HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: Jakaman ที่ 10 กันยายน, 2012, 02:08:00 am
-
ขออนุญาติเล่าความสำคัญของคำว่าต้นเสียงให้ผู้ที่ยังเพิ่งเข้ามาเล่นเครื่องเสียงใหม่ๆให้ทราบนะครับ
นิยามของเครื่องเสียงที่ดีคืออะไร ?
ถ้าให้ตอบสั่นๆก็คือ เสียงที่ดีคือเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนจริงของเครื่องดนตรีต่างๆที่แสดงตัวตนออกมานั้นให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในห้องอัดหรือกำลังฟังวงดนตรีเล่นกันสดๆต่อหน้า ซึ่งถ้าต้องการรู้ว่าเป็นอย่างไร แน่ะนำให้ผู้อ่านลองหาร้านอาหารที่มีดนตรีเล่นสดๆ เราก็จะรับรู้ได้ไม่ยาก
Tier คืออะไร
ขอตอบตามความเข้าใจของผู้เขียนเองว่า มันคือขบวนการและหน้าที่ในแต่ละหน้าที่ ซึ่งในวงการเครื่องเสียงจะประกอบไปด้วย Source , Player , PreAmp , PowerAmp , Speakers นั้นเอง
ทฤษฏีต้นทางคือ ?
ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆถึงการกระซิบของคน 5 คน โดยให้คนแรกอ่านข้อความจากกระดาษแล้วกระซิบพูดต่อๆกันไปจนคนสุดท้ายให้ตะโกนออกมา ผลส่วนใหญ่อาจถูกหรือผิดก็เป็นได้ ที่ผิดส่วนใหญ่เราพบว่าคน 5 คนถ้ามีใครคนใดคนนึงในห้าคนนั้นพูดผิดหรือได้ยินผิด สุดท้ายมันก็จะได้ผลลัพย์ที่ผิดเสมอไป ดังนั้นถ้าทุกคนทำหน้าที่เป็นต้นทางของกันและกันก็ควรที่จะต้องเป็นต้นทางที่มีคุณภาพด้วยกันทั้งหมด ก็เหมือนกับเครื่องเสียงนั้นแหละครับ ในแต่ละ Tier ควรจะให้ความถูกต้องตั้งแต่แรกจนถึง Tier สุดท้ายก็คือลำโพงนั้นเอง
ฉะนั้นผมจึงอยากบอกว่าการเลือก Source และ Player เป็นเรื่องที่ควรตระหนักตั้งแต่ต้นเมื่อเริ่มคิดจะเล่นเครื่องเสียง เพื่อป้องกันความสับสนว่าทำไมเวลาไปฟังที่ร้านเสียงดี แต่พอซื้อมาฟังที่บ้านเสียงกับไม่ได้อย่างที่ต้องการหรือแย่ลงเอามากๆ นั้นเป็นเพราะร้านมักจะเลือกต้นกำเนิดดีๆมาต่อกับชุดเครื่องเสียงที่ต้องการ Present นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสภาวะของห้องฟังด้วยที่มีผลอย่างมาก
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 1
ผมลองหาเครื่องเล่น DVD ราคาถูกของจีนเครื่องนึงมาต่อกับแอมป์คลาส B ซึ่งพละกำลังของแอมป์คลาสนี้เหลือเฟื่อแต่คุณภาพของเสียงเพี้ยนเพราะเกิดจากสัญญาณมีรอยหยักในช่วงของกลาง Sinewave อย่างที่หลายๆท่านเข้าใจ แต่ส่วนลำโพงผมกลับใช้ ProAc Response 1 sc เป็น Monitor ในการลองฟัง ผลคือเสียงที่ได้มันทั้งเพี้ยนและแบน ถึง Response 1 sc จะให้รายละเอียดที่ระยิบอย่างไรก็ตาม แต่ในเมื่อต้นกำเนิดเสียงมันก็เพี้ยน ปลายทางก็ไปไม่ได้ดีไปกว่าฟังลำโพงราคาถูกๆเลย แม้เบสจะดูเหมือนจะทำได้ดีในลำโพงยี่ห้อนี้ แต่ก็ยังออกอาการบวมอย่างเห็นได้ชัด นี่คือการทดลองที่ยืนยันได้ว่าหากต้นกำเนิดไม่ดี ปลายทางย่อมแย่ไปตามๆกัน
