HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: Milestone ที่ 28 มกราคม, 2011, 07:33:05 pm
-
มองแอมป์ตัวที่เค้าโชว์ในงาน BAV บางตัวโชว์ไส้ด้วย แอบนึกในใจ ทำไมอะไหล่มันถูกยังงี้หว่า ?
R C มีแต่ตัวถูกๆทั้งนั้นเลย แต่ขายกันได้เป็นแสน เป็นล้าน พอเราทำเอง ราคาอะไหล่แทบทำให้เครื่องบินได้
แต่ละตัวจัดหนักๆทั้งนั้น ทำไมเสียงยังดีสู้พวกนั้นไม่ได้หว่า
รึว่า ผมกำลังหลงทางอยู่ ?
:'( :'( :'(
-
:drive1 :drive1
พวก เครื่องไฮ เอนด์ เค้า เน้น ที่ สเป็ค ให้ได้ ค่าที่ต้องการ
บางครั้ง เราเห็นใส่แค่ ซีวีม่า แต่ วีม่า ของเค้า กะ เราก็ คุณภาพต่างกัน เชื่อปะ
และที่สำคัญ พวก หม้อแปลงเอ้าท์พุท แต่ละ เจ้าก็ มี กรรมวิธี และ เทคนิค ที่แตกต่างกัน
เผลอ ๆ บาง เจ้า ใส่ แทงโก้ แต่ ไม่ได้ตีตรา โลโก้ แทงโก้ ก็มี ฉะนั้น
อย่างเพิ่ง สรุปจาก สิ่งที่มองเห็น
อีกนิด ที่ เราชอบ ลืมกัน คือ หลอด อะนะจร้า ก็คิดว่า จีนทำ รัสเซียทำ
แต่ในความเป็นจริง หลอด พวกนี้ ได้ถูกทำการคัดสรร มาก่อนหน้า เราแล้ว
และมี การกำหนด สเป็ค ที่ต้องการ เรียบร้อยแล้วด้วย พอมาถึง พวกเรา ๆ มันก็ ได้ อีกเกรดนึงอะนะจร้า
สุดท้าย อย่าลืม ของเค้า ต้องทำการตลาดทั่วโลก ไม่ใช่้ แค่ที่ ประเทศ หรือ ตำบล อำเภอ อย่างเรา
มันก็ เป็น อย่างที่เห็น นั่นแหละ จร้า
:whistling :whistling :whistling
-
อุปกรณ์ที่คัดเกรดต่างกัน และที่สำคัญ คือการออกแบบวงจรครับ
-
:headphone กระทู้โนใจ...จริงๆ... น่าจะเป็นเพราะจุดการทำงานของตัวอุปกรณ์ต่างๆลงตัวเพราะเหตุผลของน้า pollock ด้วยครับ ขืนมาใช้แนวตัวอุปกรณ์แพงๆเข้าช่วย... ราคาคงจะไม่เท่านั้นแน่ๆเรยย ... และ... กว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ดังที่ท่านเห็น.. อาจจะต้องทดลองแล้ว ทดลองอีกกว่าจะเจอจุดที่พอดี และต้องสามารถควบคุมวัตถุดิบให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ด้วย .. ซึ่งเราๆ ท่านๆ คงทำเช่นนั้นมิได้ ครับ
-
ถ้าแอมป์ราคาเป็นล้าน คัปปิ้งด้วยเจนเซ่นทุกจุดก็คงเป็นเรื่องขี้ผง แต่เค้าก็ไม่ทำ
ผมว่า WIMA ให้คัดเกรดระดับ " พ่อWIMAทุกสถาบัน " ผมว่าเสียงก็คงสู่พวกแพงๆคู่ละหลายพันไม่ได้ แต่ของเค้าก็ยังทำมาเสียงดีได้
อดนับถือเค้าไม่ได้นะนี่
สุดท้ายผมเองก็ยังคงไม่คิดว่าของถูกจะให้เสียงดีเท่าของแพงอยู่ดี
หลายๆคนมักบอกว่าใช้ถูกที่ถูกเวลา แล้วที่เราโคลนเค้ามาคืออะไร ใช้ผิดที่ผิดเวลาอีกหรือ ?
สุดท้ายที่อยากคิด " ทำยังไงถึงจะสู้เค้าได้นะ " (เอ๊ะ รึฝีมือผมอ่อนเอง TT)
-
เสียงดีหรือไม่ ปัจจัยหลักคือระบบไฟ และ Output ครับ 2 อย่างนี้ดี ที่เหลือก็เป้นส่วนประกอบครับ
แต่ไช่ตัวอื่นไม่มีผลนะครับ เพียงแต่ระบบไฟ ซึ่งเป็นต้นทาง ถ้าดี สิ่งอื่นก็ดีด้วย และ Output เป็นตัวแสดงบุคลิกหลักๆของแอมป์
อุปกรณ์อื่นๆ เป็นตัวเสริมให้ระบบสมบูรณ์ขึ้นครับ
สรุปได้ว่า ดูภายนอกเหมือนกับแอมป์เหล่านี้ใช้อุปกรณ์ราคาไม่แพง แต่คุณเชื่อไหม เค้าไปเน้นตรงภาคจ่ายไฟและ Output ครับ
บางที ราคาทั้ง 2 อย่างนี้ อาจจะมากกว่าครึ่ง ถึง 2 ใน 3 ของราคาแอมป์เลยนะครับ
เพราะงั้น ถ้าอุปกรณ์ทั่วไปเป็นหลักให้เสียงดีแล้ว เราคงไม่เห็น Output ราคาเทพๆ เค้าวางขายครับ :)
-
จากตัวอย่าง เมื่อ2วันก่อนได้แกะลำโพงยี่ห้อ K......2 ปรากฎว่าสายไฟข้างในก็ :nonoวิเศษอย่างไรเลย ;D ;D
-
ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผมเล่นหลอดมา ผมลองมาแทบทั้งสิ้น หมดตังค์ไปหลายตังค์ เพื่อค้นหาความสุขของตัวเอง จะเป็น C,R ที่ราคาหลักร้อยถึงหลายพัน สุดท้ายตอนนี้ จับของที่มีอยู่ทั่วไป ในกล่องเป็นของพื้น ๆ อย่าง R,C จับวัดค่าให้ได้ตามที่ต้องการทุกตัว นั่นแหละครับ สิ่งที่กำลังจะบอกว่าของดีราคาถูกแต่ต้องใช้เวลามากหน่อยนะครับ DIY คือความเรียบง่าย ในแบบของตัวเอง
D=Dot
I=Idol
Y=Yield
DIY= คือเป็นการค้นพบจุดยืนของตนเองครับ ;D ;D 2f 2f
-
เห็นด้วยครับ ผมว่าหาจุดยืนให้เจอดีกว่า
-
อยู่ที่การออกแบบครับ การออกแบบวงจร การออกแบบ pcb การจัดวางอุปกรณ์ การเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับหน้าที่ของมัน ของที่คุณเห็นถูกๆ แต่เขาออกแบบมาแล้วครับว่ามันเหมาะกับหน้าที่นั้นๆของมัน เพิ่มเงินไปอีก ก็ไม่ประโยชน์ เขาก็ไม่เพิ่มครับ
-
มองอีกมุมหนึ่งก็คือ
ทำไมอะไหล่ราคาถูก ต้องขายในราคาแพง หรือเราจ่ายค่าศิลปในการออกแบบไม่ใช่ค่าอะไหล่
ถ้าเราสามารถเข้าถึงศิลปในการออกแบบได้ก็ดีสิครับ นี่เป็นเหตุผลว่ามีคน diy เองก็เหมือนกันครับ
เอา gaincard เป็นตัวอย่างที่ดีก็ได้ครับ
เพราะมันเป็นของค้าขาย เขาก็ต้องมีกำไร คนจ่ายพอใจที่จะจ่ายมัีนก็ไปกันได้ครับ
-
ราคาขาย มันไม่ได้มาจาก ค่าอะไหร่ + กำไรเท่านั้น นะครับ
1)เพราะ ตอนที่เขา วิจัย ออกแบบ กว่าจะได้ R แต่ละค่าออกมา หรือ OPT Impedance ที่เหมาะสมออก มา มันก็มีต้นทุน พวก แพงๆ ไม่ใช้ 2K,3K,5K อย่างเราหรอกครับ บางที เป็น 2.2K,5.4K อะไรทำนองนี้อะครับ
2)อะไหร่ต้องซื้อมาคัดค่าครับ มีตัวที่ถูกคัดออกอีก หรือ บางตัวสั่งทำพิเศษเลย
3)ต้องบวกค่า โฆษณาอีก
4)กำไรมาก สำหรับ Dealer อีก
ฉะนั้นถ้าบอกความลับเราหมด เราก็ทำได้ในราคาถูกกว่า หลายเท่าอยู่แล้ว ;D
-
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการผสมผสานอุปกรณ์กัน เพื่อให้เสียงออกมาลงตัว โดยต้องอาศัยการฟังเป็นหลัก ปรับไปฟังไปจนเข้าที่ นี่แหละคือความแพงของมันครับ O0
ลูกชิ้นปิ้งข้างถนนไม้ละ 5 บาท บางเจ้าผมว่ามันยังอร่อยกว่าลูกชิ้นใส่่แพ็คอย่างดี วางขายในห้างด้วยซ้ำไป ;D ;D
ทุ่มที่ภาคจ่ายไฟอย่างที่คุณใหญ่ว่าไว้ถูกต้องเลยครับ O0
-
ราคามีผลป่าว ;D
-
ยกตัวอย่างเวลาที่เราโคลน เราก็รู้รูปแบบเค้าหมด เหมือนได้ know how มาแต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่า(หรือเปล่า)
เลยอยากรู้ว่าจริงๆแล้วเวลาโคลนมันตันที่ตรงไหน ควรเช็คอะไรก่อนบ้างอะครับ มีข้อสังเกตุยังไงกันบ้างครับ
-
หลายอย่างครับ
เครื่องบางเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ดันมีอุปกรณ์ที่ค่าหายาก หรือสั่งทำเฉพาะมาก็มีครับ
เรื่องของหม้อแปลง ระบบไฟ การที่จะหาหม้อแปลงให้ได้ดีๆ แบบที่ของจริงใช้อยู่ก็ยากครับ
