HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: ดาวเหนือ ที่ 17 สิงหาคม, 2012, 06:13:00 am
-
ในการทำ DIY ของเพื่อนๆ นิยมใช้ Volume ค่าไหนบ้างครับ
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ท่านชอบใช้แบบ mono, stereo(2) หรือ balance(4) กันครับ
ขอบคุณครับ
-
แต่เช้าเชียว :D
-
ผมชอบใช้ค่าต่ำๆครับ 10K-50K ส่วน balance นี่ต้องแล้วแต่วงจรละครับ ตอนนี้ก็กำลังทำ preamp balance อยุ่ ผมใช้ volume stereo สองตัวปรับแบบแยกอิสระซ้าย/ขวาเพราะหา Volume แบบ สี่ชั้นไม่ได้
-
ใช้ 50-100k กับวงจร ss เปิดเพลงฟังประมาณ 9-10 นาฬิกา กำลังสวยครับ
-
100k ตจว.หาง่ายสุด
-
ชอบใช้ 15K และ 50 K ครับ
-
ผมไม่เข้าใจว่าโวลุ่มจะใช้กันอย่างไร หมายถึงใช้กี่k ถึงจะเหมาะสม ผมก็ยืนพื้น100k ตลอดเลยครับ
-
34.75K ครับ ทั้งซ้าย/ขวา
-
ผมใช้ 10k กับ 100k ครับ
ถ้ายังหาซื้อ TKD 2P65CS ที่เป็น step อยู่ในกระป๋องได้นี่สุดยอดครับ รุ่นนี้เท่านั้นนะ รุ่นเหลี่ยมๆต่างกันมากโขอยู่
34.75K ครับ ทั้งซ้าย/ขวา
แบบนี้ Gainclone ดิ ;D
-
เมื่อก่อนใช้100Kยืนพื้นสำหรับงานเครื่องหลอด ตอนหลังมาพบว่าหากไม่มีปัญหาเรื่อง imp matching ใช้ค่าต่ำตั้งแต่50k ลงมาเสียงดีกว่าเยอะครับ ถ้าเป็นเครื่องSSละก้อ วอลลุ่ม100Kให้เสียงแย่มากๆเสียงจะออกแข็งๆ แห้งๆเลยล่ะ ^-^
-
โดยส่วนตัว แล้ว เล่นแต่หลอด ก็100k โซลิตก็20k
-
โดยส่วนใหญ่ 100K ครับ 20K 10K ใช้กับ Cmoy เมื่อมาเล่น GC แบบ Step หากมี Selector และ R ดีๆ ก็น่าเอามาทำ 100K Step O0
-
คิดว่าค่าน้อยๆจะทำให้สัญญาณผ่านความต้านทานมาน้อยสัญญาณรบกวนจากตัวต้านทานเองและจากการเหนี่ยวนำทางอินพุตจะน้อย แต่ต้องไม่ต่ำเกินเอาท์พุทอิมพิแดนซ์ของภาคหน้า ส่วนใหญ่ผมจะเผื่อให้มากกว่า10-20เท่าของเอาท์พุทอิมพิแดนซ์ของภาคหน้า :)
-
กำลัง หา 100K Balance ดีๆอยู่ครับ ;)
-
คิดว่าค่าน้อยๆจะทำให้สัญญาณผ่านความต้านทานมาน้อยสัญญาณรบกวนจากตัวต้านทานเองและจากการเหนี่ยวนำทางอินพุตจะน้อย แต่ต้องไม่ต่ำเกินเอาท์พุทอิมพิแดนซ์ของภาคหน้า ส่วนใหญ่ผมจะเผื่อให้มากกว่า10-20เท่าของเอาท์พุทอิมพิแดนซ์ของภาคหน้า :)
เห็นด้วยกับหลักการนี้ครับ ควรใช้วอลลุ่มที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำสุดเท่าที่ภาคหน้าจะขับได้โดยไม่มีปัญหาแต่ต้องไม่สูงเกินกว่าที่จะก่อปัญหาดิสทอร์ชั่นกับภาคอินพุตหลังวอลลุ่มเช่นเดียวกัน
Noise และคุณภาพของ contactในตัววอลลุ่มก็เป็นตัวแปรกับคุณภาพเสียงมากเหมือนกัน ปกติจะมีไวเปอร์ 2 จุดต่อ 1 ch ผมพบว่า เอา Alps Blue Velvet แบบ 4 wafers (สำหรับสัญญาณแบบบาลานซ์) มาใช้แบบสเตอริโอโดยเอาสองwafer มาขนานกัน ได้คุณภาพที่ดีขึ้นมากๆ คงเป็นเพราะไปเบิ้ลคอนแทคต่อจุด ได้เสียงดีขึ้นอย่างชัดเจนเลยครับ ขอแนะนำให้ลองครับ O0
-
ของผมปรีหลอดใซ้ 100k ปรีโซลิตใซ้ 10K
-
คิดว่าค่าน้อยๆจะทำให้สัญญาณผ่านความต้านทานมาน้อยสัญญาณรบกวนจากตัวต้านทานเองและจากการเหนี่ยวนำทางอินพุตจะน้อย แต่ต้องไม่ต่ำเกินเอาท์พุทอิมพิแดนซ์ของภาคหน้า ส่วนใหญ่ผมจะเผื่อให้มากกว่า10-20เท่าของเอาท์พุทอิมพิแดนซ์ของภาคหน้า :)
เห็นด้วยกับหลักการนี้ครับ ควรใช้วอลลุ่มที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำสุดเท่าที่ภาคหน้าจะขับได้โดยไม่มีปัญหาแต่ต้องไม่สูงเกินกว่าที่จะก่อปัญหาดิสทอร์ชั่นกับภาคอินพุตหลังวอลลุ่มเช่นเดียวกัน