ไว้จะมาต่อครับ ตอนนี้ง่วงมากเลย ขอไปนอนก่อนครับ
-
:clap O0 :clap เข้าใจง่ายเลย O0 :clap O0
-
:clap :clap
-
ต่อเลยครับ...กำลังติดตามอยู่ :victory :victory :victory :victory
-
:clap c) เยี่ยมมากครับ เข้าใจง่ายอ่านแล้วเข้าใจเลย c) :clap
-
ต่อๆครับ :victory
-
"ไว้จะมาต่อครับ ตอนนี้ง่วงมากเลย ขอไปนอนก่อนครับ"
ตื่น มาต่อได้แล้วครับ อยากฟังในแง่มุมต่างๆ ของผู้มีประสบการณ์ ครับ O0
-
รอติดตามครับ :clap
-
อ่านเข้าใจง่าย รอตอนต่อไปครับ
-
:) เยี่ยมมากครับ O0 :headphone
-
ขอบพระคุณสำหรับเพื่อนๆที่ติดตามอ่านนะครับ มาต่อกันภาค 2 เลยครับ
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 2
หลังจากการทดลองเล็กๆภาคที่ 1 ไปผมลองเปลี่ยนเอา DAC รุ่น Super Pro 707 (CS4398) มาต่อกับเครื่องเล่น DVD จีนราคาถูก ผลที่ได้มันน่าตกใจคือ รายละเอียดของเสียงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เบสที่ออกอาการบวมและเบลอมันกลับให้ความกระชับเป็นตัวตนมากขึ้นเห็นๆ แต่เสียงกลางก็ยังทึบๆมัวอยู่ และเสียงย่านสูงก็ยังแบนๆตามสไตล์ของแอมป์คลาสนี้จะให้ได้ แต่รายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมามากมายเอาเรื่องอยู่ นั้นแปลว่าหากรายละเอียดของต้นทางดีขึ้น Tier ที่อยู่ข้างหลังก็จะดีขึ้นตามที่สุดเท่าที่มันจะทำได้
หลังจากนั้นผมลองเปลี่ยนเอาแอมป์ Gain clone LM3875 มาเปลี่ยนดู ผลที่ได้ก็อย่างที่คาดเสียงที่ได้มีรายละเอียดระยิบระยับ เสียงกลางหวานทอดยาวไปถึงปลายทางด้านสูง ผิดกับแอมป์คลาสบีลิบลับ
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 3 เปลี่ยนสาย
จากการทดลองแรกๆ ผมใช้สายสัญญาณมาตราฐานราคาราวๆ 80 บาท คราวนี้เลยลองเปลี่ยนสัญญาณ LC-OFC ของ Wadlm ดู (ตกเมตรละ 200 บาท) ผลที่ได้คือรายละเอียดและปลายสูงขึ้นเสียงที่ได้ยินจากสายเดิมๆมันกลับชัดเจนกว่า และเวทีเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น นี่คือการลงทุนในเรื่องสายสัญญาณ แต่พอเอาสายสัญญาณเงินของ CLICKTRONIC ชุดละ 2490 บาท มาต่อผลที่ได้คือเวทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมันกว้างขึ้นอย่างมาก มวลของเสียงต่ำหนาขึ้นและกระชับเก็บตัวเร็วมากขึ้น นั้นหมายถึงสายหรือทางเดินนั้นมีผลต่อเสียงอย่างแน่นอน
ยังมีต่อนะครับ ขออนุญาติไปทานข้าวก่อนครับ ผบทบ ตามแล้วครับ