การทำความเข้าใจให้แตกฉานเกี่ยวกับวงจรที่เขาออกแบบมา ตรงนี้ก็สำคัญครับ หากมัวแต่หาข้อมูลจากเว็บต่างๆ หรือดาต้าชีทมาใช้ พวกนี้บอกไม่หมดหรอกครับ แถมเจอหลอกอีกต่างหาก
บางทีตัวโคลนบางตัว ก็ต้องลองผิดลองถูกดูเช่นกัน สลับเปลี่ยนอุปกรณ์ เปลี่ยนกระแส ระบบไฟ เพื่อให้เสียงที่ดี หรือพอใจ ในอุปกรณ์ที่เรามีหรือหาได้ครับ มันต้องมีการประยุกต์บ้างเล็กน้อย เปลี่ยนอุปกรณ์ทีก็ต้องรอเป็นเดือน ให้พ้นช่วงเบิร์นเพื่อให้แน่ใจเรื่องเสียงที่จะได้รับอีก กว่าจะออกมาเป็นตัวต้นแบบที่สมบูรณ์ได้ก็นานอยู่ (ทีนี้ เรื่องของตัว Master กว่าจะได้ตัวที่สมบูรณ์ คาดว่าคงออกแบบ และทดลองกันอยู่นานหลายปี)
-
ในตำราเศรษฐศาสตร์สอนไว้ว่า ของที่วางขายในระบบ (ย้ำในระบบนะครับ ไม่ใช่พวกนอกระบบวางตามแผงลอย หรือหาบเร่) ค่าต้นทุนการผลิตสินค้าจริงจะอยู่ราว 10% ของราคาของเท่านั้นครับ ที่เหลืออีก 90% เป็นต้นทุนทางกการตลาด ค่าโสหุ้ย ภาษีต่างๆ ฯ ฉะนั้นเวลาเราไปดูราคาของพวกนี้ เราเอา 10 หารเลยครับ นั่นคือต้นทุนการผลิต ของที่เราทำจริงๆ มันแพงกว่าของเค้าครับ แต่เราไม่ได้บวกค่าใช้จ่ายๆ ต่างๆ เข้าไป เราก็เลยทึกทักว่าเราทำได้ถูกกว่าครับ
ในการทำการค้าเต็มระบบที่ถูกต้องมันต้องอาศัยความรู้ ความสามารถทางการบริหารการค้า มากกว่าการผลิตมาก การทำให้สินค้าคุณภาพต่ำมีราคาสูง เป็นศิลปะอย่างนึงที่เรียนแบบได้ยากมาก ลองย้อนดูประวัติของระบบทุนนิยม จะพบว่า ของห่วยแต่รวยมีมากกว่า ของดีที่เจ๊ง มากมายมหาศาลครับ ไม่งั้น Telefunken Grundig ITT Mullard Phillip(ในแนวทางเก่า) ฯ ที่เราหลงใหล คงไม่หายหน้าไปจากวงการเปิดทางให้แบรด์ญี่ปุ่น เกาหลี และล่าสุดก็คือ จีน รื่นเริงกับความร่ำรวยกันหรอกครับ
การทำเครื่องเสียง มุมมองของผม ผมมองว่ามันเป็นศาสตร์และศิลป์ มีคนที่ยึดทางศาสตร์ วัดค่าทุกอย่างที่ขวางหน้า ดูกราฟ ดูค่าจากเครื่องมือวัด เป็นแนวทางทำ มาก และก็มีคนบางกลุ่มที่ยึดแนวทางศิลป์ที่ไม่มีพื้นฐานทางศาสตร์มากนัก แต่เอาจินตนาการและความชอบของตนเองเป็นแนวทาง อย่าง Sakuma San ซึ่งทำสวนทางกับตำราที่คนแนวทางศาสตร์หลีกหนี ผมรู้สึกว่าคนที่ประสบความสำเร็จที่แท้จริง จะเป็นคนที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ เพิ่งถกกับน้องคนหนึ่งไปว่า ทำไมลำโพงดีๆ มันถึงได้ผลิตจากทางยุโรปเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นก็มีวิทยาการค่อนข้างสูง จะก็อปอะไรก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ส่วนใหญ่ทำไมต้องเป็นของยุโรป โดยเฉพาะยุโรปทางเหนือ แม้แต่อเมริกาก็ตาม ความเข้าใจของผมได้จากเพื่อนใหม่ผมคนนึงที่ LA ชื่อ Eduard ที่พาผมไปรู้จัก Dr. Bruce Edgar Eduard เค้าเป็น diy ที่สนิทกับ Edgar ทั้งสองมีความเป็นศิลป์ค่อนข้างสูง ประกอบกับ Edgar ที่เป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกข์ อธิบายให้ผมฟัง ผมถึงได้รู้สึกถึงจุดนี้ Eduard เขาบอกผมว่า Reference ของเขาเป็น Western opera ที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่อยู่ที่ Riga ในรัสเซีย หูหรือสมองของเขาบันทึกความทรงจำนี้ไว้ลึกๆ ทุกสิ่งที่เขาสัมผัสเขาจะเปรียบกับความทรงจำนี้ รวมไปถึงการทำเครื่องเสียงและลำโพง ถ้ามันไม่ใกล้เคียงกับการแสดงสดที่เขาเคยสัมผัส มันก็คือไม่ใช่ เขาพาผมไปทานอาหารไทยใน LA ที่เขาบอกว่าเขาชอบมาก สำหรับเขาอร่อยมาก เขาอยากจะรู้ว่า reference ของผมจะเป็นอย่างไร ปรากฏว่า ผมบอกไม่ได้เรื่องเลย ;D เพราะเพี้ยนจากที่เรากินกันในบ้านเรามาก แปลงจนรสชาดเป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่นคือสิ่งที่เขาอยากรู้ และเขาก็อยากจะสัมผัสของแท้จริงๆ ผมเลยเข้าใจว่า คนที่ทำเครื่องเสียงดีๆ ลำโพงดีๆ เขามี reference ค่อนข้างสูง ถ้าไม่เหมือนกับที่เขาสัมผัส มันก็ไม่ใช่ เหมือนที่คุณ Pinij เคยเขียนไว้ว่า ในการฟังดนตรีที่มีข้อมูลชัดเจนว่านักดนตรีเป็นใคร เล่นเครื่องดนตรียี่ห้ออะไร ถ้าฟังแล้วมันไม่ใช่เหมือนฟังของจริง ถึงแม้จะฟังได้เพราะ มันก็ไม่ใช่ เพราะถึงจะฟังเป็นเพลงนั้น แต่ฟังเหมือนนักตนตรีคนอื่นเล่น หรือเล่นเครื่องดนตรีที่ไร้ยี่ห้อ มันก็ไม่ใช่ ผมเข้าใจที่คุณ Pinij เขียนทันทีที่ได้อ่านครับ สรุปก็คือ เขาทำอย่างศิลป์ ไม่สนใจเกรดอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่ทำราคาได้ แต่ได้สัมผัสที่ถูกต้อง ส่วนเราก็อปอย่างศาสตร์ เน้นอุปกรณ์กันมาก มันก็เลยไม่เจอกันครับ
-
เขาทำอย่างศิลป์ ไม่สนใจเกรดอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่ทำราคาได้ แต่ได้สัมผัสที่ถูกต้อง ส่วนเราก็อปอย่างศาสตร์ เน้นอุปกรณ์กันมาก มันก็เลยไม่เจอกันครับ
อันนี้คมจริงๆ ของยอมแพ้ :giveup
ส่วนเรื่องทำเองแพงกว่าและ(เสียง)สู้เขาไม่ได้ อาจจะลืมบวกคุณค่าของความสุขที่ได้ทำด้วยตัวเอง กับความรู้ที่ได้จากการทดลองต่างๆ ตรงนี้ ถ้าใครไม่มีใจรักชอบจริงๆ คงจะรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่านะครับ
-
เขาทำอย่างศิลป์ ไม่สนใจเกรดอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่ทำราคาได้ แต่ได้สัมผัสที่ถูกต้อง ส่วนเราก็อปอย่างศาสตร์ เน้นอุปกรณ์กันมาก มันก็เลยไม่เจอกันครับ
อันนี้คมจริงๆ ของยอมแพ้ :giveup
ส่วนเรื่องทำเองแพงกว่าและ(เสียง)สู้เขาไม่ได้ อาจจะลืมบวกคุณค่าของความสุขที่ได้ทำด้วยตัวเอง กับความรู้ที่ได้จากการทดลองต่างๆ ตรงนี้ ถ้าใครไม่มีใจรักชอบจริงๆ คงจะรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่านะครับ
มันเป็นความรู้สึก และความเห็นของผมนะครับ อาจารย์ ไม่ทราบว่าอาจารย์เคยไปเจอ Jack Elliano มาแล้ว อาจารย์รู้สึกอย่างผมหรือปล่าว ผมยังไม่เคยเจอ แต่ผมเข้าใจว่า Jack มีทั้งศาสตร์และศิลป์ ทำนองเดียวกับ Bruce เขาถึงทำของสุดยอดได้ ก็อปยังไงก็ไม่เหมือน ผมรู้สึกยังงั้นครับ
-
เคยได้ยินฝรั่งบางคนบอกว่า ฝรั่งทำสินค้ามาขายก็ไม่ได้เก่งกว่าคนเอเซียเลย แต่ด้วยความที่วัฒนธรรมตะวันตกมีอิทธิพลมากมาย เลยได้เปรียบ
และอีกอย่าง ก็คือเรื่องแบรนด์สินค้า ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเราซื้ออะไรทั่วๆ ไป เรามักดูที่แบรนด์เป็นหลัก จากนั้นค่อยมาดูรายละเอียดเล็กน้อย
-
เสียงนั้นมันไม่ใช่แค่ตัวเลขทางวิศวกร..
