HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: ออดิโอแมน ที่ 09 มีนาคม, 2014, 03:36:16 pm
-
อินติเกตอแอมป์หัวจุก 2E26PP
ผมเอาวงจร Tone Control ของอาจารย์มด ต่อกับ Ultra Linear Amp 6L6PP ที่หาได้จากอินเตอร์เน็ต
อุปกรณ์ผมมีพร้อมแล้ว ดังนี้
OPT 8K/35W
TR 440-0-440V/300mA, 3.15-0-3.15V/2.5A, 6.3-0-6.3V/3A
5U3C, 12AX7, 6SL7, 6SN7, 2E26
(http://image.ohozaa.com/i/514/Fw9cCE.jpg) (http://image.ohozaa.com/view2/xrYJ2Z1Un9e1MsvL)
(http://image.ohozaa.com/i/215/YWiofz.jpg) (http://image.ohozaa.com/view2/xrYIDOxueTFdlnvj)
-
5U3C ไม่มี datasheet ครับ
2e26 จะเป็นเพนโทดโหมดนะครับ
-
ดูโหวงเฮ้งหลอดผ่านกราฟ หลอด 2e26 รับแรงดันสูงสุดที่เพลตได้ 300V เอาซัก 270V , Vg1 - 20V, B1+ จะประมาณ 280V
ไฟจากหม้อจ่ายไฟเมื่อแปลงเป็นไฟตรงด้วยหลอดไดโอด 440V*1.2= 528V
ต้องดร็อแรงดันลง 528V-280V = 248V ดร็อปเยอะเกินครับ
หม้อไฟน่าจะใช้กับหลอด 6l6, el34, 6550 พวกนั้นครับ
ถ้าไม่เปลี่ยนหม้อ ก็เปลี่ยนหลอดเพาเวอร์ครับ
ใช้หม้อ 280V/1.2 = 233Vac ปัดเป็น 240V จะได้ 240-0-240V ก็พอครับ
-
ต้องการฟังเพลงร็อค เสียงกลองไม่บวม เครื่องเคาะชัดๆ สไตล์วัยรุ่นครับ
ผมมีอุปกรณ์พอให้ปรับเปลี่ยน ครับ
TR 0-280-350v/500mA, 3.15-0-3.15v/8A, 3.15-0-3.15v/2.5A
เพิ่ม Chock 5H/300mA มิเตอร์วัดได้ 30 OHM
-
มีหม้ออีกลูกครับ
0-280-350v/500mA, 3.15-0-3.15v/8A, 3.15-0-3.15v/2.5A
ใช้ขด 280V*1.2=336V
-
นั่งอ่านกระทู้ http://www.htg2.net/index.php?topic=87120.0
ว่ากันว่าหลอดเยอะไปใช่จะดี แต่ก็ยังอยากได้อินติเกตแอมป์ ยังไงน้าออดิโอแมน ช่วยปรับให้เหมาะสมด้วยครับ
-
2E26 PP
ให้ RL = 8K ตามค่า OPT
Vp 280V
Ia 30mA
Vg1 -16.9V
Vg2 200V
Ig2 7mA ใช้ค่าตามดาต้าชีต
กำลังที่เพลต = 280V*30mA = 8.4W ค่าที่กำหนดสำหรับคลาส a คือ 10W จัดว่าไบอัสแก่
Ik = 30+7 = 37mA
Gm = 95-25mA/10V = 70/10 = 7mA/V
Rk = 16.9V/37mA = 456R 2W
Gain = 7*8 = 56
Rk = 1/7 = 143R
Zk = Rk//Rl = 143R//456R = 109R
Ck = ½*pi*10*109 = 1/6845.2 = 0.000146F = 146uF 50V
Vp gnd. = VRk+Vp = 16.9V+280V = 296.9V
B1+ = 300V
VRg2 = 300-200V = 100V
Rg2 = 100V/7mA = 14.3K 2W
Cg2 = 10uF 300V
-
เอามาลงวงจร
-
6sn7
เลือก RL = 30K , เลือก V cut off = 280V
I saturate = 280V/30K = 9.3mA
เลือกช่วงที่กริดจะสวิงได้ Vg1 0V ถึง -12V
จุดไบอัสคิอจุดกึ่งกลางของช่วงที่กริดจะสวิง = 160V
ได้กระแส idle 4mA
หา Vg1 ที่จุดไบอัส ได้ = -7.44V
จะได้ RL 30K , Vp 160V , Ia 4mA , Vg1 -7.44V
Rk = 7.44V/4mA = 1.86K = 1.8K 1/4W
หาค่า Rp จากความชันของสามเหลี่ยมสีน้ำเงิน
Rp = (190-140)V/(6.5-2)mA = 50V/4.5mA = 11.1V/mA = 11.1K
Rl/Rp = 30K/11.1K = 2.7 กำลังดี
หา Gm จากเส้นสีเหลือง
Gm = (7.5-3)mA/(6-4)V = 4.5mA/2V = 2.25mA/V
u = Gm*Rp = 2.25mA/V*11.1V/mA = 24.975 = 25
หาค่าเกนของวงจรแบบไม่ใส่ Ck เพราะมีหลอดไฮมิวด้วยเกนน่าจะพอ หลอด 2e26 ต้องการเกนของภาคหน้า = 16.9V*2 = 33.8 ปัดเป็น 40
Rp eff. = Rp+(Rk(u+1)) = 11.1K+(1.8K(25+1)) = 11.1K+46.8K = 57.9K
gain no ck = u*RL/(RL+Rp eff.) = 25*30K/(57.9K+30K) = 750K/87.9K = 8.5
หาแรงดันที่จุดต่างๆ
Vp gnd. = 160V+7.44V = 167.44V
VRL = 30K*4mA = 120V , วัตต์ของ RL = VRL*Ia = 120V*4mA = 0.48W เผื่อสามเท่า = 1.44W ปัดขึ้น = 2W
B2+ = 167.44V+120V = 287.44V
-
เอามาลงวงจร
-
แยกเฟส ใช้ไฟเดียวกัน ใช้กราฟเดียวกัน เพื่อให้ง่าย และสะดวก
RL = 30K/2 = 15K
Rk เท่าเดิม = 1.8K 1/4W
VRL ตัวล่าง = Ia*RL = 4mA*15K = 60V