-
d_dทานข้าวเร็วๆนะครับ กำลังรออ่านตอนต่อไปอยู่ครับ :headphone c)
-
สุดยอดครับ รออ่านครับ O0 O0
-
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 4
คราวนี้ผมถอดสายเงินออกไป แล้วเอาสาย LC-OFC ของ WADLM เมตรละ 200 บาทมาเปลี่ยนแทน แล้วลองเปลี่ยน DAC WM8740x2+DIR9001+OpAmp OPA627 มาแทน ซึ่งรุ่นนี้ผมเทสเสียงมาแล้วว่าเสียงดีกว่า Super pro 707 โขอยู่ ผลที่ได้มันกลับยอดเยี่ยมกว่าการเปลี่ยนไปใช้สายเงินในราคาใกล้เคียงกันอยู่โขทีเดียว เพราะ DAC ย่อมให้ผลโดยตรงต่อเสียงมากกว่าการเปลี่ยนสาย นี่เป็นการยืนยันว่าถ้าหากคิดจะเปลี่ยนสายดีๆแล้วหล่ะก้อ ลองพิจารณา DAC ดีๆสักตัวก่อน เพราะเป็นการเสียเงินที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและรายละเอียดเสียงโดยตรงมากกว่าการใช้สายดีๆอย่างแน่นอน
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 5
คราวนี้ลองเปลี่ยนสายลำโพงจากสายลำโพงธรรมดาเป็น BELDEN ที่ดีขึ้นมานิดนึง ผลคือเบสที่ได้ลึกลงตัวมีพลัง และเวทีมีตัวตนชัดเจนมากขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่เท่าการเปลี่ยน DAC ในแต่ละยี่ห้อแต่ละเบอร์ คราวนี้ลองเอาสายลำโพงที่ราคาสูงขึ้นมาอีกนิดคือ Van den hul รุ่น Clear water ราคาตกเมตรละ 250 บาท (ข้างละ 2 เมตร) ผลคือรายละเอียดหยุ่มหยิมและความต่อเนื่องทำได้ดีขึ้น แต่เบสออกจะเฉื่อยเล็กน้อยซึ่งถือว่าลงตัวกับ ProAc Response 1 sc เพราะลำโพงตัวนี้เบสเก็บตัวเร็วอยู่แล้วให้เฉื่อยออกไปบ้างก็จะได้ฟังโน๊ตของเบสที่ลงตัวมากขึ้น หลังจากนั้นผมถอดลำโพง ProAc ออกเปลี่ยนเป็น Modauntshot รุ่น Carnival 2 ผลคือรายละเอียดตั้งแต่กลางไปจนสูงหายไปโข เบสที่เคยมีตัวตนลดลงอย่างรู้สึกได้ชัดเจน นั้นแปลว่าถึงจะใช้สายดีแค่ไหนและต้นทางมาดีแค่ไหนก็ยังต้องให้ความสำคัญกับลำโพงซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายที่จะบอกว่า System ของคุณจะตกม้าตายหรือไม่ แต่สำหรับใครที่ใช้ Modauntshot รุ่นนี้อยู่ผมลองเอา C ค่า 1 uF ของ Audyn มาคร่อมที่ C ตัวที่ต่อกับ Tweeter บนปริ้นเลยครับ บอกตรงๆว่ารายละเอียดเพิ่มขึ้นมาระยิบระยับ(แต่ก็ยังสู้ ProAc ไม่ได้อยู่ดี) ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยน C ดีๆในวงจรหรือการ BiCAP C นั้นมีผลต่อเสียงโดยตรงมากกว่าการเปลียนสายลำโพงเป็นไหนๆ ฉะนั้นขอแน่ะนำให้เพื่อนๆใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ก่อนที่เราจะเลือกสายดีๆให้กับ System ของเรานะครับ เพราะการเสียเงินในแต่ละบาทมันมีความคุ้มค่าในตัวของมันเองครับ
