HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: Malako ที่ 28 มิถุนายน, 2017, 05:54:29 am
-
ตั้งใจหยุดงาน DIY แบบค่อยเป็นค่อยไป ... เหมือนกับเวลาที่บางคนจะถอนยานอนหลับ
หรือหลายคนที่เริ่มคิดที่จะหยุดดื่มสุรา หยุดเลยทันที ไตวาย
หยุดงาน DIY ทันทีอาจ หัวใจวายได้
ผมคิดง่ายๆ คือซื้องานที่ทำเสร็จแล้วมาฟัง จากนั้นรื้อเล่น
ลักษณะงานตัองจิ๋วแต่แจ๋ว - Small but beautiful
เริ่มจากลำโพง เพราะเล่นอย่างไรไฟไม่ช๊อต
กระทั่งได้ ECL82 SE จากภาคตะวันออก ฟังแล้วให้รู้สึกหลงเสียงนาง
เป็นไปได้อย่างไรกับอุปกรณ์ไม่กี่ตัว แต่ให้เสียงเข้าหูโดยมิต้องเพ่ง และหรือเอียงหูฟัง
เล่นเครื่องเสียงจนถูกเครื่องมันเล่นซะงอม ให้ข้อคิดเรื่องของ สั้นที่สุด ง่ายที่สุด น้อยชิ้นที่สุด และเล็กที่สุด
6BM8/ECL82 SE ได้ใจไปเต็มๆ ครับ ที่เหลือคือ ลองรื้อ ลองเล่น ลองสับเปลี่ยนชิ้นส่วน
ลองด้วยหลักการ วิธีการ ตามขนบธรรมเนียมที่ดีงาม
ผมลุยอ่านทุกเว็บ DIY ในไทยที่เกี่ยวกับเรื่องหลอด อ่านย้อนหลังทุกหน้าเว็บ
อ่านเว็บนอกที่อ้างอิงถึง เปิดกูเกิ้ลค้นหาเรื่องที่เกี่ยวกับ ภาคจ่ายไฟ วงจร 6BM8/ECL82 SE Amp
ถึงวันนี้ ได้ข้อสรุปละครับ ... จากนาทีนี้ก็เริ่มลงมือทำ เริ่มจากภาคจ่ายไฟ
ซึ่งตั้งใจทำแบบใช้ไดโอดก่อน แล้วตามด้วยหลอดเร็กฯ ครับ
-
มาเชียร์ครับ...และคอยดิดตาม
ทุกวันนี้ผมก็ยังคง DIY ทุกวัน..อยู่บ้านคนเดียว(กับหมาสี่ตัว)มันเหงาครับ :clap
-
มะลิ ขวัญอ่อน 11 ฝน อยู่ข้างๆ เสมอเวลาทำงานครับ
ไม่รู้ว่าแมวติดคน หรือคนติดแมว
บ่ายนี้ EMS ขิ้นส่วนจาก ppnresourse คงถึง
(https://www.uppic.org/image-3B48_5952F7E1.jpg) (https://www.uppic.org/share-3B48_5952F7E1.html)
-
:victory รับมาทำสองเครื่องแล้วยังไม่ขยับไปใหนเลย. ชอบเหมือนกันครับ
:headphone
-
ชอบมะลิครับ แต่บ้านผมคงไม่สะดวกเลี้ยงสัตว์สถานที่ไม่อำนวย
-
ใช้วงจรไหนครับ จะได้ลองทำบ้าง มีหลอด แต่ขาดความตั้งใจ
-
วงจรที่มากับเครื่องตอนซื้อ อ้างอิงประมาณนี้ครับ ตัดฟัดแบ๊คออก และต่อแบบไทรโอด
(https://www.uppic.org/image-D30C_59531126.jpg) (https://www.uppic.org/share-D30C_59531126.html)
http://members.iinet.net.au/~cool386/6bm8/6BM8.html (http://members.iinet.net.au/~cool386/6bm8/6BM8.html)
ต้นฉบับครับ
http://www.htg2.net/index.php/topic,71192.0.html (http://www.htg2.net/index.php/topic,71192.0.html)
สำหรับวงจรคัดแล้วเหลือ 3-4 วงจร ครับ ยังไม่ตัดสินใจ เพียงแต่จะสตาร์ทแบบ ไทรโอด ก่อนครับ
บนพื้นฐานหม้อแปลงที่มีอยู่แล้ว
ไฟขาออก 210 - 0 - 210 0.5 A
0 - 6.3 1.5 A
0 - 6.3 1.5 A
เอ้าท์พุต 5 K 8 โอห์ม
(https://www.uppic.org/image-7CAB_59531210.jpg) (https://www.uppic.org/share-7CAB_59531210.html)
(https://www.uppic.org/image-DF94_59531210.jpg) (https://www.uppic.org/share-DF94_59531210.html)
นี่ก็น่าสนใจมากๆ
(https://www.uppic.org/image-021A_59531210.gif) (https://www.uppic.org/share-021A_59531210.html)
ที่มา
http://www.audiofanatic.it/Schemi/Tipo/Valvole/finali/pic_finali_SE/ECL82_SE_1.jpg (http://www.audiofanatic.it/Schemi/Tipo/Valvole/finali/pic_finali_SE/ECL82_SE_1.jpg)
และนี่ใช้ชิ้นส่วนน้อยที่สุด
(https://www.uppic.org/image-1D83_5953147C.jpg) (https://www.uppic.org/share-1D83_5953147C.html)
หมายเหตุ วงจรมาจากเว็บต่างๆ ขออภัยถ้าเกิดไปพ้องกับท่านอื่นที่นำเสนอแล้ว
-
มารอชมครับ
-
มารอชมครับ
-
งานที่ทำ เจาะรูย้ายหลอด
(https://www.uppic.org/image-F1D1_59532087.jpg) (https://www.uppic.org/share-F1D1_59532087.html)
เจาะรูเพื่อคว่ำหม้อแปลงไฟ ย้ายเอ้าท์พุตขึ้นมาโชว์ ชอบแบบนี้ครับ
(https://www.uppic.org/image-3203_59532087.jpg) (https://www.uppic.org/share-3203_59532087.html)
ปัญหาเรื่องไฟฟ้า ที่บ้านวัดไฟได้ 237 V ตลอด 24 ชั่วโมง
แม้หม้อแปลงจะสามารถปรับไฟไปที่ 240 V ได้ หลังปรับที่ 240 V วัดไฟขาออกได้ดังนี้
222 0 222 V
0 - 6.92 V
0 - 6.92 V
เป็นเรื่องที่ต้องปรึกษาเกี่ยวกับภาคจ่ายไฟ เพื่อให้เหมาะสมโดยยึดต้นฉบับที่ใช้ไฟ + 200 V บวก_ลบ นิดหน่อย
ว่าจะใช้ R เท่าไรคั่นครับ ไม่มีความรู้นะครับ บัดกรีอย่างเดียว
ผมสั่งโช๊ค 5 เฮนรี 150 mA จากคุณชาตรี และคุณโชค คนละลูกมาสำรอง คาดว่าอาทิตย์หน้าคงได้รับของ
ส่วน C มี CDE 100 uF/450 V = 2 ตัว ขาดเหลืออย่างไรสั่งใหม่ได้
ที่เหลือคือ R คั่น จะใช้ค่าเท่าไร ครับ
(https://www.uppic.org/image-085C_59532087.jpg) (https://www.uppic.org/share-085C_59532087.html)
-
ถ้า ac 222 0 222 v. ใช้ EZ81 จะได้ DC ประมาญ 255 v. ถ้าจะลดให้ลงมา 200 v. จะต้องใช้ R ค่า 72 Ohm ลองดูครับ
-
EZ81 ยังไม่มีเลยครับ ว่าจะใช้ไดโอดไปก่อน
-
AC222V ถ้าเร็คด้วยไดโอด จะได้ DC ประมาณ 310V ต้องลดลงประมาณ 100V เรื่องใหญ่มากครับ
-
ไม่ลองใช้วงจรต้นฉบับ แบบที่พี่ดุสิตใช้ครับ มีโทนปรับทุ้มแหลมด้วย
http://www.htg2.net/index.php/topic,93465.msg604091413.html#msg604091413 (http://www.htg2.net/index.php/topic,93465.msg604091413.html#msg604091413)
-
ไม่ลองใช้วงจรต้นฉบับ แบบที่พี่ดุสิตใช้ครับ มีโทนปรับทุ้มแหลมด้วย
http://www.htg2.net/index.php/topic,93465.msg604091413.html#msg604091413 (http://www.htg2.net/index.php/topic,93465.msg604091413.html#msg604091413)
[/quote
น่าสนใจมากครับ มีทุ้มแหลม ซึ่งมีคุณประโยชน์ตอนฟังเพลงและดูหนังจากยูทูบ
ต้องศึกษาวงจรให้กระจ่างแจ้งก่อนครับ
สักครู่ลองวัดไฟฟ้าที่บ้าน ปรากฏว่า ไฟ = 239 V
ไฟออกจากหม้อแปลงเป็น 226 - 0 - 226 V
คงต้องสั่งพันหม้อแปลงไฟมาใช้ใหม่ละครับ รวมถึง EZ81 ด้วย
-
ใช้หม้อไฟลูกเดิมนั่นแหละ เพราะตอนวัดยังไม่มีโหลด พอเสียบหลอดครบมีโหลด ไฟก็จะใกล้เคียงกับวงจร แล้วค่อยปรับกระแสไบอัสเอาครับ
ถ้าพันหม้อลูกใหม่ไฟต่ำ พอใส่หลอดครบ ไฟตกไม่ได้ตามวงจร จะแก้ไขยากกว่าครับ
-
ใช้หม้อไฟลูกเดิมนั่นแหละ เพราะตอนวัดยังไม่มีโหลด พอเสียบหลอดครบมีโหลด ไฟก็จะใกล้เคียงกับวงจร แล้วค่อยปรับกระแสไบอัสเอาครับ
ถ้าพันหม้อลูกใหม่ไฟต่ำ พอใส่หลอดครบ ไฟตกไม่ได้ตามวงจร จะแก้ไขยากกว่าครับ
ค่อยโล่ง_อก ไปหน่อย
ถามต่อ ตามวงจร วงรีสีม่วง C18 ค่าเท่าไรครับ เห็นบอกเป็น 50 โอห์ม
และ C ฟิลเตอร์ กรอบสี่เหลี่ยมน้ำเงิน 40 uF/450 V ใช้ 47 uF/450 V ได้ไหม
(https://www.uppic.org/image-4E24_5954DE94.jpg) (https://www.uppic.org/share-4E24_5954DE94.html)
-
C cathod ลองดู100uf/50v มาใส่ดูครับ ปรับค่าได้ตามเบสที่ต้องการ
ส่วน c ภาคจ่ายไฟใช้47ufได้ แต่แนะนำค่าประมาณ 150-220uf/400vครับ หาง่ายดี
-
C cathod ลองดู100uf/50v มาใส่ดูครับ ปรับค่าได้ตามเบสที่ต้องการ
ส่วน c ภาคจ่ายไฟใช้47ufได้ แต่แนะนำค่าประมาณ 150-220uf/400vครับ หาง่ายดี
รวดเร็วทันใจ พรุ่งนี้เดินหน้าต่อ ตกลงเอาวงจรนี้ละครับ
ไปโหลด Service manual มาแล้วละ akai 1700 , 1710 วงจรเดียวกัน
-
C cathod ลองดู100uf/50v มาใส่ดูครับ ปรับค่าได้ตามเบสที่ต้องการ
ส่วน c ภาคจ่ายไฟใช้47ufได้ แต่แนะนำค่าประมาณ 150-220uf/400vครับ หาง่ายดี
C cathod ค่าน้อยลงจาก 100uf เบสจะมากหรือน้อยครับ :giveup
-
C cathod คาน้อย เบสน้อย ครับ
ลองดูครับ
-
ของผมเล่นมา 7 วัน กว่าจะได้เสียงทีดี ไฟเลี้ยง 240 v. ไฟ sg 180 v. ไม่ไส่ Ck ภาค power ครับ ใส่แล้วคลิปเพี้ยนสูง(http://upic.me/i/6v/el82img_3023.jpg)
-
ของผมเล่นมา 7 วัน กว่าจะได้เสียงทีดี ไฟเลี้ยง 240 v. ไฟ sg 180 v. ไม่ไส่ Ck ภาค power ครับ ใส่แล้วคลิปเพี้ยนสูง(http://upic.me/i/6v/el82img_3023.jpg)
มีเคล็ด(ไม่) ลับไหมครับ ทำอย่างไรให้ได้เสียงดี
-
จาก Service Manual ซึ่ง akai 1700 และ 1710 ใช้วงจรเดียวกัน
(https://www.uppic.org/image-AEE6_5955C16B.jpg) (https://www.uppic.org/share-AEE6_5955C16B.html)
รายละเอียด R และ C ค่าคลาดเคลื่อนจากวงจรไปบ้างแต่ถ้ายึดค่าที่ระบุในวงจรเป็นหลัก ก็พอ_ งม ได้ครับ
(https://www.uppic.org/image-1707_5955C16B.jpg) (https://www.uppic.org/share-1707_5955C16B.html)
(https://www.uppic.org/image-A2CA_5955C16B.jpg) (https://www.uppic.org/share-A2CA_5955C16B.html)
ภายใน C ที่ใช้ส่วนใหญ่ระบุเป็นเซรามิก หมายถึงที่เห็นเป็นตัวกลมแบนๆ มี C5 ที่เป็น oil paper
สมัยปัจจุบันนี้เราควรใช้อย่างไหนดีครับ
(https://www.uppic.org/image-0FAA_5955C7D5.jpg) (https://www.uppic.org/share-0FAA_5955C7D5.html)
สั่ง CDE จาก RS จะส่งให้วันที่ 7 เดือนหน้า คงต้องสั่งยี้ห้ออื่นจาก ppnresourse แทน
ระหว่างรอก็เอา R หลายร้อยตัวรวมกัน ผมดูสีไม่เป็นต้องใช้มิเตอร์วัด
ว่าแต่ตีห้าจนบัดนี้ได้ R Carbon Com เกือบครบครับ ที่เหลือคือ R วัตต์สูงๆ ที่ภาคจ่ายไฟ
-
(http://upic.me/i/j4/6bm8secircuit.jpg)
สอบถามครับ ที่วงกลมในรูป มันคือ R 0.15 Ohm หรือเปล่าครับ
-
(http://upic.me/i/j4/6bm8secircuit.jpg)
สอบถามครับ ที่วงกลมในรูป มันคือ R 0.15 Ohm หรือเปล่าครับ
เดา ... ใช่ครับ
มีอีกนะครับ มาจากกูเกิ้ลเหมือนกัน
(https://www.uppic.org/image-2734_5955D53F.jpg) (https://www.uppic.org/share-2734_5955D53F.html)
-
ขอบคุณครับ น้า Malako แล้วเครื่องที่น้าได้มาเป็นวงจรไหนครับ
-
ขอบคุณครับ น้า Malako แล้วเครื่องที่น้าได้มาเป็นวงจรไหนครับ
ลองย้อนกลับไปอ่านข้างบนอีกทีครับ
-
ขยี้ตาอย่างแรงเลยครับ น้า Malako ขอบคุณครับ :(
-
ของผมเล่นมา 7 วัน กว่าจะได้เสียงทีดี ไฟเลี้ยง 240 v. ไฟ sg 180 v. ไม่ไส่ Ck ภาค power ครับ ใส่แล้วคลิปเพี้ยนสูง(http://upic.me/i/6v/el82img_3023.jpg)
มีเคล็ด(ไม่) ลับไหมครับ ทำอย่างไรให้ได้เสียงดี
ส่วนใหญ่ ผมจะอิงจากดาตา วงจรที่มีอยู่ และทฤษฎีบ้างเล็กน้อย เช่น ทำไมผมไม่ใส่ Ck (จริง ๆ จะใส่ก็ได้แล้วแต่ชอบ แต่หลอดกระเทยมักจะมีความเพี้ยนแบบ IMD สูงมาก)ไม่ใส่ Ck เป็น Auto Bias ใส่เป็น Cathode Bias , RL ต้องมากกว่า RP(Ri) สองเท่า (อันนี้รวมถึงค่า Z ของ OPT ด้วยแต่ไม่ได้หมายถึงต้องมากกว่าสองเท่าทั้งหมด), Rg ต้องสูงกว่า 500k ถ้าจะให้อธิบายยาวมากครับ
-
ส่วนใหญ่ ผมจะอิงจากดาตา วงจรที่มีอยู่ และทฤษฎีบ้างเล็กน้อย
เช่น ทำไมผมไม่ใส่ Ck (จริง ๆ จะใส่ก็ได้แล้วแต่ชอบ แต่หลอดกระเทยมักจะมีความเพี้ยนแบบ IMD สูงมาก)
ไม่ใส่ Ck เป็น Auto Bias ใส่เป็น Cathode Bias ,
RL ต้องมากกว่า RP(Ri) สองเท่า (อันนี้รวมถึงค่า Z ของ OPT ด้วยแต่ไม่ได้หมายถึงต้องมากกว่าสองเท่าทั้งหมด),
Rg ต้องสูงกว่า 500k ถ้าจะให้อธิบายยาวมากครับ
ถ้าจะจริงครับ
ตามไปดู Service manual Akai 1710W รุ่นถัดมา ซึ่งปรับปรุงให้กระชับดูง่ายขึ้น รวมทั้งบอกค่าไฟตามจุดต่างๆเพิ่มมาให้
ใช้หลอด
12AT7 X 1
6CA4 X 1
6AR5 X 2
คลิ๊กที่ภาพจะเห็นใหญ่ชัดขึ้นครับ
(https://www.uppic.org/image-AAF2_5956D12F.jpg) (https://www.uppic.org/share-AAF2_5956D12F.html)
(https://www.uppic.org/image-44BE_5956D816.jpg) (https://www.uppic.org/share-44BE_5956D816.html)
-
ของผมเล่นมา 7 วัน กว่าจะได้เสียงทีดี ไฟเลี้ยง 240 v. ไฟ sg 180 v. ไม่ไส่ Ck ภาค power ครับ ใส่แล้วคลิปเพี้ยนสูง(http://upic.me/i/6v/el82img_3023.jpg)
รบกวนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหน่อยครับว่า ใช้ OPT ค่ากี่ k และใช้ Rk ค่ากี่โอห์มครับ (ในรูปทราบเพียงทนกำลังได้ 2 วัตต์)
และถ้าเป็นไปได้ ขอชมวงจรในส่วนของภาคหน้าที่เป็น Triode ด้วยนะครับ :)
-
ถามเป็นความรู้ต่อนะครับ จากภาพข้างล่าง
กรอบสีน้ำเงินหมายถึงกระแสไหลผ่านหลอด (สูงสุด)
กรอบสีม่วงหมายถึงแรงดันไบอัสคาโทดซีกเพนโทด (สูงสุด)
ที่อยากรู้คือจากวงจร akai 1700/1710 ตรงที่ต่อจากขา 2 เขาใช้ Rk = 180 โอห์ม
แต่ไม่บอกไฟผ่านกี่โวลท์ และกระแสกี่ mA
(https://www.uppic.org/image-FD1D_5956E8B5.jpg) (https://www.uppic.org/share-FD1D_5956E8B5.html)
ไปอ่านเจอ "สูตร" จากเว็บเพื่อนบ้าน
ความต้านทาน = แรงดันไบอัส (V) / กระแสไหลผ่านหลอด ( mA )
180 = V / mA
-
เรื่องของ หม้อแปลงเอ้าท์พุทว่ากี่ K นี่
ผมมีหม้อแปลง akai 1710 อยู่วัดแค่ค่าโอห์มทั้งด้านเข้าและออก มาคำนวนได้ไหมครับ
ทว่าระหว่างรอชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่กำลังเดินทางมา ถึงจะตัดแผ่นอลูมิเนียม(จ้างเขา) วางเลย์เอ้าท์เจาะรู
แต่ต่อมขยันยังหลังฮอร์โมนอยู่ เลยหยิบ MyRef C มาใส่ตัวเตี้ยๆ ให้ครบไปพลาง ครับ
มีเวลาทำงานช่วงเช้าประมาณ 2 ชั่วโมง หลังมื้อเที่ยงนอนพักเอาแรง
(https://www.uppic.org/image-AC96_5956F67B.jpg) (https://www.uppic.org/share-AC96_5956F67B.html)
(https://www.uppic.org/image-FABF_5956F67B.jpg) (https://www.uppic.org/share-FABF_5956F67B.html)
บ่ายกลางๆ ตื่นลงพรวนดิน ถอนหญ้า ดูแลผักริมรั้ว ได้เหงื่อท่วมตัว
ถึงวันนี้ไม่เคยซื้อพวกพริก มะเขือ ผักบุ้ง มะนาวดกเต็มต้น มะเขือพวง ฯลฯ ไม่ซื้อจากตลาดมาเป็นปีละครับ
-
ของผมเล่นมา 7 วัน กว่าจะได้เสียงทีดี ไฟเลี้ยง 240 v. ไฟ sg 180 v. ไม่ไส่ Ck ภาค power ครับ ใส่แล้วคลิปเพี้ยนสูง(http://upic.me/i/6v/el82img_3023.jpg)
รบกวนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหน่อยครับว่า ใช้ OPT ค่ากี่ k และใช้ Rk ค่ากี่โอห์มครับ (ในรูปทราบเพียงทนกำลังได้ 2 วัตต์)
และถ้าเป็นไปได้ ขอชมวงจรในส่วนของภาคหน้าที่เป็น Triode ด้วยนะครับ :)
OPT 7k เป็นของ EL84 ,ECL86 ทนกำลังประมาณ 5 W. ครับ Rk ผมลองสามค่า ตั้งแต่ 330 , 330+22, 470 Ohm ค่าที่เหมาะสมที่มีขายคงต้องใช้ 390 Ohm ครับ
ภาค Pre. driver RL 220k Rk 2k+200 Ohm @ vcc 200v. แต่ถ้า vcc ต่ำกว่านี้ผมจะใช้ค่า RL Rk ต่ำกว่านี้ครับ
-
เรื่องของ หม้อแปลงเอ้าท์พุทว่ากี่ K นี่
ผมมีหม้อแปลง akai 1710 อยู่วัดแค่ค่าโอห์มทั้งด้านเข้าและออก มาคำนวนได้ไหมครับ
ทว่าระหว่างรอชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่กำลังเดินทางมา ถึงจะตัดแผ่นอลูมิเนียม(จ้างเขา) วางเลย์เอ้าท์เจาะรู
แต่ต่อมขยันยังหลังฮอร์โมนอยู่ เลยหยิบ MyRef C มาใส่ตัวเตี้ยๆ ให้ครบไปพลาง ครับ
มีเวลาทำงานช่วงเช้าประมาณ 2 ชั่วโมง หลังมื้อเที่ยงนอนพักเอาแรง
บ่ายกลางๆ ตื่นลงพรวนดิน ถอนหญ้า ดูแลผักริมรั้ว ได้เหงื่อท่วมตัว
ถึงวันนี้ไม่เคยซื้อพวกพริก มะเขือ ผักบุ้ง มะนาวดกเต็มต้น มะเขือพวง ฯลฯ ไม่ซื้อจากตลาดมาเป็นปีละครับ
วัดค่า DCR คำนวณได้เลยครับ Rk 180 Ohm คงไม่เกิน Limit ครับ ผมเคยเห็นวงจรในวิทยุมีหลายรุ่นใช่เท่านี้ครับ
ปลูกผักกินเองสบายใจครับ like like like
-
ให้หายสงสัย ตามรูปตรงลูกศรชี้ แสดงว่าวงจรนี้ ใช้ Rk , Ck เพียงชุดเดียวใช่ไหมครับ
(https://www.uppic.org/image-6B40_59571967.jpg) (https://www.uppic.org/share-6B40_59571967.html)
-
ตัดเส้นที่ลูกศรสีน้ำเงินชี้้ออก แล้วให้ใส่ค่า r กับ c ตาม ค่าข้างล่าง ลงกราว์ดครับ
-
ตัดเส้นที่ลูกศรสีน้ำเงินชี้้ออก แล้วให้ใส่ค่า r กับ c ตาม ค่าข้างล่าง ลงกราว์ดครับ
หายสงสัยละครับ ขอบคุณเป็นที่สุด
ระหว่างรออุปกรณ์ที่สั่ง เช้าวันแสนว่างนี้ผมกลับไปอ่านของเดิมอีกครั้ง อ่านช้าๆ ทีละแถวทีละประโยค
และผลจากการอ่านหาความรู้มามากพอสมควร แม้ว่าภาษาประกิตจะอ่อนแอ แต่เริ่มเข้าใจทะลุทะลวงมากขึ้น
กะว่าวันนี้จะลองต่อแบบเดิมๆ ฟังไปพลางก่อนครับ พอของมาครบ ยัง_งัย ทำตาม akai 1710 ก็ต้องทำแท่นใหม่อยู่ดี
http://members.iinet.net.au/~cool386/6bm8/6BM8.html (http://members.iinet.net.au/~cool386/6bm8/6BM8.html)
The 6BM8 is a 1950's TV valve initially intended for vertical oscillator (triode) and output (pentode) use.