แต่ต้องใช้ความรู้สึก แล้วไอ้ความรู้สึกตรงนี้แหละครับ K]
ผมสามารถเชื่อมโครงเหล็กใส่เครื่องยนต์แล้ววิ่งเร็วกว่ารถฮอนด้า
แล้วคุณคิดว่าผมจะทำให้รถมันยึดถนน เข้าโค้ง นุ่มสบาย
ลุยน้ำ...และอีกหลายๆอย่างได้ดีกว่าฮอนด้าไหมครับ
ถึงแม้ผมจะเลือกใช้ชินส่วนต่างๆดีกว่าฮอนด้า...ฉันใดฉันนั้น :bye1
-
อ่านแล้วเห็นด้วยกับทุกๆท่านเลยครับ.. d_d
-
อ่านแล้วเห็นด้วยกับทุกๆท่านเลยครับ.. d_d
เพิ่มเติม เท่าที่ผมสังเกต เค้าใช้ของที่ 'คุณภาพดี' แต่ไม่ใช่ของ 'เทพ' (exotic component)
อยากลืม ทุก ๆ $1 ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น มีผลต่อ $3-4 ของราคาขาย
-
สุดยอดจริง ๆ O0 คุณ gai
-
:clap :clap :clap :clap :clap :clap :clap
-
ได้ความรู้มากมายครับ O0
-
เขาทำอย่างศิลป์ ไม่สนใจเกรดอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่ทำราคาได้ แต่ได้สัมผัสที่ถูกต้อง ส่วนเราก็อปอย่างศาสตร์ เน้นอุปกรณ์กันมาก มันก็เลยไม่เจอกันครับ
อันนี้คมจริงๆ ของยอมแพ้ :giveup
ส่วนเรื่องทำเองแพงกว่าและ(เสียง)สู้เขาไม่ได้ อาจจะลืมบวกคุณค่าของความสุขที่ได้ทำด้วยตัวเอง กับความรู้ที่ได้จากการทดลองต่างๆ ตรงนี้ ถ้าใครไม่มีใจรักชอบจริงๆ คงจะรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่านะครับ
มันเป็นความรู้สึก และความเห็นของผมนะครับ อาจารย์ ไม่ทราบว่าอาจารย์เคยไปเจอ Jack Elliano มาแล้ว อาจารย์รู้สึกอย่างผมหรือปล่าว ผมยังไม่เคยเจอ แต่ผมเข้าใจว่า Jack มีทั้งศาสตร์และศิลป์ ทำนองเดียวกับ Bruce เขาถึงทำของสุดยอดได้ ก็อปยังไงก็ไม่เหมือน ผมรู้สึกยังงั้นครับ
:clapขอบคุณมากๆ สำหรับเรื่องเล่าข้างบนและบทสรุปข้อคิดที่มีคุณค่ายิ่ง :victory c)
ทำให้เกิดกำลังใจและไอเดียมากมายเลยจร้า :drive1
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการผสมผสานอุปกรณ์กัน เพื่อให้เสียงออกมาลงตัว โดยต้องอาศัยการฟังเป็นหลัก ปรับไปฟังไปจนเข้าที่ นี่แหละคือความแพงของมันครับ O0
ลูกชิ้นปิ้งข้างถนนไม้ละ 5 บาท บางเจ้าผมว่ามันยังอร่อยกว่าลูกชิ้นใส่่แพ็คอย่างดี วางขายในห้างด้วยซ้ำไป ;D ;D
ทุ่มที่ภาคจ่ายไฟอย่างที่คุณใหญ่ว่าไว้ถูกต้องเลยครับ O0
เรื่องความทุ่มเทไปที่ภาคจ่ายไฟก็คงเป็นเช่นนั้นแหละครับ.คุณมด...... เสี่ยงน้อย โอกาสสำเร็จ(เสียงดีกว่า)มีสูงขึ้น
........สำหรับ....นักลงมือที่ทั่วไปจะมีเพียง หัวสมอง มิเตอร์ตัว หัวแร้งอีกสองอัน (แบบปืนบัดกรีของใหญ่/แช่ปลายแหลมบัดกรีของเล็ก)..........อ้อ มีไขควง ประแจ สว่านมือ กับตะไบมือด้วย เฮ่ๆๆ
พักนี้หันมาฟังแบบหลอดๆมากขึ้น เพราะได้หูฟัง ซ่าส์แตก(SR5Gold เป็นรุ่นเล็กๆในอดีตของเขา)รุ่นเก๋ากึ๊กส์มาลองเล่น ใช้หลอด417 goldpin drive 2A3SE 2.5k OPT ขับผ่าน stax adaptor SRD7
พบว่า.......ฟังดีมากกว่าแอ็มป์ขับหูฟังแบบโซลิทอีกหลายตัวที่ทำเล่น
แต่ก็พบประเด็นบางอย่างว่า เจ้าแอ็มป์ที่เราวางเลย์เอ้าท์ ระบบกราวนด์ และวงจรเมื่อห้าหกปีนั้น แม้ฟังกับชุดลำโพงบ้าน หากไม่เอาหูจ่อทวีทเตอร์จะไม่ได้ยินฮัมเบาๆ .
เมื่อฟังกับหูฟัง......... มันยังมีฮัมเล็กๆ หลงเหลืออยู่ ทำให้ไม่สงัดในช่วงสิ้นเสียงดนตรี หรือช่วงเปลี่ยนแทร็ค..
........เรียกว่าเริ่มอยู่ไม่สุขต้องปรับปรุงแน่ๆคือ
.นอกจากที่เราจำเป็นต้องใช้(หรือออกแบบ)จุดทำงานของหลอดหรือวงจรให้ได้จุดที่ต้องการ/เหมาะสม แล้ว
.............ระบบกราวนด์ที่ดี ให้ความสงัดยิ่งกว่า ...........เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นฐานที่ดีทำให้ก้าวไปสู่จุดที่เสียงดีกว่าได้
..............จากนั้นก็ภาคจ่ายไฟแบบเผื่อเหนียว แบบเต็ม(หรือเกิน)เหนี่ยว
................ทีนี้ก็ค่อยมาว่ากันที่เรกดอุปกรณ์หละครับ อะไรคือสิ่งที่เราต้องการ(ทั้งเรื่องเสียงที่คาดหลังจับจ่ายซื้อหาได้) หรือความคุ้มค่า หรือ(โดยอุปกรณ์บางส่วนที่เป็นหลัก/จำเป็น อาจใช้ของที่คุณภาพดีตั้งแต่แรก เพราะเปลี่ยนทีหลัง ไม่สนุกแน่ เช่นแท่นเครื่อง/กล่อง หม้อแปลง โช้ค คาปาซิเตอร์ ซ็อคเก็ตหลอด แม้แต่สายไฟบางจุด เป็นต้น)
ข้าน้อยเองก็ยังคงเล่นเครื่องคอมเมอร์เชี่ยลอยู่เนืองๆ แต่บทสรุปมักจบที่การโมฯบางจุด / บางส่วน หรือหลายส่วน
..........โดยมักเลือกเครื่องรุ่นเก่าๆ(ตกรุ่น /ราคาตกแล้ว)มาทำ เน้นผลลัพท์ที่ถูกใจไว้ก่อน
.........ภาพสวย ชัดใสทะลุทะลวง เป็นอานาล็อก ราบรื่นลื่นไหล(เรื่องภาพเริ่มอิ่มตัวแล้ว)
.......... เสียงฟังแล้วม่วนหู( สำหรับเรื่องเสียงยังคงต้องเดินทางอีกยาวไกล )
ต้องยอมรับว่า..........แนวทางการใช้อุปกรณ์ของเครื่องคอมเมอร์เชี่ยล+ผลลัพท์ที่ได้จากการดู/ฟังของเขา ก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของงานดีไอวายของเราได้เช่นกันจร้า
-
หูหรือสมองของเขาบันทึกความทรงจำนี้ไว้ลึกๆ ทุกสิ่งที่เขาสัมผัสเขาจะเปรียบกับความทรงจำนี้ รวมไปถึงการทำเครื่องเสียงและลำโพง ถ้ามันไม่ใกล้เคียงกับการแสดงสดที่เขาเคยสัมผัส มันก็คือไม่ใช่
O0 เห็นด้วยครับ ดูจากการพูดเข้าใจว่าคุณ gai นี่น่าจะรุ่นๆเดียวกับพ่อผมเลย
ปัญหาของผมคือเพลงที่ซื้อมาฟัง ไม่เคยไปฟังเล่นสดจริงๆ และส่วนมากก็ถูกอัดถูก mixed มาจาก studio ดังนั้นพอฟังที่ไหนก็ตามยากที่จะบอกได้ว่าเหมือนจริงขนาดไหน กลับกลายเป็นความชอบไปพอมาเล่นกับ system ที่แตกต่างกันออกไป ทุกครั้งที่ผมฟังก็ก็เอาแค่ว่าฟังแล้วไม่อึดอัดรู้สึกสบายรู้สึกถึงความชัดเจนมิติดี เสียงที่ออกมาไม่ประหลาดผมก็พอใจแล้ว ซึ่งการฟังดนตรีสดจริงๆมาเปรียบเทียบต้องไม่เป็นการฟังผ่าน mic ผ่าน amp มาถึงลำโพง เครื่องเล่นทุกอย่างต้องปราศจากเครื่องใช้ไฟฟ้า
สำหรับเครื่องเสียงโดยมากแล้วผมว่าองค์ประกอบมันเยอะและมีแต่ color ทั้งนั้น ซึ่งก็มีศัพท์ที่อธิบายถึงความรู้สึกของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผมแล้วไม่ได้คิดมากอะไรก็มีแค่ 2 อย่าง คือ เสียงเคลียร์ชัดเจน กับ มิติ กับเพลงทุกประเภท(โดยเฉลี่ย) พูถึงความชัดเจนนี่ หลายๆเพลงที่เขาว่าเป็นเพลง audiophile ของค่ายๆดังๆเวลาใส่หูฟังยังเจอเสียงจี่ซึ่ง BUG มากจากห้องอัด ผมก็เลยใช้ BUG พวกนี้ไปฟังกับ system ราคาแพงตามร้านต่างๆกลับไม่ค่อยได้ยินก็แปลกดี และหลายเพลงจะได้ยินเสียงน่ารำคาญตลอดเพลงเช่นเสียงนิ้วกระแทกคีย์ เสียงเสื้อผ้าดังเวลาขยับแขน เสียงหายใจเบาๆ(แบบไม่ได้เอาปากจ่อ mic)