ขอสรุปเลยนะครับ ถ้าจะเล่นเครื่องเสียงสำหรับมือใหม่ ให้ลองเริ่มซื้อเรียงตามนี้ก่อนครับ
1. หา DAC ดีๆก่อน หาก DAC เปลี่ยน OpAmp ได้ให้ลองเปลี่ยนเป็น OPA2604, OPA627, AD797 ก่อน
2. หา ปรีแอมป์
3. หาพาวเวอร์แอมป์
4. หาลำโพง ถ้าราคาลำโพงถูกกว่าหนึ่งหมื่น โมดิฟายจำพวก C ก่อน (ลอง BiCAP หรือเปลี่ยนยี่ห้อ C ให้ดีขึ้น แน่ะนำ SCR, SOLEN, AUDYN, KIMBER CAP, IMB)
5. สายสัญญาณ
6. สายลำโพง
ขอจบรายงานเท่านี้ครับ ขอให้มีความสุขกับการใช้เงินซื้อเครื่องเสียงอย่างคุ้มค่าครับ
-
ขอต่ออีกนิดครับ
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 6 การสังเกตุรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
ผมลองเปลี่ยนเครื่องเล่นจาก DVD จีนราคาถูกมาเป็น Bluray ของ Philips รุ่น BDP3100 แล้วทำการต่อ System ทุกอย่างดังนี้คือ DAC WM8740x2+OpAmp OPA627, แอมป์ Gainclone , ลำโพง ProAc Response 1 sc, สายลำโพง Van den hul, สายสัญญาณ CLICKTRONIC สายเงิน หลังจากนั้นลองเปิดฟังเทียบดู ผลคือน้ำเสียงที่ได้ไม่ค่อยแตกต่างกันสักเท่าไหร่ ดูเหมือนว่า DAC จะมีผลต่อรายละเอียดพอๆกันกับต้นกำเนิดคือแผ่นและ Transport หรืออีกแง่มุมคือ Transport ราคาระดับล่างนี้เกรดอยู่ในระดับพอๆกัน แต่เดี๋ยวก่อนผมลองเข้าไปในเมนูของเครื่องเล่น Bluray ผมกลับพบว่าที่เมนู ตั้งค่า -> Audio มีเมนูชื่อว่า Down samping มันตั้งค่าเป็น ON ซึ่งหมายถึงมันจะส่งสัญญาณดิจิตอลออกไปเพียง 16 Bit/48K เท่านั้น ผมเลยจัดแจงเปลี่ยนค่าเป็น OFF เพื่อให้มันส่งสัญญาณดิจิตอลระดับ 24Bit/96K ออกไป สิ่งที่ได้มากกว่าการเสียเงินคือ รายละเอียดมันเพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล เบสมีมวลกระชับแน่น ปลายงี้ละเอียดระยิบระยับ แค่จุดสังเกตุเล็กๆน้อยๆนี้ทำให้ผมหยุดการใช้เงินที่ต้องซื้อพวกภาคจ่ายไฟและสายไฟราคาแพงที่กิเลสมันบอกให้ไปซื้อ(555) และทำให้ฟังเพลงอย่างมีความสุขไปอีกระยะยาวๆ เพราะตอนนี้ผมต้องหยิบแผ่นเก่าๆในบ้านและแผ่นโปรดมานั่งฟังใหม่ทุกแผ่นอย่างมีความสุขมากขึ้น ซึ่งบ่งว่าการสังเกตุสิ่งเล็กน้อยและใส่ใจในเรื่องของการดึงความสามารถของอุปกรณ์มาใช้อย่างหมดจดเป็นเรื่องที่ต้องกระทำก่อนที่จะเสียเงินซื้อของเล่นชิ้นต่อไปครับ
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 7 ลองเปลี่ยน OpAmp ของอุปกรณ์