However, it was also given audio ratings and became a very popular valve in Australian TV sets for both applications.
ความรู้ที่เพิ่ง understood เช้านี้คือคำอธิบายถึงคำต่างๆ ตามภาพข้างล่าง ตัวไหนน่าสนใจ ตัวไหนไม่จำต้องใส่ใจ
และที่เป็นความรู้ใหม่คือ เขาใช้ Using P.A 100V line transformers: คงหมายถึงหม้อแปลงต่อเป็นไลน์ลำโพง
เขาแนะนำให้มาเป็นหม้อเอ้าท์พุท ซึ่งเขาเองส่วนใหญ่ก็ใช้ประจำอยู่กับหลายโปรเจ็ค
นั่นทำให้ผมต้องมานั่งเพ่งหม้อ akai 1710 แน่ละขอรับ ยิ่งมองยิ่งเหมือนไลน์หม้อแปลงราคารากหญ้าจับต้องได้
(https://www.uppic.org/image-F077_595839D3.jpg) (https://www.uppic.org/share-F077_595839D3.html)
(https://www.uppic.org/image-727A_59583575.jpg) (https://www.uppic.org/share-727A_59583575.html)
(https://www.uppic.org/image-C15D_59583575.jpg) (https://www.uppic.org/share-C15D_59583575.html)
-
ตัดเส้นที่ลูกศรสีน้ำเงินชี้้ออก แล้วให้ใส่ค่า r กับ c ตาม ค่าข้างล่าง ลงกราว์ดครับ
หายสงสัยละครับ ขอบคุณเป็นที่สุด
ระหว่างรออุปกรณ์ที่สั่ง เช้าวันแสนว่างนี้ผมกลับไปอ่านของเดิมอีกครั้ง อ่านช้าๆ ทีละแถวทีละประโยค
และผลจากการอ่านหาความรู้มามากพอสมควร แม้ว่าภาษาประกิตจะอ่อนแอ แต่เริ่มเข้าใจทะลุทะลวงมากขึ้น
กะว่าวันนี้จะลองต่อแบบเดิมๆ ฟังไปพลางก่อนครับ พอของมาครบ ยัง_งัย ทำตาม akai 1710 ก็ต้องทำแท่นใหม่อยู่ดี
http://members.iinet.net.au/~cool386/6bm8/6BM8.html (http://members.iinet.net.au/~cool386/6bm8/6BM8.html)
The 6BM8 is a 1950's TV valve initially intended for vertical oscillator (triode) and output (pentode) use.
However, it was also given audio ratings and became a very popular valve in Australian TV sets for both applications.
ความรู้ที่เพิ่ง understood เช้านี้คือคำอธิบายถึงคำต่างๆ ตามภาพข้างล่าง ตัวไหนน่าสนใจ ตัวไหนไม่จำต้องใส่ใจ
และที่เป็นความรู้ใหม่คือ เขาใช้ Using P.A 100V line transformers: คงหมายถึงหม้อแปลงต่อเป็นไลน์ลำโพง
เขาแนะนำให้มาเป็นหม้อเอ้าท์พุท ซึ่งเขาเองส่วนใหญ่ก็ใช้ประจำอยู่กับหลายโปรเจ็ค
นั่นทำให้ผมต้องมานั่งเพ่งหม้อ akai 1710 แน่ละขอรับ ยิ่งมองยิ่งเหมือนไลน์หม้อแปลงราคารากหญ้าจับต้องได้
(https://www.uppic.org/image-F077_595839D3.jpg) (https://www.uppic.org/share-F077_595839D3.html)
(https://www.uppic.org/image-727A_59583575.jpg) (https://www.uppic.org/share-727A_59583575.html)
(https://www.uppic.org/image-C15D_59583575.jpg) (https://www.uppic.org/share-C15D_59583575.html)
เจ้า Data ช่องแรก ค่อนข้างจะโหดนะครับ แต่เสียงก็คงโดนใจว่างั้นเถอะ เหมือนเราเอาหลอดมาทรมานเพื่อให้มันเปล่งเสียงที่ถูกใจเราครับ คุณมะละกอ
-
ใช้สูตรไฟสูงกระแสต่ำเสียงดีกว่าครับ
-
ใช้สูตรไฟสูงกระแสต่ำเสียงดีกว่าครับ
ตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจเรื่องไฟสูง ไฟต่ำ กระแสต่ำ อะไรนั่นครับ ต้องค่อยๆ อ่าน ฟัง ถาม แล้วลงมือทำ
เห็นแอมป์ตัวเล็ก น้ำหนักเบาพอไม่เหนื่อยแรงคนแก่ซึ่งวันๆ ไม่ได้คุยกะใครทำพวกนี้หายเหงาครับ
-
ใช้สูตรไฟสูงกระแสต่ำเสียงดีกว่าครับ
ตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจเรื่องไฟสูง ไฟต่ำ กระแสต่ำ อะไรนั่นครับ ต้องค่อยๆ อ่าน ฟัง ถาม แล้วลงมือทำ
เห็นแอมป์ตัวเล็ก น้ำหนักเบาพอไม่เหนื่อยแรงคนแก่ซึ่งวันๆ ไม่ได้คุยกะใครทำพวกนี้หายเหงาครับ
ไฟสูงกระแสต่ำ คือการใช้ไฟที่ b+สูงๆเข้าไว้ แล้วค่อยปรับให้กระต่ำ โดยเปลี่ยน r cathode ให้มากขึ้น เพื่อให้กระแสไหลผ่่านหลอดน้อยลงครับ
-
เรื่องของ หม้อแปลงเอ้าท์พุทว่ากี่ K นี่
ผมมีหม้อแปลง akai 1710 อยู่วัดแค่ค่าโอห์มทั้งด้านเข้าและออก มาคำนวนได้ไหมครับ
ทว่าระหว่างรอชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่กำลังเดินทางมา ถึงจะตัดแผ่นอลูมิเนียม(จ้างเขา) วางเลย์เอ้าท์เจาะรู
แต่ต่อมขยันยังหลังฮอร์โมนอยู่ เลยหยิบ MyRef C มาใส่ตัวเตี้ยๆ ให้ครบไปพลาง ครับ
มีเวลาทำงานช่วงเช้าประมาณ 2 ชั่วโมง หลังมื้อเที่ยงนอนพักเอาแรง
(https://www.uppic.org/image-AC96_5956F67B.jpg) (https://www.uppic.org/share-AC96_5956F67B.html)
(https://www.uppic.org/image-FABF_5956F67B.jpg) (https://www.uppic.org/share-FABF_5956F67B.html)
บ่ายกลางๆ ตื่นลงพรวนดิน ถอนหญ้า ดูแลผักริมรั้ว ได้เหงื่อท่วมตัว
ถึงวันนี้ไม่เคยซื้อพวกพริก มะเขือ ผักบุ้ง มะนาวดกเต็มต้น มะเขือพวง ฯลฯ ไม่ซื้อจากตลาดมาเป็นปีละครับ
อูย...อาร์เดล คัด 0.1%เลยหรือครับพี่
-
อูย...อาร์เดล คัด 0.1%เลยหรือครับพี่
22 K , 47 K เท่านั้นที่ต้องคัด 0.1 ผมบังเอิญมีหลายตัวลองใช้มิเตอร์จับถือว่าเฮง หมายถึงค่าที่ออกมาเท่ากันครับ
-
สัญญาลักษณ์ตัวสุดท้าย ถ้าลงท้ายด้วยอักษร F บนตัว Resistor ของ DALE น่าจะเป็น ค่าผิดพลาด บวก ลบ 1 เปอรฺเซ็นนะครับ (ไม่ใช่ 0.1 เปอร์เซ็นต์)
-
สัญญาลักษณ์ตัวสุดท้าย ถ้าลงท้ายด้วยอักษร F บนตัว Resistor ของ DALE น่าจะเป็น ค่าผิดพลาด บวก ลบ 1 เปอรฺเซ็นนะครับ (ไม่ใช่ 0.1 เปอร์เซ็นต์)
[/quote
ขอบคุณครับ คือตามคำแนะนำของคุณสุวรรณ ให้คัดจับคู่ R 22 K , 47 K ให้ได้ 0.01% ซึ่งมีวิธีทำ
แต่ผมข้ามตรงนีไปครับ เพราะต้องซื้อ R มาจำนวนมากพอดู MyRef C ทำมาแล้ว 3 ชุดครับยังติดใจสำเนียงเสียง
-
สร้างMyRef C มันลำบากก็ตรงนี้แหละกว่าจะได้0.1% หรือ0.01%คัดกันตาลายแต่ผลลับที่ได้มันคุ้ม
-
(https://www.uppic.org/image-78D7_595DBD9C.jpg) (https://www.uppic.org/share-78D7_595DBD9C.html)
ตามวงจรผู้ออกแบบบอกว่า
อ้างอิงบนพื้นฐานโทรทัศน์หลอด และเครื่องเล่นแผ่นเสียงในสมัยกระโน้น
Input sensitivity ระหว่าง 100 mV ให้เอ้าท์พุท 2 วัตต์ ไฟ B+ = 230 V 40 mA จุดไส้หลอด 6.3 V at 780 mA
ทำงานแบบคลาสเอ
Negative feed back ใช้เพื่อ Improve distortion figures
โดยจากเอ้าท์พุทไปยังคาโธด 4.7 K + 150 R และคร่อม 4.7 R ด้วย 1000 pF
ถ้าใช้แอมป์นี้กับเครื่องเล่นจำพวก CD , MP3 หรือเครื่องที่ Low impedance input
ถ้าวอลุ่มมีคุณภาพดี The input coupling 0.047 , 1 M อาจไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้
R ทั้งหมดใช้ขนาด 1/2 W ยกเว้น Rk ฝั่ง เพนโธด (390 R) = 5 W
ผมอ่านเป็น 10 เที่ยวแกะได้แบบนี้ ไม่รู้ว่า โอเคไหมครับ
-
ผมดูในวงจร r 390 ใช้ 1 w ไม่ทราบว่าวงจรผิดหรือเปล่าครับ
-
ผมดูในวงจร r 390 ใช้ 1 w ไม่ทราบว่าวงจรผิดหรือเปล่าครับ
ไม่ผิดหรอกครับ ลองย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าตอน The Design
http://members.iinet.net.au/~cool386/6bm8/6BM8.html (http://members.iinet.net.au/~cool386/6bm8/6BM8.html)
The resistors can all be 1/2W, except for the pentode cathode resistor which should be 1W (or 5W depending on design)
-
เขาพูดถึงการใช้ C , หม้อแปลงไฟ , หม้อเอ้าท์พุท ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราๆ ทราบกันดี ขออนุญาตข้ามไป
ก่อนย่อหน้าสุดท้ายนี้น่าสนใจ
Triode and Ultra linear modes.
Operating an output pentode in triode or ultra linear is nothing new,
and is mentioned here in its own right; not just as a cure for poorly performing speaker transformers.
The trade-off is reduced sensitivity and power output. However, sound quality is improved.
In triode mode, the 6BM8 amplifier has a sensitivity of about 300mV, and power output dropped by about two thirds.
Ultra linear operation is a compromise between pentode and triode modes; i.e., the best of both worlds.
To modify the circuit for triode operation, remove the g2 resistor and connect screen to the plate.
This gives 100% screen grid feedback.
For ultra linear operation, take the B+ end of the screen resistor and connect
it to a tapping on the primary. Obviously, ultra linear cannot be used with a single untapped winding.
The position of the tapping will determine the amount of screen feedback With the M1100 transformers,
the 2.5K tap is ideal, assuming the 5K connection is to the plate, and the common to the B+.
The closer the tap is to the plate, the more like a triode it will behave.
Conversely, the closer to the B+ the tapping is, the more like a pentode it will be.
หมายเหตุ เขาใช้หม้อเอ้าท์พุท P.A 100V line transformers เบอร์ M1100 กระมังครับ
ซึ่งตัวที่ผมซื้อมาได้ต่อแบบนี้ และตัดภาค ฟีดแบ๊ค ออก
และแน่นอนผมตัดสินใจประกอบแอมป์หลอดด้วยการฮาร์ทไวร์เป็นครั้งแรกในชีวิต
ด้วยชิ้นส่วนที่รื้อออกมา ให้กลับเหมือนเดิม ลองดูซิว่าจะมีเสียงดังไหม
ถ้าเป็นไปด้วยดี ก็คงมีเครื่องที่สองตามมาติดๆ ครับ
-
ใช้สูตรไฟสูงกระแสต่ำเสียงดีกว่าครับ
ตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจเรื่องไฟสูง ไฟต่ำ กระแสต่ำ อะไรนั่นครับ ต้องค่อยๆ อ่าน ฟัง ถาม แล้วลงมือทำ
เห็นแอมป์ตัวเล็ก น้ำหนักเบาพอไม่เหนื่อยแรงคนแก่ซึ่งวันๆ ไม่ได้คุยกะใครทำพวกนี้หายเหงาครับ
ไฟสูงกระแสต่ำ คือการใช้ไฟที่ b+สูงๆเข้าไว้ แล้วค่อยปรับให้กระต่ำ
โดยเปลี่ยน r cathode ให้มากขึ้น เพื่อให้กระแสไหลผ่่านหลอดน้อยลงครับ
[/size][/color][/i]
B+ = 230 V นี่พอจะเรียกว่าไฟสูงได้ไหม และตามวงจร Rk = 390 R นี่เป็นอย่างไรครับ
-
ภาคจ่ายไฟของเดิมล้วน
มี C Oil 4.75 uF/1000 V R 200 R/5 W C 330 uF/450 V R 2.2 K/5 W C 270 uF/450 V ( R กระเบื้อง Royal )
ลองวัดไฟดู ออกจากไดโอด = 322 V วัดที่ C ตัวที่สอง และสาม ค่าที่ได้เท่ากันหมดคือ 322 V
แสดงว่า R กระเบื้องไม่ได้ลดไฟลงเลยใช่ไหมครับ
หมายเหตุ ยังไม่ต่อเข้าวงจรแอมป์
(https://www.uppic.org/image-9828_595EE68C.jpg) (https://www.uppic.org/share-9828_595EE68C.html)
-
ภาคจ่ายไฟของเดิมล้วน
มี C Oil 4.75 uF/1000 V R 200 R/5 W C 330 uF/450 V R 2.2 K/5 W C 270 uF/450 V ( R กระเบื้อง Royal )
ลองวัดไฟดู ออกจากไดโอด = 322 V วัดที่ C ตัวที่สอง และสาม ค่าที่ได้เท่ากันหมดคือ 322 V
แสดงว่า R กระเบื้องไม่ได้ลดไฟลงเลยใช่ไหมครับ
หมายเหตุ ยังไม่ต่อเข้าวงจรแอมป์
(https://www.uppic.org/image-9828_595EE68C.jpg) (https://www.uppic.org/share-9828_595EE68C.html)
ถ้ายังไม่ต่อภาคจ่ายไฟเข้าวงจร กระแสยังไม่มี R กระเบื้องที่เอาไว้ดรอปไฟ ยังไม่มีแรงดันตกคร่อมครับ เลยวัดแรงดันได้เท่ากันทุกจุด
ผมก็กำลังทำ 8B8 ให้รุ่นพี่อยู่เหมือนกันครับ ยังไม่เสร็จเช่นกัน
-
ถ้ายังไม่เสียบหลอด หลอดเป็นโหลด กระแสไม่ได้ไหลผ่านโหลด จะวัดแรงดันไฟได้เท่ากันทุกจุดครับ
ผมลองมาแล้ว ตอนนั้นตกใจหมดเลย
-
ขอบคุณมากครับ สำหรับคำแนะนำแบบด่วนทันใจจากคุณ Audio Boy และคุณ อออิโอแมน
หมายถึงผมต้องต่อสายไฟเข้าวงจรให้เรียบร้อย พร้อมทั้งเสียบหลอด พร้อมต่อลำโพงด้วยนะครับ จะได้เดินหน้าต่อ
อ้อเห็นวงจร ... ขั้วลบที่ต่อไปลำโพงลงกราวน์
แต่ของเดิมที่เห็น สายไฟสองเส้นจากหม้อเอ้าท์พุตต่อไปที่ขั้วลำโพงเลยไม่เห็นมีจุดต่อลงกราวน์เลยครับ
-
ดังแล้วครับ ดังแล้ว แต่เสียงรู้สึกเพราะน้อยกว่าที่คุณเขียวหวานทำ
รู้สึกเปิดดังขึ้นนิดเสียงพร่าๆ เหมือนจะคลิปทำนองนั้น หรือต้องรอให้เครื่องร้อน
ยังไม่คว่ำเพื่อวัดไฟนะครับ ต้องหาผู้ช่วยมาจับกลัวหลอดกระแทกแตกครับ
และไฟสีแดงหลอดข้างหนึ่งสว่างจ้ากว่าอีกข้าง เงียบสนิทไม่มีฮัม
(ของเดิมมีฮัมนิดเดียว เอาหูจ่อหน้าลำโพง น่าจะเป็นเพราะย้ายหม้อเอ้าท์พุทมาใว้ข้างบน)
ป.ล. ใช้ R ตรงขา 2 ขนาด 270 R/5 W แทน 390 R/5 W ตามของเดิมครับ จะเพิ่มลดตรงนี้อย่างไรดี หรือไม่ครับ?