ก็ต้องมาดูกันว่าเราเลือกชนิดของเพลงที่จะมาฟังในแต่ละช่วงเวลาเพื่อความเหมาะสมกับอารมณ์ที่ต้องการฟัง ตามจินตนาการที่อยากจะเป็น นั่งฟังแล้วเหม่อระรึกถึงบรรยากาศเก่าๆช่วงไดช่วงนึงในอดีตที่ผ่านมา ฟังเพื่อทำร้ายความรู้สึกตัวเองให้เศร้าเข้าอีก ฟังเอามันไปตามเพลง หรือ หาเรื่องฟัง เพลง classic หลายเพลงของนักประพันธ์ดนตรีดังๆที่เขาดังไม่ไช่เพราะเสียงดีเหมือนจริง มันมีชื่อเสียงเพราะอย่างอื่นไช่มั๊ยครับ สำหรับเวลาฟังเพลงที่ไม่เรื่องมากและมีความสุขมากที่สุดคือฟังแล้วนึกถึงภาพเหตุการณ์เก่าๆหรือจิตนาการภาพเหตุการณ์ต่างๆขึ้นเอง
ทางเทคนิค: สำหรับผมแล้วผมคิดว่าเวลาทำก็ต้องวัดด้วย แล้วสุดท้ายใช้หูฟังซึ่งมันก็ขึ้นกับองค์ประกอบอื่นๆในระบบด้วย ถ้าฟังแล้วมันแปลกก็ต้องหาว่าทำไมหากผลวัดมันดี เพราะเวลาต่อรวมกับคุณสมบัติชอบเปลี่ยนไม่ได้เป็นอย่างที่วัดได้เป็นตัวๆ ในความเห็นผมการฟังเป็นการปรับระเอียด การวัดเป็นการปรับหยาบๆก่อนที่จะไปถึงการฟัง ซึ่งช่วย approach เข้าไปสู่การปรับละเอียดโดยการฟังและจำเป็นต่อการทำซ้ำหลายๆตัวด้วย
หากพูดถึงการเลือกใช่อุปกรณ์แพงแบบดีสุดยอดแล้วคิดว่าจะได้เสียงออกมาดี อันนี้สำหรับนัก DIY แล้วส่วนมากเกือบ 100% ผมถือว่าไม่เสมอไป สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่หลายคนมักจะมองข้ามคือระบบกราวด์ในการ layout วงจรย่อยและระบบโดยรวม ผมบอกได้เลยว่าแทบจะ 100% ของนัก DIY ทั้งโลกที่ไม่ได้ถกกันถึงเรื่องนี้ ถ้ามองการเชื่อมต่อระหว่าง system ก็ลองมานั่งคิดดูว่าทำไมเครื่องเสียบแพงๆหลบไปใช้ ระบบเชื่อมต่อระหว่างกันเป็น balance ทั้งหมด ถ้าจะเล่นเอากันเอาเป็นเอาตายเลยเผลอๆจะได้เดินไฟใหม่แบบมีกราวน์ให้ถูกต้องทั้งบ้านซึ่งบ้านเก่าผมผมค่อนข้างจะหงุดหงิดมากเวลามีคนเปิดเครื่องทำน้ำร้อน วงจรและอุปกรณ์ดีให้ตายยังไงหากมองข้ามสิ่งต่างๆพวกนี้ไปก็จบได้เหมือนกัน ผมถือว่าการออกแบบโดยใช้ทฤษฎีและหลักการณ์เบิ้องต้นที่คำนึงถึงความไม่เป็นอุดมคติที่จะเกิดขึ้นเป็น"ศาตร์" เบื้องต้นก่อนจะไปสู่ "ศิลป์" ซึ่งเป็นความละเอียดในการทำที่ได้จากประสบการณ์ความสามารถที่สั่งสมมาแต่ละบุคคล ซึ่งต้องมี logic ในการทำ ไม่ไช่มั่ว
สำหรับผมแล้วสิ่งสำคัญสุดในการทำคือ รู้ ในสิ่งที่ตัวเองทำ ทำออกมาไม่ดีก็รู้ว่าทำไมไม่ดีข้อจำกัดคืออะไรซึ่งอนาคตข้อจำกัดนั้นอาจจะไม่ไช่ข้อจำกัดสำหรับเรา ดีกว่าไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ทำแบบนี้แล้วว่าดีแต่ไม่รู้ว่าดีได้อย่างไร ทำน้อยแต่เข้าใจกับสิ่งที่เราทำอย่างถ่องแท้ผมว่าดีกว่านะครับ เริ่มช้าแต่พอหลุดช่วงแรกก็ไปได้เร็วมากของทุกอย่างเรียนตามกันทันครับ และอุปสรรคที่สำคัญคือความเชื่อต้องกำจัดตรงนี้ทิ้งไปให้ได้ ควรรอให้เหตุกับผลตรงกันก่อน
ผมเห็นด้วยกับคุณ ช็อต ควันโขมง ครับ เสียงไม่ไช่ตัวเลขทางวิศวะ แต่ของที่เราใช้กันทุกวันนี้มาจากนักฟิสิกส์โดยเริ่มต้นแล้วก็แตกมาเป็นวิศวะ ของที่ซื้อมากถูกวัดถูกควบคุมด้วยตัวเลขทางวิศวะทางสถิติ มิฉะนั้นจะควบคุมคุณภาพอะไรไม่ได้เลย ของหลายอย่างมันมีคุณสมบัติรายละเอียดปลีกย่อยของมัน แล้วก็ในโลกนี้ไม่มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรทั้งนั้นสิ่งที่เราว่ามหัศจรรย์ก็เพราะว่าหาเหตุมาอธิบายผลไม่ได้ ง่ายสุดก็ปิดประตูรับทุกด้าน ทุกอย่างในโลกนอกโลกมันก็มีเหตุและผลอยู่คู่กันไป ผมแค่อยากให้แนวไว้เพราะหากรู้ "ศาสตร์" ก็จะได้ทำอะไรแบบมีหลักการไม่เปะปะ แล้วแต่งแต้มความแตกต่างแบบไม่จำกัดด้วย "ศิลป์" ซึ่งผมก็คิดว่า "ศาสตร์" หลายอย่างที่เกิดขึ้นโดยอดีตก็เกิดจาก "ศิลป์" ก่อน ได้จากการความบังเอิญ มั่วลองผิดลองถูกทดลองเก็บข้อมูลถูกวิเคราะห์สรุปออกมาเป็น "ศาสตร์" ให้คนรุ่นหลังได้เรียนกัน รู้อย่างนี้แล้วทำไมเราไม่เริ่มอะไรจากง่ายๆก่อนละ
-
ขอบคุณครับพี่มุมฯ ผมไม่ได้สุดยอดอะไรหรอกครับ ศาสตร์ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ ศิลป์ก็สัมผัสไม่ถึง 2f 2f 2f เพียงแต่ผมเขียนไปตามความเข้าใจของผม ที่พยายามศึกษาและพูดคุยกับท่านที่เป็นสุดยอดหลายๆ ท่านในที่นี้ ความรู้สึกความเข้าใจที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นแค่แนวทางของผมในการ diy เล่นต่อไปครับ
ไม่ได้คุยกันนานเลยเรื่องแบบนี้ เห็นด้วยอย่างมากกับคุณ rflover เราเคยคุยกันมากครั้งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง harmonic distortion ซึ่งเป็นศาสตร์ค่อนข้างละเอียดอ่อน และอธิบายยากด้วยศาสตร์พื้นฐาน สรุปมันก็ไปจบที่ศิลป์ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การใช้อุปกรณ์ราคาแพงบางตัว มันก็เป็นศิลป์ที่อธิบายยากเหมือนกัน วัดค่าทางไฟฟ้ายังไงมันก็เหมือนกัน แต่ทำไมเสียงออกมาไม่เหมือนกัน การกราวน์ การวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ผมว่ามันก็เป็นศิลป์ที่ยากจะเข้าใจ แต่ลึกๆ ศาสตร์จะอธิบายได้หมดถ้าเราเข้าใจถึงระดับ เพียงแต่มันยากที่จะวัดค่าหรือแสดงออกมาด้วยเครื่องมือวัดต่างๆ ผมประทับใจในการอธิบายของ Sakuma San ที่บอกว่าการทำเครื่องเสียงดีๆ เหมือนกับการหาสาวสวยจากสมุดโทรศัพท์ หรือแม้แต่ที่ Eduard อธิบายให้ผมฟังถึงการทานอาหาร แม่ครัวเก่งๆ สามารถทำอาหารจากวัตถุดิบพื้นๆ ได้อร่อยกว่าภัตตาคารที่มีแม่ครัวทำตามสูตรมากมาย ด้วยสัมผัสของตัวเอง ก็มีไม่น้อย ถ้าเราพยายามเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เราก็จะพอเข้าใจว่า ทำไมนักฟังระดับ audiophile ถึงได้คลั่งกับอุปกรณ์แพงๆ บางอย่างที่เราส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ามันจะทำให้เสียงดียังไง ก็แค่สายไฟ หัวปลั๊ก ฟิวส์ ฯ เพราะคนเหล่านั้นเขาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง (ซึ่งผมเองก็ยังเข้าใม่ถึง ;D)
