HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: ออดิโอแมน ที่ 24 พฤษภาคม, 2011, 08:06:21 pm
-
ยกมาตั้งกระทู้ใหม่ครับ
จุดไบอัส ประมาณนะครับ
Vp 310V , Ia 30mA , Vg1 -40V
-
ดูวงจรกันก่อน
สัญญาณอินพุท 1V p-p วิ่งเข้ามา พอออกจากภาคไดร์ ได้สัญญาณ out phase กับอินพุท ขนาด 30V p-p
ออกจากภาคแยกเฟส ไตรโอดแรก ได้สัญญาณ in phase กับอินพุท ขนาด 60V p-p วิ่งเข้ากริดของหลอดตัวบนของ ภาคขับกำลัง
ออกจากภาคแยกเฟส ไตรโอดตัวที่สอง ได้สัญญาณ out phase กับอินพุท ขนาด 60V p-p วิ่งเข้ากริดของหลอดตัวล่างของ ภาคขับกำลัง
มันเป็นยังงี้นี่เอง สัญญาณ out phase กัน วิ่งเข้ากริดพร้อมกัน หลอดตัวบน push หลอดตัวล่าง pull
สัญาณเดียวกันเลยแต่คนละเฟส นี่แสดงว่า ถ้ามีโน๊ตสองตัว โด กะ เร ไม่ใช่หลอดตัวบนเล่นโด แล้วหลอดตัวล่างเล่นเร
แต่ ทั้งหลอดบนและล่าง เล่นโดพร้อมกัน เพียงแต่ว่า หลอดตัวบนเล่นเต็มกำลัง หลอดตัวล่างอาจจะไม่เต็มกำลังเพราะคัดออฟไปก่อน
และกระแสไม่ได้วิ่งแค่ 30mA เฉพาะหลอดตัวบน ต้องจ่ายให้หลอดตัวล่างก่อนที่จะคัตออฟด้วย
เอาแค่นี้ก่อนว่าผมคิดถูกไหม
รอน้าทิ้วมาตอบ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
-
ป๋าออครับ (ตามมาคุย อุอุ)
เรื่อง การเลือก OPT ของ PP ครับป๋า
ตอนที่ อีกซีก นึง cut off จะทำให้ ซีกที่ทำงาน (เต็มกำลัง) มองเห็นค่า impedance ของ OPT เปลี่ยนไป ด้วยครับ
เช่น หม้อ 6K p-p ตอนที่เปิดไม่ดัง สองซีก ทำงาน ทั้งคู่ (Class A) แต่ละหลอด จะมองเห็น OPT 3K
แต่ตอนที่เปิด ดังมากๆ จะ มีซีกนึง Cut Off อีกซีกที่ทำงาน จะมองเห็น OPT เหลือ แค่ 1.5K เท่านั้น ครับ
เพื่อไม่ให้มันทำงาน เกินกว่า Pd ซึ่งตรงนี้มีผลต่อการ เลือก OPT ให้กับ PP
ยกตังอย่าง ถ้าเป็น SE หลอด E130L ใช้ OPT 2.5K (ที่จริงแล้วแต่เรา)
http://www.jogis-roehrenbude.de/Leserbriefe/Armin-E130L/Schaltplan_Amp.jpg
แต่ตอนเป็น PP กลับ เป็นแค่ 1.8K P-P ซึ่งมันขัดความรู้สึก แต่มันมีเหตุผลของมัน ครับ (แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า รอ น้า คุณหลอด ด้วยคน)
http://www.jogis-roehrenbude.de/Leserbriefe/Eckstein-E130L-Amp/RV-120_Endstufe-small.jpg
-
ดูวงจรกันก่อน
สัญญาณอินพุท 1V p-p วิ่งเข้ามา พอออกจากภาคไดร์ ได้สัญญาณ out phase กับอินพุท ขนาด 30V p-p
ออกจากภาคแยกเฟส ไตรโอดแรก ได้สัญญาณ in phase กับอินพุท ขนาด 60V p-p วิ่งเข้ากริดของหลอดตัวบนของ ภาคขับกำลัง
ออกจากภาคแยกเฟส ไตรโอดตัวที่สอง ได้สัญญาณ out phase กับอินพุท ขนาด 60V p-p วิ่งเข้ากริดของหลอดตัวล่างของ ภาคขับกำลัง
มันเป็นยังงี้นี่เอง สัญญาณ out phase กัน วิ่งเข้ากริดพร้อมกัน หลอดตัวบน push หลอดตัวล่าง pull
สัญาณเดียวกันเลยแต่คนละเฟส นี่แสดงว่า ถ้ามีโน๊ตสองตัว โด กะ เร ไม่ใช่หลอดตัวบนเล่นโด แล้วหลอดตัวล่างเล่นเร
แต่ ทั้งหลอดบนและล่าง เล่นโดพร้อมกัน เพียงแต่ว่า หลอดตัวบนเล่นเต็มกำลัง หลอดตัวล่างอาจจะไม่เต็มกำลังเพราะคัดออฟไปก่อน
และกระแสไม่ได้วิ่งแค่ 30mA เฉพาะหลอดตัวบน ต้องจ่ายให้หลอดตัวล่างก่อนที่จะคัตออฟด้วย
เอาแค่นี้ก่อนว่าผมคิดถูกไหม
รอน้าทิ้วมาตอบ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ผมไม่ได้ check เรื่องตัวเลขต่างๆ นะครับ แต่ถ้าเรื่องความเข้าใจในหลักการทำงาน เข้าใจถูกแล้วครับ Y] กระแสที่จุดทำงานสงบ 30mA วิ่งทั้ง 2 หลอดพร้อมๆ กัน (ภาคจ่ายไฟต้องจ่าย 60mA Continuous เป็นอย่างน้อย) แต่เมื่อสัญญาณเข้ามา หลอดหนึ่งกระแสจะเพิ่มขึ้น อีกหลอดจะลดลงครับ