ทนวัตต์ = 60V*4mA = 0.24W เผื่อสามเท่า = 0.72W ปัดขึ้น = 1W ใช้ค่า 2W หมือนกันก็ได้
Vk = 60V+7.44V = 67.44V
Vp gnd = 160V+67.44V = 227.44V
B2+ = 227.44V+60V = 287.44V เท่ากันกับตัวก่อนแสดงว่าทำมาถูกต้อง
ภาคนี้เกน = 1
-
6sl7
เหมือนกันใช้เส้นโหลดเดียวกัน
เลือกแรงดันไฟสูง 250V เลือกเส้นโหลด 100K
I saturate = 250V/100K = 2.5mA
เลือกช่วงสวิงของกริด 0V ถึง -3V
เลือก Vp = 150V , Ia 1mA
หา Vg1 = -1.55V
Rk = 1.55V/1mA = 1.55K = 1.5K 1/4W
Rp = 95V/1.5mA = 63.3V/mA = 63.3K
Gm = 0.662mA/0.5V = 1.32mA/V
u = 63.3V/mA*1.32mA/V = 83.6
หาเกนไม่มี Ck
Rp eff. = 63.3K+(1.5K(83.6+1)) = 188.7K
gain no ck = 83.6*100K/(100K+188.7K) = 8360K/288.7K = 28,96 = 29
RL/Rp = 100K/63.3K = 1.6 ใช้ได้
หาไฟเลี้ยงวงจร
Vp gnd. = 150V+1.55V = 151.55V
VRL = 100K*1mA = 100V , ทนวัตต์ = 100V*1mA = 0.1W เผื้อสามเท่า = 0.3W ปัดเป็น 1/2W
B3+ = 100V+151.55V = 251.55V
-
วงจร
-
ภาคหน้าสุด tone driver
Rl = 100K 1/2W
VRL = 100V
Vk = 100V+1.55V = 101.55V
Vp gnd = 101.55V+150V = 251.55V
B3+ = 251.55V ตรงกัน
ภาคนี้เกน = 1
-
เกนรวมภาคหน้าเยอะมาก เดาว่าบิดวอลุ่มหน่อยเดียวดังลั่น
ลองใช้ไปก่อน โทนคอนโทรลอาจจะดร็อปแรงดันอินพุท แล้วอาจจะพอดีก็ได้
ถ้าดังเกินไป ค่อยเปลี่ยน 6sl7 เป็น 6sn7
เสร็จเรียบร้อย
-
O0 O0
-
ขอบคุณมากครับ น้าออดิโอแมน สำหรับวงจร และน้าแรมบ้า สำหรับหลอด 2E26
2E26PP เครื่องนี้ก็ทำแบบใจเย็น ค่อยๆทำ ปราณีตหน่อย ให้จบในครั้งเดียว
-
TR 0-280-350v/500mA, 3.15-0-3.15v/8A, 3.15-0-3.15v/2.5A
หม้อไม่มี center tap ถ้าใช้หลอดต้องเป็นหลอด half wave หรือเปล่าครับ ไม่งั้นก็ใช้ไดโอดหนึ่งรอยต่อ ss
-
ในกล่องมี 3B22 และ 5Y3C ล้วนแต่เป็น Full wave, หลอด half wave ไม่มีเลยครับ หากของที่มีใช้ไม่ได้ น้าจัดเป็นไดโอดได้เลยครับ
-
ภาคจ่ายไฟ
-
กำลังลำดับรายการคำนวน จึงมีข้อสงสัยครับว่า
เกนในแต่ละภาคควรเป็นเท่าไร และมีเหตุผลอย่างไรครับ
จากวงจรนี้
Power = 56
Drive = 1
Pre drive = 8.5
Tone = 29
Pre tone = 1
-
(http://image.ohozaa.com/i/g94/h2wdOu.gif) (http://image.ohozaa.com/view2/xyp9qQ9AX2cUNqqv)
หากมี driver หลัง phase splitter ตามตัวอย่าง มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง
และ gain แต่ละภาคควรเป็นอย่างไรครับ
-
กำลังลำดับรายการคำนวน จึงมีข้อสงสัยครับว่า
เกนในแต่ละภาคควรเป็นเท่าไร และมีเหตุผลอย่างไรครับ
จากวงจรนี้
Power = 56 เป็นหลอด medium mu (ปกติหลอดเพาเวอร์มักจะเป็นหลอด low mu ต่ำกว่า 10) ข้อดีคือ Vg1 ต่ำ ไดร์ง่าย ภาคหน้าเกนรวมไม่ต้องมาก
Drive = 1 ไม่ใช้ไดร์ครับ เป็นภาคแยกเฟส เกนจะเท่ากับหนึ่งหรือน้อยกว่าหนึ่ง หน้าที่หลักของภาคนี้คือแยกเฟส
Pre drive = 8.5 ภาคนี้เรียกว่า driver
Tone = 29 ภาคนี้เรียกว่าภาคปรีไดร์เวอร์ คืออยู่ก่อนไดร์เวอร์ หรือเรียกว่าภาคปรีก็ได้ถ้าเป็นอินติเกรดแอมป์
Pre tone = 1 ถ้าจะให้เหมะเจาะเรียกว่าภาคโทนไดร์เวอร์ คือภาคขับโทน ๆ ควรมีเอ้าพุทอิมพีแดนซ์ต่ำ
เกนในแต่ละภาคควรเป็นเท่าไหร และมีเหตุผลอย่างไร ......ก็แล้วแต่เหตุผลล่ะครับ แล้วแต่จะพลิกแพลง ไม่ตายตัว แล้วแต่สูตร แล้วแต่หลอด แล้วแต่พ่อครัว
ภาคเพาเวอร์ เมื่อเลือกหลอด 2e26 แล้วและเลือกจุดไบอัสแล้ว คำนวณออกมาได้เกน 56 ทำอะไรไม่ได้ เค้าได้เท่านี้ก็เท่านี้ เป็นหลอดมีเดี่ยมมิว แรงดันไบอัสกริดต่ำ ง่ายต่อการไดร์
ภาคนี้ Vg1 -16.9V นั่นคือ ภาคหน้าต้องสวิงแรงดันให้ได้ 16.9Vpeak ก็สามารถขับได้ ถ้าจะให้ดีควรเผื่อไว้ด้วย ซัก 20Vpeak ขึ้นไป เผื่อแรงดันดร็อป เพราะทำจริงจะได้เกนต่ำกว่านวณ