ล่าสุดไม่กี่วันนี้ ก็มีคนถามผมถึงลำโพง Bose ว่าดีมั้ย ผมเองก็เคยตื่นเต้นกับเสียงของ Bose แต่ตอนอ่านเล่นในเวป audiophile มีคนด่า Bose มากกว่าชม มีอยู่คนหนึ่งที่อธิบายเรื่องทำนองนี้ ใช้คำที่ผมว่า ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาได้มากคำหนึ่ง ก็คือ เขาว่า Bose ใช้หลัก Psycho acoustic ที่ฟังแรกๆ รู้สึกว่าดี แต่พอฟังดีๆ กลับกลายเป็นว่ามันไม่ใช่เสียงธรรมชาติ และหลังจากชำแหละออกมา ก็จะพบว่า Bose ใช้อุปกรณ์เกรดพื้นๆ เราจะเห็นว่าเครื่องเสียงแบรนด์เนมทั้วไป ก็ใช้หลักการนี้ แม้แต่เครื่องเสียงบ้านหม้อก็เป็น เพียงแต่เขาทำเงินได้ดี เพราะเขามุ่งเน้นไปที่ตลาดที่ส่วนใหญ่สัมผัสได้แค่นั้นก็พอใจ ในขณะที่เครื่องเสียงราคาแพง hi-end กลับทำเงินสู้ไม่ได้ เพราะตลาดมันมีคนสัมผัสได้ถึงจริงๆ น้อย กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเครื่องเสียงดีๆ ถึงได้ค่อยๆ จากไปทีละจ้าว เหลือเพียงตำนาน ในโลกธุรกิจ อย่างที่ผมเขียน การตลาดสำคัญกว่าการผลิต ตลาดบางตลาดก็เป็นตลาดที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ แพงแต่ไม่เห็นดีอะไรเลย ที่เราไม่เข้าใจก็คือ มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีเงินชอบซื้อ แล้วก็จะพูดไปทำนองว่า ของพวกนี้คนซื้อจะรวยอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องโง่ด้วย แต่ทำไมคนโง่ๆ แบบนั้นถึงได้รวยเอา รวยเอา แล้วคนฉลาดๆ อย่างเราถึงไม่รวยอย่างเขา 2f 2f 2f นั่นก็เพราะจุดยืนทางความคิดต่างกัน เปรียบเหมือนยืนคนละด้านของกระจก ถ้าเราไม่ก้าวไปฝั่งเขา เราก็จะไม่มีวันเข้าใจ ของบางอย่างมันไม่ใช่ทำหน้าที่ของมัน แต่กลายเป็นเครื่องประดับที่ทำให้คนที่มี แสดงความรวยของเขาได้เท่านั้น Eduard เล่าให้ฟังว่าที่ LA ก็มีคนทำนองนี้ มีลูกค้าเขาคนหนึ่งเป็นคนไต้หวัน รวยไม่รู้เรื่อง จะซี้ออะไรสักชิ้นต้องใหญ่ อลังการ์ ลำโพงที่มีเขาร่วมกับ Edgar ทำขายให้ ราคาต้องแพง ไม่แพงไม่ซื้อ เสียงดี ไม่ดีไม่สน สนความหรู และชื่อเสียงดัง (ไม่ใชเสียงดัง) และถ้าสังเกตุดูๆ ดีๆ ไม่ใช่แต่เครื่องเสียงเท่านั้น ธุรกิจอื่นก็เป็นเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่มันมักจะออกมาในรูปแบบ ของดีมักจะเจ๊ง (ทำเงินมากๆ เป็นครั้งเป็นคราว) ของห่วยมักจะรวย (กำไรไม่มากแต่ขายได้ทุกวัน) ครับ 2f 2f 2f
ว่าแล้ว ผมก็ต้องหาโอกาสออกไปฟังนักดนตรีดีๆ นักร้องเสียงดี เล่นสดมั่ง เผื่อหูผมจะพัฒนาขึ้น เวลาฟังเครื่องเสียงที่วางขาย หรือจะทำเอง (ยังไม่ได้ไหนเลย :cry2) จะได้รู้ว่าเรามีอะไรเกิน มีอะไรขาดไปมั่งครับ
-
จากกระทู้เล็กๆ กลายเป็นมีอะไรอ่านมากกว่าที่คิดนะเนี่ย c)
-
:) อิอิ... จะถูกหรือแพง ส่งเสียงได้เช่นกัน....เลือกเอาที่ฟังแล้วพอใจ ... ซื้อแล้วไม่เกิดทุกข์ ไม่ทำให้เราลำบาก....ก็คงต้องใช้หลัก พอเพียงแหละครับ :kicking
-
ปรบมือให้ทุกความเห็นครับ
:clap :clap :clap
-
มีอะไรให้เก็บเกี่ยวมกากว่าที่คิด
หายสงสัยเลยทำไมบางคนชอบฟังบันทึกการแสดงสด
-
มองแอมป์ตัวที่เค้าโชว์ในงาน BAV บางตัวโชว์ไส้ด้วย แอบนึกในใจ ทำไมอะไหล่มันถูกยังงี้หว่า ?
R C มีแต่ตัวถูกๆทั้งนั้นเลย แต่ขายกันได้เป็นแสน เป็นล้าน พอเราทำเอง ราคาอะไหล่แทบทำให้เครื่องบินได้
แต่ละตัวจัดหนักๆทั้งนั้น ทำไมเสียงยังดีสู้พวกนั้นไม่ได้หว่า
รึว่า ผมกำลังหลงทางอยู่ ?
:'( :'( :'(
ขออนุญาตแสดงความเห็นบ้างนะครับ
บางครั้งสิ่งที่เรามองเห็นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น ผมขอยกตัวอย่าง (เมื่อก่อนนี้นะ ปัจจุบันอาจไม่ใช่) ญี่ปุ่นก็อปปี้รถฝรั่งมา ทำภายนอกดูสวยไม่แตกต่างกัน แต่สมัถนะของเครื่องยนต์ หรือการเกาะถนน เทียบไม่ได้กับของฝรั้งครับ แม้ตอนนี้รถญี่ปุ่นดูภายนอกก็ไม่ต่างจากยุโรปหรือเมกา แต่ลองเอานิ้วกดลงบนตัวถังดูก็จะรู้ว่ามันบางแสนบาง เมื่อเทียบกับรถที่มาตรฐานจากทางซีกตะวันตกครับ นี่คือสิ่งที่เราเห็นๆ
ส่วนเรื่องเครื่องเสียงนั้น มาว่ากันตั้งแต่จุดแรกที่ไฟเข้าไปเลยละกัน PT ของเครื่องแพงๆ ผมคิดว่าความรวดเร็วในการจ่ายกระแส แตกต่างจากเครื่องถูกๆ ครับ ในส่วนนี้เราอาจมองไม่เห็น อาจต้องใช้การรับฟังเป็นเครื่องพิสูจน์ แล้วตัวหลังสุดก่อนออกลำโพงล่ะ OPT มันก็ดูเป็นสีเหล็กเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าส่วนนี้สำคัญมากๆ มันแตกต่างแบบมองไม่เห็น แต่ฟังแล้วรู้ได้ครับ และยังมีอีกว่า เราจะฟังรู้ได้หรือเปล่าอีกด้วย? ผมเจอ OPT ที่ที่เฟสซิพท์ กับ ไม่ซิฟท์ แค่ 10 องศายังเห้นมิติของเสียงที่ต่างกันได้ (ผมลองเอา OPT ของ ลันดาวห์ เทียบกับของ ฮีทคิด ในแท่นเดียวกันมาแล้วครับ แต่คู่นี้ของถูกกับดีกว่านะครับ)
ส่วนพวก R & C ในจุดที่ไม่ใช่ส่วนสำคัญ คนทำเครื่องแพงๆ เค้ารู้ เค้าก็อาจไม่ได้ใช้ของแพงให้ต้นทุนเค้าสูงขึ้นไปอีก (ก็คืออยากได้กำไรมากขึ้น) แต่ส่วนที่สำคัญเช้า Coupling Cap เค้าก็อาจใช้ของที่แพงหน่อย (ของชิ้นนี้ผมก็ยังเชื่อว่าของแพงย่อมดีกว่าของถูกๆ ครับ แต่ความคุ้มค่านั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ) d_d :drunk
-
หลากหลายความคิดพิจารณาไว้เป็นบทเรียน :) :) :)
-
ส่วนเรื่องเครื่องเสียงนั้น มาว่ากันตั้งแต่จุดแรกที่ไฟเข้าไปเลยละกัน PT ของเครื่องแพงๆ ผมคิดว่าความรวดเร็วในการจ่ายกระแส แตกต่างจากเครื่องถูกๆ ครับ ในส่วนนี้เราอาจมองไม่เห็น อาจต้องใช้การรับฟังเป็นเครื่องพิสูจน์
""""""""""""""""""เห็นด้วยเลยจร้า.....แกนเหล็กก็ดี ลวดก็ดี เทคนิคก็สูง
...เพราะเหตุนี้แหละ ข้าน้อยถึงได้เสาะหา/สะสมเจ้าหม้อแปลงเก่าของที่ใช้ในการทหาร ...แต่ก็ต้องสิ้นเปลือง 220V : 60-0-60V balance Isolation Transformer ลูกใหญ่ๆ ตามมา
อีกวิธีที่พอกล้อมแกล้มได้ หากใช้หม้อแปลงของไทยๆ คือ...........เผื่อกระแสให้มากเข้าไว้................คือสิ่งที่บอกไว้ หารสาม หรือหารห้า (เช่นบอกว่าจ่ายกระแสได้ 120mA เราก็ใช้งานไม่เกิน 20-40mA เป็นต้น)
แล้วตัวหลังสุดก่อนออกลำโพงล่ะ OPT มันก็ดูเป็นสีเหล็กเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าส่วนนี้สำคัญมากๆ มันแตกต่างแบบมองไม่เห็น แต่ฟังแล้วรู้ได้ครับ และยังมีอีกว่า เราจะฟังรู้ได้หรือเปล่าอีกด้วย? ผมเจอ OPT ที่ที่เฟสซิพท์ กับ ไม่ซิฟท์ แค่ 10 องศายังเห้นมิติของเสียงที่ต่างกันได้ (ผมลองเอา OPT ของ ลันดาวห์ เทียบกับของ ฮีทคิด ในแท่นเดียวกันมาแล้วครับ แต่คู่นี้ของถูกกับดีกว่านะครับ)
อันนี้อยากทราบมากจร้า.......................ข้อมูลเรื่องเฟสชิฟท์นี่ มีเจ้าไหนบ้างที่กล้าบอก/ขุดคุ้ยสเป็คสำคัญให้ลูกค้า/ว่าที่ลูกค้า ทราบกัน