-
ดังแล้วครับ ดังแล้ว แต่เสียงรู้สึกเพราะน้อยกว่าที่คุณเขียวหวานทำ
รู้สึกเปิดดังขึ้นนิดเสียงพร่าๆ เหมือนจะคลิปทำนองนั้น หรือต้องรอให้เครื่องร้อน
ยังไม่คว่ำเพื่อวัดไฟนะครับ ต้องหาผู้ช่วยมาจับกลัวหลอดกระแทกแตกครับ
และไฟสีแดงหลอดข้างหนึ่งสว่างจ้ากว่าอีกข้าง เงียบสนิทไม่มีฮัม
(ของเดิมมีฮัมนิดเดียว เอาหูจ่อหน้าลำโพง น่าจะเป็นเพราะย้ายหม้อเอ้าท์พุทมาใว้ข้างบน)
ป.ล. ใช้ R ตรงขา 2 ขนาด 270 R/5 W แทน 390 R/5 W ตามของเดิมครับ จะเพิ่มลดตรงนี้อย่างไรดี หรือไม่ครับ?
เพิ่มลดได้ครับ กระแสที่ไหลผ่านหลอดก็เพิ่มลดด้วยทดลองเปลี่ยนดูได้ฟังเสียงชอบแบบไหน ตราบที่ไม่เกินเสปคของหลอดเพราะถ้าเกินอาจเป็นอันตรายกับหลอดได้ครับ
-
เพิ่มลดได้ครับ กระแสที่ไหลผ่านหลอดก็เพิ่มลดด้วยทดลองเปลี่ยนดูได้ฟังเสียงชอบแบบไหน ตราบที่ไม่เกินเสปคของหลอดเพราะถ้าเกินอาจเป็นอันตรายกับหลอดได้ครับ
[/quote]
ถามต่อนิดครับ
กระแสที่ไหลผ่านหลอดก็เพิ่ม_ลดด้วยนี่ มันจะทำให้ B+ ที่เราวัดได้ สมมุติว่า B+ 210 เพิ่ม_ลด ด้วยไหมครับ
(https://www.uppic.org/image-032F_596034E8.jpg) (https://www.uppic.org/share-032F_596034E8.html)
-
เพิ่มลดได้ครับ กระแสที่ไหลผ่านหลอดก็เพิ่มลดด้วยทดลองเปลี่ยนดูได้ฟังเสียงชอบแบบไหน ตราบที่ไม่เกินเสปคของหลอดเพราะถ้าเกินอาจเป็นอันตรายกับหลอดได้ครับ
ถามต่อนิดครับ
กระแสที่ไหลผ่านหลอดก็เพิ่ม_ลดด้วยนี่ มันจะทำให้ B+ ที่เราวัดได้ สมมุติว่า B+ 210 เพิ่ม_ลด ด้วยไหมครับ
(https://www.uppic.org/image-032F_596034E8.jpg) (https://www.uppic.org/share-032F_596034E8.html)
[/quote]กระแสที่หลอดเพิ่มและลดได้ครับ โดยที่ B+ ยังคงที่ ครับ เราจะลดหรือเพิ่มให้หลอดทำงานอยู่ใน Class ไหน ได้ด้วยเปลี่ยนค่า Resistor ที่ Cathode ครับ ค่า R เปลี่ยน Voltage ตกคร่อมที่ R เปลี่ยน กระแสผ่านหลอดเปลี่ยน แต่ B+ ยังคงที่ ถ้าใช้ VR แบบปรับค่าได้ก็จะกำหนดค่ากระแสให้ผ่านหลอดได้ตามที่เราต้องการ แต่ต้องไม่เกินค่า DATA ของหลอดนั้นที่ให้มา ถ้าสมมุติจะเล่นเอาเกิน อายุหลอดจะเดินทางไปบ้านเก่าเร็ว แก่เร็ว กลายเป็นหลอดหัวหงอกครับ แล้วมันก็จะโบกมือลาเราไปตามที่เราเปิดเวลาในใช้งานมันขอรับ
-
เพิ่มลดได้ครับ กระแสที่ไหลผ่านหลอดก็เพิ่มลดด้วยทดลองเปลี่ยนดูได้ฟังเสียงชอบแบบไหน ตราบที่ไม่เกินเสปคของหลอดเพราะถ้าเกินอาจเป็นอันตรายกับหลอดได้ครับ
ถามต่อนิดครับ
กระแสที่ไหลผ่านหลอดก็เพิ่ม_ลดด้วยนี่ มันจะทำให้ B+ ที่เราวัดได้ สมมุติว่า B+ 210 เพิ่ม_ลด ด้วยไหมครับ
(https://www.uppic.org/image-032F_596034E8.jpg) (https://www.uppic.org/share-032F_596034E8.html)
[/quote]
B+ เพิ่ม-ลดด้วยครับ จะมากน้อยขึ้นอยู่กับกระแส อย่าลืมน่ะครับว่า R ที่เราดรอปไฟก่อนจะเป็น B+ แรงดันที่ภาคจ่ายไฟตอนแรกที่ไม่ต่อเข้าวงจรหรือไม่ต่อหลอด วัดแรงดันทุกจุดจะได้เท่ากันหมด แต่พอมีกระแสไฟไหล ไฟ B+ จึงลดลง ดังนั้น ถ้าเราปรับกระแสให้ผ่านหลอดมากขึ้น กระแสที่ไหลผ่าน R ดรอปไฟก็สูงขึ้นตาม แรงดันตกคร่อมที่ R ดรอปไฟจะสูงขึ้น ทำให้ B+ ลดลงครับ เชื่อหรือไม่ ต้องลองพิสูจน์ตามกฎของโอห์มครับ
-
B+ เพิ่ม-ลดด้วยครับ จะมากน้อยขึ้นอยู่กับกระแส อย่าลืมน่ะครับว่า R ที่เราดรอปไฟก่อนจะเป็น B+ แรงดันที่ภาคจ่ายไฟตอนแรกที่ไม่ต่อเข้าวงจรหรือไม่ต่อหลอด วัดแรงดันทุกจุดจะได้เท่ากันหมด แต่พอมีกระแสไฟไหล ไฟ B+ จึงลดลง ดังนั้น ถ้าเราปรับกระแสให้ผ่านหลอดมากขึ้น กระแสที่ไหลผ่าน R ดรอปไฟก็สูงขึ้นตาม แรงดันตกคร่อมที่ R ดรอปไฟจะสูงขึ้น ทำให้ B+ ลดลงครับ เชื่อหรือไม่ ต้องลองพิสูจน์ตามกฎของโอห์มครับ
หายสงสัยละครับ ขอบคุณอย่างแรงจากใจ คงต้องไปหาอ่านไฟฟ้าพื้นฐานบ้างแล้ว
เช้านี้เปิดฟังเพลงจากยูทูบ ได้ยินเสียงฮัมเบาๆ เท่าเดิมก่อนรื้อครับ
ผมว่าจะรื้ออีกแหละ คือชักสนุกเพลินดี ไม่เหงา
โช๊ค 5 เฮนรี 180 mA จากคุณชาตรีถึงบ้านแล้ว สัปดาห์หน้า C ที่สั่งจาก RS คงถึงเหมือนกัน
-
ถ้าความสุขของคนเราคือความพอใจ แม้ว่าบนความพอใจนั้นอาจเหนื่อย เครียด หงุดหงิด
แต่ทว่าก็พอใจอยู่ดี บอกได้ว่า ผมพอใจที่ได้รื้ออีกครั้ง อยากรื้อแล้วทำใหม่
เหตุผลนิดเดียวคือเผื่อฟลุ๊คได้เสียงถูกใจขึ้น
พอเข้าใจว่าชั่วโมงบินในการทำแอมป์หลอดน้อยนิด จำเป็นต้องฝึกฝนให้นานขึ้นเรื่อยๆ
รื้อแล้วทำใหม่นี่เปลืองเวลา ... แต่ไม่เปลืองสะตังครับ
โจทย์เหมือนเดิมคือเอามาฟังเพลง ดูหนัง ดูคอนเสิร์ทจากยูทูบ
กับลำโพงที่มีอยู่ 3 คู่ ประมาณ 92-93 dB
ครานี้ต้องวางเลย์เอ้าท์ใหม่ครับ ประมาณว่าทำตามที่คุณช๊อตผู้ล่วงลับไปแล้วเขียนทิ้งไว้น่าจะ 108 แก้เสียงฮัม
เป็นเบสิกเนื้อๆ และตามเคยรื้อเอา C , R มาคัดเลือกอีกที ส่วนวงจรดูไปมาเป็น 10 วงจรเห็นว่าไม่ต่างกันมากนัก
เพราะถึงอย่างไร พื้นฐานก็มาจากหลักการที่ว่า
ได้หลอด ได้ดาต้าชีท ได้วงจร ส่วนไฟ B+ เห็นอยู่ระหว่าง 200V - 275V
(https://www.uppic.org/image-6FCC_5962EFCA.jpg) (https://www.uppic.org/share-6FCC_5962EFCA.html)
-
ถ้าความสุขของคนเราคือความพอใจ แม้ว่าบนความพอใจนั้นอาจเหนื่อย เครียด หงุดหงิด
แต่ทว่าก็พอใจอยู่ดี บอกได้ว่า ผมพอใจที่ได้รื้ออีกครั้ง อยากรื้อแล้วทำใหม่
เหตุผลนิดเดียวคือเผื่อฟลุ๊คได้เสียงถูกใจขึ้น
พอเข้าใจว่าชั่วโมงบินในการทำแอมป์หลอดน้อยนิด จำเป็นต้องฝึกฝนให้นานขึ้นเรื่อยๆ
รื้อแล้วทำใหม่นี่เปลืองเวลา ... แต่ไม่เปลืองสะตังครับ
โจทย์เหมือนเดิมคือเอามาฟังเพลง ดูหนัง ดูคอนเสิร์ทจากยูทูบ
กับลำโพงที่มีอยู่ 3 คู่ ประมาณ 92-93 dB
ครานี้ต้องวางเลย์เอ้าท์ใหม่ครับ ประมาณว่าทำตามที่คุณช๊อตผู้ล่วงลับไปแล้วเขียนทิ้งไว้น่าจะ 108 แก้เสียงฮัม
เป็นเบสิกเนื้อๆ และตามเคยรื้อเอา C , R มาคัดเลือกอีกที ส่วนวงจรดูไปมาเป็น 10 วงจรเห็นว่าไม่ต่างกันมากนัก
เพราะถึงอย่างไร พื้นฐานก็มาจากหลักการที่ว่า
ได้หลอด ได้ดาต้าชีท ได้วงจร ส่วนไฟ B+ เห็นอยู่ระหว่าง 200V - 275V
(https://www.uppic.org/image-6FCC_5962EFCA.jpg) (https://www.uppic.org/share-6FCC_5962EFCA.html)
d_d
-
สำหรับผม ไม่ชอบสัตว์เลี้ยง ทั้งหมาและแมว
แต่บ้านผมจะมีหมาและแมวมาอาศัยประจำ รวมทั้งตะขาบ จิ้งจก ตุ๊กแก หอยทาก
กระรอกก็มี กระรอกวัด เจ้านี่ไต่สายไฟไปทั่ว ตะแกจะมาแวะกินชมพู่ มะม่วง ทับทิม ผลไม้ในบ้าน เจาะกินอยู่หน่อยเดียว แต้นใจให้มันอยู่นะ ตอนนี้ผมมาอยู่บ้านประจำเริ่มคุ้น แล่นอยู่ใกล้ๆ เข้ามา ระยะห่างเริ่มน้อยลง
-
ถ้าความสุขของคนเราคือความพอใจ แม้ว่าบนความพอใจนั้นอาจเหนื่อย เครียด หงุดหงิด
แต่ทว่าก็พอใจอยู่ดี บอกได้ว่า ผมพอใจที่ได้รื้ออีกครั้ง อยากรื้อแล้วทำใหม่
เหตุผลนิดเดียวคือเผื่อฟลุ๊คได้เสียงถูกใจขึ้น
พอเข้าใจว่าชั่วโมงบินในการทำแอมป์หลอดน้อยนิด จำเป็นต้องฝึกฝนให้นานขึ้นเรื่อยๆ
รื้อแล้วทำใหม่นี่เปลืองเวลา ... แต่ไม่เปลืองสะตังครับ
โจทย์เหมือนเดิมคือเอามาฟังเพลง ดูหนัง ดูคอนเสิร์ทจากยูทูบ
กับลำโพงที่มีอยู่ 3 คู่ ประมาณ 92-93 dB
ครานี้ต้องวางเลย์เอ้าท์ใหม่ครับ ประมาณว่าทำตามที่คุณช๊อตผู้ล่วงลับไปแล้วเขียนทิ้งไว้น่าจะ 108 แก้เสียงฮัม
เป็นเบสิกเนื้อๆ และตามเคยรื้อเอา C , R มาคัดเลือกอีกที ส่วนวงจรดูไปมาเป็น 10 วงจรเห็นว่าไม่ต่างกันมากนัก
เพราะถึงอย่างไร พื้นฐานก็มาจากหลักการที่ว่า
ได้หลอด ได้ดาต้าชีท ได้วงจร ส่วนไฟ B+ เห็นอยู่ระหว่าง 200V - 275V
(https://www.uppic.org/image-6FCC_5962EFCA.jpg) (https://www.uppic.org/share-6FCC_5962EFCA.html)
ในภาพผมเห็น ACA ใช่ไหมครับ....
-
ในภาพผมเห็น ACA ใช่ไหมครับ....
ใช่ครับ ACA รุ่นกรุ๊ปบาย ตอนนี้ย้ายไปอยู่กับเพื่อนน้องใหม่งาน DIY ที่เชียงใหม่ละครับ
(ไม่น่าเชื่อว่า ACA 5 วัตต์ สามารถขับ JBL Lancer 44 ดอก JBL LE8T 16 โอห์ม แม้ไม่สุดแต่ฟังเพลินลืมเวลาครับ)
(https://www.uppic.org/image-39D2_5966F682.jpg) (https://www.uppic.org/share-39D2_5966F682.html)
-
ACA ผมทำแบบ 6 WATT ... เสียงไม่ธรรมดาเลยครับ...
-
ACA ผมทำแบบ 6 WATT ... เสียงไม่ธรรมดาเลยครับ...
ตามนั้นครับ
แค่ตัว 5 วัตต์ ลำโพงเข้าขากัน สำเนียงเสียงมันก้าวข้ามเกนโคลนทุกตัวที่มีโดยไม่ต้องเพ่งเลยครับ
-
เห็นตู้ลำโพงแล้วมีคำถามครับ
มีรุ่นไหนที่เอาดอกวับวูฟเฟอร์ไว้ในตู้เดียวกันไหมครับ
ทำไมเค้าถึงแยกดอกซับไว้อีกตู้หนึ่ง
-
ในภาพผมเห็น ACA ใช่ไหมครับ....
ใช่ครับ ACA รุ่นกรุ๊ปบาย ตอนนี้ย้ายไปอยู่กับเพื่อนน้องใหม่งาน DIY ที่เชียงใหม่ละครับ
(ไม่น่าเชื่อว่า ACA 5 วัตต์ สามารถขับ JBL Lancer 44 ดอก JBL LE8T 16 โอห์ม แม้ไม่สุดแต่ฟังเพลินลืมเวลาครับ)
(https://www.uppic.org/image-39D2_5966F682.jpg) (https://www.uppic.org/share-39D2_5966F682.html)
เป็นความมหัศจรรย์ของแอมป์หลอดของโบราณ ที่เทคโนโลยี่ยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ทรานซีสเตอร์ Mosfet หรือ IC ยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์หลอด หลอดเล็ก ๆ พวก ECL86 6BM8 หรือ EL84 ไปจนถึงหลอดใหญ่ อย่าง 300B หรือ 2A3 ที่ให้กำลังขับได้ไม่มาก แค่ 3-6 วัตต์ แต่สามารถขับลำโพงใหญ่ ๆ ได้สบาย ๆ และให้เสียงที่น่าประทับใจ โดยที่ แอมป์ Solid State ในปัจจุบันที่มีกำลังขับเท่ากัน หรือมากกว่าเป็นสองเท่า ยังทำไม่ได้
-
เห็นตู้ลำโพงแล้วมีคำถามครับ
มีรุ่นไหนที่เอาดอกวับวูฟเฟอร์ไว้ในตู้เดียวกันไหมครับ
ทำไมเค้าถึงแยกดอกซับไว้อีกตู้หนึ่ง
เท่าที่เคยเห็นน่าจะเป็น AR9 เรือธงเออาร์ครับ แม้มิใช่ก็เหมือนใช่
ถือได้ว่าเป็นซับวูฟเฟอร์ 12 นิ้วยิงออกข้างตู้ละ 2 ต้ว ครับ
(https://www.uppic.org/image-03F9_596764C6.jpg) (https://www.uppic.org/share-03F9_596764C6.html)
(https://www.uppic.org/image-0E91_59676620.jpg) (https://www.uppic.org/share-0E91_59676620.html)
-
ข้อมูลลำโพงของน้ามะละกอนี่เพียบเลย
งั้นเค้าคงต้องตีตู้แยกล่ะครับ ไม่งั้นแรงเย่าน่าจะไปกวนกัน และปริมาตรของตู้ของดอกสับกับดอกทุ้มมันคงจะคนละปริมาตรกัน
และการเอาดอกสับหันไปคนละด้าน ต้องมีผลกับเฟสแน่ๆ ไม่งั้นเสียงจะหักล้างกัน
ก็ได้ไอเดียครับ
ขอบคุณครับ
-
เป็นความมหัศจรรย์ของแอมป์หลอดของโบราณ ที่เทคโนโลยี่ยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ทรานซีสเตอร์ Mosfet หรือ IC ยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์หลอด หลอดเล็ก ๆ พวก ECL86 6BM8 หรือ EL84 ไปจนถึงหลอดใหญ่ อย่าง 300B หรือ 2A3 ที่ให้กำลังขับได้ไม่มาก แค่ 3-6 วัตต์ แต่สามารถขับลำโพงใหญ่ ๆ ได้สบาย ๆ และให้เสียงที่น่าประทับใจ โดยที่ แอมป์ Solid State ในปัจจุบันที่มีกำลังขับเท่ากัน หรือมากกว่าเป็นสองเท่า ยังทำไม่ได้
หลอดมันมีหม้อ OPT ขดเอ้าพุทมันคุมอิมพีแดนซ์ แรงดัน กระแส ของลำโพงได้ด้วย
คือที่ลำโพงก็มี voice coil ชยับกรวยเข้าออกตัดกับสนามแม่เหล็กของตูดลำโพง เจ้านี่สร้างกระแสย้อนกลับได้ด้วย
ซึ่ง OPT คุมสถานะการณ์ตรงนี้ได้ดี แต่วงจรเอ้าพุทของ ทรานซิสเตอร์ เฟต มอสเฟต มันไม่มีหม้อ OPT มันจ่ายแรงดันและกระแสให้แก่ลำโพง เจ้า voice coil ของลำโพงก็มีกระแสย้อนกลับ มันเลยไปหักล้างกันบางส่วย
ว่างั้นครับ ... ผมก็ลอกเค้ามาอีกทีหนึ่ง ถ้าไม่จริง ผมไม่รับผิดชอบแต่ประการใด N]
-
คุณสมบัติของ opt น่าจะเรื่องจริงครับ เพราะเครื่องทรานซีสเตอร์รุ่นแรก ๆ ทีตัวเป็นกระป๋องกลม ๆ เล็ก ๆ วงจรยังมี opt ตัวเล็ก ๆ อยู่ด้วย แผงวงจรเล็กนิดเดียว แต่เสียงดังฟังชัด คุณภาพเสียงดีมากด้วย
-
(https://www.uppic.org/image-B18A_596882F7.jpg) (https://www.uppic.org/share-B18A_596882F7.html)
วงจรนี้ ตรงเอ้าท์พุท ถ้าไม่ต่อขั้วลบที่ไปลำโพง ลงกราวน์ มันจะดังไหมครับ
(ของเดิมไม่ได้ต่อ)
-
ดังเป็นปกติครับ ที่วงจรต่อลงกราวด์ไว้เพื่อให้ เนกาทีฟฟีดแบค ครบวงจรครับ
-
ข้อมูลลำโพงของน้ามะละกอนี่เพียบเลย
งั้นเค้าคงต้องตีตู้แยกล่ะครับ ไม่งั้นแรงเย่าน่าจะไปกวนกัน และปริมาตรของตู้ของดอกสับกับดอกทุ้มมันคงจะคนละปริมาตรกัน
และการเอาดอกสับหันไปคนละด้าน ต้องมีผลกับเฟสแน่ๆ ไม่งั้นเสียงจะหักล้างกัน
ก็ได้ไอเดียครับ
ขอบคุณครับ
เท่าที่เล่นซับวูฟเฟอร์มา ทั้งบ้านและพีเอ ดอกซับหันออกข้างฟังนุ่มเพราะหูดี
ชอบมากกว่ายิงออกด้านหน้าตรง รึว่าหูผมเพี้ยนครับ
-
ดังเป็นปกติครับ ที่วงจรต่อลงกราวด์ไว้เพื่อให้ เนกาทีฟฟีดแบค ครบวงจรครับ
เข้าใจละครับ เพิ่งทำเสร็จงั้นต่อลงกราวน์แล้วจะเสียบไฟลองฟังดู
-
ในภาพผมเห็น ACA ใช่ไหมครับ....