ภาคหน้าควรจะมีเกนเท่าไร ก็ต้องมากกว่า 16.9Vpeak แต่ถ้ามีภาค gain stage หลายภาค อย่างวงจรนี้ก็มีสองภาค คือภาคที่มีเกนนั่นเอง เกนของแต่ละภาคเท่ากับ รากที่สองของ 16.9Vpeek ประมาณ 4
เกนรวมของภาคหน้า 246.5 ในขณะที่ภาคเพาเวอร์ต้องการ 16.9*2= 33.8V peak-peak นั่นคือ บิดวอลุ่มหน่อยเดียวเสียงดังสนั่นเลยแหละ ไม่เกิน 5 นาฬิกาเสียงก็แตก เพี้ยนแล้ว
ลองมาประมาณดูสัณญาณกัน อินพุทจากซอร์สเข้ามาประมาณ 1Vpeak-peak ผ่านภาคแรก tone driver ออกที่แคโทด ได้สัญญาณอินเฟส 1Vpeak-peak คือเข้ายังไง ออกยังงั้น
เข้าภาคที่สอง ภาคโทน (วงจรโทนแบบนี้ผมไม่เคยต่อนะครับ) ออกจากโทนคอนโทรล แรงดันจะตก สมมุติว่าเหลือออกมา 0.2Vpeak-peak , inphase เหมือนเดิม
เข้าภาคที่สาม ภาคปรีหรือปรีไดร์เวอร์ เป็นภาคเกนสเตจ ออกที่แอโหนดหรือเพลต ได้สัญญาณ out of phase มีแรงดันขาออก 0.2*29 = 5.8Vpeak-peak
เข้าภาคที่สี่ ภาคไดร์เวอร์ เป็นวงจรเกนสเตจ ออกที่แอโหนดหรือเพลต ได้สัญญาณกลับมาเป็น in phase มีแรงดันขาออก 5.8*8.5= 49.3Vpeak-peak
เข้าภาคที่ห้า ภาคแยกเฟสหรือ phase splitter อันนี้จำเป็นต้องมีเพราะเป็น push pull , สัญญาณจะออกสองทางกลับเฟสกัน อันแรกออกที่เพลต ได้สัญญาณ out of phase อันที่สองออกที่แคโทดได้สัญญาณ in phase , แรงดันขาออกเท่ากับ 49.3Vpeak
(ตามจริงแล้วแรงดันออกจะขึ้นกับแรงดันคร่อม RL ประมาณ 15K*4mA=60Vpeak-peak ซึ่งเป็นสัญญาณที่เพี้ยนปนมา จะประมาณ 60% ของ 60Vpeak-peak = 36Vpeak-peak ความเพี้ยนปนมาจะน้อย ซึ่งมากกว่าที่กริดของหลอดเพาเวิร์ต้องการ = 16.9*2= 33.8V peak-peak ก็นับว่าใช้ได้)
เข้าภาคที่หก ภาคเพาเวอร์ สัญญาณที่แยกเฟสสองขบวนและกลับเฟสซึ่งกลันและกัน เข้าที่กริด ของหลอดสองหลอด โดยมีเอ้าพุทไปตกคร่อม ครึ่งหนึ่งของ OPT , หลอดตัวหนึ่งจะ push opt ส่วนอีกตัวจะ pull opt
มั่วหรือเปล่าหว่า ผมจำลองตัวเลขให้ดูพอสังเขปนะครับ ต่อจริงค่อยมาว่ากันอีกที
-
หากมี driver หลัง phase splitter ตามตัวอย่าง มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง
และ gain แต่ละภาคควรเป็นอย่างไรครับ
ตัวนี้เป็นอินติเกรดแอมป์ เพราะมีวอลุ่มอยู่หน้าสุด
ภาคแรกเรียกปรี หรือทั้งปรีและไดร์มีชื่อเรียกว่าวงจร plate load หรือ anode follower เนื่องจากทำหน้าที่ขยายแรงดันและมีภาคเดียว ต่อไดเรกคัปปลิ้งกับภาคแยกเฟส
ภาคที่สองเป็นภาคแยกเฟสมีชื่อว่า concertina phase splitter ไม่มีเกน หรือเกนเท่ากับหนึ่ง
ภาคที่สามภาคเพาเวอร์แบบพุชพูล อ้าวไม่มีหม้อ opt อ้อ เป็นภาคไดร์ ไดร์หลอดเพาเวอร์ งั้นต้องเรียกภาคแรกว่าภาคปรี
ต่อแบบนี้มีข้อดี คือเอ้าพุทออกที่เพลตเหมือนกันทั้งสองเฟส ทำให้มีเอ้าพุทอิมพีแดนซ์เท่ากัน และสามารถทำเกนสเตจได้มากเท่าที่หลอดจะให้ได้โดยไม่ขลิป
ข้อเสียคือมีหลายหลอดเพิ่มเข้ามา ทำให้ไวร์ริ่งรุงรัง เปลืองตัง
เหมาะที่จะขับหลอดเพาเวอร์แบบโลว์มิว เพราะหลอดพวกนี้มีแรงดันไปอัสกริดประมาณมากกว่า -60V หรือ 120Vpeak-peak ขึ้นไป
ภาคที่สองนั้น แยกเฟส สัญญาณที่ออกจากเพลตจะมีเอ้าพุทอิมพีแดนซ์ มากกว่าสัญญาณที่ออกที่แคโทด และมากกว่ากันพอสมควร
ข้อเสียก็ตรงนี้แหละครับ ถ้าเข้าหลอดเพาเวอร์แล้วหลอดเพาเวอร์สองหลอดจะให้เอ้าพุทได้ไม่เท่ากัน
-
R ค่าใกล้เคียง ไฟไม่ตรงตามที่ออกแบบเลย แต่ส่งเสียงร้องแล้ว ทดลองเปลี่ยนหลอดหน้าเล่นหลายๆหลอด ทำให้เพิ่งรู้ว่า เบอร์เดียวกัน เสียงและกำลังก็ต่างกัน
(http://image.ohozaa.com/i/fb3/lNurRD.jpg) (http://image.ohozaa.com/view2/xyYTOTFYUa9kJ6oG)
-
R ค่าใกล้เคียง ไฟไม่ตรงตามที่ออกแบบเลย
เป็นเรื่องปกติครับ เพราะ
หม้อจ่ายไฟ คนพันหม้อบางทีสเปคต่ำกว่า บางทีพันเผื่อ
ตัวต้านทาน ค่าไม่ได้เป๊ะนะครับ มีค่าผิดพลาด ,ค่าที่เป๊ะราคาไม่ถูก