ส่วนพวก R & C ในจุดที่ไม่ใช่ส่วนสำคัญ คนทำเครื่องแพงๆ เค้ารู้ เค้าก็อาจไม่ได้ใช้ของแพงให้ต้นทุนเค้าสูงขึ้นไปอีก (ก็คืออยากได้กำไรมากขึ้น) แต่ส่วนที่สำคัญเช้า Coupling Cap เค้าก็อาจใช้ของที่แพงหน่อย (ของชิ้นนี้ผมก็ยังเชื่อว่าของแพงย่อมดีกว่าของถูกๆ ครับ แต่ความคุ้มค่านั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ)
ขออนุญาตเสริม เกี่ยวกับความคุ้มค่าของการใช้อุปกรณ์นิดนึงจร้า
จะฟังออกว่าดีขึ้น จะเลวลง จะเปลี่ยนไป...........มันคงเกี่ยวกับความสามารถในการถ่ายทอดของชุดตั้งแต่ ซอร์ส แอ็มป์ และลำโพงด้วย ว่ามีทราน สะ พา เร้นท์ เพียงใด(อาจรวมไปถึงแอ็คเซสซอรี่บางอย่างด้วย)
เคยอ่านความเห็นของพี่หมอทีเจ กล่าวไว้ว่า ............สิ่งใดที่ถอดออกแล้วระบบไม่ทำงาน ท่านถือว่าให้ความสำคัญเสมือนเป็นฮาร์ดแวร์............แต่สิ่งที่ไม่ใช้ระบบก็ยังทำงานได้ท่านนับเป็นแอ็คเซสซอรี่(ซึ่งข้าน้อยก็เห็นด้วยเลยกับนิยามนี้)
อีกสามสี่อย่าง
........ขนาด/การจัดอคูสติคห้อง
........การเซ็ทอัพลำโพง ให้เกิดประโยชน์ทางเสียงเท่าที่จะทำได้เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง
........หรือแม้กระทั่งระบบไฟเมน ไลน์/นิวทรอลต่อลงมาปลั๊กผนัง แจกจ่ายเข้าเครื่อง
........และระบบกราวนด์ของห้อง/ชุด
ซึ่งผลสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับว่า
หากชุดของเรา(ผลรวมของทั้งระบบ)ยังอยู่ในระดับมีความสามารถน้อย..................แม้เอาของดีๆมาใช้ มาใส่ ....มันก็อาจจะเห็น/ได้ยิน ความแตกต่างน้อย หรืออาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างเลยก็เป็นได้
หากมีระดับสูงขึ้นมา.....................................อาจเห็นความแตกต่างได้มากขึ้น...............เริ่มเดือดร้อน หาของดีมาใช้ เพราะฟังออก มองเห็น ว่ามันดีขึ้น
หากมีระดับสูงมากๆ.............................ทีนี้ก็เดือดร้อนมากเลยจร้า........................แบบว่า ....เอาอะไรมาใส่ "ก็เปลี่ยนไปหมด รับรู้ได้หมด" ก็ต้องมานั่งเลือกใช้ของ นั่งจัดหาจุดใช้งาน ค้นหาทิศทาง กำจัดการสั่นสะเทือน ยังไม่พอต้องมานั่งเบิร์น ให้วุ่นวายสารพัดสารเพ
ทีนี้การใช้อุปกรณ์ต่างๆใช้ตรงไหน อย่างไรก็ต้องมองลึกไปถึงวงจรแต่ลฃะภาค/แต่ละส่วนกันเลยทีเดียว
............หากชอบเล่นเครื่องคอมเมอร์เชี่ยลรุ่นเก่าๆแล้วเอามาโมฯเล่น..........เรื่องแท่นเครื่องก็คงใช้ของเดิม ว่ากันที่วงจรและภายในเครื่องลูกเดียว
..............หากเล่นดีไอวาย ทำเอง ประกอบเองล้วน..........ต้องว่ากันตั้งแต่แท่นเครื่องเลยทีเดียวจร้า
ขอบ่นกับตัวเองสักเล็กน้อย..
....เล่นดีไอวายหนักๆ มาจะสิบปีแล้ว............เรื่องเสียงยังไปไม่ถึงไหนเลย.......ให้คะแนนการเดินทางก็ 20-30%(ที่พอใจแล้วก็คือ ระบบไฟ ระบบกราวนด์ และห้อง.........)
ต่างกับเรื่องภาพมากมาย.........ทั้งๆที่เรื่องภาพ พึ่งเรียนรู้มาสองปีเอง....ตอนนี้ให้ึวามพึงพอใจในระดับ 80-90%แล้ว...ถือว่า นิ่งแล้วมีความสุขกับการดูหนัง/คอนเสิร์ทได้เลย
(ต้องขอบคุณเทคโนโลยี 1080p จริงๆ มันช่างพอเพียงสำหรับโฮมยูสเลยจริงๆ...จะงบน้อยงบมากหรืองบสูงมากก็สร้างความพึงพอใจได้ทั้งนั้น)
อย่างไรก็ตาม..........ยังโชคดีที่ต้นทาง(ซอร์ส/แด็คฯ)พอใช้ได้ดีบ้าง....
.......จึงชดเชยเรื่องเสียงต่างๆอีก 70-80%ที่ขาดไปด้วยชุดหูฟัง(อิเล็กโทรสแตติค) แม้ไม่ได้เวทียิ่งใหญ่แบบลำโพงบ้าน แต่มันก็ให้อะไรหลายๆอย่างที่ชุดบ้านให้ได้ยากเช่นกัน
ขอให้มีความสุขกับเสียงและภาพทุกท่านจร้า
-
""""""""""""""""""เห็นด้วยเลยจร้า.....แกนเหล็กก็ดี ลวดก็ดี เทคนิคก็สูง
...เพราะเหตุนี้แหละ ข้าน้อยถึงได้เสาะหา/สะสมเจ้าหม้อแปลงเก่าของที่ใช้ในการทหาร ...แต่ก็ต้องสิ้นเปลือง 220V : 60-0-60V balance Isolation Transformer ลูกใหญ่ๆ ตามมา
อีกวิธีที่พอกล้อมแกล้มได้ หากใช้หม้อแปลงของไทยๆ คือ...........เผื่อกระแสให้มากเข้าไว้................คือสิ่งที่บอกไว้ หารสาม หรือหารห้า (เช่นบอกว่าจ่ายกระแสได้ 120mA เราก็ใช้งานไม่เกิน 20-40mA เป็นต้น)
ผมเคยสั่งพัน PT โดยบริษัทเกาหลีที่ทำการผลิตในประเทศไทย มีวิศวกรออกแบบให้ผมแน่นอน (ไม่ใช่ช่างแบบบ้านหม้อ) ผมสั่ง 1500-0-1500v 800mA มาใช้งานกับ 211 SE Amp ซึ่งมันจะกินไฟซักเท่าไรเซียว อย่างมากไม่เกิน 250mA (ผมไปแอสที่ 120% ของหลอดเพาเวอร์นะครับ) แต่หม้อที่เค้าทำให้มาพังไป 4 อันเมื่อใช้ไปเดือนกว่าๆ เองละครับ ผมต้องสั่งให้พันใหม่ 1600mA ตอนหลังนี้ถึงเอามือจับได้อุ่นๆ ใช้มาจนทุกวันนี้ครับ จะเห็นว่า 6 เท่าละครับ กับหม้อแปลงชาวบ้านๆ อย่างเกาหลี
อันนี้อยากทราบมากจร้า.......................ข้อมูลเรื่องเฟสชิฟท์นี่ มีเจ้าไหนบ้างที่กล้าบอก/ขุดคุ้ยสเป็คสำคัญให้ลูกค้า/ว่าที่ลูกค้า ทราบกัน
ลันดาลห์บอกไว้ว่าที่ 20kHz ซิฟไป 13 องศาครับ อีเล็กต้าปรินส์บอกว่าของเค้าเริ่มซิฟที่ื 50kHz ครับ เช่นเดียวกับของเซาว์เธอบอกไว้เช่นเดียวกัน แต่วัดแล้วกลับไม่ได้ตามที่คุยนะครับ (คุณประสานกำลังศึกษาว่าวิธีวัดผิดหรือไม่อยู่นะครับ)
ขออนุญาตเสริม เกี่ยวกับความคุ้มค่าของการใช้อุปกรณ์นิดนึงจร้า
จะฟังออกว่าดีขึ้น จะเลวลง จะเปลี่ยนไป...........มันคงเกี่ยวกับความสามารถในการถ่ายทอดของชุดตั้งแต่ ซอร์ส แอ็มป์ และลำโพงด้วย ว่ามีทราน สะ พา เร้นท์ เพียงใด(อาจรวมไปถึงแอ็คเซสซอรี่บางอย่างด้วย)
เคยอ่านความเห็นของพี่หมอทีเจ กล่าวไว้ว่า ............สิ่งใดที่ถอดออกแล้วระบบไม่ทำงาน ท่านถือว่าให้ความสำคัญเสมือนเป็นฮาร์ดแวร์............แต่สิ่งที่ไม่ใช้ระบบก็ยังทำงานได้ท่านนับเป็นแอ็คเซสซอรี่(ซึ่งข้าน้อยก็เห็นด้วยเลยกับนิยามนี้)
อีกสามสี่อย่าง
........ขนาด/การจัดอคูสติคห้อง
........การเซ็ทอัพลำโพง ให้เกิดประโยชน์ทางเสียงเท่าที่จะทำได้เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง
........หรือแม้กระทั่งระบบไฟเมน ไลน์/นิวทรอลต่อลงมาปลั๊กผนัง แจกจ่ายเข้าเครื่อง
........และระบบกราวนด์ของห้อง/ชุด
ซึ่งผลสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับว่า
หากชุดของเรา(ผลรวมของทั้งระบบ)ยังอยู่ในระดับมีความสามารถน้อย..................แม้เอาของดีๆมาใช้ มาใส่ ....มันก็อาจจะเห็น/ได้ยิน ความแตกต่างน้อย หรืออาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างเลยก็เป็นได้
หากมีระดับสูงขึ้นมา.....................................อาจเห็นความแตกต่างได้มากขึ้น...............เริ่มเดือดร้อน หาของดีมาใช้ เพราะฟังออก มองเห็น ว่ามันดีขึ้น