ใช่ครับ ACA รุ่นกรุ๊ปบาย ตอนนี้ย้ายไปอยู่กับเพื่อนน้องใหม่งาน DIY ที่เชียงใหม่ละครับ
(ไม่น่าเชื่อว่า ACA 5 วัตต์ สามารถขับ JBL Lancer 44 ดอก JBL LE8T 16 โอห์ม แม้ไม่สุดแต่ฟังเพลินลืมเวลาครับ)
เป็นความมหัศจรรย์ของแอมป์หลอดของโบราณ ที่เทคโนโลยี่ยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ทรานซีสเตอร์ Mosfet หรือ IC ยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์หลอด หลอดเล็ก ๆ พวก ECL86 6BM8 หรือ EL84 ไปจนถึงหลอดใหญ่ อย่าง 300B หรือ 2A3 ที่ให้กำลังขับได้ไม่มาก แค่ 3-6 วัตต์ แต่สามารถขับลำโพงใหญ่ ๆ ได้สบาย ๆ และให้เสียงที่น่าประทับใจ โดยที่ แอมป์ Solid State ในปัจจุบันที่มีกำลังขับเท่ากัน หรือมากกว่าเป็นสองเท่า ยังทำไม่ได้
สาเหตุที่แอมป์หลอด watt ต่ำ ๆ ดังดีกว่า Solid. ตามที่ผมจำได้ มี 2 ข้อ ครับ คือ
1. แอมป์หลอดมี Dynamic headroom สูง เพราะใช้ไฟเลี้ยงสูง
2. แอมป์หลอดมีความเพี้ยนทางฮาร์โมนิคส์แบบคู่ ทำให้เราไม่รู้สึกว่าเพี้ยน แถมยังชอบอีก ขนาดเพี้ยนไปถึง 10% ยังฟังได้เลยครับ
-
จากประสบการณ์เนื้อๆ เลยนะครับ
ปี 2539 ตอนนั้นผมใช้ CAT SL1 Reference II เปลี่ยนหลอดเป็นมูลลาดทั้งหมด ขับ Mark levinson 311
ลำโพง FOCUS Audio FS68 รุ่นแรก ขาตั้ง Target รุ่นที่ทำให้กับ ProAC Studio II
และมี FOCUS Audio FS78 ตั้งพื้น รุ่นแรก ฟังคลาสสิค
สาย Cardas Golden Cross เทิร์นเรก้า หัวบลูพ๊อยท์ ห้องฟังปรับอคูสติก ฟังเพลงแจ๊สซะส่วนใหญ่
ทุกเครื่องวางบนแท่นโดยเฉพาะ ตั้งแต่แท่น Target , แท่นบรรจุทรายหนักมาหวางแอมป์ , แท่นเติมลม วางปรี
ค่าแท่นรวมกันแพงกว่าเทิร์นเรก้าไปไกลพอควร
และแล้ววันหนึ่ง เพื่อนรุ่นพี่ก๊วนฟังเพลงด้วยกัน ยกแอมป์หลอดอาแปะซีจ๋อ
จำได้ว่าแท่นใหญ่หนัก หลอดพาวเวอร์ทรงโค้ก 4 หลอด ซึ่งอาแปะทำกะมือให้เป็นพิเศษ
ฟังเพลงแรกจาก Mark Levinson จากนั้นเปลี่ยนมาเป็นแอมป์หลอดอาแปะ
Mark Levinson แพ้ขาดกระจุยตั้งแต่ออกสตาร์ท แพ้ทุกแง่ทุกมุมครับ
มีนักฟังระดับหัวกระทิ 4 คนเป็นพะยาน วันต่อมาผมขายมาร์คทันที
ภายหลังมาทราบอีกว่า ลำโพง FOCUS AUDIO นั้นไปได้ดีกับ แอมป์หลอด PP
และ FOCUS FS68 ที่ใช้อยู่นั้น ต้องกลับเฟส บวก_ลบ ที่ขั้วลำโพงถึงฟังได้ครับ
ผ่านไปอีก 2 ปี ไปบ้านเพื่อนเขาใช้ ปรี Spectral DMC20 ขับ Mark Levinson 332 CD , DAC มาร์คทั้งคู่ ขับลำโพงคู่ครึ่งล้าน
ฟังได้ดี เข้าตากรรมการ เลยรู้ว่านักเล่นอีกกลุ่มเขาเล่นแบบนี้กัน
คือถ้าใช้ปรีมาร์คก็ขับแอมป์ Spectral สลับกัน 2 ยี้ห้อนี้ เป็นต้น
-
รายงานความคืบหน้า ...
17.07 น. เย็นวันวานเสียบปลั๊กเปิดสวิตช์ มีเสียงดังแปะเบาๆ เงียบ ได้กลิ่นไหม้ รู้สึกหัวใจเต้นตึ๊กตั๊ก
รีบปิดสวิตช์ พักกินข้าว
เช้านี้มาเพ่งดูต่อ ถอดสายไฟจากหม้อแปลงทั้งหมดไล่เช็ค ไฟเข้าตั้งแต่ 0 - 100 , 110 , ........ 220 , 240
ค่าความต้านทานตรงกับที่เคยเช็คตอนทำงานปรกติ รวมทั้งส่วนขาออก ก็ปรกติ
ถอด ไดโอดมาเช็ค ปรากฎว่า เจ๊งไปตัวครับ คือผมลองเอา FE5D มาแทน BYW76V เดิมที่ใส่อยู่
จัดการเปลี่ยนไดโอด เชื่อมสายใหม่ทั้งหมด เสียบไฟ ดังดีเป็นปรกติแล้วครับ
ใช้วงจร akai 1710 ในส่วนภาคขยาย ตัดหลอด 12AT7 ออกไป วอลุ่ม 100K
R 5% Royal ทั้งหมดยกเว่้น R 180 ยี้ห้อ RS ได้มาจากเอ็มไพร์วิทยุสิบกว่าปีมาแล้ว
C ตรงขา 2 ใช้ CDE 100 uF/100V , ตรงขา 8 ใช้ Elna ธรรมดา 22 uF/50 V
ภาคจ่ายไฟ ใช้ตามวงจร CDE 47 uF/400V = 3 ตัว
ใช้ DALE 1 K 5 W สองตัวขนานกันเหลือ 500 R วัตต์เพิ่มเป็น 10 W แทนที่ 470 R ตามวงจรครับ
อัลบั้ม John Coltrane and Johny Hartman DSD File น่าจะริบจาก SACD อัลบั้มที่ทุกคนสมควรมีไว้
ให้น้ำหนักเสียงร้องและดนตรีสมจริงมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะเสียเปียโนครับ
ฟังจากลำโพง Sansui PM C100 II 93 dB ณ เวลาที่ผ่านไป 4-5 เพลงยังหาที่ติเสียงโดยรวมบ่มิได้ครับ
-
สาเหตุที่แอมป์หลอด watt ต่ำ ๆ ดังดีกว่า Solid. ตามที่ผมจำได้ มี 2 ข้อ ครับ คือ
1. แอมป์หลอดมี Dynamic headroom สูง เพราะใช้ไฟเลี้ยงสูง
2. แอมป์หลอดมีความเพี้ยนทางฮาร์โมนิคส์แบบคู่ ทำให้เราไม่รู้สึกว่าเพี้ยน แถมยังชอบอีก ขนาดเพี้ยนไปถึง 10% ยังฟังได้เลยครับ
ฮาร์โมนิคเลขคู่นี่มันจะเหมือนกับ Octave ไหมครับ
เสียงสูง_ต่ำ ในทางดนตรี มี 8 คู่ คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที และโด เรียกว่า "หนึ่งอ๊อคเต็ป"
ความถี่เลขคู่ น่าจะหมายถึงเอาเลข 2 คูณ ความถี่หลัก กลายเป็นความถี่ฮาร์โมนิคที่หนึ่ง ,
เอา 2 คูณความถี่ฮาร์โมนิคที่หนึ่ง ได้อาร์โมนิคที่สอง ไปเรื่อยๆ
แล้วเผอิญความเพี้ยนที่เป็นความถี่เลขคู่มันตรงกับ โด เร มี ... ฯ
มันอาจไปเสริมให้ตัวโน๊ตนั้นเด่นขึ้น เราเลยรู้สึกไพเราะขึ้นจากการฟังแอมป์หลอด
ซึ่งแอมป์ทรานซิสเตอร์ไม่มีความถี่เลขคู่ที่ว่า ... ผมมั่วเอานะครับ
-
วัตต์คือหน่วยของการวัดพลังงาน เค้าว่า...อีกแล้ว
วัตต์เท่ากัน ให้พลังงานเท่ากัน เช่น แอมป์หลอด 1วัตต์ กับแอมป์ทรานซิสเตอร์ 1 วัตต์ ก็ให้พลังงานเท่ากัน
น้ำตกสาริกาตกลงจากหน้าผา ถ้าได้ 1 วัตต์ พลังงานก็เท่ากันครับ
แต่ การวัดกำลังของแอมป์ เค้าใช้ dummy load 8 ohms ผลของการวัดหลอดกับโซลิตสเตจ มันจึงให้กำลังเท่ากัน ถ้าวััต์เท่ากัน
แต่ใช้งานจริงโหลดเป็นลำโพง มี voice coil เป็นขดลวด ขยับอยู่ในสนามแม่เหล็ก แอมป์จ่ายกระแสสลับให้ทีคอยล์ก็ขยับที แล้วเกิดมีกระแสน้าเอ็ด eddy cuurent ไหลสวนทางตามกฎของเค้า เป็นของแถม
หลอดมีหม้อคุม โซลิดไม่มีอะไรคุม กำลังเอ้าพุทสุทธิจึงต่างกัน
มันน่าจะมีตัวบอกอยู่สองตัว คือตัวบอกปริมาณ คือดังมาก ดังน้อย ตามที่กล่าวข้างบน กับ ตัวบอกคุณภาพ คือ ความไพเราะน่าฟัง แบบที่น้ามะละกอว่าข้างบน
บางคนบอกชอบเสียงของโซลิตมากกว่าหลอดก็มี
สำหรับผมๆชอบเสียงของวงจร พุชพูล มากกว่า ซิงเกิ้ลเอ็นครับ
พาน้ามะละกอออกทะเลซะหน่อย K)
-
สาเหตุที่แอมป์หลอด watt ต่ำ ๆ ดังดีกว่า Solid. ตามที่ผมจำได้ มี 2 ข้อ ครับ คือ
1. แอมป์หลอดมี Dynamic headroom สูง เพราะใช้ไฟเลี้ยงสูง
2. แอมป์หลอดมีความเพี้ยนทางฮาร์โมนิคส์แบบคู่ ทำให้เราไม่รู้สึกว่าเพี้ยน แถมยังชอบอีก ขนาดเพี้ยนไปถึง 10% ยังฟังได้เลยครับ
ฮาร์โมนิคเลขคู่นี่มันจะเหมือนกับ Octave ไหมครับ
เสียงสูง_ต่ำ ในทางดนตรี มี 8 คู่ คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที และโด เรียกว่า "หนึ่งอ๊อคเต็ป"
ความถี่เลขคู่ น่าจะหมายถึงเอาเลข 2 คูณ ความถี่หลัก กลายเป็นความถี่ฮาร์โมนิคที่หนึ่ง ,
เอา 2 คูณความถี่ฮาร์โมนิคที่หนึ่ง ได้อาร์โมนิคที่สอง ไปเรื่อยๆ
แล้วเผอิญความเพี้ยนที่เป็นความถี่เลขคู่มันตรงกับ โด เร มี ... ฯ
มันอาจไปเสริมให้ตัวโน๊ตนั้นเด่นขึ้น เราเลยรู้สึกไพเราะขึ้นจากการฟังแอมป์หลอด
ซึ่งแอมป์ทรานซิสเตอร์ไม่มีความถี่เลขคู่ที่ว่า ... ผมมั่วเอานะครับ
ครับ ไม่มั่วครับ
-
เช้านี้เปลี่ยนฟังคลาสสิค ท่อนเพราะๆ ที่ตัดเลือกมาโดยเฉพาะจากค่าย FIM
ช่วงเงียบ ได้ยินฮัมกระจาย ( ฟูลเร้นจ์ 8 นิ้ว)
น่าจะมาจากการบัดกรี การวางอุปกรณ์ ฯลฯ รู้ตัวดีว่า ฝีมือยังไม่ถึง
ฟังสักพักจะรื้อใหม่ คราวนี้เปลี่ยนแผ่นอลูมิเนียมให้ใหญ่ขึ้น
วางอุปกรณ์ให้ห่างกัน บัดกรีง่ายขึ้น
คงต้องประกาศสงครามกับเสียงฮัมเป็นทางการ
และหาทางเอาชัยชนะให้ได้ เหมือน วอลเลย์บอลหญิงไทยเราชนะ บราซิล 3 - 0 บ่ายวันวานครับ
ทำเอากองเชียร์อิ่มอกอิ่มใจ นี่ถ้าเป็นสมัยหนุ่ม คงเปิดเบียร์ซดฉลองซักลังละครับ
(https://www.uppic.org/image-2B72_596ACDE5.jpg) (https://www.uppic.org/share-2B72_596ACDE5.html)
พรีเซ๊นเตอร์
(https://www.uppic.org/image-5EFF_596ACDE5.jpg) (https://www.uppic.org/share-5EFF_596ACDE5.html)
-
สาเหตุที่แอมป์หลอด watt ต่ำ ๆ ดังดีกว่า Solid. ตามที่ผมจำได้ มี 2 ข้อ ครับ คือ
1. แอมป์หลอดมี Dynamic headroom สูง เพราะใช้ไฟเลี้ยงสูง
2. แอมป์หลอดมีความเพี้ยนทางฮาร์โมนิคส์แบบคู่ ทำให้เราไม่รู้สึกว่าเพี้ยน แถมยังชอบอีก ขนาดเพี้ยนไปถึง 10% ยังฟังได้เลยครับ
ฮาร์โมนิคเลขคู่นี่มันจะเหมือนกับ Octave ไหมครับ
เสียงสูง_ต่ำ ในทางดนตรี มี 8 คู่ คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที และโด เรียกว่า "หนึ่งอ๊อคเต็ป"
ความถี่เลขคู่ น่าจะหมายถึงเอาเลข 2 คูณ ความถี่หลัก กลายเป็นความถี่ฮาร์โมนิคที่หนึ่ง ,
เอา 2 คูณความถี่ฮาร์โมนิคที่หนึ่ง ได้อาร์โมนิคที่สอง ไปเรื่อยๆ
แล้วเผอิญความเพี้ยนที่เป็นความถี่เลขคู่มันตรงกับ โด เร มี ... ฯ
มันอาจไปเสริมให้ตัวโน๊ตนั้นเด่นขึ้น เราเลยรู้สึกไพเราะขึ้นจากการฟังแอมป์หลอด
ซึ่งแอมป์ทรานซิสเตอร์ไม่มีความถี่เลขคู่ที่ว่า ... ผมมั่วเอานะครับ
ครับ ไม่มั่วครับ
อยู่มาจวนจะเข้าโลงแล้วพึ่งรู้ความจริงวันนี้เอง
ถ้ามันผลิตความถี่ฮาร์โมนิคเลขคู่ ซึ่งมันก็คือ ออกเตฟถัดไปของ ความถี่ฟันดาเมนทอลของตัวโน๊ต นั้นๆแล้ว ไม่น่าเรียกว่าความเพี้ยน น่าจะเรียกว่าให้คู่เสียงคอรัส หรือ ให้เสียงซูบราโน่ หรืออะไรทำนองนี้
พูดถึงเสียงฮาร์โมนิก ผมนึกขึ้นมาได้ว่า มือกีต้าร์ มีลูกเล่นอย่างหนึ่งคือทำเสียงฮาร์โมนิค อาจจะเป็นโน๊ตตัวเดียวหรือทั้งคอร์ดก็ได้ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเรียกอย่างนั้น แต่มันก็เพราะดี วิธีการคือดีดโน๊ตแถวๆเฟรตที่ 12 เสียงมันจะสูงกว่าโน็ตที่คอกีต้าร์อยู่ หนึ่งอ็อกเตป พอดี ถ้าที่คอเป็น โด่ ที่เฟรดสิบสองจะเป็น โด๊ สายเดียวกันนะครับ แตะสายเข้ากับเฟรตเบาๆ นัยว่าเป็นการมิ้วเสียงความถี่ฟันดาเมนทอล ดีดแล้วยกนิ้วออกจากสาย สายจะยังสั่นต่อเนื่องแต่เสียงที่ได้เป็นเสียงความถี่ฮาร์โมนิคของโน๊ต
ผมทำได้มั่ง ไม่ได้มั่ง
ไม่รู้ว่าคุยเรื่องเดียวกันหรือเปล่า
ถ้าเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องที่เราไม่รู้ เข้าโลงแล้วยังไม่รู้ ได้แต่จำขี้ปากเซียนมาบอกต่อ แล้วถือว่าเป็นเรื่องระดับเทพ แต่ วงการอื่นพวกเล่นกันเป็นประจำจนเอียน
เดี๋ยวต้องไปหาฟังเสียงความเพี้ยนฮาร์โมติกบ้างแล้ว
เสียวฮาร์โมนิกนี่เพราะจริงๆครับ ยิ่งเป็นไฟฟ้าด้วย สั่นค้างนาน ็นหมาหอนเลยครับ
-
ในเรื่องของเครื่องเสียง เมื่อกระแสไฟไหลผ่าน C , R , L มันก็จะมีความเพี้ยนเกิดขึ้น
ความเพี้ยนที่ว่า มันก็เป็นความถี่ ซึ่งเพี้ยนไปจากความถี่หลัก ซึ่งมีทั้ง 2 แบบคือ :-
ความเพี้ยนเลขคู่ (Even Harmonic ) เอา 2 คูณ
อีกความเพี้ยนกระโดดไป โดยเอา 3 คูณ ไม่รู้ภาษาไทยเรียกอะไร ฝรั่งเขาเรียก Odd Harmonic
ทีนี้แอมป์หลอดนั้นเกิดความเพี้ยนที่เป็นฮาร์โมนิคเลขคู่ (ซึ่งก็เป็น ฮาร์โมนิคย่อยๆ หลายตัวซึ่งอยู่ล้อมรอบความถี่หลัก)
เกิดขึ้นมากกว่ากระมังเลยเป็นไปได้ที่เราฟังเสียงเพลงเสียงดนตรีซึ่งเป็นเสียงสูงต่ำ หรือเสียงวรรณยุกต์
ฟังแล้วไพเราะเข้าหู
ยกตัวอย่างเรื่องดีดสายกีตาร์ ที่บอกว่าดีดสายเส้นหนึ่ง จะสามารถทำให้สายอีกเส้นที่ไม่ดีดเกิดการสั่นขึ้น
และเป็นการสั่นที่พ้องกับตัวโน๊ตตัวที่ดีด ทำให้ฟังเพราะไปอีกแบบ
สังเกตุ พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน เวลาร้องเพลงประสานกัน แก้วเสียงซึ่งน่าจะมี DNA เดียวกัน ผิดที่รูปร่างปาก
แต่เสียงร้องเพลงฟังรวมกันเพราะขึ้นจริงครับ
อ่านที่เขาว่ามาทั้งน้าน ครับ
-
หลอดถูกออกแบบมาให้ใช้กับ voltage ค่าสูงๆ ดังนั้นค่า Dynamic headroom จึงสูงตามค่า Voltage ที่มันสวิงไปได้เหมือนไม่จำกัด เราจึงได้ยินเสียงบางเสียงที่ แม้ Amplifier Transistor class A ที่ว่าเจ๋งๆ อย่าง Mark Levinson ต้องหลบให้ ถ้าฟังเสียงแหลมที่หลอดขยาย ออกมามันใสไม่บาดหู เสียงแก้วตกแตก มันเหมือนตกแตกจริงๆ สรุปว่าข้อดีมันที่ค่ามันเพี้ยนถึง 10 เปอร์เซ็น เราก็จะฟังได้สบายหู ข้อเสียของหอดคือมันมีน้ำหนักมาก ค่าใช้จ่ายสูง หา Out put Trans ที่เจ็งๆยาก แถมราคาค่อนข้างแพง ตอนนี้หลอดกลายเป็นของเก่าที่หายาก เป็น Vintage ไปแล้ว ใครมีไว้เหมือนมีของมีค่าหายาก แม้หลอดจะมีบางบริษัทในจีนผลิตออกมาใหม่ มันก็สู้หลอดเบอร์เก่า ตัวเก่าย้อนไปสมัยเรายังไม่เกิด หรือ ยังเด็กเกินไป ไม่ได้ ไม่รู้เพราะเหตุผลอะไร ตอนเรียน ปวช.ช่างวิทยุและโทรคมนาคม ผมจำได้ยังเอาหลอดยี่ห้อ Telefuken Ecc 83 มานั่งทุบเล่น เพราะอยากรู้ว่ามันทะลึ่งร้องเพลงได้ไง งงกับมัน แต่ตอนนี้แทบจะนึกด่าตัวเองว่าทำไปได่ไงวะ EL84 ECC 83 ของ Telefuken มันสุดยอดของหลอด เยอรมัน ตอนเรียนช่างวิทยุ ตอนนั้นใช้ TV ยี่ห้อ Metz ของเยอรมันเรียน สมัยนั้นเป็น TV เครื่องแรกของโลก ที่ใช้ Varicap Diode ในภาค Tuner ใช้ จูนหาคลื่น ในสมัยนั้น ลองคิดดูว่า ช่างอินยิเนีนร์ เยอรมันมันคิดได้ก่อนใคร แล้ว ภาคขยายใช้ IC 708 เป็นปรี out put เป็นหลอด เบอร์ EL95 เสียงสุดยอด เป็นเครื่องแรกที่ใช้หลอด ผสม IC และ ใช้ Transistor เป็นวงจร Sync sep และ Sync osc สุดยอดของ TV เยอรมันในตอนนั้น แม้แต่ TV ยี่ห้อ Philiph ในช่วงนั้นยังสู้ Technology ของเยอรมันยังไม่ได้เลย แต่เวลาเสียแทบไม่มีใครซ่อมได้ เลยกองอยู่หลัง Shop ตอนเรียน เป็นตั้ง ยังนึกเสียดายอยู่เลยทุกวันนี้ เฮ้อ......