เนื่องจาก DAC ของผมนั้นสามารถเปลี่ยน OpAmp ได้ และของเดิมก็คือ NE5502 เมื่อผมกำลังตัดสินใจจะซื้อสายสัญญาณคู่ใหม่ ผมจึงหันไปมอง OpAmp ของ DAC ที่เป็นภาค Drive ก่อนเนื่องจากค่าตัวที่ถูกกว่าและความคิดของผมคือยังไงการเปลี่ยนอุปกรณ์ Active ย่อมมีผลมากกว่าการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เป็น Passive อย่างแน่นอน ดังนั้นผมจึงคิดว่าการลงทุนต่อไปน่าจะเริ่มจากลองหา OpAmp ดีๆสักตัว จากนั้นจึงเริ่มหา OPA627 มาลองทันที และหลังจากนั้นก็ได้มาในราคาที่ไม่แพงนักคือคู่ละ 700 บาท โดยก่อนทำการเปลี่ยนเสียงที่ได้นั้นออกแนวเบสหนานุ่มใหญ่และรายละเอียดดีระดับนึง ซึ่งจริงๆแล้วผมพอใจในน้ำเสียงเดิมของมันอยู่แล้วแต่ใจมันก็อยากลองเลยต้องขอลองเปลี่ยนดูสักที จากนั้นผมหยิบเจ้า Burrbrown OPA627 ที่ใครๆว่ากันว่าเสียงเทพแห่ง OpAmp มาใส่ดู ผลคือโอ้ว...ไดนามิกครับ มันชัดเจนมากแต่รายละเอียดยังคงใกล้เคียงกัน และที่ตกใจคือเบส มันแสดงพละกำลังการกระแทกของหนังกลองได้เยี่ยมยอดมาก ทำเอานั่งเคลิ้มไปสักระยะ พอเริ่มมีสติก็ลองเอาแผ่นโน้นแผ่นนี้มาเปิด ฟังมัันหลายๆครั้งจนแทบสรุปออกมาได้เลยว่า สุดยอดมาก ถ้าเราเอาเงินสัก 700 ไปซื้อสายมันจะได้ความต่างขนาดนี้หรือก็คงไม่ใช่มั้ยครับ ถึงผมจะเปลี่ยนสายลำโพงของ CARDAS มาใช้ผมก็ว่ามันก็ไม่น่าจะให้ความต่างเมื่อเทียบกับการเปลี่ยน OpAmp เป็นแน่ แล้วหลังจากนั้นความซนมันก็เพิ่มอีกคือไปหา AD797 มาลองอีก บอกตรงๆว่าชิปตัวนี้ต้องเบรินอินนานมาก ราวๆ 200 ชม.ถึงจะเจอความประทับใจ ไม่เหมือนกับการเปลี่ยน OPA627 ที่ประทับใจมันครั้งแรกที่ได้ฟัง ซึ่งแนวเสียงมันจะออกไปทางกลางไล่ต่อเนื่องไปสูง แต่ความอิ่มตัวและมวลหนาของเบสเทียบไม่ได้กับ OPA627 เลยครับ ตรงนี้เป็นการยืนยันว่าการเปลี่ยน OpAmp ในวงจรส่งผลกับการฟังถ้าเทียบกับราคาที่ต้องจ่ายไปคุ้มค่ากว่ามาก
ขอให้มีความสุขกับการฟังเพลงครับ
-
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 4
คราวนี้ผมถอดสายเงินออกไป แล้วเอาสาย LC-OFC ของ WADLM เมตรละ 200 บาทมาเปลี่ยนแทน แล้วลองเปลี่ยน DAC WM8740x2+DIR9001+OpAmp OPA627 มาแทน ซึ่งรุ่นนี้ผมเทสเสียงมาแล้วว่าเสียงดีกว่า Super pro 707 โขอยู่ ผลที่ได้มันกลับยอดเยี่ยมกว่าการเปลี่ยนไปใช้สายเงินในราคาใกล้เคียงกันอยู่โขทีเดียว เพราะ DAC ย่อมให้ผลโดยตรงต่อเสียงมากกว่าการเปลี่ยนสาย นี่เป็นการยืนยันว่าถ้าหากคิดจะเปลี่ยนสายดีๆแล้วหล่ะก้อ ลองพิจารณา DAC ดีๆสักตัวก่อน เพราะเป็นการเสียเงินที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและรายละเอียดเสียงโดยตรงมากกว่าการใช้สายดีๆอย่างแน่นอน
การทดลองเล็กๆ ภาคที่ 5