หากมีระดับสูงมากๆ.............................ทีนี้ก็เดือดร้อนมากเลยจร้า........................แบบว่า ....เอาอะไรมาใส่ "ก็เปลี่ยนไปหมด รับรู้ได้หมด" ก็ต้องมานั่งเลือกใช้ของ นั่งจัดหาจุดใช้งาน ค้นหาทิศทาง กำจัดการสั่นสะเทือน ยังไม่พอต้องมานั่งเบิร์น ให้วุ่นวายสารพัดสารเพ
ทีนี้การใช้อุปกรณ์ต่างๆใช้ตรงไหน อย่างไรก็ต้องมองลึกไปถึงวงจรแต่ลฃะภาค/แต่ละส่วนกันเลยทีเดียว
............หากชอบเล่นเครื่องคอมเมอร์เชี่ยลรุ่นเก่าๆแล้วเอามาโมฯเล่น..........เรื่องแท่นเครื่องก็คงใช้ของเดิม ว่ากันที่วงจรและภายในเครื่องลูกเดียว
..............หากเล่นดีไอวาย ทำเอง ประกอบเองล้วน..........ต้องว่ากันตั้งแต่แท่นเครื่องเลยทีเดียวจร้า
ถูกต้องครับ ชุดลำโพง หรือแม้กระทั่งหูของท่านถ้าใช้ของแพงแล้วไม่เห้นผล ก็ไม่สำควรจ่ายครับ โดยเฉพาะหูของท่านถือว่าท่านโชคดีมากๆๆๆๆ ถ้าฟังของแพงแล้วไม่เห็นความแตกต่างน่ะครับ แต่ถ้าวันใดเกิด รู้สึกและรับรู้ได้ กระเป๋าตังค์ท่านเดือดร้อนละครับ :yahoo
-
อันนี้อยากทราบมากจร้า.......................ข้อมูลเรื่องเฟสชิฟท์นี่ มีเจ้าไหนบ้างที่กล้าบอก/ขุดคุ้ยสเป็คสำคัญให้ลูกค้า/ว่าที่ลูกค้า ทราบกัน
ลันดาลห์บอกไว้ว่าที่ 20kHz ซิฟไป 13 องศาครับ อีเล็กต้าปรินส์บอกว่าของเค้าเริ่มซิฟที่ื 50kHz ครับ เช่นเดียวกับของเซาว์เธอบอกไว้เช่นเดียวกัน แต่วัดแล้วกลับไม่ได้ตามที่คุยนะครับ (คุณประสานกำลังศึกษาว่าวิธีวัดผิดหรือไม่อยู่นะครับ)
ขออนุญาตเสริม เกี่ยวกับความคุ้มค่าของการใช้อุปกรณ์นิดนึงจร้า
จะฟังออกว่าดีขึ้น จะเลวลง จะเปลี่ยนไป...........มันคงเกี่ยวกับความสามารถในการถ่ายทอดของชุดตั้งแต่ ซอร์ส แอ็มป์ และลำโพงด้วย ว่ามีทราน สะ พา เร้นท์ เพียงใด(อาจรวมไปถึงแอ็คเซสซอรี่บางอย่างด้วย)
เคยอ่านความเห็นของพี่หมอทีเจ กล่าวไว้ว่า ............สิ่งใดที่ถอดออกแล้วระบบไม่ทำงาน ท่านถือว่าให้ความสำคัญเสมือนเป็นฮาร์ดแวร์............แต่สิ่งที่ไม่ใช้ระบบก็ยังทำงานได้ท่านนับเป็นแอ็คเซสซอรี่(ซึ่งข้าน้อยก็เห็นด้วยเลยกับนิยามนี้)
อีกสามสี่อย่าง
........ขนาด/การจัดอคูสติคห้อง
........การเซ็ทอัพลำโพง ให้เกิดประโยชน์ทางเสียงเท่าที่จะทำได้เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง
........หรือแม้กระทั่งระบบไฟเมน ไลน์/นิวทรอลต่อลงมาปลั๊กผนัง แจกจ่ายเข้าเครื่อง
........และระบบกราวนด์ของห้อง/ชุด
ซึ่งผลสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับว่า
หากชุดของเรา(ผลรวมของทั้งระบบ)ยังอยู่ในระดับมีความสามารถน้อย..................แม้เอาของดีๆมาใช้ มาใส่ ....มันก็อาจจะเห็น/ได้ยิน ความแตกต่างน้อย หรืออาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างเลยก็เป็นได้
หากมีระดับสูงขึ้นมา.....................................อาจเห็นความแตกต่างได้มากขึ้น...............เริ่มเดือดร้อน หาของดีมาใช้ เพราะฟังออก มองเห็น ว่ามันดีขึ้น
หากมีระดับสูงมากๆ.............................ทีนี้ก็เดือดร้อนมากเลยจร้า........................แบบว่า ....เอาอะไรมาใส่ "ก็เปลี่ยนไปหมด รับรู้ได้หมด" ก็ต้องมานั่งเลือกใช้ของ นั่งจัดหาจุดใช้งาน ค้นหาทิศทาง กำจัดการสั่นสะเทือน ยังไม่พอต้องมานั่งเบิร์น ให้วุ่นวายสารพัดสารเพ
ทีนี้การใช้อุปกรณ์ต่างๆใช้ตรงไหน อย่างไรก็ต้องมองลึกไปถึงวงจรแต่ลฃะภาค/แต่ละส่วนกันเลยทีเดียว
............หากชอบเล่นเครื่องคอมเมอร์เชี่ยลรุ่นเก่าๆแล้วเอามาโมฯเล่น..........เรื่องแท่นเครื่องก็คงใช้ของเดิม ว่ากันที่วงจรและภายในเครื่องลูกเดียว
..............หากเล่นดีไอวาย ทำเอง ประกอบเองล้วน..........ต้องว่ากันตั้งแต่แท่นเครื่องเลยทีเดียวจร้า
ถูกต้องครับ ชุดลำโพง หรือแม้กระทั่งหูของท่านถ้าใช้ของแพงแล้วไม่เห้นผล ก็ไม่สำควรจ่ายครับ โดยเฉพาะหูของท่านถือว่าท่านโชคดีมากๆๆๆๆ ถ้าฟังของแพงแล้วไม่เห็นความแตกต่างน่ะครับ แต่ถ้าวันใดเกิด รู้สึกและรับรู้ได้ กระเป๋าตังค์ท่านเดือดร้อนละครับ :yahoo
[/quote]
ขอบคุณมากครับ หม้อแปลงเอ้าท์พุทนี่มันล้ำลึกจริงๆ
ข้าน้อยลองค้นหาข้อมูลของแอ็มป์หลอดโมโน Harman Kardon Galaxy 150 ,Galaxy 75 (8417x4 & x2 ตามลำดับ) ไม่เจอข้อมูลเลย
เจอแต่ Citation ll ใช้หลอด KT88 or 6550 x2 ในนี้ http://manuals.harman.com/hk/Service%20Manual/
ประมาณการแล้ว น่าจะเทียบเท่ากับ Galaxy 75
พบว่าการตอบสนองความถี่ดีทีเดียว.....แต่ไม่รู้เฟสเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม..............คงจำเป็นต้องหาทางใช้แหละครับ เพราะมีหม้อแปลงเอ้าท์พุทGalaxy 150 อยู่แล้วคู่นึง
ทีแรกก็ยังไม่วางแผนว่าจะทำแอ็มป์พุชพูลปีนี้...........แต่หลังจากฟังหูฟังแบบESแล้ว เห็นลำโพงแผ่น Magnepan 1.7 ออกใหม่ไม่นานแล้วเริ่มมีอาการคัน(เลยฝันถึงแผนปีหน้าเฮ่ๆๆ)
ครั้นจะใช้แอ็มป์กำลังขับต่ำๆ คงไม่ไหวแน่...............คงต้องใช้บริการของ 6336PP ไม่ก็ 6AR6PP
ส่วนเรื่องฟังออก ไม่ออกนี่แหละ.....ตัวการเลย
ถึงทำให้เรื่องเสียงที่บ้านข้าน้อยไปไม่ถึงไหนซักกะที......ถึงตอนนี้สรุปว่านับได้....0.....30แล้วหละ"""""กำลังจะเริ่ม 31"""""""""""หวังว่าปลายๆปี คงนับถึง 80-90% ของความพึงพอใจ เช่นเดียวกับภาพจร้า
-
ขอบคุณมากครับ หม้อแปลงเอ้าท์พุทนี่มันล้ำลึกจริงๆ
ข้าน้อยลองค้นหาข้อมูลของแอ็มป์หลอดโมโน Harman Kardon Galaxy 150 ,Galaxy 75 (8417x4 & x2 ตามลำดับ) ไม่เจอข้อมูลเลย
เจอแต่ Citation ll ใช้หลอด KT88 or 6550 x2 ในนี้ http://manuals.harman.com/hk/Service%20Manual/
ประมาณการแล้ว น่าจะเทียบเท่ากับ Galaxy 75
พบว่าการตอบสนองความถี่ดีทีเดียว.....แต่ไม่รู้เฟสเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม..............คงจำเป็นต้องหาทางใช้แหละครับ เพราะมีหม้อแปลงเอ้าท์พุทGalaxy 150 อยู่แล้วคู่นึง
ทีแรกก็ยังไม่วางแผนว่าจะทำแอ็มป์พุชพูลปีนี้...........แต่หลังจากฟังหูฟังแบบESแล้ว เห็นลำโพงแผ่น Magnepan 1.7 ออกใหม่ไม่นานแล้วเริ่มมีอาการคัน(เลยฝันถึงแผนปีหน้าเฮ่ๆๆ)
ครั้นจะใช้แอ็มป์กำลังขับต่ำๆ คงไม่ไหวแน่...............คงต้องใช้บริการของ 6336PP ไม่ก็ 6AR6PP