-
TV ยี่ห้อ Metz ของเยอรมันเรียน สมัยนั้นเป็น TV เครื่องแรกของโลก ที่ใช้ Varicap Diode ในภาค Tuner ใช้ จูนหาคลื่น
ในสมัยนั้น ลองคิดดูว่า ช่างอินยิเนียร์ เยอรมันมันคิดได้ก่อนใคร
แล้ว ภาคขยายใช้ IC 708 เป็นปรี out put เป็นหลอด เบอร์ EL95 เสียงสุดยอด
เป็นเครื่องแรกที่ใช้หลอด ผสม IC และ ใช้ Transistor เป็นวงจร Sync sep และ Sync osc
สุดยอดของ TV เยอรมันในตอนนั้น แม้แต่ TV ยี่ห้อ Philiph ในช่วงนั้นยังสู้ Technology ของเยอรมันยังไม่ได้เลย
EL95 เสียงบุคคลิกออกแบบไหนครับ เหมือน 6BM8 เปล่า
และ น่าซื้อไหมครับ
(https://www.uppic.org/image-8AC5_596B11B2.jpg) (https://www.uppic.org/share-8AC5_596B11B2.html)
-
เรื่องหลอดๆ นี่ต้องยกให้น้า ซะแล้ว
-
กล่อง EL84 PP ซื้อตอนกรุ๊ปบาย แปลกใจตัวเองเหมือนกัน คือไม่ทำแต่ดันซื้อกล่อง
เวลาผ่านไป เอามาใส่ 6BM8 SE ถ้าจะดีแฮะ
มีฝาครอบไม่ต้องกลัว นังมะลิกระโดดเล่นไปมาพลาดเกี่ยวหลอดแตก
หรือขายเอาสะตังมาเปลี่ยนเป็นหลอดเห็นแว๊บๆ มีคนขาย
(https://www.uppic.org/image-7380_596B2788.jpg) (https://www.uppic.org/share-7380_596B2788.html)
(https://www.uppic.org/image-EF78_596B575F.jpg) (https://www.uppic.org/share-EF78_596B575F.html)
-
กล่อง EL84 PP ซื้อตอนกรุ๊ปบาย แปลกใจตัวเองเหมือนกัน คือไม่ทำแต่ดันซื้อกล่อง
เวลาผ่านไป เอามาใส่ 6BM8 SE ถ้าจะดีแฮะ
มีฝาครอบไม่ต้องกลัว นังมะลิกระโดดเล่นไปมาพลาดเกี่ยวหลอดแตก
หรือขายเอาสะตังมาเปลี่ยนเป็นหลอดเห็นแว๊บๆ มีคนขาย
(https://www.uppic.org/image-7380_596B2788.jpg) (https://www.uppic.org/share-7380_596B2788.html)
จองครับ 2f
-
สาเหตุที่แอมป์หลอด watt ต่ำ ๆ ดังดีกว่า Solid. ตามที่ผมจำได้ มี 2 ข้อ ครับ คือ
1. แอมป์หลอดมี Dynamic headroom สูง เพราะใช้ไฟเลี้ยงสูง
2. แอมป์หลอดมีความเพี้ยนทางฮาร์โมนิคส์แบบคู่ ทำให้เราไม่รู้สึกว่าเพี้ยน แถมยังชอบอีก ขนาดเพี้ยนไปถึง 10% ยังฟังได้เลยครับ
ฮาร์โมนิคเลขคู่นี่มันจะเหมือนกับ Octave ไหมครับ
เสียงสูง_ต่ำ ในทางดนตรี มี 8 คู่ คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที และโด เรียกว่า "หนึ่งอ๊อคเต็ป"
ความถี่เลขคู่ น่าจะหมายถึงเอาเลข 2 คูณ ความถี่หลัก กลายเป็นความถี่ฮาร์โมนิคที่หนึ่ง ,
เอา 2 คูณความถี่ฮาร์โมนิคที่หนึ่ง ได้อาร์โมนิคที่สอง ไปเรื่อยๆ
แล้วเผอิญความเพี้ยนที่เป็นความถี่เลขคู่มันตรงกับ โด เร มี ... ฯ
มันอาจไปเสริมให้ตัวโน๊ตนั้นเด่นขึ้น เราเลยรู้สึกไพเราะขึ้นจากการฟังแอมป์หลอด
ซึ่งแอมป์ทรานซิสเตอร์ไม่มีความถี่เลขคู่ที่ว่า ... ผมมั่วเอานะครับ
Harmonic จะนับจาก Fundamental เป็น 1st Harmonic ครับ ถ้าเป็น Even Harmonic ก็จะเป็น 2,4,6,8,... เท่าของความถี่ Fundamental เช่น Fundamental = 440Hz 2nd Har ก็จะเท่ากับ 880, 3rd Har = 1320, 4th Har = 1760 ครับ
ส่วน Octave เป็นอีก Scale หนึ่ง กำหนดให้ Octave ถัดไปเท่ากับความถี่ 2 เท่าของ Octave ก่อนหน้า เช่น โน๊ต A Middle มีความถี่ 440Hz A Octave ถัดไปก็จะเป็น 880 และ Octave ถัดไปเป็น 1760 ไปเลย ซึ่งเท่ากับ 4th Har ครับ
ส่วนเรื่อง Harmonic Distortion นั้น เบื้องต้นจะต้องเข้าใจเรื่องเสียงเครื่องดนตรีก่อนครับ ทราบไหมครับว่า กีต้าร์ที่เล่นโน็ต A (440) กับ เปียโนที่เล่นโน็ต A เหมือนๆ กัน ทำไมจึงเป็นเสียงกีต้าร์กับเสียงเปียโนไปได้ ทั้งที่ก็เป็น Sine Wave เหมือนกัน ความถี่เดียวกัน จะว่าไปก็เป็นการสั่นของสายขึงเหมือนๆ กันด้วย
ส่วนที่ทำให้เรารับรู้ว่าเสียงต่างกันคือ Harmonic ครับ คือเครื่องดนตรีแต่ละชนิดที่เล่นเสียงโน็ตเดียวกัน จะให้องค์ประกอบของ Harmonic แตกต่างกันคร้บ เช่น กีต้าร์อาจจะมี H2, H5, H7 ส่วนเปียโนอาจจะมี H3, H4, H5 (ในปริมาณหรือ Amplitude ที่แตกต่างกัน, ตัวอย่างเป็นค่าสมมุติ) เป็นต้น ถ้าสนใจเรื่ององค์ประกอบ Harmonic ของเครื่องดนตรี ลองหาเพิ่มเติมจาก Google ได้ครับ
Harmonic เป็นความถี่ตายตัวครับ เช่น H2 ของโน็ต A ต้องเป็น 880 เท่านั้น 879.9 ไม่นับเป็น Harmonic ของ A ครับ เพราะฉะนั้นส่วนที่เพี้ยนไปจากการขยายไม่ใช่ความถี่แต่เป็น Amplitude ครับ เช่นเสียงเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง มี H2 เป็นองค์ประกอบ 35% ของ Amplitude Fundamental, H3 2%, H4 60%, H5 7% เป็นต้น Harmonic Distortion ก็คือสัญญาณหลังการขยาย ได้องค์ประกอบของ Harmonic ผิดไปจากต้นฉบับครับ เช่น H2 อาจจะเป็น 38%, H3 2%, H4 62%, ... เป็นต้น เช่นนั้น เสียงที่เราได้ฟังจากการเล่นกลับ ก็จะต่างจากเสียงต้นฉบับ ซึ่งก็ต้องถือว่าเพี้ยน เพียงแต่ Profile ของ Harmonic ที่เปลี่ยนไปหลังการขยายนั้น ยังไม่มากพอให้เรารับรู้เป็นอีกเครื่องดนตรีหนึ่ง ตามตัวอย่าง H2 เปลี่ยนจาก 35 เป็น 38 ก็ประมาณ 3/35 ส่วน = 8% กว่าๆ, H3 ไม่เปลี่ยน, H4 60 เป็น 62 ก็ 2/60 = เกือบ 2% เทียบ Profile แล้ว (35-2-60 เทียบกับ 38-2-62) ยังเป็นเสียงเครื่องดนตรีเดิม แต่อาจจะรับรู้ต่างไปจากต้นฉบับเล็กน้อยครับ ส่วนผู้ฟังจะตีความอย่างไรก็เป็นเรื่องปัจเจกครับ
-
พูดถึงเสียงฮาร์โมนิก ผมนึกขึ้นมาได้ว่า มือกีต้าร์ มีลูกเล่นอย่างหนึ่งคือทำเสียงฮาร์โมนิค อาจจะเป็นโน๊ตตัวเดียวหรือทั้งคอร์ดก็ได้ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเรียกอย่างนั้น แต่มันก็เพราะดี วิธีการคือดีดโน๊ตแถวๆเฟรตที่ 12 เสียงมันจะสูงกว่าโน็ตที่คอกีต้าร์อยู่ หนึ่งอ็อกเตป พอดี ถ้าที่คอเป็น โด่ ที่เฟรดสิบสองจะเป็น โด๊ สายเดียวกันนะครับ แตะสายเข้ากับเฟรตเบาๆ นัยว่าเป็นการมิ้วเสียงความถี่ฟันดาเมนทอล ดีดแล้วยกนิ้วออกจากสาย สายจะยังสั่นต่อเนื่องแต่เสียงที่ได้เป็นเสียงความถี่ฮาร์โมนิคของโน๊ต
ผมทำได้มั่ง ไม่ได้มั่ง
ที่เรียก Harmonic เพราะมันเป็น Harmonic ของสายกีต้าร์จริงๆครับ ที่ Fret12 ของกีต้าร์จะมีความยาวเป็นครึ่งหนึ่งของสายพอดี (จาก Nut ถึง Bridge) ถ้ากดที่ Fret12 ก็จะได้เสียง Octave ถัดไป (ความถี่ 2 เท่า) ของ Fundamental ของสายนั้นๆ ครับ หรือถ้าเล่น Harmonic ก็ได้ความถี่เดียวกัน หรือจะเล่นที่ Fret5 กับ 7 ก็ได้ H4 กับ H3 ตามลำดับครับ
-
แต่ใช้งานจริงโหลดเป็นลำโพง มี voice coil เป็นขดลวด ขยับอยู่ในสนามแม่เหล็ก แอมป์จ่ายกระแสสลับให้ทีคอยล์ก็ขยับที แล้วเกิดมีกระแสน้าเอ็ด eddy cuurent ไหลสวนทางตามกฎของเค้า เป็นของแถม
Eddy Current คือกระแสที่เกิดในแกนแม่เหล็กที่ได้จากการเหนี่ยวนำอีกทีครับ ซึ่งโดยมากจะเกิดใน Transformer ครับ กรณีลำโพงจะเป็น Back EMF = Back Electromotive Force ครับ คือแรงดันเกิดจากการเคลื่อนไหวของ Coil ในสนามแม่เหล็กครับ จะว่าไปก็เหมือน Dynamo น่ะครับ เพียงแต่ Voice Coil มันเคลื่อนไหวจากไฟฟ้า ไม่ได้จากแรงกลเหมือน Dynamo มันก็เลยซับซ้อนหน่อยครับ
-
TV ยี่ห้อ Metz ของเยอรมันเรียน สมัยนั้นเป็น TV เครื่องแรกของโลก ที่ใช้ Varicap Diode ในภาค Tuner ใช้ จูนหาคลื่น
ในสมัยนั้น ลองคิดดูว่า ช่างอินยิเนียร์ เยอรมันมันคิดได้ก่อนใคร
แล้ว ภาคขยายใช้ IC 708 เป็นปรี out put เป็นหลอด เบอร์ EL95 เสียงสุดยอด
เป็นเครื่องแรกที่ใช้หลอด ผสม IC และ ใช้ Transistor เป็นวงจร Sync sep และ Sync osc
สุดยอดของ TV เยอรมันในตอนนั้น แม้แต่ TV ยี่ห้อ Philiph ในช่วงนั้นยังสู้ Technology ของเยอรมันยังไม่ได้เลย
EL95 เสียงบุคคลิกออกแบบไหนครับ เหมือน 6BM8 เปล่า
และ น่าซื้อไหมครับ
(https://www.uppic.org/image-8AC5_596B11B2.jpg) (https://www.uppic.org/share-8AC5_596B11B2.html)
ถ้าเป็นหลอดของ Telefuken ก็ต้องยอมรับว่ามันสุดยอดของเยอร์มันเค้าละ 6BM8/ECL82 ถ้าเป็นของทางฝั่งยุโรปพวก Philips Tele ก็คงหายากแล้วในตอนนี้ ที่หาได้ตอนนี้น่าจะเป็นหลอดที่ผลิตในจีน;รัสเซีย และพวกประเทศยุโรปตะวันออก ที่เห็นยังพอหาได้ก็มียี่ห้อ BELL ผลิตในสเปน หรือ บังการ์ลอร์ที่อินเดีย(ไม่แน่ใจ) RFT เยอรมันตะวันออก ที่ร้านเจ๊ยุ เยนเนอรัลน่าจะยังพอมีนะ ถ้าของพี่ยุ่นก็ NEC แต่ผลิตในชื่อยี่ห้อSumsung กล่องแดงดำ Toshiba หาไม่เจอแล้ว มีแต่ 8B8 ยี่ห้อ NEC ขาเหมือน 6BM8/ECL82 เดะ Data เหมือนกันเลย เสียบแทนได้ (แต่ต้องเปลี่ยนไฟจุดไส้หลอดใหม่เป็นแปดโวลท์) สุ่มเสียงก็พอลุ้นกันได้ครับระหว่างพี่ยุ่นกับเยอรมัน ถ้าฝั่ง National ( Pana) กับ ฝั่งอเมริกาก็กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันสนุกพอสมควรสรุป EL95 ผลิตออกแบบใช้ในการขยาย Audio โดยเฉพาะ ส่วนหลอด 6BM8/ECL82 นั้นผลิตมาใช้ในเครื่องรับ TV ขาวดำในสมัยเรายังเด็กๆ แต่ดูตาม DATA ทั้ง Triode และ Pentrode ให้เป็นภาค Audio out put เหมือนกัน แต่มันต่างกันตรง หลอด EL95 เป็นชายชาตรี(ฮา.....) แต่ 6BM8/ECL82 มันเป็นหลอดที่ทางพวกเราใช้สรรพนามเรียกมันว่า " หลอดกะเทย" ไงครับท่าน ส่วนสุ่มเสียงมันอยู่ที่ใครชอบฝั่งไหนครับ หลอดกะเทยเนี่ย Sansui กับ Pioneer เอามาทำแอมป์ส่งมาขายพวกเราเยอะอยู่ ซ้ำหาซื้อยาก ถ้าเจอแทบวางไม่ทันราคามันสูงเอาเรื่องเชียวแหละ ฮา........
-
Harmonic จะนับจาก Fundamental เป็น 1st Harmonic ครับ
ถ้าเป็น Even Harmonic ก็จะเป็น 2,4,6,8,... เท่าของความถี่ Fundamental
เช่น Fundamental = 440Hz 2nd Har ก็จะเท่ากับ 880, 3rd Har = 1320, 4th Har = 1760 ครับ
ส่วน Octave เป็นอีก Scale หนึ่ง กำหนดให้ Octave ถัดไปเท่ากับความถี่ 2 เท่าของ Octave ก่อนหน้า
เช่น โน๊ต A Middle มีความถี่ 440Hz A Octave ถัดไปก็จะเป็น 880 และ Octave ถัดไปเป็น 1760 ไปเลย ซึ่งเท่ากับ 4th Har ครับ
ส่วนเรื่อง Harmonic Distortion นั้น เบื้องต้นจะต้องเข้าใจเรื่องเสียงเครื่องดนตรีก่อนครับ
ทราบไหมครับว่า กีต้าร์ที่เล่นโน็ต A (440) กับ เปียโนที่เล่นโน็ต A เหมือนๆ กัน
ทำไมจึงเป็นเสียงกีต้าร์กับเสียงเปียโนไปได้ ทั้งที่ก็เป็น Sine Wave เหมือนกัน ความถี่เดียวกัน
จะว่าไปก็เป็นการสั่นของสายขึงเหมือนๆ กันด้วย
ส่วนที่ทำให้เรารับรู้ว่าเสียงต่างกันคือ Harmonic ครับ
คือเครื่องดนตรีแต่ละชนิดที่เล่นเสียงโน็ตเดียวกัน จะให้องค์ประกอบของ Harmonic แตกต่างกันคร้บ
เช่น กีต้าร์อาจจะมี H2, H5, H7 ส่วนเปียโนอาจจะมี H3, H4, H5 (ในปริมาณหรือ Amplitude ที่แตกต่างกัน, ตัวอย่างเป็นค่าสมมุติ) เป็นต้น ถ้าสนใจเรื่ององค์ประกอบ Harmonic ของเครื่องดนตรี ลองหาเพิ่มเติมจาก Google ได้ครับ
Harmonic เป็นความถี่ตายตัวครับ เช่น H2 ของโน็ต A ต้องเป็น 880 เท่านั้น 879.9 ไม่นับเป็น Harmonic ของ A ครับ
เพราะฉะนั้นส่วนที่เพี้ยนไปจากการขยายไม่ใช่ความถี่แต่เป็น Amplitude ครับ
เช่นเสียงเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง มี H2 เป็นองค์ประกอบ 35% ของ Amplitude Fundamental, H3 2%, H4 60%, H5 7% เป็นต้น
Harmonic Distortion ก็คือสัญญาณหลังการขยาย ได้องค์ประกอบของ Harmonic ผิดไปจากต้นฉบับครับ
เช่น H2 อาจจะเป็น 38%, H3 2%, H4 62%, ... เป็นต้น
เช่นนั้น เสียงที่เราได้ฟังจากการเล่นกลับ ก็จะต่างจากเสียงต้นฉบับ ซึ่งก็ต้องถือว่าเพี้ยน
เพียงแต่ Profile ของ Harmonic ที่เปลี่ยนไปหลังการขยายนั้น ยังไม่มากพอให้เรารับรู้เป็นอีกเครื่องดนตรีหนึ่ง
ตามตัวอย่าง H2 เปลี่ยนจาก 35 เป็น 38 ก็ประมาณ 3/35 ส่วน = 8% กว่าๆ, H3 ไม่เปลี่ยน, H4 60 เป็น 62 ก็ 2/60 = เกือบ 2% เทียบ Profile แล้ว (35-2-60 เทียบกับ 38-2-62) ยังเป็นเสียงเครื่องดนตรีเดิม
แต่อาจจะรับรู้ต่างไปจากต้นฉบับเล็กน้อยครับ ส่วนผู้ฟังจะตีความอย่างไรก็เป็นเรื่องปัจเจกครับ
[/i][/size][/color]
Save เรียบร้อยครับ เก็บไว้อ่านหลายๆ เที่ยว
อ่านเที่ยวเดียวเข้าใจนิดๆ อาจเนื่องเพราะพื้นฐานไม่ดี แถมสับสนเพราะคิดเองเออเอง
ถามต่ออีกหน่อย ...