-
ป๋าออครับ (ตามมาคุย อุอุ)
เรื่อง การเลือก OPT ของ PP ครับป๋า
ตอนที่ อีกซีก นึง cut off จะทำให้ ซีกที่ทำงาน (เต็มกำลัง) มองเห็นค่า impedance ของ OPT เปลี่ยนไป ด้วยครับ
เช่น หม้อ 6K p-p ตอนที่เปิดไม่ดัง สองซีก ทำงาน ทั้งคู่ (Class A) แต่ละหลอด จะมองเห็น OPT 3K
แต่ตอนที่เปิด ดังมากๆ จะ มีซีกนึง Cut Off อีกซีกที่ทำงาน จะมองเห็น OPT เหลือ แค่ 1.5K เท่านั้น ครับ
ช่วงที่ทำงานใน Class A ต้องมองว่าหลอดทั้งคู่ช่วยกันขับ Load 6k ครับ ไม่ใช่ต่างคนต่างขับ load 3k ครับ อย่าลืมว่า opt เป็นหม้อแปลงครับ การ swing กลับข้างในหลอดเฟสลบ มีผลต่อการทำงานของหลอดเฟสบวก และในทางกลับกันด้วยครับ พอหลอดใดหลอดหนึ่ง off หลอดที่เหลือก็จะมองเห็น 1.5k ตามที่เข้าใจครับ
เพื่อไม่ให้มันทำงาน เกินกว่า Pd ซึ่งตรงนี้มีผลต่อการ เลือก OPT ให้กับ PP
จริงๆ แล้ว ถ้าเส้น load line จะเลย Pd ไปก็ไม่เป็นไรครับ เพราะค่า Pd กำหนดแบบ continuous ครับ แต่การ swing ในคู่ PP ช่วงที่เกินค่า Pd มี duty cycle แค่ 10-20% เท่านั้น เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาแล้ว ไม่ทำความเสียหายให้หลอดหรอกครับ แต่จุดทำงานสงบต้องอยู่ในขอบเขต Pd ครับ เพราะว่าเป็น dissipation แบบ continuous ครับ
ยกตังอย่าง ถ้าเป็น SE หลอด E130L ใช้ OPT 2.5K (ที่จริงแล้วแต่เรา)
http://www.jogis-roehrenbude.de/Leserbriefe/Armin-E130L/Schaltplan_Amp.jpg
แต่ตอนเป็น PP กลับ เป็นแค่ 1.8K P-P ซึ่งมันขัดความรู้สึก แต่มันมีเหตุผลของมัน ครับ (แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า รอ น้า คุณหลอด ด้วยคน)
http://www.jogis-roehrenbude.de/Leserbriefe/Eckstein-E130L-Amp/RV-120_Endstufe-small.jpg
ผมคิดว่ามันเทียบแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ (ที่ว่า -ขัดความรู้สึก- น่ะครับ) คือเราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วค่า 2.5k เหมาะกับ se หรือ 1.8kpp เหมาะกับ pp หรืออาจจะไม่เหมาะทั้งคู่ก็ได้ครับ เราต้อง check ย้อนกลับไปว่า designer เค้าคิดอะไรถึงเลือกแบบนี้ครับ (ที่ว่า -แต่มันมีเหตุผลของมัน- นั่นแหล่ะครับ) อย่างที่เราทราบกันว่า จุดทำงานหลอดๆ หนึ่งมีได้มากมาย ผมให้ความสำคัญกับเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงเลือกเช่นนั้นจากตัวเลือกที่มี ครับ คือผมคิดว่ามันไม่มีถูกหรือผิดที่ชัดเจนครับ แต่เหตุผลใครฟังดีกว่ากัน คิดได้ลึกซึ้งกว่ากันครับ :)
-
ดูวงจรกันก่อน
สัญญาณอินพุท 1V p-p วิ่งเข้ามา พอออกจากภาคไดร์ ได้สัญญาณ out phase กับอินพุท ขนาด 30V p-p
ออกจากภาคแยกเฟส ไตรโอดแรก ได้สัญญาณ in phase กับอินพุท ขนาด 60V p-p วิ่งเข้ากริดของหลอดตัวบนของ ภาคขับกำลัง
ออกจากภาคแยกเฟส ไตรโอดตัวที่สอง ได้สัญญาณ out phase กับอินพุท ขนาด 60V p-p วิ่งเข้ากริดของหลอดตัวล่างของ ภาคขับกำลัง
มันเป็นยังงี้นี่เอง สัญญาณ out phase กัน วิ่งเข้ากริดพร้อมกัน หลอดตัวบน push หลอดตัวล่าง pull
สัญาณเดียวกันเลยแต่คนละเฟส นี่แสดงว่า ถ้ามีโน๊ตสองตัว โด กะ เร ไม่ใช่หลอดตัวบนเล่นโด แล้วหลอดตัวล่างเล่นเร