หลอด เสื่อมไม่เท่ากัน กินกระแสไม่เท่ากัน ผมวัด Vk, Vp ซ้ายขวา ไม่เคยได้ค่าเท่ากันเลย หลอดเดียวกันคนละซีก
วัดแล้วปรับค่าครับ เอาใกล้เคียง ถ้าจะเอาเท่าที่ออกแบบเลยก็ทำได้ครับ แต่ผมว่าใช้หลอดเก่าไม่จำเป็นต้องเป๊ะ
-
จากวงจรหา Ck 150uF50vไม่ได้เลยจับ 200uF50v ใส่แทน เบสเลยมาบวมๆฟังแล้วเวียนหัว เกี่ยวกันรึป่าวครับ ควรจะต้องแก้อย่างไร
-
จากวงจรหา Ck 150uF50vไม่ได้เลยจับ 200uF50v ใส่แทน เบสเลยมาบวมๆฟังแล้วเวียนหัว เกี่ยวกันรึป่าวครับ ควรจะต้องแก้อย่างไร
มีสิทธิที่จะเป็นได้ครับ แต่ต่างกันแค่ 50uF เองนะครับ
-
ต้องถามน้าแรมบ้าครับ น้าเค้าเล่นหลอดในแนวนี้ น่าจะแก้เสียงบวมได้
-
ปรับแต่งไปตามอะไหล่ที่มีในบ้าน เพื่อจ่ายไฟแต่ละจุดใกล้เคียง ดาต้าชีต ผลที่ได้ เสียงดีขึ้น เบสบวมๆหายไป แต่ก็ยังมากอยู่ดี ฟังเพลงแบบ นุ่มนวล ชวนนอน เสียงร้องไม่โดดเด่น เสียงสูงไม่ปิ้ง 807SE ฟังธรรมชาติดีกว่า แต่ 2E26PP ตัวนี้บ้าพลังดังลั่นบ้าน แต่ความคมชัดไม่มี ขอรบกวนน้าๆช่วยแนะนำการปรับปรุงให้เสียงมาครบถ้วนด้วยครับ ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ประกอบ power มีดังนี้
Vp = 335V
Vg2 = 200V
Rg2 = 100K
Cg2 = ไม่มี
Vk = 14V
Rk = 300R
Ck = 35uF50V
Phase splitter + Drive ตามวงจร แต่จ่ายไฟ 315V
-
มาช่วยกันหน่อยนะครับ ผมช่วยได้แค่ลากเส้นโหลดไลน์เท่านั้น นอกนั้นผมไม่รู้ :cry2
-
Cg2 ของหลอดเพาเพอร์ ผมว่าควรจะมีนะครับ ผมเคยทำ 832A pp ไม่ใส่แล้วเสียงวูบๆวาบๆ พอใส่แล้วเสียงจะนิ่ง
มันทำให้ Vg2 นิ่ง แรงดันไม่ขึ้นลงตามแรงดันที่เพลตครับ
อาการบวมน่าจะหายด้วยครับ
-
ต้องถามน้าแรมบ้าครับ น้าเค้าเล่นหลอดในแนวนี้ น่าจะแก้เสียงบวมได้
ผมยังไม่เคยทำที่มีหลอดภาคหน้าเยอะๆ แบบนี้ครับ
แต่ที่ทำมาภาคหน้าผมใช้แค่หลอด 6sL7 หลอดเดียวขับสบาย ๆ ครับ
ผมเลยเข้าใจว่าอัตราขยายภาคหน้าแรงเกินไปครับ
และผ่านซีเคาปิ้งหลายขั้นตอน เลยทำให้สัญญาณตกหล่นไปบ้าง
แนวที่ผมทำ ผมจะเน้นออุปกรณ์ที่น้อยชิ้นที่สุด และเส้นทางเดินสัญญาณสั้นที่สุด
-
ขณะนี้ผมต่อโดยใช้ 6sn7 เพียง 1หลอด เพื่อแยกเฟสและไดร์เท่านั้น เบสก็ยังมากเกินครับ
-
bass เยอะ อาจแปล ว่า แหลมหาย แล้วมันหายไปไหน
1. Grid Stopper ใช้ Carbon Composite ค่ามาก เกินไป คุณภาพไม่ถึง มีความชื่น เหล่านี้ ดูดแหลม หายไปได้หมด ครับ ... สรุป ตรวจ R grid stopper
2. วงจร มี ดึงสัญญาณ ปลายแหลม ลง ground ด้วย C ดังนั้น ลองเอา C 10uF 300V ที่ screen grid หลอด 2e26 ออกดูครับ (วงจร งงๆ มาก ครับ เป็น ultra linear + Penthod Mode (ไม่เคยเห็น)... ultra linear ผมไม่เคยเห็นใช้ C ดึงลง ground ครับ, C ตัวนั้นจะใช้ใน Penthod Mode เท่านั้นคับ)
3. OPT ไม่ Match กับ หลอด ซึ่งหมายความว่า OPT K น้อยไป โดยเฉพาะ Penthod Mode (แต่ก็ไม่น่า) แต่ลอง ได้โดย ทำเป็น Triode Mode ครับ โดยเอา Screen Grid ขึ้นไปเชื่อมกับ Plate (ไฟ 300V ไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าไฟสูง ต้องดู spec หลอดด้วย) ซึ่งจะทำให้ Rout ของหลอด ต่ำลง ... Match กับ OPT ได้ง่ายขึ้น ครับ
เท่าที่นึก ออกมีแค่นี้ ครับ
-
อ้าวตายแล้ว เป็น ultralinear ผมวาดวงจรเพลิน ถ้างั้นต้องเอา Cg2 ออกครับ K]
Rg2 ก็น่าจะต้องเอาออกด้วย แต่ใช้ค่า 100R แทน กันการออสซิเลต
ขอบคุณน้าแรมกับน้าลำครับ
-
ว่าไปแล้ว เราใช้กราฟเพนโทด แต่ต่อแบบ ultalinear เพราะฉะนั้น เราต้องมาปรับแต่งเองครับ
triode mode - ultralinear mode - pentode mode จะเรียงตามนี้ ประมาณนี้ คือ Vg1, Vp, Ia
-
เบสบวม -> ลองลด Ck (150UF/50) ลงเหลือสัก 100UF/50V
แต่ถ้า เบสเยอะไป -> อาจจะเพราะแนวเสียง 6SN7 มันอวบ ๆ ไม่ได้ปลายแหลมซิบ ๆ ตอนนี้ ใช้ c coupling เท่าไหร่ครับ?