อย่างเสียงคนเรา สมมุติพี่น้องเราเอง เวลารับโทร. เราจะรู้ทันทีว่าเป็นเสียงพี่สาว หรือเสียงน้องสาว
แต่หลาย หรือเกือบทุกครั้ง เปลี่ยนเป็นครอบครัวเพื่อนซึ่งก็คุ้นเคยกัน เวลารับสายมักทักผิดทุกครั้ง
เพราะเสียงคนพี่ กับเสียงคนน้องเหมือนกันมาก ต้องคุยสักพักค่อยจับความต่างได้
คำถามคือ การที่เรารู้ว่าเสียงพี่ เสียงน้องนี่ เป็นเรื่องเดียวกันกับ Harmonic เครื่องดนตรีไหมครับ
หมายถึง "องค์ประกอบของเสียงฮาร์โมนิก" โน๊ตตัวเดียวกัน แต่เรารับรู้ทันทีว่าเป็นเสียงไวโอลิน หรือเชลโล่
ต่อมาเรื่องของ Octave เคยรู้ตอนศึกษาเรื่องของเสียง(Sound) ตอนเล่น PA
Octave แรกนี่ = 32 Hz กว่าๆ ถัดไปก็หนึ่งเท่าเสมอ
ที่สงสัยคือ ในเรื่องเสียงดนตรี เราจะนับ Octave แรกที่ความถี่เท่าไรครับ
หรืออยู่ที่เราจะกำหนดเอาเอง เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบในแต่ละเรื่อง เช่น เอามาออกแบบพาสสีพครอสฯ
ซึ่งผมคิดเอาเองโดยให้ 200 Hz เป็น First Octave ( 200 400 800 1600 3200 6400 12800 Hz)
ทั้งนี้เพื่อกำหนดจุดตัดให้เข้ากับดอกลำโพงย่านความถี่ต่ำ กลาง สูง
ไม่ว่าจะเป็นลำโพงแบบสองทาง สามทางได้ง่ายขึ้น
คือรู้ว่าตัวเองมั่วมาตลอดแหละ ไม่มีวิชาอะไรมารองรับ
ขอแถมอีกหน่อย อย่างเสียงเปียโน
เวลาเล่น มันจะมีคีย์ตรงกลางสีขาวพอกดได้เสียง โด ถัดไปทางขวาเสียงก็สูงขึ้น ทางซ้ายเสียงก็ต่ำลง
อยากรู้จังครับว่า คีย์กลางที่ว่ามันความถี่เท่าไร
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ป.ล. ถามเยอะหน่อย เพราะ 6BM8 SE ที่กำลังเล่นอยู่นี่นั่งห่างหนึ่งเมตรมี ฮัม พอได้ยิน แต่พอเปิดดังก็กลบเสียงฮัมไป ฟังเพลงเพราะ
เกิดแก้เสียงฮัมให้เงียบลงได้ ให้สงสัยว่ามันจะมีผลให้ฟังเพลงเพราะเท่าเดืม หรือเพราะเพิ่มขึ้น หรือเพราะน้อยลง
รีบถามเพราะวันนี้จะรื้อ เปลี่ยนสายเชื่อมต่อทั้งหมดเป็นสายชีลครับ
-
ต่อ r100 โอห์ม2ตัว จากไฟจุดใส้หลอดลงกราวด้วยครับ ลดเสียงฮัมได้เคยเจอมากับตัวครับ
-
ต่อ r100 โอห์ม2ตัว จากไฟจุดใส้หลอดลงกราวด้วยครับ ลดเสียงฮัมได้เคยเจอมากับตัวครับ
หมายถึง R 100 ต่อลงกราวน์ข้างละตัว จากไฟจุดใส้หลอด (ซ้าย_ ขวา) และใช้กี่วัตต์ครับ
ถึงเวลานี้ได้ยินเสียงจี่แทรกมาเบาๆ ด้วยครับ รู้แค่ว่า ฮัมมาจากกราวน์สัญญาณ จี่มาจากกราวน์ไฟ
ไฟที่บ้านต่อลงดินจริงจากตู้เมนเบรกเกอร์ สายไฟเบอร์ 10 เชื่อมด้วยลวดเชื่อมกับแท่งกราวน์ล็อตยาวเมตรกว่ามั๊ง
ปลั๊กไฟเดินแยกเบรกเกอร์ 30 A มาใช้ที่โต๊ะทำงาน DIY + คอมฯ โดยเฉพาะครับ
-
ต่อ r100 โอห์ม2ตัว จากไฟจุดใส้หลอดลงกราวด้วยครับ ลดเสียงฮัมได้เคยเจอมากับตัวครับ
หมายถึง R 100 ต่อลงกราวน์ข้างละตัว จากไฟจุดใส้หลอด (ซ้าย_ ขวา) และใช้กี่วัตต์ครับ
ถึงเวลานี้ได้ยินเสียงจี่แทรกมาเบาๆ ด้วยครับ รู้แค่ว่า ฮัมมาจากกราวน์สัญญาณ จี่มาจากกราวน์ไฟ
ไฟที่บ้านต่อลงดินจริงจากตู้เมนเบรกเกอร์ สายไฟเบอร์ 10 เชื่อมด้วยลวดเชื่อมกับแท่งกราวน์ล็อตยาวเมตรกว่ามั๊ง
ปลั๊กไฟเดินแยกเบรกเกอร์ 30 A มาใช้ที่โต๊ะทำงาน DIY + คอมฯ โดยเฉพาะครับ
ที่ผมลองใช้ ตั้งแต่ 1/2w - 2w แล้วแต่จะหาได้ใกล้ตัว บางที่ก็ 150โอม ครับ
-
รื้อเป็นชิ้นๆ เรียบร้อยแล้วครับ หงุดหงิด จี่ๆ ฮัมๆ
พอดีบ่ายต้นๆ จะได้กล่องมาใหม่ ค่อยเริ่มต้นอีกที
ความจริงรื้อของนี่ก็สนุก เดี๋ยวจะถือโอกาสที่ต่อมขยันรื้อกำลังติดพันอยู่
รื้อตู้ Sansui PM C100 II เอาดอกมาวางกอง อยากรู้นิดเดียวว่าตู้เปล่าๆ นี่มันจะหนักซักเท่าไรกัน
และจากนั้นตั้งใจเปลี่ยนดอกเสียงกลางซันซุย เสียงแหลมซันซุยออก เพราะที่ฟังมาวัยรุ่นจ๋าเลยครับ
เอามาปรุงแต่งเป็นลำโพงร้องคาราโอเกะอย่างเดียวครับ
-
:clap c)
-
น้า Mr. Tube นี่ของจริงรู้ลึก รู้ละเอียด รู้ไปโหม้ด
ผมเหมารวมว่ากระแสที่มันไหลกลับเรียกรวมว่ากระแสน้าเอ็ด ไม่รู้ว่าแต่ละแบบมีศัพท์เรียกเป็นการเฉพาะ
ขอบคุณน้าครับ
-
อ่านเพลินเลยครับ... ความรู้ล้วนๆ... c)
-
ป.ล. ถามเยอะหน่อย เพราะ 6BM8 SE ที่กำลังเล่นอยู่นี่นั่งห่างหนึ่งเมตรมี ฮัม พอได้ยิน แต่พอเปิดดังก็กลบเสียงฮัมไป ฟังเพลงเพราะ
เกิดแก้เสียงฮัมให้เงียบลงได้ ให้สงสัยว่ามันจะมีผลให้ฟังเพลงเพราะเท่าเดืม หรือเพราะเพิ่มขึ้น หรือเพราะน้อยลง
รีบถามเพราะวันนี้จะรื้อ เปลี่ยนสายเชื่อมต่อทั้งหมดเป็นสายชีลครับ
น่าจะออสซิเลทแล้วครับ ต้องแยกกราวด์เป็น 2 จุด คิอ Pre. กับ Power. แล้วใส่ C Decouping ค่าเล็ก ๆ เช่น 0.1/400 คล่อมระหว่าง ไฟบวกกับกราวด์ ให้ไกล้หลอดมากที่สุด ทำแบบนี้แล้วน่าจะหายครับ
-
ป.ล. ถามเยอะหน่อย เพราะ 6BM8 SE ที่กำลังเล่นอยู่นี่นั่งห่างหนึ่งเมตรมี ฮัม พอได้ยิน แต่พอเปิดดังก็กลบเสียงฮัมไป ฟังเพลงเพราะ
เกิดแก้เสียงฮัมให้เงียบลงได้ ให้สงสัยว่ามันจะมีผลให้ฟังเพลงเพราะเท่าเดืม หรือเพราะเพิ่มขึ้น หรือเพราะน้อยลง
รีบถามเพราะวันนี้จะรื้อ เปลี่ยนสายเชื่อมต่อทั้งหมดเป็นสายชีลครับ
น่าจะออสซิเลทแล้วครับ ต้องแยกกราวด์เป็น 2 จุด คิอ Pre. กับ Power. แล้วใส่ C Decouping ค่าเล็ก ๆ เช่น 0.1/400 คล่อมระหว่าง ไฟบวกกับกราวด์ ให้ไกล้หลอดมากที่สุด ทำแบบนี้แล้วน่าจะหายครับ
ผมว่าใช่เลยครับ ทำครั้งที่สองนี่ ผมเอากราวน์ปรี กับ กราวน์ Power มาลงที่เดียวกัน
ต้นฉบับที่คุณเขียวหวานทำนั้นก็แยก พอผมรื้อทำครั้งแรกก็แยก มีฮัมนิดๆ
แต่ครั้งที่ 2 นี่ ลองจับมารวมกันดูบ้างครับ
ขณะเดียวกันไปอ่านเจอในเว็บฝรั่งเหมือนกัน เผอิญแปลได้กระม่อนกระแท่น แต่มีคำว่า ออสซิเลท นี่แหละ
เขาบอกทำนองว่า บางหลอด (ไม่ใช่ทุกหลอด) เขาเจอว่ามันออสซิเลทได้
ต้องหาทางแก้
-
ในระบบ Ground ของแอมป์ของค่ายพี่ยุ่นจะมีการ Ground ยกไฟไส้หลอด ไม่ลง Ground โดยตรง แต่จะนำไฟจุดไส้หลอดไปผ่าน Trim pot ค่า 100 โอห์ม แล้วนำเอาขากลาง ไปผูกกับไฟ B+ โดยไฟ B+ นั้นจะถูก Drop ลงมาด้วยวงจร Divider เหลือโวล์ทตรงนั้นประมาณ 30-40 Volt แล้วแต่การออกแบบ เขาเรียกระบบนี้ว่า Hum balance แล้วปรับ Trim pot จนเสียง Hum เบาที่สุดแทบจะไม่ได้ยินเลย หรือถ้าไม่มี Trim pot (ตัวหนึ่งเหยียบร้อยกว่าบาท) ก็ใช้ Resistor ค่า 50 โอห์ม สองตัว ประมาณหนึ่งถึงสองวัตต์ ต่อคร่อมขดไฟจุดไส้หลอด เอาหางชนกัน เอาจุดที่ชนกันนั้น นำไปต่อไปวงจร Divider ที่บอกไว้ หรือไม่ก็ต่อลง Ground โดยตรงเลย คือไม่ต้องการให้ไฟ AC ที่จุดไส้หลอด ที่มีความถี่ 50-60 Hz ไปกวนการทำงานของการขยายเสียง การทำแบบนี้อีกนัยหนึ่งเท่ากับเป็นการปกป้องหลอดไปในตัวด้วย เพราะบางวงจร ไฟที่ตกคร่อมระหว่าง Cathode กับ ไส้หลอด ถ้าสูงมากเกินไปหลอดจะมีอายุการทำงานรับใช้เราสั้นลง หรือถ้าเป็นแอมป์ค่ายยุโรปเราจะเห็นว่า จะเอาไฟที่ตกคร่อม Cathode Resirtor ที่ต่ออยู่ที่ขา Cathode ของหลอด Out put มาต่อกับจุดที่หาง Resistor ที่ต่อกันตามที่ได้บอกไว้ หรือบางวงจรต่อกับขา center tap ของไฟจุดไส้หลอดโดยไม่ผ่าน Resistor ก็มี หรือถ้าวงจรนั้นไม่มี ไฟจุดไส้หลอดที่มี center tapก็จะนำไปต่อกับขั้วใดขั้วหนึ่งของไฟจุดไส้หลอด ของ Transformer ก็ได้ ส่วนที่ทำแบบนี้ส่วนใหญ่จะทำกับไฟที่ไปจุดไส้หลอดในภาค Pre amp หรือ ภาคขยายวงจรขยายการเล่นแผ่นเสียง ตลอดจนถึงภาค Tone control ก็มี บางรุ่นก็ทำกับภาค Out put ด้วยแล้วแต่ค่ายนั้นว่าต้องการแบบไหน ถ้าใครมีแอมป์ค่ายไหนมีวงจรไปเปิดดูได้ ยกตัวอย่าง แอมป์ ยี่ห้อ sansui รุ่น 200 (ถ้าจำไม่ผิด) หรือ Poineer แทบทุกรุ่นของพี่ยุ่นใช้ระบบ Hum balance ใช้การต่อแบบนี้แทบทั้งสิ้น แต่พี่ยุ่นแกจะไม่ใช้ R แบบ Trim pot เป็นตัวปรับ แต่ใชค่า Resistor แบบ adjust หรือที่เราเรียกกันว่า R แบบ แทปค่าได้โดยใช้ไขควงขันแล้วแทปค่าเอา ค่า 100 โอห์ม ประมาณ 2-3 วัตต์ครับ ถ้าสงสัยใครมีวงจรหรือมีเครื่องตัวจริงเสียงจริงเปิดตูดหรือดูในวงจรได้ครับ รับประกันไม่มั่วครับ แฮ่..........
-
ถามต่ออีกหน่อย ...
อย่างเสียงคนเรา สมมุติพี่น้องเราเอง เวลารับโทร. เราจะรู้ทันทีว่าเป็นเสียงพี่สาว หรือเสียงน้องสาว
แต่หลาย หรือเกือบทุกครั้ง เปลี่ยนเป็นครอบครัวเพื่อนซึ่งก็คุ้นเคยกัน เวลารับสายมักทักผิดทุกครั้ง
เพราะเสียงคนพี่ กับเสียงคนน้องเหมือนกันมาก ต้องคุยสักพักค่อยจับความต่างได้
คำถามคือ การที่เรารู้ว่าเสียงพี่ เสียงน้องนี่ เป็นเรื่องเดียวกันกับ Harmonic เครื่องดนตรีไหมครับ
หมายถึง "องค์ประกอบของเสียงฮาร์โมนิก" โน๊ตตัวเดียวกัน แต่เรารับรู้ทันทีว่าเป็นเสียงไวโอลิน หรือเชลโล่
ถ้าถามแบบนี้คงต้องขยายวงพูดคุยออกไปอีกหน่อยครับ คือที่ผมอธิบายเรื่ององค์ประกอบ Harmonic ไป จริงๆ แล้วเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการแยกแยะเสียงของคนเราครับ แต่เพื่อให้เชื่อมโยงกับเรื่อง Harmonic Distortion จึงอธิบายไว้แค่นั้นครับ การแยกแยะเสียงของคนยังมีเรื่อง Transient และ Pitch/Unpitch ด้วย อธิบายพอสังเขป Transient คือการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน หรือเวลาที่เราฟังเพลงเรารับรู้ถึงหัวเสียง-หางเสียงนั่นแหล่ะครับ ส่วน Pitch/Unpitch คือความสม่ำเสมอของความถี่ครับ เครื่องดนตรีประเภทสายขึงจะมีความสม่ำเสมอค่อนข้างมาก ในขณะที่เครื่องดนตรีประเภทลมหรือเสียงคน จะไม่ค่อยสม่ำเสมอครับ
อันนี้คือในส่วนของเสียงที่มากระทบ ในส่วนของมนุษย์เองก็มีเรื่องความจำและความคุ้นเคยด้วยในการตีความว่าเสียงที่มากระทบเป็นเสียงอะไรครับ เช่น ตอนที่เรายังไม่รู้จักไวโอลิน เราได้ยินเสียงไวโอลินเราก็รู้แต่ว่าเป็นเสียง จนกว่าเราจะได้เห็นคนเล่นไวโอลิน เราก็จะเริ่มจำเสียงกับภาพที่เห็นได้ ครั้งต่อไปพอเราได้ยินแค่เสียงเราก็รู้เลยว่าคือไวโอลินโดยไม่ต้องเห็นตัวครับ กรณีที่คุณ Malako ถามมาคงต้องตอบแยกกันเป็น 2 ส่วนครับ คือ เสียงของแต่ละคน มีองค์ประกอบที่แตกต่างกันแน่นอน แต่เรารู้ว่าเป็นใครมาจากความคุ้นเคยเป็นหลักครับ :)
-
ต่อมาเรื่องของ Octave เคยรู้ตอนศึกษาเรื่องของเสียง(Sound) ตอนเล่น PA
Octave แรกนี่ = 32 Hz กว่าๆ ถัดไปก็หนึ่งเท่าเสมอ
ที่สงสัยคือ ในเรื่องเสียงดนตรี เราจะนับ Octave แรกที่ความถี่เท่าไรครับ
หรืออยู่ที่เราจะกำหนดเอาเอง เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบในแต่ละเรื่อง เช่น เอามาออกแบบพาสสีพครอสฯ
ซึ่งผมคิดเอาเองโดยให้ 200 Hz เป็น First Octave ( 200 400 800 1600 3200 6400 12800 Hz)
ทั้งนี้เพื่อกำหนดจุดตัดให้เข้ากับดอกลำโพงย่านความถี่ต่ำ กลาง สูง
ไม่ว่าจะเป็นลำโพงแบบสองทาง สามทางได้ง่ายขึ้น
คือรู้ว่าตัวเองมั่วมาตลอดแหละ ไม่มีวิชาอะไรมารองรับ
สำหรับดนตรีจะนับ Octave จาก C ถึง C ครับ โดย C1 = 32.7Hz ครับ C2 = 65.4Hz ไล่ไปเรื่อยๆ ครับ เนื่องจากเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีช่วงความถี่แตกต่างกัน เช่น Timpany กับ Piccolo นี่ไม่มีช่วงความถี่ที่คาบเกี่ยวกันเลย ค่ากลางจึงขึ้นอยู่กับเครื่องดนตรีแต่ละประเภทครับ เช่น Piano จะมีช่วงกลางอยู่ที่ A Middle = 440Hz ครับ แล้วก็กระจายออกไปด้านสูง 3 Octave และด้านต่ำอีก 3 Octave ครับ ผมเอา Chart ของ Octave และ Chart ของ Piano มาให้ดูประกอบครับ
(http://jeanninelemarecalaba.com/wp-content/audio/octaveChart1.jpg)
(http://www.dspguide.com/graphics/F_22_4.gif)
แนวคิดการกำหนดจุดตัดตามช่วงความถี่ Octave นี่น่าสนใจมากครับ โดยมากนักออกแบบลำโพงมักจะคำนึงถึงค่าในทางวิศวกรรมเป็นหลัก ถ้ามาพิจารณาในด้านดนตรีด้วยก็น่าจะมีมุมมองที่ครอบคลุมมากขึ้นครับ ผมเห็นว่าเราควรจะเลือกจุดตัดที่ไม่ตรงกับ Freq ของดนตรีครับ เช่น จุดตัด 3,520Hz นี่ไปตรงกับเสียง A7 พอดี ควรจะหลีกเลี่ยง เป็นต้น
-
ขอแถมอีกหน่อย อย่างเสียงเปียโน
เวลาเล่น มันจะมีคีย์ตรงกลางสีขาวพอกดได้เสียง โด ถัดไปทางขวาเสียงก็สูงขึ้น ทางซ้ายเสียงก็ต่ำลง
อยากรู้จังครับว่า คีย์กลางที่ว่ามันความถี่เท่าไร
ผมไม่ได้เล่นเปียโน แต่เข้าใจว่าน่าจะนับคีย์กลาง A4 = 440Hz ครับ เปียโนโดยมากจะเล่นได้ 7 Octave แต่ผมทราบมาว่าบางรุ่นหรือบางยี่ห้อ ทำให้เล่นได้กว้างกว่านี้ครับ คีย์กลางของเปียโนบางตัวจึงอาจจะไม่เท่ากับ A4 เสมอไปครับ
-
ขอขอบคุณ Mr.Tube อย่างมากๆ เลยครับ
ได้คำตอบอย่างกระจ่างแจ้งในเรื่องของฮาร์โมนิค และเรื่อง Octave ที่ค้างคาใจมานานเป็นสิบปีทีเดียวครับ
เรื่องการนำ Octave มาเกี่ยวข้องกับจุดตัดลำโพงนี่่ ผมลองมาบ้าง ได้ผลเป็นแนวทางที่น่าศึกษาครับ
คือผมมองในแง่ความสามารถในการตอบสนองความถี่ของคุณสมบัติทางกายภาพของดอกลำโพงแต่ละขนาดไปด้วย
ซึ่งที่สุดแล้วเมื่อหันกลับมามองปากคนมีรูเดียว แต่เปล่งเสียงเลียนได้มากมายแทบจะครบย่านความถี่เสียงที่เราฟังไพเราะ
4-5 ปีให้หลังเลยหันมาหาดอกลำโพงฟูลเร้นจ์ดอกเดียว ฟังเพลง ดนตรีน้อยชิ้นและฟังแบบโมโนเพลินมากๆ ครับ
-
ยินดีครับ คุณ Malako ^-^
-
(https://www.uppic.org/image-5F9F_596D7CBC.jpg) (https://www.uppic.org/share-5F9F_596D7CBC.html)
สั่งซื้อแล้วครับ 2 ตัว (100 โอห์ม 7 W ) อันที่จริงตามวงจรภาคจ่ายไฟเขาก็มีให้ แต่ผมมองข้ามไปเอง
กรอบสี่เหลี่ยมสีแดง
(https://www.uppic.org/image-0095_596D7EB3.jpg) (https://www.uppic.org/share-0095_596D7EB3.html)
-
เครื่ิองที่ผมทำ ไม่ได้ใส่ แค่เอาไฟจุดไส้หลอดด้านนึงลงกราวด์แท่น ก็ไม่มีฮัม ไม่มีจี่รบกวนเลยครับ
-
มือใหม่หัดขับ สอบตกซ้ำชั้นอยู่เรื่อยครับ แต่ดีได้วิชาความรู้แน่นดี ลืมยาก
-
CK ต่อกราวด์ กับต่อ ไฟ+ ต่างกันยังไงครับ โหมดๆอะไรใช่ไหม K]
-
CK ต่อกราวด์ กับต่อ ไฟ+ ต่างกันยังไงครับ โหมดๆอะไรใช่ไหม K]
ตรงจุดไหนครับ ต้องบอกขา เช่น ขา 2 , ขา 8 ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรครับ
รู้แค่แต่ละขาต่อไปไหนเท่านั้นครับ
-
CK ต่อกราวด์ กับต่อ ไฟ+ ต่างกันยังไงครับ โหมดๆอะไรใช่ไหม K]
ตรงจุดไหนครับ ต้องบอกขา เช่น ขา 2 , ขา 8 ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรครับ
รู้แค่แต่ละขาต่อไปไหนเท่านั้นครับ
:shutup ข้ามกะทู้เลยขออภัยนั่งดูวงจรแล้วสงสัยเลยโพสถาม พอดีผมกำลังจะทำ ecl86 เลยมึน
:help เทียบกับวงจรนี้
(http://upic.me/i/jv/pcl86miniwatter_1005091.gif)
-
:shutup ข้ามกะทู้เลยขออภัยนั่งดูวงจรแล้วสงสัยเลยโพสถาม พอดีผมกำลังจะทำ ecl86 เลยมึน
:help เทียบกับวงจรนี้
(http://upic.me/i/jv/pcl86miniwatter_1005091.gif)
เรียกว่าวงจรแบบ Ultrapath ครับ คนที่ชอบใช้มากๆ ก็ Jack แห่ง Electra-Print ครับ
http://www.electra-print.com/45drd.php (http://www.electra-print.com/45drd.php)
บ้านเราก็มีพี่ Karin ครับ
ถ้าจะอ่านเอาความรู้แน่นๆ ก็อ่านที่คุณ Broskie อธิบายไว้ครับ
https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm (https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm)
แต่อาจจะเสียกำลังใจในการสร้างหน่อยนะครับ ถ้าจะสร้างตามวงจรก็ลุยไปก่อนเลยครับ อย่าเพิ่งอ่าน 2f 2f
-
K] K]
-
เรียกว่าวงจรแบบ Ultrapath ครับ คนที่ชอบใช้มากๆ ก็ Jack แห่ง Electra-Print ครับ
http://www.electra-print.com/45drd.php (http://www.electra-print.com/45drd.php)
บ้านเราก็มีพี่ Karin ครับ
ถ้าจะอ่านเอาความรู้แน่นๆ ก็อ่านที่คุณ Broskie อธิบายไว้ครับ
https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm (https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm)
แต่อาจจะเสียกำลังใจในการสร้างหน่อยนะครับ ถ้าจะสร้างตามวงจรก็ลุยไปก่อนเลยครับ อย่าเพิ่งอ่าน 2f 2f
ตามไปดูรูป ที่คุณ Broskie อธิบาย ไม่รู้เรื่องดอกนะครับ แต่ตอนสรุปนี่พาลหัวสั่นคลอนจริงๆ
Conclusion
First, I highly reccommend that you read Ultrapath Line Stage by Dmitry Nizhegorodov.