แต่ ทั้งหลอดบนและล่าง เล่นโดพร้อมกัน เพียงแต่ว่า หลอดตัวบนเล่นเต็มกำลัง หลอดตัวล่างอาจจะไม่เต็มกำลังเพราะคัดออฟไปก่อน
และกระแสไม่ได้วิ่งแค่ 30mA เฉพาะหลอดตัวบน ต้องจ่ายให้หลอดตัวล่างก่อนที่จะคัตออฟด้วย
เอาแค่นี้ก่อนว่าผมคิดถูกไหม
รอน้าทิ้วมาตอบ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ผมไม่ได้ check เรื่องตัวเลขต่างๆ นะครับ แต่ถ้าเรื่องความเข้าใจในหลักการทำงาน เข้าใจถูกแล้วครับ Y] กระแสที่จุดทำงานสงบ 30mA วิ่งทั้ง 2 หลอดพร้อมๆ กัน (ภาคจ่ายไฟต้องจ่าย 60mA Continuous เป็นอย่างน้อย) แต่เมื่อสัญญาณเข้ามา หลอดหนึ่งกระแสจะเพิ่มขึ้น อีกหลอดจะลดลงครับ
Y]ป๋าออครับ (ตามมาคุย อุอุ)
เรื่อง การเลือก OPT ของ PP ครับป๋า
ตอนที่ อีกซีก นึง cut off จะทำให้ ซีกที่ทำงาน (เต็มกำลัง) มองเห็นค่า impedance ของ OPT เปลี่ยนไป ด้วยครับ
เช่น หม้อ 6K p-p ตอนที่เปิดไม่ดัง สองซีก ทำงาน ทั้งคู่ (Class A) แต่ละหลอด จะมองเห็น OPT 3K
แต่ตอนที่เปิด ดังมากๆ จะ มีซีกนึง Cut Off อีกซีกที่ทำงาน จะมองเห็น OPT เหลือ แค่ 1.5K เท่านั้น ครับ
ช่วงที่ทำงานใน Class A ต้องมองว่าหลอดทั้งคู่ช่วยกันขับ Load 6k ครับ ไม่ใช่ต่างคนต่างขับ load 3k ครับ อย่าลืมว่า opt เป็นหม้อแปลงครับ การ swing กลับข้างในหลอดเฟสลบ มีผลต่อการทำงานของหลอดเฟสบวก และในทางกลับกันด้วยครับ พอหลอดใดหลอดหนึ่ง off หลอดที่เหลือก็จะมองเห็น 1.5k ตามที่เข้าใจครับ
เพื่อไม่ให้มันทำงาน เกินกว่า Pd ซึ่งตรงนี้มีผลต่อการ เลือก OPT ให้กับ PP
จริงๆ แล้ว ถ้าเส้น load line จะเลย Pd ไปก็ไม่เป็นไรครับ เพราะค่า Pd กำหนดแบบ continuous ครับ แต่การ swing ในคู่ PP ช่วงที่เกินค่า Pd มี duty cycle แค่ 10-20% เท่านั้น เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาแล้ว ไม่ทำความเสียหายให้หลอดหรอกครับ แต่จุดทำงานสงบต้องอยู่ในขอบเขต Pd ครับ เพราะว่าเป็น dissipation แบบ continuous ครับ
ยกตังอย่าง ถ้าเป็น SE หลอด E130L ใช้ OPT 2.5K (ที่จริงแล้วแต่เรา)
http://www.jogis-roehrenbude.de/Leserbriefe/Armin-E130L/Schaltplan_Amp.jpg
แต่ตอนเป็น PP กลับ เป็นแค่ 1.8K P-P ซึ่งมันขัดความรู้สึก แต่มันมีเหตุผลของมัน ครับ (แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า รอ น้า คุณหลอด ด้วยคน)
http://www.jogis-roehrenbude.de/Leserbriefe/Eckstein-E130L-Amp/RV-120_Endstufe-small.jpg
ผมคิดว่ามันเทียบแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ (ที่ว่า -ขัดความรู้สึก- น่ะครับ) คือเราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วค่า 2.5k เหมาะกับ se หรือ 1.8kpp เหมาะกับ pp หรืออาจจะไม่เหมาะทั้งคู่ก็ได้ครับ เราต้อง check ย้อนกลับไปว่า designer เค้าคิดอะไรถึงเลือกแบบนี้ครับ (ที่ว่า -แต่มันมีเหตุผลของมัน- นั่นแหล่ะครับ) อย่างที่เราทราบกันว่า จุดทำงานหลอดๆ หนึ่งมีได้มากมาย ผมให้ความสำคัญกับเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงเลือกเช่นนั้นจากตัวเลือกที่มี ครับ คือผมคิดว่ามันไม่มีถูกหรือผิดที่ชัดเจนครับ แต่เหตุผลใครฟังดีกว่ากัน คิดได้ลึกซึ้งกว่ากันครับ :)
Y] ตามอ่านตั้งแต่กระทู้ก่อน
-
ดูวงจรกันใหม่
สัญญาณอินพุท sine wave 1V p-p วิ่งเข้ามา เอาครึ่งบวกวีแดงเข้ามาก่อน
พอออกจากภาคไดร์ ได้สัญญาณ out phase กับอินพุท ขนาด 30V p-p