-
ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ประกอบ power มีดังนี้ 2E26 2 หลอดและ 6SN7 1 หลอด
วัดภาค power ได้ผลดังนี้
Vp = 335V
Vg2 = 200V
Rg2 = 100K
Cg2 = ไม่มี
Vk = 14V
Rk = 300R
Ck = 35uF50V
C coupling ทั้งหมด 0.1uF400V เป็น C หางหนูตัวสีดำๆ จากนัฐพงษ์ครับ
-
สรุปกว่า
ก) เสียงเบสเยอะไป (เสียงสูงๆน้อยเกินไป ปลายแหลม ไม่ค่อยมี)
~หรือ
ข) สูง+ปลายแหลม มี แต่เบสมันบวม เหมือน ตีกลองที่หน้ากลอง ขึงไม่ตึง ครับ
?
-
ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ประกอบ power มีดังนี้ 2E26 2 หลอดและ 6SN7 1 หลอด
วัดภาค power ได้ผลดังนี้
Vp = 335V
Vg2 = 200V
Rg2 = 100K
Cg2 = ไม่มี
Vk = 14V
Rk = 300R
Ck = 35uF50V
C coupling ทั้งหมด 0.1uF400V เป็น C หางหนูตัวสีดำๆ จากนัฐพงษ์ครับ
ลองเปลี่ยนc coupling ดูครับเพราะตัวq4 เสียงมันทึบอยู่แล้วครับส่วน c bypass cathode ถ้าไม่มีชนิดใหม่ลองลดเหลือ100 if ดูจ้ะ
-
Emmy น้าบอกได้ชัดมากครับ ข. ขึงกลองไม่ตึง
น้าเบนครับผมใช้ C qs4 จริง คืนนี้จะลองเปลี่ยนชนิด และลดค่าลงครับ เริ่มเห็นแสงสว่างมารำไรแล้ว
-
คือจากวงจรเนี่ยเป็น ul อะครับ แต่พอมี c ตรง grid 2 เข้าไปเนี่ยมันเหมือนกับว่ามีการจ่ายไฟให้ grid2 เป็นแรงดันคงที่ครับง (( ซึ่งมันจะกลายเป็นทำงานใน mode pentode ไปครับ ฉะนั้นผมแนะนำว่าให้ปลด c ตรง grid 2 ออกนะครับ แล้วลด r ตรง grid 2 เหลือสัก 100-220 ohm ให้มันทำงานใน mode ul ดูครับ เพราะว่าการทำงานใน mode pentode เสียงมันจะแปร๊น ๆ อะครับ เบสมันจะออกแนวบวม ๆ กระแทก ๆ แต่ไม่ลึกเท่าไหร่ ส่วนเสียงกลางมันจะแปร๋น ๆ หลบในอะครับ (( (( คือถ้าเป็นพวก amp กีตาร์ เนี่ยเสียงแบบนี้อาจจะเป็นที่ชื่นชอบ :whistling แต่พอเป็น audio amp นี่คนละเรื่องครับ :black_eye
-
แก้วงจรใหม่ครับ
-
แก้วงจรใหม่ครับ
น้า P1649 แก้ตามวงจร นี้หรือยังครับ
อีกอย่าง ขอรายละเอียด ภาคจ่ายไฟ ที่ใช้จริงด้วยครับ .. C หลังโช๊คใช้ค่าเท่าไหร่ + ช่วย ถ่ายรูป ที่เห็น C ตัวนี้ และ ตอนต่อเข้าไปที่ OPT ด้วยครับ
-
Vg2 Max 250V ถ้ารับความเสี่ยงตรงนี้ได้ก็ลุยครับ
-
14V/300 = 46.66 mA กว่าๆ กระแสสูงไปครับ ลดลงมาหน่อยหนึ่ง
-
เสียงเบสที่มากเกิน แก้ไขด้วยการลดค่าลง จาก QS4 0.1uF เป็น COSMOS 0.01uf เสียงแรกที่ได้แหลมจี๊ด สักพักก็ดีขึ้นเป็นธรรมชาติ ถือว่า OK พอใจและรู้วิธีการแก้ปัญหาแล้วครับ แต่เรื่องไฟแต่ละจุดควรจะเป็นเท่าไร เพื่อให้หลอดทำงานได้ดีและมีอายุนานๆ ควรเป็นอย่างไร เทียบกับผลจากการวัดได้ และมีเทคนิคการคำนวนกระแสอย่างไรครับ
(http://image.ohozaa.com/i/e2b/5faqFc.jpg) (http://image.ohozaa.com/view2/xzuBnzM1dppTJnei)
-
ทำไมใช้ R 100K เลยหรือครับ?ตรง G2 ของหลอด2E26.