Second, no doubt many will shake their heads in disbelief at this blog entry.
How could have JRB gotten it so wrong?
First it was the SRPP, then the Circlotron, and now the Ultrapath.
The Ultrapath is not about PSRR or anything so banal, they will counter;
it is a mega ingenious solution to boring tube amplifier sound.
And it requires greater metaphysical acumen than JRB posses to grasp its transcendent subtleties,
such as drive and short power-supply loops… Well maybe,
but the onus is on my opponents to provide some rational explanation of what is going on in a Ultrapath circuit.
Surely, it cannot be ultra difficult.
แต่วงจรภาคจ่ายไฟ หลอด 45 ของ electra-print นี่น่าสนใจ ผมชอบดูวงจรภาคจ่ายไฟไม่ปวดหัวดีครับ
ตรงไดโอดนี่ มี C ค่านิดเดียว , R อยู่ด้วย เพื่ออะไรครับ
(https://www.uppic.org/image-F61C_596EA5AD.jpg) (https://www.uppic.org/share-F61C_596EA5AD.html)
-
:shutup ข้ามกะทู้เลยขออภัยนั่งดูวงจรแล้วสงสัยเลยโพสถาม พอดีผมกำลังจะทำ ecl86 เลยมึน
:help เทียบกับวงจรนี้
(http://upic.me/i/jv/pcl86miniwatter_1005091.gif)
เรียกว่าวงจรแบบ Ultrapath ครับ คนที่ชอบใช้มากๆ ก็ Jack แห่ง Electra-Print ครับ
http://www.electra-print.com/45drd.php (http://www.electra-print.com/45drd.php)
บ้านเราก็มีพี่ Karin ครับ
ถ้าจะอ่านเอาความรู้แน่นๆ ก็อ่านที่คุณ Broskie อธิบายไว้ครับ
https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm (https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm)
แต่อาจจะเสียกำลังใจในการสร้างหน่อยนะครับ ถ้าจะสร้างตามวงจรก็ลุยไปก่อนเลยครับ อย่าเพิ่งอ่าน 2f 2f
เมื่อคืนลองแล้วครับ XXX
-
........ตรงไดโอดนี่ มี C ค่านิดเดียว , R อยู่ด้วย เพื่ออะไรครับ.......
ที่คร่อมตัวไดโอด นัยว่าลดสัญญาณรบกวนที่เกิดจากรอยต่อข้างในของไดโอดครับ
จะเอาให้ครบชุดเลยก็น่าจะมีซีค่าน้อยคร่อมสวิชปิดเปิดด้วยมั้งครับ
-
เรียกว่าวงจรแบบ Ultrapath ครับ คนที่ชอบใช้มากๆ ก็ Jack แห่ง Electra-Print ครับ
http://www.electra-print.com/45drd.php (http://www.electra-print.com/45drd.php)
บ้านเราก็มีพี่ Karin ครับ
ถ้าจะอ่านเอาความรู้แน่นๆ ก็อ่านที่คุณ Broskie อธิบายไว้ครับ
https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm (https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm)
แต่อาจจะเสียกำลังใจในการสร้างหน่อยนะครับ ถ้าจะสร้างตามวงจรก็ลุยไปก่อนเลยครับ อย่าเพิ่งอ่าน 2f 2f
ตามไปดูรูป ที่คุณ Broskie อธิบาย ไม่รู้เรื่องดอกนะครับ แต่ตอนสรุปนี่พาลหัวสั่นคลอนจริงๆ
Conclusion
First, I highly reccommend that you read Ultrapath Line Stage by Dmitry Nizhegorodov.
Second, no doubt many will shake their heads in disbelief at this blog entry.
How could have JRB gotten it so wrong?
First it was the SRPP, then the Circlotron, and now the Ultrapath.
The Ultrapath is not about PSRR or anything so banal, they will counter;
it is a mega ingenious solution to boring tube amplifier sound.
And it requires greater metaphysical acumen than JRB posses to grasp its transcendent subtleties,
such as drive and short power-supply loops… Well maybe,
but the onus is on my opponents to provide some rational explanation of what is going on in a Ultrapath circuit.
Surely, it cannot be ultra difficult.
แต่วงจรภาคจ่ายไฟ หลอด 45 ของ electra-print นี่น่าสนใจ ผมชอบดูวงจรภาคจ่ายไฟไม่ปวดหัวดีครับ
ตรงไดโอดนี่ มี C ค่านิดเดียว , R อยู่ด้วย เพื่ออะไรครับ
(https://www.uppic.org/image-F61C_596EA5AD.jpg) (https://www.uppic.org/share-F61C_596EA5AD.html)
C และ R ที่ต่อคร่อม Diode rectifier เรียกว่า RC สนับเบอร์ วัตถุประสงค์ที่ใส่ไว้ตามที่คุณ ออดิโอแมนบอกไว้ ส่วน R ค่า 47 โอห์ม 5 วัตต์ เป็น Resister แบบ wire wound ภายนอกเป็นเหมือนกระเบื้องตัวอาจจะเป็นสีขาว หรือเขียวครับ เอาไว้ป้องกันตอนเปิดสวิทไฟจ่ายไฟเข้าเครื่อง ตัว C filter จะ charge ไฟอย่างรวดเร็วและมากมายโดยผ่านต้ว Diode เป็นการป้องกันไฟกระชากในตอนเปิดเครื่องตอนแรกครับ เพื่อป้องกันตัว Diode และ condenser ครับ โดยให้ R เป็นตัวรองร้บไฟในตอนแรกๆ หลังจากนั้นมันก็จะแค่เป็นทางผ่านของไฟครับ บางครั้งเราอาจจะพบว่า R ตัวนี้ขาดนั้นหมายถึงมีปัญหาเกิดขึ้น คือสรุปว่าเป็นเหมือน Fuse อิเลคทรอนิค ไว้ตอนเปิดเครื่องในครั้งแรก โดย c filter จะค่อยๆ Charge ไฟ อย่างช้าผ่าน R ตัวนี้ครับ โดยไม่ให้ C และ Diode เสียหายครับ
-
:shutup ข้ามกะทู้เลยขออภัยนั่งดูวงจรแล้วสงสัยเลยโพสถาม พอดีผมกำลังจะทำ ecl86 เลยมึน
:help เทียบกับวงจรนี้
(http://upic.me/i/jv/pcl86miniwatter_1005091.gif)
เรียกว่าวงจรแบบ Ultrapath ครับ คนที่ชอบใช้มากๆ ก็ Jack แห่ง Electra-Print ครับ
http://www.electra-print.com/45drd.php (http://www.electra-print.com/45drd.php)
บ้านเราก็มีพี่ Karin ครับ
ถ้าจะอ่านเอาความรู้แน่นๆ ก็อ่านที่คุณ Broskie อธิบายไว้ครับ
https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm (https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm)
แต่อาจจะเสียกำลังใจในการสร้างหน่อยนะครับ ถ้าจะสร้างตามวงจรก็ลุยไปก่อนเลยครับ อย่าเพิ่งอ่าน 2f 2f
เมื่อคืนลองแล้วครับ XXX
ลองแล้วเป็นยังไงบ้างครับเล่าสู่กันหังบ้างครับ
-
:shutup ข้ามกะทู้เลยขออภัยนั่งดูวงจรแล้วสงสัยเลยโพสถาม พอดีผมกำลังจะทำ ecl86 เลยมึน
:help เทียบกับวงจรนี้
(http://upic.me/i/jv/pcl86miniwatter_1005091.gif)
เรียกว่าวงจรแบบ Ultrapath ครับ คนที่ชอบใช้มากๆ ก็ Jack แห่ง Electra-Print ครับ
http://www.electra-print.com/45drd.php (http://www.electra-print.com/45drd.php)
บ้านเราก็มีพี่ Karin ครับ
ถ้าจะอ่านเอาความรู้แน่นๆ ก็อ่านที่คุณ Broskie อธิบายไว้ครับ
https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm (https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm)
แต่อาจจะเสียกำลังใจในการสร้างหน่อยนะครับ ถ้าจะสร้างตามวงจรก็ลุยไปก่อนเลยครับ อย่าเพิ่งอ่าน 2f 2f
เมื่อคืนลองแล้วครับ XXX
ลองแล้วเป็นยังไงบ้างครับเล่าสู่กันหังบ้างครับ
ไมผ่านครับ ฮัม ออสซิเลท เสียงแตก เสียงน่ากลัวมาก อืดดดดด หวีดดดด
-
ระดับน้าทำแล้วิิกมายังงี้ผมว่าผมยอมล่ะครับ
-
จากวงจร ถ้าเราเอา C3 ต่อลงกราวควรใช้ค่าเท่าไรดี แล้วมีผลต่อกระแสไบอัสของหลอดไหมครับ
-
ไมผ่านครับ ฮัม ออสซิเลท เสียงแตก เสียงน่ากลัวมาก อืดดดดด หวีดดดด
วงจรเป็นอย่างไรครับ เช่น SE หลอดอะไร Primary OPT กี่ kohm C Ultrapath ค่าเท่าไหร่ครับ ผมเคยฟังแอมป์ที่ใช้ Ultrapath มาเกิน 10 ตัวรวมทั้งที่ทำเองบางตัว ไม่เคยเจอถึงขนาด Oscillate ครับ น่าจะมีอะไรไม่ถูกต้องครับ
-
จากวงจร ถ้าเราเอา C3 ต่อลงกราวควรใช้ค่าเท่าไรดี แล้วมีผลต่อกระแสไบอัสของหลอดไหมครับ
100uF 16V ก็ได้ครับ ใส่แล้วไม่ทำให้ Bias เปลี่ยนครับ
-
จากวงจร ถ้าเราเอา C3 ต่อลงกราวควรใช้ค่าเท่าไรดี แล้วมีผลต่อกระแสไบอัสของหลอดไหมครับ
100uF 16V ก็ได้ครับ ใส่แล้วไม่ทำให้ Bias เปลี่ยนครับ
จะได้เป็นแผนสองครับ C Ultrapath ใช้ Cap Start ของมอเตอร์ได้ไหมครับ ที่เป็น Oil
-
ไมผ่านครับ ฮัม ออสซิเลท เสียงแตก เสียงน่ากลัวมาก อืดดดดด หวีดดดด
วงจรเป็นอย่างไรครับ เช่น SE หลอดอะไร Primary OPT กี่ kohm C Ultrapath ค่าเท่าไหร่ครับ ผมเคยฟังแอมป์ที่ใช้ Ultrapath มาเกิน 10 ตัวรวมทั้งที่ทำเองบางตัว ไม่เคยเจอถึงขนาด Oscillate ครับ น่าจะมีอะไรไม่ถูกต้องครับ
OPT 7k ครับ C ltra. 68uF ผมสงสัยว่าถ้าไม่มีปัญหา ทำไมต้องป้อนกลับสูงขนาดนั้น อีกเรื่องคือถ้า Impedance ของแหล่งจ่ายไฟไม่ได้ 0 เมื่อเทียบกับกราวด์แล้วมีสัญญาณรบกวนแทรกเข้ามาไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก แล้วอะไรจะเกิดขึ้นครับ เดี๋ยวผมลองอีกที
-
OPT 7k ครับ C ltra. 68uF ผมสงสัยว่าถ้าไม่มีปัญหา ทำไมต้องป้อนกลับสูงขนาดนั้น อีกเรื่องคือถ้า Impedance ของแหล่งจ่ายไฟไม่ได้ 0 เมื่อเทียบกับกราวด์แล้วมีสัญญาณรบกวนแทรกเข้ามาไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก แล้วอะไรจะเกิดขึ้นครับ เดี๋ยวผมลองอีกที
เอ ไม่ใช่ป้อนกลับนะครับ มันเป็น Bypass ครับ ต้องเอา C Cathode Bypass ออกด้วยนะครับ ให้เหลือเฉพาะ C จาก B+ มาที่ Cathode ครับ ส่วนค่า 68uF น่าจะ OK ครับ
ส่วนเรื่อง Imp แหล่งจ่ายนี่ ผมจำได้ลางๆ ว่าเป็นเหตุที่ Jack (EP) แนะนำให้ใช้ Ultrapath ครับ ประมาณว่าถ้านับ B+ เป็น Node สัญญาณรบกวนจะผ่าน C Cathode Bypass เข้ามาได้ จึงย้าย C ไปไว้ระหว่าง B+ กับ Cathode แทน แต่บทความนี้หายไปจาก Web EP แล้วน่ะครับ (หรือผมหาไม่เจอน่ะครับ)
ถ้าพี่ Karin ผ่านมา แวะมาอธิบายเพิ่มเติมหน่อยนะครับ ผมจำได้ลางๆ มาก ช่วงหลังมานี่ผมชอบ Fixed Bias เลยไม่ได้ใช้ C Bypass แล้วครับ
-
OPT 7k ครับ C ltra. 68uF ผมสงสัยว่าถ้าไม่มีปัญหา ทำไมต้องป้อนกลับสูงขนาดนั้น อีกเรื่องคือถ้า Impedance ของแหล่งจ่ายไฟไม่ได้ 0 เมื่อเทียบกับกราวด์แล้วมีสัญญาณรบกวนแทรกเข้ามาไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก แล้วอะไรจะเกิดขึ้นครับ เดี๋ยวผมลองอีกที
เอ ไม่ใช่ป้อนกลับนะครับ มันเป็น Bypass ครับ ต้องเอา C Cathode Bypass ออกด้วยนะครับ ให้เหลือเฉพาะ C จาก B+ มาที่ Cathode ครับ ส่วนค่า 68uF น่าจะ OK ครับ
ส่วนเรื่อง Imp แหล่งจ่ายนี่ ผมจำได้ลางๆ ว่าเป็นเหตุที่ Jack (EP) แนะนำให้ใช้ Ultrapath ครับ ประมาณว่าถ้านับ B+ เป็น Node สัญญาณรบกวนจะผ่าน C Cathode Bypass เข้ามาได้ จึงย้าย C ไปไว้ระหว่าง B+ กับ Cathode แทน แต่บทความนี้หายไปจาก Web EP แล้วน่ะครับ (หรือผมหาไม่เจอน่ะครับ)
ถ้าพี่ Karin ผ่านมา แวะมาอธิบายเพิ่มเติมหน่อยนะครับ ผมจำได้ลางๆ มาก ช่วงหลังมานี่ผมชอบ Fixed Bias เลยไม่ได้ใช้ C Bypass แล้วครับ
อ้าวตรงนี้ไม่ใช้ป้อนกลับเหรอครับ ผมเห็นค่า c สูงมาก ค่า R ต่ำมาก C Cathode เอาออกแล้วครับ(http://upic.me/i/eb/pcl86miniwatter_10050911.gif)
-
C3 นี่เร็วนี้มีคนตอบผมอยู่นะครับ ไม่แน่ใจว่ากระทู้ไหน
-
จุดที่ Mr.Q วงไว้ C2 กับ R7 เป็น NFB ใช่แล้วครับ C Ultrapath คือ C3 100uF/400V น่ะครับ คือวงจรปกติเราจะเอา C มา Bypass R Cathode (R8) แต่วงจร Ultrapath จะ Bypass จาก B+ มา Cathode แทนครับ แล้วไม่ใส่ C Cathode Bypass
-
ทำ Ultrapath ภาคจ่ายไฟควรดีหน่อยนะครับ ไม่งั้นจะฮัมครับ(จากประสพการณ์)
-
จุดที่ Mr.Q วงไว้ C2 กับ R7 เป็น NFB ใช่แล้วครับ C Ultrapath คือ C3 100uF/400V น่ะครับ คือวงจรปกติเราจะเอา C มา Bypass R Cathode (R8) แต่วงจร Ultrapath จะ Bypass จาก B+ มา Cathode แทนครับ แล้วไม่ใส่ C Cathode Bypass
ตอนที่ผมลอง ปกติผมไม่ใส่ Ck ครับทำ Ultrapath ภาคจ่ายไฟควรดีหน่อยนะครับ ไม่งั้นจะฮัมครับ(จากประสพการณ์)
น่าจะใช่ครับ
ผมคิด ๆ แล้วต้นทุนจะคุ้มกับเสียงที่ได้ไหมครับ :cry2
-
เฉพาะช่วงเช้าซึ่งอากาศเย็นของสองวันที่ผ่านมา
ทำต่อเสร็จแล้วครับ ที่จุดใส้หลอด 6.3 V เพิ่มความต้านทานปรับค่าได้ 100 โอห์ม ขากลางลงกราวน์
เช็คทุกอย่างซ้ำ เสียบไฟมีเสียงเพลงละครับ เอาหูแนบหน้าตู้ลำโพงต้องตั้งใจฟังถึงได้ยินเสียงฮัมเบามากครับ ถือว่าสอบผ่าน
ส่วนเสียงเปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะพละกำลัง ฉับไว เสียงเปียโนโดดเด่นเหมือนฟังการแสดงสด
มันทำให้ผมต้องค้นหาคำแปลจากกูเกิ้ล ได้มาดังนี้ :-
English-Thai: NECTEC's Lexitron-2 Dictionary [with local updates]
dynamic [ADJ] เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์, See also: มีชีวิตชีวา, คล่องแคล่ว, มีพลัง, Syn. lively, alive, dynamic, Ant. lethargic, sluggish
dynamics [N] การศึกษาเกี่ยวกับพลังงานและการเคลื่อนที่, See also: วิชากลศาสตร์
dynamical [ADJ] กระตือรือร้น, See also: มีพลัง, Syn. energetic, vigorous
พอสรุปได้ว่า เสียงดนตรีมีชีวิตชีวา และสมจริงมากถึงมากที่สุดครับ
ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ คือหาสะตังซื้อหลอดมาเปลี่ยนฟังเอาประสบการณ์
และหรือหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อลองเปลี่ยน R , C ดูบ้างครับ
(https://www.uppic.org/image-EEE3_5977E51C.jpg) (https://www.uppic.org/share-EEE3_5977E51C.html)
-
ผมพอจะเข้าใจคำว่า ultrapath แล้วครับ แต่ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า
ultra แปลว่าสูงกว่า หรืออยู่เหนือกว่า เช่น ultraviolet แปลว่ารังสีเหนือม่วง หรือรังสีที่อยู่สูงกว่าแสงสีม่วง
ultrapath คือแทนที่จะ bypass Ck ลงกราวน์ ก็เอาไปต่อกับไฟสูง คือสูงกว่ากราวน์ หรืออยู่เหนือกราวน์
ทีนี้ก็งงเต๊กล่ะซิ เพราะกราวน์กับไฟสูงมันคนละเรื่องกันเลย เอาไปต่อตรงนั้นได้ยังไง
ก็คงจะได้ละครับ ไม่ได้เค้าคงไม่ทำ เรารู้ไม่ถึงเขาเอง
การไบอัสไฟตรงเป็นการกำหนดจุดทำงานทางไฟตรงให้กับหลอด แต่วงจรทั้งวงจรทำงานที่สัญญาณไฟสลับนะครับ มันต้องคิดถึงสัญญาณสลับด้วย
ถ้ามองในแง่ของไฟสลับ หรือสัญญาณสลับ แล้ว ที่ไฟสูง หรือไฟ B+ มันจะมี C filter สำหรับกรองไฟเลี้ยงวงจรสลับให้เป็นไฟตรง ซึ่ง C ตัวนี้ต่อลงกราวน์ด้วย
ดังนั้น ultrapath สำหรับสัญญาณสลับ ๆ จะวิ่งจาก แคโทดของหลอด ผ่าน C ultrapath ไปผ่าน C filter ลงกราวน์ เนื่องจากไปง่ายกว่าที่จะผ่าน Rk ลงกราวน์
มองมุมนี้ถูกไหมครับ
-
ถูกเปล่าผมไม่ทราบ แต่มาบอกว่า ป๋าแปลได้สุดยอดดดมาก :yahoo
-
:clap c) d_d
-
ultrapath มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรครับ... เด็กใหม่ ไม่รู้เรื่องครับ...