ออกจากภาคแยกเฟส ไตรโอดแรก ได้สัญญาณ in phase กับอินพุท ขนาด 60V p-p วิ่งเข้ากริดของหลอดตัวบนของ ภาคขับกำลัง
ออกจากภาคแยกเฟส ไตรโอดตัวที่สอง ได้สัญญาณ out phase กับอินพุท ขนาด -60V p-p วิ่งเข้ากริดของหลอดตัวล่างของ ภาคขับกำลัง
สัญญาณ out phase กัน วิ่งเข้ากริดพร้อมกัน
สัญญาณครึ่งแรกสีแดง หมายความว่าเป็นสัญญาณเดียวกัน เพียงแต่คนละเฟส
ที่เซ็นเตอร์แท็บ จ่ายกระแส 60mA ไปเข้าหลอดตัวบนและหลอดตัวล่าง ข้างละ 30mA รออยู่ก่อนแล้ว
ส่วนแรงดันไบอัสก็ตามรูป
ยังค้างอยู่ที่กริดนะครับ สัญญาณยังไม่ได้วิ่งเข้าหลอด
เพิ่มอีกนิด
ขณะนั้น ก่อนที่หัวคลื่นสีแดงจะวิ่งเข้าหลอด
เสี้ยววินาทีนั้น อิอิ แรงดันที่กริดของหลอดบนเทียบกับแคโทด -40V ซึ่งสัญญาณ 60V p-p จะวิ่งผ่านแรงดัน -40V
เสี้ยววินาทีนั้น อีกเช่นกัน แรงดันที่กริดของหลอดล่างเทียบกับแคโทด -40V ซึ่งสัญญาณ -60V p-p จะวิ่งผ่านแรงดัน -40V
เอาละคราวนี้แจ่มแจ้งแดงแจ๋แน่
ขอบอก กระซิบเบาๆ ไม่มีสัญญาณลบที่แท้จริง และไม่มีกระแสลบที่แท้จริง ทุกสิ่งสัมพัทธ์กับจุดอ้างอิง ทุกอย่างเป็นบวกหมด เช่นเดียวกับทฤษฎีของ อัลเบิร์ต อัลสไตน์
-
/\
จากวงจรข้างบนขอสอบถามผู้รู้ และ"น้าทิวบ์" ด้วยนะครับว่า
หลอดภาคขาออก ระหว่างการใช้ Rk แยกกัน และแบบใช้ร่วมกัน(ใช้๑ตัวพอ ประหยัดซีบายพาสได้อีกตัวหนึ่งด้วย เฮ่ๆๆ)
ให้ผลต่างกันทางวงจร และทางเสียงอย่างไรบ้างครับ
-
ตอนต่อไป ตอนนี้สัญญาณสีแดงวิ่งเข้าขากริดแล้วครับ
ผมอ่านค่าจากกราฟแล้วเอา excel บวก เช่น
ลำดับที่ 1 หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 0V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด 0V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส 60mA และมีแรงดันคร่อม OPT 620V (จากปลายด้านหนึ่งถึงอีกปลายด้านหนึ่ง)
ลำดับที่ 2 หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 5V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -35V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 50mA , Vp 280V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด -5V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -45V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 50mA , Vp 320V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส 100mA และมีแรงดันคร่อม OPT 600V (จากปลายด้านหนึ่งถึงอีกปลายด้านหนึ่ง)
ลำดับที่ 3 หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 10V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -30V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 70mA , Vp 260V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด -10V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -50V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 70mA , Vp 350V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส 140mA และมีแรงดันคร่อม OPT 610V (จากปลายด้านหนึ่งถึงอีกปลายด้านหนึ่ง)
ลำดับที่ 4 หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 15V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -25V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 90mA , Vp 225V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด -15V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -55V อ่านค่าจากกราฟ ถึงจุด cut off ได้ Ia 0mA , Vp cut off