-
และก็การใช้ C 0.01uF จะทำให้ความถี่ต่ำกว่าประมาณ100Hz โดนตัดทิ้งไปครับทำให้เบสหาย ความถี่มาไม่ครบ แต่ถ้าได้เสียงที่น่าพอใจแล้วก็โอเคครับ ที่ผมกังวลเป็น G2 มากกว่า ถ้าจะใช้ค่า 100K จริง ต้องมี C 1uF ต่อลง ground เพื่อความนิ่งของเสียงที่มากขึ้นครับ
-
จากดาต้า sheet หลอด ผมจำได้ว่า plate dissapation นี่ 10Watt ตอนนี้กระแส G2 ไหล = (280-175)/100K ก็ตีราวๆ 1mA กระแสไหลที่คาโทด = 12/300 =40mA ดังนั้นกระแสไหลผ่าน plate =40-1 = 39mA ทำให้ plate dissapation อยู่ราวๆ 10.42 Watt ซึ่งเกิน spec นิดหน่อย ช่างมันครับ ถ้าอยากให้หลอดมีอายุนานหน่อย คงต้องเพิ่มค่า R cathode ให้มากกว่า 330 Ohm ครับ
-
Vg2 Max 250V ถ้ารับความเสี่ยงตรงนี้ได้ก็ลุยครับ
ผมคิดว่าไม่ให้เกิน 200V นะครับ
-
เป็นความคิดที่ดีครับ ลองใส่ C เข้าไปตรงนั้นดูด้วยนะครับ และก็อาจจะลองลดค่า 100K ลงนิดนึงโดยการเอา 270k มาต่อขนานดูครับ
-
เข้าใจภาคเพาเวอร์มากขึ้นเลยครับ ขอเก็บความปราณีตก่อนจะนำรูปมาลงครับ
-
น้าใช้ หม้อ 8K pp ของอะไรครับ
-
น้าใช้ หม้อ 8K pp ของอะไรครับ
หม้อแปลงจากแอมป์เก่า ตามรูปในข้อความแรกของกระทู้ครับ
-
คงจะมันในอารมณ์แล้วนะครับ
การทำวงจรที่จัดไบอัสเอง มันสะใจตรงนี้แหละครับ ไม่รู้ว่าเสียงจะออกมายังไง และจะมีปัญหาอะไร ปัญหาถ้าแก้ได้ก็จะกลายร่างเป็นคนเก่งครับ
ข้อพึงระวังก็คืออย่าให้ขั้วแต่ละขั้วเกินกำลังที่จะทนได้ g1 ไม่เกินแน่ๆ เพราะกระแสไม่ไหล , katode ก็ไม่น่าจะเกิน ส่วนใหญ่ดาต้าไม่ได้บอกค่าไว้
ที่จะเกินก็คือที่ plate หรือ anode คือค่า plate dissipation การหาค่าก็ตามที่น้า Era บอกครับ
ค่า c coupling คำนวณจาก c = 1/(2*pi*R*fc)
pi = 3.14
R = 270K คือ R grid
fc = คือความถี่คัตออฟ คือความถี่ต่ำสุดที่จะให้ผ่าน คือเป็นวงจรกรองความถี่สูงให้ผ่าน = 10Hz
c = 1/(2*3.14*270K*10Hz) = 1/16,956,000 = 0.000 000 058 97 farad = 0.058 97uF
0.01uF ดูจะต่ำไปนะครับ
ทั่วๆ ไปใช้ค่า 0.1 - 1uF
-
การคำนวณหากระแสไหลผ่านหลอดแต่ละหลอด
หลอดเพาเวอร์
Ik = Ia+Ig2
Ik = Vk gnd./Rk = 12V/300R = 0.04A = 40mA
Ig2 = (280-175)V/100K = 105V/100K= 1.05mA
Ia = 40-1.05 = 38.95mA
plate dissipation = Va-k * Ia = (280-12)V*38.95mA = 268V*38.95mA = 10.43W
กระแสไหลผ่านหลอดเพาเวอร์สี่หลอด = 4*40mA = 160mA
-
การคำนวณหากระแสไหลผ่าน driver
Ia = 6.7V/2.2K = 3.05mA
plate dissipation = Va-k * Ia = (177-6.7)V*3.05mA = 170.3V*3.05mA = 0.52W
กระแสไหลผ่านหลอดไดร์เวอร์สองซีก = 2*3.05mA = 6.1mA
กระแสไหลผ่านแยกเฟส
ที่แคโทดไม่ได้วัดแรงดันคร่อม R 13K จึงหากระแสไหลที่แคโทดไม่ได้
ไปดูที่ตัวบน 13K
Ia = VRL/RL = (270-226)V/13K = 44V/13K = 3.38mA
กระแสไหลผ่านแยกเฟสสองซีก =2*3.38mA = 6.76mA
รวมกระแสไหลทั้งหมด = 160mA + 6.76mA + 6.1mA = 172.86mA
-
ที่น้า P1649 ต่อหลอดเพาเวอร์นี่เป็นการต่อในโหมดใหม่ครับ กึ่ง pentode กึ่ง ultralinear :headphone :headphone :headphone ซึ่งน่าจะยังไม่มีใครทำมาก่อน แม้แต่ฝรั่ง ยี่ปุ่น ก็ตาม
-
อ้อ แยกเฟส หากระแสไหลที่แคโทดก้ได้ครับ
Ik = 50V/(2K+13K) = 50V/15K = 3.33mA
-
ตอนนี้เป็นเพนโทด ถ้าอยาก Ultra กึ่ง penthode ละก็ ต่อ C 2uF 400V แบบไม่มีขั้วคร่อม R 100K ครับ อ่อ ถ้าต่อแบบนี้ต้องเอา ซี ที่ต่อลง gnd ออกครับ
-
ยังไม่จบ แต่ขอขอบคุณที่น้าๆแนะนำ ความรู้แบบเรียนลัดหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วครับ สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนอิเลคโดยตรง สนุกกับการทดลองทั้งคืน เสร็จจากเครื่องนี้จะกลับปตรวจสอบ807SE เครื่องแรกว่า ไฟและอุปกรณ์แต่ละจุดเหมาะสมรึป่าว
-
ถ้าใช้ c 0.01uF คับปิ้ง จะเป็น
fc = 1/(2*3.14*0.000 000 01F*270 000R) = 1/0.016956 = 59Hz
