6dB , bandpass / 6dB , hi-pass 12 / dB มากว่านะครับ
หมายถึงเอา Cap. 6.8uF มาต่อที่หลัง breaker เลย L แทนที่จะ ground ก็ต่อไปที่หลอดไฟ แบบนี้เป็น bandpass
และไม่ผ่านชุด attenuator ของเสียงเเหลม เพราะด้านหลังเห็นมันเขียนไว้ว่า Tweeter level
แต่แบบที่คุณ gai เขียนมาไม่ได้หมายความว่ามันจะทำงานไม่ได้ หรือไม่มีใครเค้าใช้กัน บางที่เค้าใช้ค่า roll-off ของเสียงกลางนั่นแหละครับเป็น self-filter
หาดูได้ง่ายๆก็พวก triaxial speaker ที่เค้าใช้กันตามรถยนต์นั่นแหละครับ ช่วงที่เจ้าตัวใหญ่มัน roll-off ก็เอาตัวเล็กมาเสริมปลาย เอา Cap. ไปบริโภคกันคนละตัว ;D ;D ;D
ตอนนี้ลงตู้แล้ว ใช้ลำโพง Jensen 10" 8 ohm 10 W + Kenwood 6" 8 ohm 10 W + RCA 3" 8 ohm เสียงกลางกับเสียงแหลมเด่นชัดรายละเอียดดีมาก ส่วนเสียงทุ้มกระชับ แต่ต้องเร่งวอลุ่มมากพอควรถึงจะได้เบสแน่นๆ ตัวตัดผมว่าคาดว่าเค้าออกแบบมาคุมเสียงกลางกับเสียงแหลม เพราะเสียงเบสของลำโพงเก่าที่ใช้แม่เหล็ก alnico กรวยกระดาษมันไม่มากเหมือน ลำโพงรุ่นใหม่ที่เป็นขอบยางครับ