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส 90mA และมีแรงดันคร่อม OPT 225V (จากปลายด้านหนึ่งถึงอีกปลายด้านหนึ่ง)
เป็นต้น ไปเรื่อยๆ จนหมดครึ่งลูกคลื่นแรก
-
เยี่ยมจริงๆครับ O0
-
/\
จากวงจรข้างบนขอสอบถามผู้รู้ และ"น้าทิวบ์" ด้วยนะครับว่า
หลอดภาคขาออก ระหว่างการใช้ Rk แยกกัน และแบบใช้ร่วมกัน(ใช้๑ตัวพอ ประหยัดซีบายพาสได้อีกตัวหนึ่งด้วย เฮ่ๆๆ)
ให้ผลต่างกันทางวงจร และทางเสียงอย่างไรบ้างครับ
ผมเห็นว่าในทางวงจรแล้วไม่แตกต่างกันครับ ถ้าใช้ C bypass ค่าเหมาะสม ส่วนในทางเสียงไม่เคยลองเทียบครับ
-
ตอนต่อไป ตอนนี้สัญญาณสีแดงวิ่งเข้าขากริดแล้วครับ
ผมอ่านค่าจากกราฟแล้วเอา excel บวก เช่น
ลำดับที่ 1 หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 0V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด 0V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส 60mA และมีแรงดันคร่อม OPT 620V (จากปลายด้านหนึ่งถึงอีกปลายด้านหนึ่ง)
ถูกต้องครับ
ลำดับที่ 2 หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 5V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -35V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 50mA , Vp 280V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด -5V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -45V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 50mA , Vp 320V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส 100mA และมีแรงดันคร่อม OPT 600V (จากปลายด้านหนึ่งถึงอีกปลายด้านหนึ่ง)
หลอดตัวบนถูกแต่หลอดตัวล่างไม่ถูกครับ หลอดตัวล่าง แรงดัน grid เทียบ cathode เป็น -45V, Ia = 20mA and Vp = 320V ครับ ต้องดูจากกราฟฝั่งของมันครับ ไม่ใช่ไปดูค่าจากกราฟของอีกหลอดหนึ่ง
จะเห็นว่าถ้าสัญญาณ swing แค่ +5 to -5 แบบนี้ แรงดันคร่อม load ก็คือ primary ทั้งหมด เท่ากับ 320-280 = 40V และกระแส 50-20 = 30mA และการเป็นกำลังขับไปเกิดที่ load บน secondary ครับ ที่เหลือลองไล่ดูใหม่นะครับ ผมคิดว่าคุณจับทางได้แล้วล่ะ O0
ลำดับที่ 3 หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 10V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -30V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 70mA , Vp 260V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด -10V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -50V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 70mA , Vp 350V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส 140mA และมีแรงดันคร่อม OPT 610V (จากปลายด้านหนึ่งถึงอีกปลายด้านหนึ่ง)
ลำดับที่ 4 หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 15V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -25V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 90mA , Vp 225V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด -15V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -55V อ่านค่าจากกราฟ ถึงจุด cut off ได้ Ia 0mA , Vp cut off
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส 90mA และมีแรงดันคร่อม OPT 225V (จากปลายด้านหนึ่งถึงอีกปลายด้านหนึ่ง)