คือว่าความถี่ต่ำกว่า 59Hz ทิ้งลงกราวน์ผ่าน R grid 270K
ความถี่ 60Hz ขึ้นไป ผ่านเข้าวงจรขยาย
-
ขอรบกวนน้าออดิโอแมน อีกครั้งครับ จากอุปกรณ์และไฟที่วัดแต่ละจุด กลับมาคำนวนค่าต่างๆ เทียบกับโหลดไลน์ที่ได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น อย่างไรบ้างครับ
GM, u, Rp, Rp off., Gain, Gain no ck
-
Vp = 280-12= 268V
Ia = 38.95mA
Vg2 175V ใช้กราฟ Vg2 = 160V
Vg1 -12V
คนละกราฟกับอันแรกนะครับ อันแรก Vg2 200V อันนี้ Vg2 160V ใกล้เคียงกับ 175V
ลากแล้วดูยากครับ
Vg1 ใกล้เคียงกับ -12V
ค่าที่ต้องการหายาก เพราะกราฟหยาบไป , มันเป็นกราฟของหลอดที่ทำงานใน class a2 มีกระแสไหลผ่านกริด แล้วก็กริดทำงานที่บวก
-
ลืมไปว่าแยกเฟสแบบนี้ จะมีอินพุทอิมพีแดนซ์ที่กริดมีค่าสูงมาก ระดับเมกกะโอมห์ ซีคับปลิ้งจะมีค่าน้อยมากระดับ นาโนฟาหรัด
ที่มาที่ไป ดูตามลิ้งค์ครับ
The Cathodyne Phase Inverter
http://www.valvewizard.co.uk/cathodyne.html
Grid-leak and Input Impedance:
อินพุทอิมพีแดนซ์ของการต่อแบบนี้ จะคำนวณตามสูตร
Zin = Rg / [1 -( Av * (Rk / (Rk + Rb))]
Rg 470K
Av ประมาณ 0.99 ถึง 1 ใช้ค่า 0.99
Rk 13K
Rb 2K
Zin = 470k / [1 - (0.99 * (13k / (13k + 2k))]
= 470K/(1-0.858) = 470K/0.142 = 3,309.8K
เยอะนะครับเท่ากับ 3.3M โอมห์
ถ้าให้ fc = 10Hz, R= 3,309.8K จะหาซีคับปลิ้ง
c = 1/(2*3.14*10*3,309.8K) = 1/207,855K = 0.000 000 004 81F = 4.81nF
-
ขอรบกวนน้าออดิโอแมน อีกครั้งครับ จากอุปกรณ์และไฟที่วัดแต่ละจุด กลับมาคำนวนค่าต่างๆ เทียบกับโหลดไลน์ที่ได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น อย่างไรบ้างครับ
GM, u, Rp, Rp off., Gain, Gain no ck
ค่าประมาณพอๆกันครับ
ถ้าทำแบบทั่วไป ใช้ค่าตามดาต้าชีตเอาเลย ไม่มาคำนวณครับ ใช้กราฟดู RL, Va-p , Ia, Vg1 แค่นี้ก็โอเคแล้ว ค่าที่เหลือถ้าต้องการดูเอาจากดาต้าชีต
หลอดจะมีความยืดหยุ่นในการทำงานครับ ค่าที่วัดได้ก้ไม่ได้เป๊ะเท่ากับที่คำนวณ แต่หลอดก็ยังทำงานได้อยู่ครับ (หลอดเสื่อม หลอดไม่แมตท์ อุปกรณ์เสื่อม ค่าไม่ได้เท่ากับที่ระบุ ก็เป็นได้)
ไม่เหมือน solid state นี่ เจ้าแห่งหลักการเลย อย่าง Vbe ยังไงๆ แรงดันคร่อมรอยต่อ base-emitter ต้องเท่ากับ 0.7V ในซิลิคอน
-
วงจรแอมป์หลอดนี่จุดการทำงานกว้างมาก จะใส่อะไรเข้าไป มีเสียงออกมาหมด ส่วนจะทำงานในคลาส เอ บี หรือ เอบี จะต้องศึกษาต่อไป จึงจะลองปรับอุปกรณ์ เพื่อให้แรงดันใกล้เคียงกับวงจรที่ออกแบบ และคิดว่าจะยืดอายุหลอดด้วย ส่วนเรื่องเสียง จะให้ถูกใจคงต้องค่อยแก้ด้วยการไบแคบซี
เพิ่มเติม Cg2ลงกราวด์ 1uF/350V ให้พละกำลังมากขึ้น หากย้าย Cg2 มาคล่อม Rg2 56K กำลังมากกว่าไม่มีแต่น้อยกว่า การต่อลงกราวด์ สรุปเลือกให้แบบต่อลงกราวด์ครับ
Vp = 277V
Vg2 = 212V, Rg2 = 56K, Cg2-ground = 1uF/350V, Ig2 = 1.16mA
Vk = 16V, Rk = 470+humpot = 100, Ik = 34.04mA
Plate Dissipation = (277-16)/(34.04-1.16) = 216/32.08 = 8.58W น้อยกว่า 10W ถือว่า OK ครับ
-
ถ้าขั้วแต่ละขั้วไม่เกิน plate dissipation หลอดจะไม่เสียครับ ลุยได้เลย
แบบที่น้าทำนี่มันต่อเพนโทดโหมดในโหมดอัลตร้าลีเนียร์ :D
ไม่มีในตำราครับ
-
เกี่ยวกับคลาส
class a สัญณาญเอ้าพุทคร่อม opt สวิงครบ 360 องศา
class ab อยู่ระหว่าง a กับ b
class b สัญญาณเอ้าพุทคร่อม opt สวิง 180 องศา
แต่ไม่ตายตัว ประมาณนี้แหละ
-
Plate Dissipation = (277-16)/(34.04-1.16) = 216/32.08 = 8.58W น้อยกว่า 10W ถือว่า OK ครับ
pd. = 216V*32.08mA = 6.92W
-
ระหว่าไดร์เวอร์กับแยกเฟส ถ้าใช้ c 0.01uF จะหาความถี่สูงผ่านไปแยกเฟส
Rg 470K
Av ประมาณ 0.99 ถึง 1 ใช้ค่า 0.99
Rk 13K
Rb 2K
Zin = 470k / [1 - (0.99 * (13k / (13k + 2k))]
= 470K/(1-0.858) = 470K/0.142 = 3,309.8K