Noise และคุณภาพของ contactในตัววอลลุ่มก็เป็นตัวแปรกับคุณภาพเสียงมากเหมือนกัน ปกติจะมีไวเปอร์ 2 จุดต่อ 1 ch ผมพบว่า เอา Alps Blue Velvet แบบ 4 wafers (สำหรับสัญญาณแบบบาลานซ์) มาใช้แบบสเตอริโอโดยเอาสองwafer มาขนานกัน ได้คุณภาพที่ดีขึ้นมากๆ คงเป็นเพราะไปเบิ้ลคอนแทคต่อจุด ได้เสียงดีขึ้นอย่างชัดเจนเลยครับ ขอแนะนำให้ลองครับ O0
หาจากไหนครับ volume balance แบบนี้ :)
-
อยากรบกวนให้ท่านที่ทีประสบกราน์แนะนำว่าควรใช้ค่าเท่าไรดี เพราะอะไร
ผมเองทั้ง SS หรือปรีหลอด ใช้100k ตลอดเลยครับ เวลาชื้อก็จะชื้อแต่100k เพราะไม่กล้าชื้อค่าอื่นๆกลัวเอามาแล้วใช้ไม่ได้ครับ
-
อยากรบกวนให้ท่านที่ทีประสบกราน์แนะนำว่าควรใช้ค่าเท่าไรดี เพราะอะไร
ผมเองทั้ง SS หรือปรีหลอด ใช้100k ตลอดเลยครับ เวลาชื้อก็จะชื้อแต่100k เพราะไม่กล้าชื้อค่าอื่นๆกลัวเอามาแล้วใช้ไม่ได้ครับ
ผมว่าความเชื่อที่ว่า ถ้าเป็นปรีหลอดควรใช้ 100K เป็นเหตุผลทางประวัติศาสตร์ เพราะsourceที่ต่อเข้า(หลอดเช่นกัน)มีoutput imp. สูงระดับ 10K เป็นเรื่องปกติ การใช้วอลลุ่ม 100K จึงเป็นตัวเลขที่เหมาะสมและใช้กันมาโดยตลอด
ปัจจุบัน source ส่วนใหญ่มี output imp ต่ำหลักร้อยหรือหลักสิบโอม และจ่ายกระแสขับloadได้ดี ถึงแม้จะใช้opampก็ตาม การใช้วอลลุ่มค่าต่ำกว่า 100K.กับปรีหลอด จึงไม่เป็นผลเสีย สำหรับผมแล้ว 50K. เป็นค่า default ที่ใช้ได้ทั้งปรีหลอดและSS. Allen Write ผู้ล่วงลับ แห่ง Vacuum State ยืนยันให้ใช้วอลลุ่ม50K ไม่ใช่ 100K สำหรับปรีหลอดบาลานซ์ RTP.
-
คิดว่าค่าน้อยๆจะทำให้สัญญาณผ่านความต้านทานมาน้อยสัญญาณรบกวนจากตัวต้านทานเองและจากการเหนี่ยวนำทางอินพุตจะน้อย แต่ต้องไม่ต่ำเกินเอาท์พุทอิมพิแดนซ์ของภาคหน้า ส่วนใหญ่ผมจะเผื่อให้มากกว่า10-20เท่าของเอาท์พุทอิมพิแดนซ์ของภาคหน้า :)
เห็นด้วยกับหลักการนี้ครับ ควรใช้วอลลุ่มที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำสุดเท่าที่ภาคหน้าจะขับได้โดยไม่มีปัญหาแต่ต้องไม่สูงเกินกว่าที่จะก่อปัญหาดิสทอร์ชั่นกับภาคอินพุตหลังวอลลุ่มเช่นเดียวกัน
Noise และคุณภาพของ contactในตัววอลลุ่มก็เป็นตัวแปรกับคุณภาพเสียงมากเหมือนกัน ปกติจะมีไวเปอร์ 2 จุดต่อ 1 ch ผมพบว่า เอา Alps Blue Velvet แบบ 4 wafers (สำหรับสัญญาณแบบบาลานซ์) มาใช้แบบสเตอริโอโดยเอาสองwafer มาขนานกัน ได้คุณภาพที่ดีขึ้นมากๆ คงเป็นเพราะไปเบิ้ลคอนแทคต่อจุด ได้เสียงดีขึ้นอย่างชัดเจนเลยครับ ขอแนะนำให้ลองครับ O0
หาจากไหนครับ volume balance แบบนี้ :)
Akihabara, Tokyo ครับ ;) สวรรค์ของชาวดีไอวาย
ผมมีสแปร์อีก1ตัว 50K สนใจPM มา
-
ผมใช้ 10 ครับ
-
โดยส่วนใหญ่ผมเห็นวงจรต่างๆมักกำหนดที่ 100 KA น่าจะเป็นค่ารวมที่เซพสุด ผมเห็นบางท่านบอกถ้าเปลี่ยนเป็นค่านี้เสียงจะกว้างขึ้นบ้างก็มี โดยส่วนตัวก็คิดเหมือนกันว่าค่าเหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไรของแต่ละวงจร หรือที่ให้มานั้นกำหนดมาถูกต้องแล้ว
เชิญผู้รู้ แนะนำ
-
ของผมใช้ 10 kครับ
-
ผมใช้ตามที่วงจรระบุมาตลอดครับ ส่วนมาก 100ka ยังไม่เคยทดลองเปลี่ยนค่าอื่นครับ
เคยทำแบบ 24 สเต็บ แบบที่มี อาร์ ต่อข้างนอก 100 K เสียงดีครับ แต่มีข้อบกพร่องตรงที่เวลาหมุน
บางครั้งมีเสียงดัง ตุบ ออกมาครับ :cry2