เป็นต้น ไปเรื่อยๆ จนหมดครึ่งลูกคลื่นแรก
-
รูปกราฟ combine เอาไว้ดูการสวิงว่าเรียบไหม เท่านั้นใช่ไหมครับ
ถ้าจะดูการทำงานของทั้งสองหลอด ต้องดูกราฟโหลดไลน์
-
กริดสวิง 5V p-p
-
grid swing 10V p-p
ยังเป็นคลาส A
-
รูปกราฟ combine เอาไว้ดูการสวิงว่าเรียบไหม เท่านั้นใช่ไหมครับ
ถ้าจะดูการทำงานของทั้งสองหลอด ต้องดูกราฟโหลดไลน์
เส้นที่ลากในทั้ง 2 รูปถือเป็น Load Line ทั้งคู่ครับ อย่างที่ผมอธิบายไว้ในกระทู้เก่าว่า การลาก Load Line ในกราฟ Combine จะเห็นการทำงานรวมของคู่ PP จริงๆ ครับซึ่งจะหมายรวมถึงค่า Max Voltage Swing, Max Current, Power Output, THD, Minimum Supply Current, etc. สามารถดูค่าและคำนวณได้จากรูปนี้ครับ แต่ว่าแต่ละหลอดก็ยังคงทำงานตามกราฟของมันเอง ไม่ได้ล่วงข้ามไปถึงกราฟของอีกหลอดนึงครับ :)
-
กริดสวิง 15V p-p
ถึงตอนนี้ยังเป็นคลาสเอ อยู่ไหมครับ
-
กริดสวิง 15V p-p
ถึงตอนนี้ยังเป็นคลาสเอ อยู่ไหมครับ
เป็นจุดสุดท้ายที่เป็น Class A ครับ ถ้า Input เข้ามาแรงกว่านี้จะเป็น Class AB แล้วครับ
-
กริดสวิง 20V pp
หลอดล่างคัตออฟเช่นเคย แต่ไม่ใช่หยุดไปเลย คือสวิงไปถึงจุดคัตออฟแล้วจึงหยุด ไม่ทำงานต่อ เพราะกระแสไม่ไหล แรงดันที่เพลตเท่ากับแรงดัน B1+
อ้าวยังงี้ก็ไม่มีแรงดันคร่อมโหลดจากเซ้นเตอร์แท็บไปยังหลอดล่าง
ทำงานในคลาส AB
แล้วถึงตอนนี้ถือว่ายอดคลื่นที่ได้จากหลอดล่างโดนขลิบมั้ยครับ
-
กริดสวิง 20V pp
หลอดล่างคัตออฟเช่นเคย แต่ไม่ใช่หยุดไปเลย คือสวิงไปถึงจุดคัตออฟแล้วจึงหยุด ไม่ทำงานต่อ เพราะกระแสไม่ไหล แรงดันที่เพลตเท่ากับแรงดัน B1+
อ้าวยังงี้ก็ไม่มีแรงดันคร่อมโหลดจากเซ้นเตอร์แท็บไปยังหลอดล่าง
ใช่ครับ ไม่มีกระแสไหลในครึ่งของ Primary ที่ต่อไปหลอดล่างครับ กำลังขับเกิดเฉพาะจาก CT ไปหลอดบนเท่านั้น ตั้งแต่ตรงนี้ Load จะเหลือแต่ 1/4 plate to plate ครับ เพราะรอบเหลือแค่ 1/2 เท่านั้น การที่หลอดหยุดนำกระแสนี้ จะสลับกันไปครับ พอถึงครึ่งหลังของคลื่น หลอดบนก็จะ Off แทนครับ
ทำงานในคลาส AB
แล้วถึงตอนนี้ถือว่ายอดคลื่นที่ได้จากหลอดล่างโดนขลิบมั้ยครับ
คือถ้ามองทีละหลอด จะว่า Clip ก็ได้ครับ แต่ถ้ามอง Output ที่ Load จริงๆ แล้วไม่โดน Clip ครับ เพราะเรากำลังพิจารณาแค่สัญญาณ 180 องศาแรก จาก 0 ไป + แล้วกลับมา 0 เท่านั้นครับ แต่จะเห็นว่าในระหว่างจาก 0 ไป + ค่า Load จะเปลี่ยนไปเมื่อหลอดล่างหยุดทำงาน (ความชันของ Load Line จะเปลี่ยนไป) และช่วงสัญญาณ + กลับมาที่ 0 ก็จะเปลี่ยนอีกที ตอนที่หลอดล่างจะเริ่มนำกระแสครับ ลองคิดต่ออีก 180 องศาที่เหลือดูครับ (0 ไป - แล้วกลับมา 0)
-
/\
จากวงจรข้างบนขอสอบถามผู้รู้ และ"น้าทิวบ์" ด้วยนะครับว่า
หลอดภาคขาออก ระหว่างการใช้ Rk แยกกัน และแบบใช้ร่วมกัน(ใช้๑ตัวพอ ประหยัดซีบายพาสได้อีกตัวหนึ่งด้วย เฮ่ๆๆ)
ให้ผลต่างกันทางวงจร และทางเสียงอย่างไรบ้างครับ
ผมเห็นว่าในทางวงจรแล้วไม่แตกต่างกันครับ ถ้าใช้ C bypass ค่าเหมาะสม ส่วนในทางเสียงไม่เคยลองเทียบครับ
ขอบคุณมากครับ ขออนุญาตร่วมแชร์ประสบการณ์ด้วยนะครับ แม้เป็นเพียง เฉพาะภาคขยายส่วนหน้าก็ตาม คงเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านด้วยเช่นกัน
ล่าสุดได้นำแนวทางการใช้ อาร์คาโธดร่วมไปทดลองแล้วครับ เป็น Balance input / balance output ออลไดเร็คคัปปลิ้งจากแด็คฯ ถึงโหลดใช้งาน (หูฟังอิเล็กโทรสแตติค)