คราวนี้ลองเปลี่ยนสายลำโพงจากสายลำโพงธรรมดาเป็น BELDEN ที่ดีขึ้นมานิดนึง ผลคือเบสที่ได้ลึกลงตัวมีพลัง และเวทีมีตัวตนชัดเจนมากขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่เท่าการเปลี่ยน DAC ในแต่ละยี่ห้อแต่ละเบอร์ คราวนี้ลองเอาสายลำโพงที่ราคาสูงขึ้นมาอีกนิดคือ Van den hul รุ่น Clear water ราคาตกเมตรละ 250 บาท (ข้างละ 2 เมตร) ผลคือรายละเอียดหยุ่มหยิมและความต่อเนื่องทำได้ดีขึ้น แต่เบสออกจะเฉื่อยเล็กน้อยซึ่งถือว่าลงตัวกับ ProAc Response 1 sc เพราะลำโพงตัวนี้เบสเก็บตัวเร็วอยู่แล้วให้เฉื่อยออกไปบ้างก็จะได้ฟังโน๊ตของเบสที่ลงตัวมากขึ้น หลังจากนั้นผมถอดลำโพง ProAc ออกเปลี่ยนเป็น Modauntshot รุ่น Carnival 2 ผลคือรายละเอียดตั้งแต่กลางไปจนสูงหายไปโข เบสที่เคยมีตัวตนลดลงอย่างรู้สึกได้ชัดเจน นั้นแปลว่าถึงจะใช้สายดีแค่ไหนและต้นทางมาดีแค่ไหนก็ยังต้องให้ความสำคัญกับลำโพงซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายที่จะบอกว่า System ของคุณจะตกม้าตายหรือไม่ แต่สำหรับใครที่ใช้ Modauntshot รุ่นนี้อยู่ผมลองเอา C ค่า 1 uF ของ Audyn มาคร่อมที่ C ตัวที่ต่อกับ Tweeter บนปริ้นเลยครับ บอกตรงๆว่ารายละเอียดเพิ่มขึ้นมาระยิบระยับ(แต่ก็ยังสู้ ProAc ไม่ได้อยู่ดี) ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยน C ดีๆในวงจรหรือการ BiCAP C นั้นมีผลต่อเสียงโดยตรงมากกว่าการเปลียนสายลำโพงเป็นไหนๆ ฉะนั้นขอแน่ะนำให้เพื่อนๆใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ก่อนที่เราจะเลือกสายดีๆให้กับ System ของเรานะครับ เพราะการเสียเงินในแต่ละบาทมันมีความคุ้มค่าในตัวของมันเองครับ
ขอสรุปเลยนะครับ ถ้าจะเล่นเครื่องเสียงสำหรับมือใหม่ ให้ลองเริ่มซื้อเรียงตามนี้ก่อนครับ
1. หา DAC ดีๆก่อน หาก DAC เปลี่ยน OpAmp ได้ให้ลองเปลี่ยนเป็น OPA2604, OPA627, AD797 ก่อน
2. หา ปรีแอมป์
3. หาพาวเวอร์แอมป์
4. หาลำโพง ถ้าราคาลำโพงถูกกว่าหนึ่งหมื่น โมดิฟายจำพวก C ก่อน (ลอง BiCAP หรือเปลี่ยนยี่ห้อ C ให้ดีขึ้น แน่ะนำ SCR, SOLEN, AUDYN, KIMBER CAP, IMB)
5. สายสัญญาณ
6. สายลำโพง
ขอจบรายงานเท่านี้ครับ ขอให้มีความสุขกับการใช้เงินซื้อเครื่องเสียงอย่างคุ้มค่าครับ
ใช่เลยครับ ผมเห้นด้วย อย่างไม่มีข้อสงสัยเลยครับ เยี่ยมมากๆๆครับ
-
อ่านจบแล้ว ชัดเจนสุดๆ เลยครับ O0
-
ขอบคุณมากครับ รอการทดลองใหม่เกี่ยวกับระบบไฟและสายไปต่อไปนะครับไว้เรียบร้อยแล้วจะมาสรุปให้ชมใหม่ครับ
-
ขอบคุณมากครับ รอการทดลองใหม่เกี่ยวกับระบบไฟและสายไปต่อไปนะครับไว้เรียบร้อยแล้วจะมาสรุปให้ชมใหม่ครับ
-------------
รอชมครับ ชอบแบบเข้าใจง่ายๆ อ่านสบายๆ :clap