หากทำจนมีเสียงออกมาแล้ว ผมจะไปวัดค่า Phase Shift ให้ถึงบ้านเลยละครับ ที่จริงถ้าลำโพงดีและเซ็ทดีๆ แล้วฟังออกไม่ยากว่าแอมป์ที่เราทำ Phase Shift หรือไม่ แต่......ชุดลำโพงแลพเพลงที่ฟังเราต้องคุ้นกับมันมากๆ คือไม่สามารถรับรู้เรื่อง Phase Shift ได้ถ้าไปฟังชุดคนอื่นที่ไม่คุ้นเคยน่ะครับ
ส่วนเรื่องฟังออก ไม่ออกนี่แหละ.....ตัวการเลย
ถึงทำให้เรื่องเสียงที่บ้านข้าน้อยไปไม่ถึงไหนซักกะที......ถึงตอนนี้สรุปว่านับได้....0.....30แล้วหละ"""""กำลังจะเริ่ม 31"""""""""""หวังว่าปลายๆปี คงนับถึง 80-90% ของความพึงพอใจ เช่นเดียวกับภาพจร้า
หากเราจะหัดเรียนรู้อย่าง๔ุกต้องแท้จริง เราต้องหา Reference มาประจำการที่บ้านครับ เช่นผมมี FOCUS FS 68 (Stack) แล้วใช้ Krell KSA 250 ขับเป็นตัวอย่าง เพื่อทำแอมป์ DIY ของเราให้เทียบเท่า หรือดีกว่าเค้าขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่ถ้าเรามีแต่ลำโพงที่ทำเอง แอมป์ก็ทำเอง ทุกอย่างทำเองหมด หูเรายังฟังไม่เป็นอีก ถ้าแบบนี้ผมคิดว่ามันจะวนอยู่ในอ่างน่ะครับ อย่างน้อยต้องลำโพงลำโพง Comercial ที่เราชอบเป็นที่ตั้งก่อนก็ยังดี แล้วยืมแอมป์จากเพื่อนฝูงตัวที่เราชอบมาเทียบกับแอมป์ DIY เอาละครับ ผมแม้จะฟังพอเป็นอยู่บ้าง ถ้าไม่ใช้วิธี A/B ผมก็จับอะไรไม่ค่อยได้เหมือนกันละครับ ถ้าให้งาน DIY เหมือนของนอกแพงๆ ก็ต้อง A/B ปรับกันข้ามปีครับ ถึงจะได้แค่ใกล้เคียงเท่านั้น ผมปรับ 211 SE Amp เปลี่ยนอุปกรณ์แล้วเปลี่ยนอีกอยู่เกือบสองปีถึงจะทำเสียงทุกรูปแบบได้ใกล้เคียง Krell มากๆ ได้ครับ d_d :drunk
-
ขอบคุณมากครับ หม้อแปลงเอ้าท์พุทนี่มันล้ำลึกจริงๆ
ข้าน้อยลองค้นหาข้อมูลของแอ็มป์หลอดโมโน Harman Kardon Galaxy 150 ,Galaxy 75 (8417x4 & x2 ตามลำดับ) ไม่เจอข้อมูลเลย
เจอแต่ Citation ll ใช้หลอด KT88 or 6550 x2 ในนี้ http://manuals.harman.com/hk/Service%20Manual/
ประมาณการแล้ว น่าจะเทียบเท่ากับ Galaxy 75
พบว่าการตอบสนองความถี่ดีทีเดียว.....แต่ไม่รู้เฟสเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม..............คงจำเป็นต้องหาทางใช้แหละครับ เพราะมีหม้อแปลงเอ้าท์พุทGalaxy 150 อยู่แล้วคู่นึง
ทีแรกก็ยังไม่วางแผนว่าจะทำแอ็มป์พุชพูลปีนี้...........แต่หลังจากฟังหูฟังแบบESแล้ว เห็นลำโพงแผ่น Magnepan 1.7 ออกใหม่ไม่นานแล้วเริ่มมีอาการคัน(เลยฝันถึงแผนปีหน้าเฮ่ๆๆ)
ครั้นจะใช้แอ็มป์กำลังขับต่ำๆ คงไม่ไหวแน่...............คงต้องใช้บริการของ 6336PP ไม่ก็ 6AR6PP
หากทำจนมีเสียงออกมาแล้ว ผมจะไปวัดค่า Phase Shift ให้ถึงบ้านเลยละครับ ที่จริงถ้าลำโพงดีและเซ็ทดีๆ แล้วฟังออกไม่ยากว่าแอมป์ที่เราทำ Phase Shift หรือไม่ แต่......ชุดลำโพงแลพเพลงที่ฟังเราต้องคุ้นกับมันมากๆ คือไม่สามารถรับรู้เรื่อง Phase Shift ได้ถ้าไปฟังชุดคนอื่นที่ไม่คุ้นเคยน่ะครับ
ส่วนเรื่องฟังออก ไม่ออกนี่แหละ.....ตัวการเลย
ถึงทำให้เรื่องเสียงที่บ้านข้าน้อยไปไม่ถึงไหนซักกะที......ถึงตอนนี้สรุปว่านับได้....0.....30แล้วหละ"""""กำลังจะเริ่ม 31"""""""""""หวังว่าปลายๆปี คงนับถึง 80-90% ของความพึงพอใจ เช่นเดียวกับภาพจร้า
หากเราจะหัดเรียนรู้อย่าง๔ุกต้องแท้จริง เราต้องหา Reference มาประจำการที่บ้านครับ เช่นผมมี FOCUS FS 68 (Stack) แล้วใช้ Krell KSA 250 ขับเป็นตัวอย่าง เพื่อทำแอมป์ DIY ของเราให้เทียบเท่า หรือดีกว่าเค้าขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่ถ้าเรามีแต่ลำโพงที่ทำเอง แอมป์ก็ทำเอง ทุกอย่างทำเองหมด หูเรายังฟังไม่เป็นอีก ถ้าแบบนี้ผมคิดว่ามันจะวนอยู่ในอ่างน่ะครับ อย่างน้อยต้องลำโพงลำโพง Comercial ที่เราชอบเป็นที่ตั้งก่อนก็ยังดี แล้วยืมแอมป์จากเพื่อนฝูงตัวที่เราชอบมาเทียบกับแอมป์ DIY เอาละครับ ผมแม้จะฟังพอเป็นอยู่บ้าง ถ้าไม่ใช้วิธี A/B ผมก็จับอะไรไม่ค่อยได้เหมือนกันละครับ ถ้าให้งาน DIY เหมือนของนอกแพงๆ ก็ต้อง A/B ปรับกันข้ามปีครับ ถึงจะได้แค่ใกล้เคียงเท่านั้น ผมปรับ 211 SE Amp เปลี่ยนอุปกรณ์แล้วเปลี่ยนอีกอยู่เกือบสองปีถึงจะทำเสียงทุกรูปแบบได้ใกล้เคียง Krell มากๆ ได้ครับ d_d :drunk
หลังจากที่ซื้อแบร็นด์เนมมาใช้เมื่อเกือบสิบปีก่อน(เทียคVRDS7เครล300iL+เวียนนาHydensig แล้วก็ปล่อยไป)
ชุดเรฟเฟอเร้นซ์ของข้าน้อย............คงไม่ลงทุนอะไรมากมายแล้วจร้า...คิดว่าไม่คุ้มค่าแน่ๆ
.................อาศัยฟังตามบ้านพี่น้องผองเพื่อน(ส่วนใหญ่จะเป็นกทม.)ดีกว่าครับ ขืนลงทุนขนาดนั้นชีวิตนี้คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี เฮ่ๆๆ
..เพราะชุดบ้านของพี่น้องแต่ละทั่นข้าน้อยขายบ้านทั้งหลังยังเทียบไม่ได้เลยจร้า
..................ขนาดชุดหูฟังของพี่น้องหลายๆทั่น ยังทะลุหลักหลายแสน(บางทั่นรวมแล้วก็ทะลุเจ็ดหลักก็มี)
จากการฟังเสียงจา่กชุดหูฟังดีๆของพี่น้องมาหลายชุดจึงประเมินว่าไม่ง่ายเลยที่จะหา/ทำเสียงลำโพงให้ได้ถูกใจเหมือนกับการฟังจากหูฟังชั้นดี
เรฟเฟอเร้นซ์เรื่องเสียงช่วงนี้จึงขอตั้งต้นกับชุดหูฟังที่เข้าขั้นดีพอควรก่อนพอแล้ว......ตอนนี้รอของอย่างเดียวเลย(ซ่าส์แตก รหัส เอสอาร์ห้าศูนย์เจ็ด)
ส่วนใหญ่การใช้งานเป็นตอนกลางคืน ฟังคนเดียว(ไม่รบกวนคนนอนและข้างบ้านด้วย เฮ่ๆๆ).
ที่ผ่านมาถึงจะไม่ได้ทำอะไรให้สมบูรณ์แบบแต่การฟังที่บ้านข้าน้อยก็เข้าข่ายเอาอะไรมาใส่ก็ฟังออกด้วยเช่นกัน
""""""""จากการลองนั่นทำนี่ มองรูปการณ์แล้วมันต้องทำแยะใช้ทั้งเวลาและทุนทรัพย์มากมาย(ขอใช้งบกับครอบครัวก่อนดีกว่า)
เรื่องเสียงจึงยังไม่ได้ตั้งต้นลงทุนทำอะไรกับชุดบ้านมากนัก ใช้ของเดิมๆที่มีไปก่อนสักพัก (หากซื้อก็มักจะสั่งของที่เป็นชิ้นส่วนที่ชอบ,ดอกลำโพงที่คาดว่าจะใช้สะสมมากกว่า)
ตอนนี้สำหรับเสียงเอาแบบพอดูหนังได้ เพลินๆแบบม่วนหู ม่วนต๋า ม่วนใจ๋ กับครอบครัวก่อนดีกว่า.....คงยังไม่เน้นถึงความถูกต้องของเสียง แบบที่เรียกกันว่าไฮไฟ/ออดิโอไฟล์
ต่อไปเมื่อมีมานะทำแอ็มป์PPเสร็จเมื่อไหร่...ซื้อลำโพงตอนนั้นก็คงไม่สาย(คงเป็น MG1.7เป็นแน่แท้)
แต่ช้าแต่....ก่อนจะถึงพีพี....มันก็ยังมีโปรเจ็คที่ดองไว้นานๆแช่อยู่คือ 845 , 813 , GM70 (มีS/E opt 6k:8 /4 Ohms 50W หนัก6kg น่าจะใช้ร่วมกันได้) ก็ยังหวังลึกๆว่า มันน่าจะพอขับ แม็กกี้ไหว (เพราะที่บ้านเปิดค่อนข้างเบาไม่ดังโครมคราม เน้นฟังเพราะๆก็พอแล้ว)