""""""""""""ใช้ ccs Load ด้วยเพื่อความมั่นใจว่า กระแสเพลทแต่ละไทรโอดของหลอดไหลใกล้เคียงกันที่สุด
พบว่า.........ได้ผลออกมาใกล้เคียงกับทางทฤษฎีมาก...... ผลการวัดแรงดันที่เพลท ก็จะใกล้เคียงกันมากๆ
....ขอให้หลอดมีความแม็ทช์กันสัก +-3% (อันนี้งานหินหน่อย/หรือไม่ก็ต้องใช้ ตังค์ ซื้อหลอดแม็ทช์ทั้งสองซีก สองหลอด ที่ราคาสูงกว่า)
ยิ่งปรับไบอัสให้แรงดันที่เพลทสูงขึ้นเข้าใกล้จุดทำงาน ที่ดาต้าชีทแนะนำ
หลอดที่ใช้คือ E80CC ( Vg -5.5V Va 250V)
bias 170-220V แรงดันที่เพลทของทั้งสองซีด
bias Va > 230V หลอดทั้งสองซีก จะวัดVaได้ค่าใกล้เคียงกันมาก (แทบจะเท่ากับเป๊ะๆเลย)
ตอนนี้ Actual
Vg = -5.6V (Rk = 575 Ohms""""for 2 triode)
Va = 232V (CCS load 5.6/575 Ohms = 9.74mA /2 = 4.87mA per Triode)
หากจะปรับแต่งเพิ่มคงเป็นที่ ICCS ขอซัก 5.5mA คงได้อะไรๆ มากขึ้นอีกนิด(หวังผลเรื่องเสียง)
เรื่องเสียงก็แจ่มเลยจร้า........ชอบๆๆ
ขอบคุณพี่ ออดิโอแมนด้วยจร้าสำหรับพื้นที่ และกระทู้ดีๆ
-
ขออนุญาตน้าออดิโอแมน สอบถาม น้า Mr.Tube เพิ่มเติม เกี่ยวกับ คำถามเหล่านี้ด้วยครับ
... ความเพี้ยน ของสัญญาณ
....bias Vg และการรับสัญญาณอินพุทสูงสุดโดยไม่เพี้ยน
....แรงดันขาออก สูงสุดที่ควรจะได้ โดยไม่เพี้ยน (ในทางปฏิบัติ สัญญาณอินพุท ไม่ควรแรงเกินเท่าใด ของการไบอัส ความเพี้ยนของสัญญาณจึงจะไม่เพิ่มขึ้นเช่นยังอยู่ใน 1%)
หลอดที่เลือกใช้
out put Tube 6BX7 u = 10 (Va =380V ,Ia = 25mA อัดแยะหน่อย ใช้CCS Load ด้วยหลังผลทางเกนมาเต็มๆๆ)
จุด bias Vg -35V = 70 V p-p max รับสัญญาณอินพุทได้สูงสุด
Driver tube 6SN7 u =20 (Va =250V ,Ia = 9mA ตามสูตรเป๊ะๆ ใช้CCS Load ด้วยหลังผลทางเกนมาเต็มๆ)
จุด bias Vg -8 V = 16 V p-p max รับสัญญาณอินพุทได้สูงสุด
-
คงต้องคิดในแบบองค์รวม ไม่คิดแยกส่วน
ตั้งแต่ grid swing , current swing ,voltage swing , Vp swing, load swing , output swing , load impedance change , out pot impedance change
-
ขออนุญาตน้าออดิโอแมน สอบถาม น้า Mr.Tube เพิ่มเติม เกี่ยวกับ คำถามเหล่านี้ด้วยครับ
... ความเพี้ยน ของสัญญาณ
....bias Vg และการรับสัญญาณอินพุทสูงสุดโดยไม่เพี้ยน
....แรงดันขาออก สูงสุดที่ควรจะได้ โดยไม่เพี้ยน (ในทางปฏิบัติ สัญญาณอินพุท ไม่ควรแรงเกินเท่าใด ของการไบอัส ความเพี้ยนของสัญญาณจึงจะไม่เพิ่มขึ้นเช่นยังอยู่ใน 1%)
ไม่มีสูตรหรือค่าตายตัวสำหรับทุกหลอดครับ
-
ขอเริ่มใหม่นะครับ จะให้กริดสวิงไปทีละ +/-5Vpeak-peak ครบ 360 องศา ครบรอบแล้วจึงเพิ่มขึ้นไปอีก
ลำดับที่ 1
หลอดตัวบน แรงดันที่กริด 0V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
หลอดตัวล่าง แรงดันที่กริด 0V แรงดันที่ Vk 40V แรงดันกริดเทียบแคโทด -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
แหล่งจ่ายไฟ B1+ แรงดันไฟ ณ จุดสงบ จุดไบอัส 360V จ่ายกระแส 60mA
แรงดันที่เพลตหลอดบน 350V และเพลตหลอดล่าง 350V
แรงดันคร่อม OPT จากเพลตถึงเพลต 350-350 = 0V
อิมพีแดนซ์ของ OPT 5K plate to plate
ทำงานคลาส A บนเส้นโหลดไลน์ 1.25K
-
ลำดับที่ 2
2.1 grid swing จาก 0-90 องศา
หลอดตัวบน
แรงดันที่กริดสวิงจาก 0 ถึง 5V แรงดันที่แคโทด 40V แรงดันกริดเทียบแคโทดสวิงจาก -40 ไป -35V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 50mA , Vp 280V