ถ้าให้ c 0.01uF, R= 3,309.8K จะหา fc
fc = 1/(2*3.14*0.01uF*3,309.8K) = 1/207.9*u*k =0.00481/u*k = 0.00481*1,000= 4.81Hz
นั่นคือตั้งแต่ 5Hz ขึ้นไปผ่านเข้าไปได้ เลยทำให้เบสบวมหรือเปล่า
-
ถ้าขั้วแต่ละขั้วไม่เกิน plate dissipation หลอดจะไม่เสียครับ ลุยได้เลย
แบบที่น้าทำนี่มันต่อเพนโทดโหมดในโหมดอัลตร้าลีเนียร์ :D ไม่มีในตำราครับ
1. เพิ่มเติม Cg2-g 1uF/350V จะให้พละกำลังมากขึ้น
2. ย้าย Cg2 มาคล่อม Rg2 56K ให้กำลังรองลงมา
3. ไม่มี Cg2 ให้กำลังน้อยสุด
สรุปเลือกให้แบบที่ 1. ต่อลงกราวด์ ไม่มีในตำราอย่างน้าบอกไว้จริงๆ เพราะหาในอากู๋แล้วไม่พบแบบนี้ครับ ลองวัดไฟแต่ละจุดระหว่างมีและไม่มี Cg2-g ไม่พบความแตกต่างเลย จึงขอนอกคอกใส่ลงไป เพื่อให้ได้กำลังที่เพิ่มขึ้นโดยที่เนื้อเสียงไม่เปลี่ยนแปลง แลกกับค่าไฟฟ้าครับ
C ระหว่าง ไดเวอร์และแยกเฟส คงไว้ที่ 0.01uF แต่แก้ไข Rg = 220K จะมีผลกระทบอะไรบ้างครับ
Zin = Rg / [1 -( Av * (Rk / (Rk + Rb))]
Av ประมาณ 0.99 ถึง 1 ใช้ค่า 0.99
Av = 0.99
Rg = 220000 R
Rk = 13000 R
Rb = 2000 R
Zin = 1,549,295.77
C Coupling
C = 1/(2*pi*R*fc) f
C = 1*10^6/(2*pi*R*fc) Uf
PI = 3.141592654
fc = 10 Hz
R = 1,549,295.77 R
C = 0.01 uF
-
Rg 220K , C 0.01uF , fc 10Hz
ผลก็คือได้ความถี่ตั้งแต่ 10Hz ผ่านเข้าไป
แต่ผลทางเสียง น้าฟังแล้วเป็นยังไงครับ ดีขึ้น หรือแย่ลงกว่าเดิม แล้วเบสบวม หายไหมครับ
-
อ่านที่น้าเบนอธิบายในกระทู้ เพนโทรด/ไตรโอด หลายๆรอบ แล้วลองดู วงจร PP ในอากู๋ พบว่ามีการต่อ g2 หลายแบบ เช่น
1. g2+Rน้อยๆ ต่อกับเพลท
2. g2+Rน้อยๆ ต่อกับ B+
3. g2+Rน้อยๆ ต่อกับ UL
4. g2+Rน้อยๆ ต่อกับ Ul และจากจุด UL นี้มี C อนุกรมกับ R ต่อไปหาเพทลด้วย
ผมขอลองใหม่โดยไม่ยึดติดกับตัวเลข Vg2 ทำแบบควบคุมไม่ให้เกิน Pd ครับ
-
ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ ไม่ยึดติดกับวงจรดัง วงจรฮิต ที่ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ที่ว่าดี เพื่อให้ได้เสียงเหมือนวงจรฮิต ซึ่งเหมือนไปดูรูปปั้นไดโนเสาร์ในสวนสัตว์ แล้วบอกว่าทำไมเหมือนจัง ทั้งคนปั้นและคนดูไม่เคยเห็นไดโนเสาตัวเป็นๆ เลย
ทำไป ลองไป ได้เสียงถูกใจก็โอเคครับ
ถึงตอนนี้ไม่ต้องไปห่วงค่าต่างๆ ที่คำนวณครับ มันเป็นการจัดไบอัสไฟตรงและแรงดันไฟตรงให้หลอดพร้อมที่จะทำงาน โดยไม่เกินเพลตดิสฯ
เมื่อทำงานหลอดจะทำงานกับสัญญาณสลับ คือ สัญญาณเสียงออดิโอที่ป้อนเข้ามาทางอินพุท ทำหน้าที่เป็นตัวผลิตแรงดันสลับ กระแสสลับ ไปให้ลำโพงใช้งาน
ถึงตอนนี้เป็นบทที่จะต้องจูนเสียงครับ
-
อ่านหลายๆกระทู้ น้าๆที่เชี่ยวชาญต่างเน้นกันที่ภาคจ่ายไฟเป็นสำคัญ ผมก็ต้องลองบ้าง โดยเปลี่ยน C ตัวแรก เป็น C oil ค่าน้อยๆจากมอเตอร์สตารท์ ก่อนส่งต่อให้ Chock ปรากฏว่าได้ผลครับ เสียงฮัมหายไป เบสบวมๆลดลงมาก ตามด้วยเปลี่ยน C ทั้งหมดจาก QS4 0.1uF400V เป็น COSMOS 0.05uF400V ทำให้เสียงแหลม เสียงร้องชัดขึ้น เบสบวมๆกับ เสียงจี่ยังมีอีกนิดหน่อย
แต่เมื่อเทียบกับเพลงต่อเพลงระหว่าง 807SE กับ 2E26PP คนข้างๆบอก 807SE ดนตรีไม่ตีแข่งกัน ฟังสบายหูกว่ากันเยอะ มาถึงนี้ผมหมดทางไปแล้ว ขอคำแนะนำปรับแต่งหน่อยครับ
-
ไม่น่าเชื่อว่าเปลี่ยนซีออยจะหายฮัม
อย่างอื่นๆ รอน้าๆ มาช่วยครับ
-
ไม่น่าเชื่อว่าเปลี่ยนซีออยจะหายฮัม
อย่างอื่นๆ รอน้าๆ มาช่วยครับ
น้าครับ ผมเคยเปลี่ยนครับ แต่ว่าเปลี่ยนซีคนละยี่ห้อแล้วแนวเสียงจะเปลี่ยนไป และอาร์ด็อปกระแสก็มีผลต่อแนวเสียงเหมือนกัน (แต่เรื่องฮัมน่าจะอยู่ที่ อาร์ด็อปมากกว่าครับ ถ้าซีไม่แห้ง หรือเสื่อมค่าครับ)
-
แต่เมื่อเทียบกับเพลงต่อเพลงระหว่าง 807SE กับ 2E26PP คนข้างๆบอก 807SE ดนตรีไม่ตีแข่งกัน ฟังสบายหูกว่ากันเยอะ มาถึงนี้ผมหมดทางไปแล้ว ขอคำแนะนำปรับแต่งหน่อยครับ
ลองลดค่า Ck ของหลอดเพาเวอร์ลง