หลอดตัวล่าง
กริดสวิงจาก 0 ถึง -5V แรงดันที่แคโทด 40V แรงดันกริดเทียบแคโทดสวิงจาก 40 ไป -45V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 20mA , Vp 320V
grid swing ไปยัง 90 องศาแรกแหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส =50+20 = 70mA
มีแรงดันคร่อม OPT จากเพลตถึงเพลต =320-260 = 60V
2.2 ต่อมา grid swing จาก 90-180 องศา
หลอดตัวบน
แรงดันที่กริดสวิงจาก 5 ถึง 0V แรงดันที่แคโทด 40V แรงดันกริดเทียบแคโทดสวิงจาก -35 ไป -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
หลอดตัวล่าง
กริดสวิงจาก -5 ถึง 0V แรงดันที่แคโทด 40V แรงดันกริดเทียบแคโทดสวิงจาก 45 ไป 40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส =30+30 = 60mA
มีแรงดันคร่อม OPT จากเพลตถึงเพลต =350-350 =0V
2.3 ต่อมา grid swing จาก 180-270 องศา
หลอดตัวบน
แรงดันที่กริดสวิงจาก 0 ถึง -5V แรงดันที่แคโทด 40V แรงดันกริดเทียบแคโทดสวิงจาก -40 ไป -45V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 20mA , Vp 320V
หลอดตัวล่าง
กริดสวิงจาก 0 ถึง 5V แรงดันที่แคโทด 40V แรงดันกริดเทียบแคโทดสวิงจาก 40 ไป -35V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 50mA , Vp 280V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส =50+20 = 70mA
มีแรงดันคร่อม OPT จากเพลตถึงเพลต =320-260 = 60V
2.4 ต่อมา grid swing จาก 270-360 องศา
หลอดตัวบน
แรงดันที่กริดสวิงจาก -5 ถึง 0V แรงดันที่แคโทด 40V แรงดันกริดเทียบแคโทดสวิงจาก -45 ไป -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp 310V
หลอดตัวล่าง
กริดสวิงจาก 5 ถึง 0V แรงดันที่แคโทด 40V แรงดันกริดเทียบแคโทดสวิงจาก 35 ไป -40V อ่านค่าจากกราฟได้ Ia 30mA , Vp -310V
แหล่งจ่ายไฟต้องจ่ายกระแส =30+30=60mA
มีแรงดันคร่อม OPT จากเพลตถึงเพลต =350-350 = 0V
อิมพีแดนซ์ของ OPT 5K plate to plate
ทำงานคลาส A บนเส้นโหลดไลน์ 1.25K
-
ลำดับที่ 2
2.1 grid swing จาก 0-90 องศา
หลอดตัวบน........
..........ทำงานคลาส A บนเส้นโหลดไลน์ 1.25K
วิธีคิดถูกแล้วครับ แต่ช่วง Class A Load เป็น 5k ไม่ใช่ 1.25k ครับ
-
ทำงานบนเส้นโหลดไลน์ 1.25K ตามกราฟครับ
แต่โหลด OPT 5K plate to plate สองข้างช่วยกันทำงาน
ถ้ายังงั้น ในช่วงที่ทำงานคลาส A เราต้องลากเส้นโหลดไลน์ 5K เพื่อดูการทำงานไหมครับ
-
ทำงานบนเส้นโหลดไลน์ 1.25K ตามกราฟครับ
แต่โหลด OPT 5K plate to plate สองข้างช่วยกันทำงาน
ถ้ายังงั้น ในช่วงที่ทำงานคลาส A เราต้องลากเส้นโหลดไลน์ 5K เพื่อดูการทำงานไหมครับ
สำหรับ Class AB ในระหว่าง 1 ลูกคลื่น วงจรจะทำงานด้วย 2 ค่า Load ครับ หรือจะบอกว่าค่า Load เปลี่ยนไปมาระหว่าง 5k กับ 1.25k ในระหว่าง 1 cycle ก็ได้ครับ ดูจากข้อความนี้เลยครับ
คือถ้ามองทีละหลอด จะว่า Clip ก็ได้ครับ แต่ถ้ามอง Output ที่ Load จริงๆ แล้วไม่โดน Clip ครับ เพราะเรากำลังพิจารณาแค่สัญญาณ 180 องศาแรก จาก 0 ไป + แล้วกลับมา 0 เท่านั้นครับ แต่จะเห็นว่าในระหว่างจาก 0 ไป + ค่า Load จะเปลี่ยนไปเมื่อหลอดล่างหยุดทำงาน (ความชันของ Load Line จะเปลี่ยนไป) และช่วงสัญญาณ + กลับมาที่ 0 ก็จะเปลี่ยนอีกที ตอนที่หลอดล่างจะเริ่มนำกระแสครับ ลองคิดต่ออีก 180 องศาที่เหลือดูครับ (0 ไป - แล้วกลับมา 0)