-
ข้อเสียอย่างหนึ่งตามคำตอบด้านบนคือ ภาคจ่ายไฟต้องดี
ผมขยายความต่อว่า ถ้าภาคจ่ายไฟผลิตสัญยาณรบกวนออกมาด้วย สัญญาณนี้ก็สามารถผ่าน c ultrapath เข้ามาที่ขาแคโทด ได้ด้วยครับ
-
ข้อเสียอย่างหนึ่งตามคำตอบด้านบนคือ ภาคจ่ายไฟต้องดี
ผมขยายความต่อว่า ถ้าภาคจ่ายไฟผลิตสัญยาณรบกวนออกมาด้วย สัญญาณนี้ก็สามารถผ่าน c ultrapath เข้ามาที่ขาแคโทด ได้ด้วยครับ
นั้นแหละครับคือสาเหตุว่า ทำไมต้องใช้วงจร Regulate ไฟ แทนที่จะใช้ RและC Filter ธรรมดา และใช้ C cathodeที่จะใช้ ลง Ground โดยตรงก็เอาไปต่อที่ไฟสูงแทน โดยให้ไฟสูงผ่าน C ผ่าน cathode ของหลอดแทนการลง Gruond ที่คุณออดิโอแมนที่ขยายความมาและเข้าใจนั้นถูกต้องครับ
-
งั้นการต่อ CK ลงกราวด์โดยตรงก็ดีกว่าด้วยประการทั้งปวงสิครับ...
-
งึม ๆ จะว่ายังไงดี ที่ดีคือไม่ทราบครับ เพราะผมไม่เคยลองและไม่รู้เรื่อง ultrapath เส้นทางที่สูงกว่า
ผมว่านะครับ ผิดถูกไม่ว่ากันนะครับ เพราะคนที่รู้จริงเค้าก็ไม่มาตอบ มีแต่พวกเรากันเองเดาไปต่างๆ นาๆ ถือว่าเป็นสีสันของ DIY
ถ้ามองในแง่ของการจูนเสียง ช่วยเสียง ก็น่าลองเพราะเพียงแค่ย้าย Ck จากกราวน์มาต่อกับไฟสูง แต่ผมไม่ทราบว่าต้องตำนวณค่า Ck ใหม่หรือเปล่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยภาคจ่ายไฟเทพที่ไม่มี noise เพราะถ้ามีมันไหลเข้าแคโทดผ่าน C ultrapath
ถ้าจะจูนเสียงกัน ก็มีทางเลือกเยอะแยะเลยครับ ตั้งแต่ใช้อุปกรณ์เทพ เกรดออดิโอ C เทพ , R เทพ , หม้อเทพ , สายเทพ , ฟิวส์เทพ
ไล่มาตั้งแต่ต้นทาง ยันปลายทาง ใส่ choke ด้วยก็ได้ แบบที่ไม่ได้ใช้กรองไฟตรงให้เรียบ
หรือจะเล่นตรง Rk ก็มีให้เล่น เช่น ใส่ pot ปรับค่าได้ จูนหาเสียง
หา coil มาใส่แทน Ck ให้ทำหน้าที่แทนกันได้ ถ้าได้นะครับ
เว้นแต่ว่า ultrapath จะไม่ได้มุ่งไปที่การจูนเนื้อเสียงอย่างเดียว อาจจะได้ค่าทางไฟฟ้าดีกว่าไม่ทำ
-
ถ้าที่คุยกันมาไม่ผิดทางมากนัก ผมยังเห็นเพิ่มเติมอีกนะครับ
การต่อ c ultrapath มันต้องหันขั้วบวกไปที่ไฟสูง ขั้วลบใส่แคโทด ซึ่งจะไปชนกับ C filter ซึ่งหันขั้วบวกเข้าไฟสูง หันขั้วลบลงกราวน์ ....ถ้าใช้ซีแบบมีขั้วนะครับ.....
ทีนี้ซีสองตัวหันขั้วบวกเข้าหากัน นี่ผมเห็นเป็นประการแรก มันจะมีผลอะไรไหม
ประการที่สอง ถือได้ว่าซีสองตัวนี้ต่อแบบอนุกรมกัน มันถูกหลักการอนุกรมซีหรือเปล่า
ประการที่สาม ที่ใดมีซี สัญญาณสลับจะผ่านตัวซีได้ตลอด c filter ก็ทำหน้าที่ดัก noise ลงกราวน์ได้ แต่ อาจจะบางความถี่ ทีนี้ถ้ามี noise เข้ามาทางภาคจ่ายไฟ เช่น ฟ้าผ่า คลื่นอื่นๆเข้ามา พอมาเจอซีสองตัวที่หันหัวเข้าหากัน noise จะวิ่งไปทางไหน ตอบได้ว่า noise จะวิ่งไปทางที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำกว่า noise เองก็มีหลายความถี่วิ่งปนกันมา อาจจะวิ่งแยกย้ายกันไปทาง C filter มั่ง ไปทาง c ultrapath มั่ง
-
ชักจะสนุกแล้วละน้า ว่ากันไปครับ อะไรๆที่มันเทพๆ DIY อย่างเราๆมันก็ งง งง กระเป๋าแฟ้ปอีกตามเคยฮิ....
-
มัวแต่โม้เพลินไม่ได้ดูวงจร เอ๊ะ ชักไม่สนุกแล้วซิ วงจรภาคจ่ายไฟ ออกจากมอสเฟต 260V ไม่มี C filter อีกเลย
เออ ภาคจ่ายไฟเทพ แน่ๆ
ที่โม้มาตั้งนาน ไม่ใช่ซะแล้ว
-
วงจรข้างบนผมลองแล้วใช้ได้ครับ
d_d เอาเฟตไปลองไหมผมมีเหลือ 2-3 ตัว
-
ป๋าออช่างวิเคราะห์ลึกซึ้งนิ่งนัก จนข้าน้อยอ่านตามตามแล้วมึนงง อิอิ
-
ผมลองค้นกู้เกิ้ล Ultrapath , Ultra - Path ภาคภาษาไทย มิมีให้อ่าน
ภาษาประกิต มีมาก อ่านไม่ออก ได้แต่ลูบคลำจำพวกถามมาตอบไป
ได้ความว่านัก DIY ฝรั่งเองก็ยังเหมือนพี่ไทย ต่างตามล่าหาความจริง
ต้องลองเล่นสถานเดียว หลักวิธีไว้ทีหลังกระมังครับ
-
ผมเข้าาใจว่าเว็บ tubecad นาย John Broskie น่าจะเป็นคนญี่ปุ่นมากกว่า อย่าง Aikido ชื่อบอกเลย ญี่ปุ่นมักทำอะไรแบบนี้ อย่างวงจร Solid. ก็เหมือนกันดูซับซ้อน เสียงก็จัด ทุ้มจัด แหลมจัด หนักแน่น มีเครื่องเครื่อเสียงญี่ปุ่นอยู่ยี่ห้อหนึ่งพยายามมำแอมป์ Hi-end สุดท้ายก็ขายไม่ออกต้องมาผลิต Minicomp. ถึงจะขายออก ดูวงจรของ Nelson Pass ไม่เห็นเขาจะมีอะไรมากมายเลย
-
ถ้าภาคจ่ายไฟเป็น CRC ผมว่าแนวที่ผมโม้มา จินตนาการเอา ก็น่าจะใกล้เคียงเรื่องจริงอยู่นะครับ แล้วค่อยพิจารณา ac equivalent
แต่ของจริงนี่ เป็น มอสเฟต คงต้องพิจารณา ac equivalent ขาออกว่าเทียบเท่ากราวน์ไหม
ถ้ายังไม่ใช่อีก ก็ดูว่าเอาซีไปจับกับไฟสูง มันทำปฏิกิริยากันยังไง
-
https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm (https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm)
-
เข้าไปดูที่ tubecad ดูรูปแล้วจินตนาการ คนละแนวกับที่ผมโม้
c ultrapath นอกจากจะเป็นประตูเป็นหน้าต่างรับ noise จากไฟสูงเข้ามาในแคโทดแล้ว สัญญาณสลับที่แคโทดก็ส่งออกไปยังไฟสูงได้ด้วย ถ้าได้ภาคจ่ายไฟเทพ ไม่มี noise คราวนี้ก็จะมีสัญญาณสลับจากแคโทดออกไปที่ไฟสูง ไปทำปฎิกิริยากับขด pri. ของ opt ผ่านมายังเพลตของหลอด ก็จะทำให้สัญญาณที่ขด sec ของ opt ราบเรียบเงียบสนิท
มันเป็นฟีดแบ็คอีกแบบหนึ่งก็ได้ด้วย
-
ultrapath เป็น hum cancellation ครับ โดยใช้ ไฟสูง C หม้อopt และหลอด เป็นส่วนประกอบ
-
:clap c) สุดยอดเลยครับ ผมหาอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ จนน้า ออดิโอแมน มาสรุปให้ฟังพอจะเห็นภาพแล้วครับ
-
:clap c) สุดยอดเลยครับ ผมหาอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ จนน้า ออดิโอแมน มาสรุปให้ฟังพอจะเห็นภาพแล้วครับ
อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าผมสรุปถูก ผมโม้ของผมไปเรื่อย เค้ามีหลักการของเค้าอยู่ หาอ่านอันที่คนที่ไม่มีพื้นทางไฟฟ้าอิเลคทรอนิกส์ อ่านแล้วเข้าใจ ยังไม่เจอเลยครับ
-
ลูกติดพัน ดันโม้สนุกปาก
เอาแบบง่ายๆ เท่าที่ผมพอเข้าใจนะครับ
ถ้ามีแรงดันคร่อมขดpri ของหม้อ opt แต่ตราบเท่าที่ไม่มีกระแสไหลผ่านขด pri แล้ว ขด sec จะไม่เห็น แรงดันหรือสัญญานใดๆ
แต่ภาคจ่ายไฟจะให้ดียังไงมันก็มี noise อยู่ดี ultrapath เข้ามาจัดการเรื่องนี้ครับ
โดยใช้ c decoupling ที่แคโทด ไปยัง B+
ถ้าทำ c cathode bypass ที่แคโทดจะมึแต่ไฟตรง ไม่มีสัญญานสลับ เพราะถูก bypass ผ่าน C ลงกราวน์ ดังนั้น ถ้ามี noise เข้ามาทาง B+ และจะปรากฎที่เพลตด้วย มันจะทำให้ขด pri ของ opt มีกระแสไหล ทำให้ ขด sec เห็น noise คือมี noise ออกมาที่ขด sec
ถ้าทำ ultrapath สัญญาณไม่ได้ถูก bypass ลงกราวน์ noise เข้ามาทาง B+ ผ่านขด pri ของหม้อ opt มาที่เพลต มาปรากฎที่แคโทดด้วย แต่ที่แคโทด หรือที่ตกคร่อม Rk สัญญาณมีขนาดน้อยกว่า ก็เอากลับขึ้นไปที่ B+ ผ่าน C ultrapath .....
ตามปกติ สัญญาณเข้ามาที่กริด จะได้สัญญาณที่เอ้าเฟสเกิดที่เพลต และสัญญาณอินเฟสที่แคโทด
ดังนั้น สัญญาณที่เพลตจะเอ้าเฟสกับที่แคโทดเสมอ
สัญญาณเอ้าเฟสกับเพลต ขนาดน้อยๆที่แคโทดจะไปหักล้างกับสัญญาณที่เข้ามาทาง B+
แบบนี้มันก็ไม่มีกระแสไหลที่ขด pri ของหม้อ opt ดังนั้น ที่ขด sec ก็ไม่เห็นnoise ไม่มี noise
จะเรียกอีกแบบว่าเป็น hum cancellation ก็น่าจะได้
แต่ ขณะเดียวกัน c ultrapath ก็สามารถฉีด noise ผ่านตัวมัน หรือจะเป็นว่า bypass noise ผ่านตัวมันไปที่ แคโทดก็ได้
-
ยาวจังครับป๋า O0
-
d_d สุดยอดเลย Y]
-
เรารังเกียจ Noise กันมากมาย แต่เราก็ฟัง Noise มามากกว่า 50 ปี
ถ้า Ultrapath ฆ่าน๊อยส์ที่มากับระบบไฟฟ้าหมดเกลี้ยง
สิ่งที่ตามมาคือเราฟังดนตรีเพราะเท่าเดิม น้อยกว่า หรือเพราะมากขึ้น ต้องลองสถานเดียว
ในทาง PA มีน๊อยส์เกิดขึ้นมากมายทั้งจากระบบเสียงและจากสภาพแวดล้อม
จากสภาพแวดล้อมเรียกว่า Noise floor ผมจำไม่ได้ว่าโดยทั่วไปประมาณกี่ dB เอาเป็นว่า 85 dB
เวลาเซ็ทระบบความดังก็ตั้งไปที่ 95 dB กลบเสียงน๊อยส์ฟลอร์ไป
มนต์เสน่ห์จากการไปดูแสดงสดอีกอย่างคือบรรยากาศสภาพแวดล้อม ผู้คน เสียงโห่ร้องปรบมือ
อัลบั้มแจ๊สในโรงจำนำ ดังก็เพราะเสียงคนคุยกัน เสียงช้อนกระทบจาน
อีกอันต้องคำนึงถึงอัลบั้มเพลงจากห้องอัด ผมเชื่อว่าทุกอัลบั้มมีน๊อยส์ติดมาบ้าง หนีไม่พ้น
ป.ล. เป็นความคิด_เชื่อ ส่วนตัวครับ
-
ปกติ S/N Ratio ในเครื่องขยายจะต้องสูง Signal to Noise Ratio คือ อัตราสัญญาณเสียงต่อเสียงรบกวน วัดที่ความดังของสัญญาณรบกวนเมื่อแอมป์ถูกใช้งานในการขับกำลังที่ 1 วัตต์ โดยมีหน่วยวัดเป็น เดซิเบล(dB) ส่วนใหญ่ควรให้ได้ค่า ไม่ต่ำกว่า 85dB ยิ่งได้ค่าสูงยิ่งดี แต่ Ultrapath จะทำได้จริงหรือเปล่าก็ต้องลองครับ ท่านใดยากลองเดี๋ยวผมออกแบบลาย pcb ให้ครับ จะได้สดวกขึ้นครับ
-
ultrapath ถ้าจะมีดีกว่า cathode bypass คือ
มันต้องใช้c แรงดันไฟสูง ซึ่ง high voltage film capacitor จะให้เสียงดีกว่า แรงดันไฟต่ำ ในยี่ห้อเดียวกัน
ultrapath cathode capacitor จะไปเพิ่ม capacitance ให้กับไฟสูง เช่น 10uF decoupling ไฟสูง จะมี อิมพีแดนซ์800โอม ที่ความถี่ 20Hz แต่ 100uF cathode bypass มีอิมพีแดนซ์ 20โอมที่ความถี่ 20Hz ต่ำกว่าสิบเท่า ซึ่งเมื่อรวมกับความต้านทานของ Rk แล้วประมาณ 200โอม ก็ยังต่ำกว่าอยู่ดี
ultrapath cathode-bypass capacitor (เอาสองอย่างมาเขียนรวมกัน ไม่รู้ว่าหมายถึงc ultrapath หรือ c cathode bypass) ไม่ได้ทำเพียงแค่อัดฉีด noise ของเพาเวอร์ซัพพลาย บางทีมันอัดฉีด positive feedback ด้วยเช่นกัน ในทางเป็นจริง ในเพาเวอร์ซัพพลายจะปรากฎว่ามี effective series resistance (ESR) บางค่า อันซึ่งต้านการสร้างกระแสของไตรโอด กระแสIa และมีเฟสเดียวกันที่ตำแหน่งของ B+ ซึ่งถ้าหากเป็น c cathode bypass แล้ว จะปลดปล่อยค่อยๆลงไปทางคาโทด หรือจะพูดอีกอย่างได้ว่า line stage amplifier เพิ่มเกนขึ้นอีกเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็ยับยั้งการตอบสนองความถี่ให้ราบเรียบลงนิดหน่อย มันเลยทำให้เสียงดี (ท้ายๆนี่ ไม่รู้ว่าได้ความเข้าใจหรือเปล่า)
-
สำหรับ ultrapath ก็คงจะหมดแล้ว diy แล้วมันต้องลองครับ แค่ซีตัวเดียวเอง อาจจะถูกใจก็ได้ อ้อ ภาคจ่ายไฟ แบบมCRC ก็ทำได้ครับ
อ้ออีกที ภาคปรี ภาคไดร์ ภาคเพาเวอร์ ของ SE amp ทำได้หมดครับ ของ PP นี่ผมไม่รู้ไม่ได้อ่านครับ
-
ลองแล้วฟังไม่เป็นอีกว่าดียังไง K]
-
ลองแล้วฟังไม่เป็นอีกว่าดียังไง K]
หูตะกั่ว 555 ดีแล้วครับ มาเข้าชมรมหูตะกั่วกับผม แบบจะวงจรอะไรก็แยกไม่ออก เพราะ ฉนั้น วงจรพื้นพื้นๆ ธรรมดาๆ นี่แหละ
-
ลองแล้วฟังไม่เป็นอีกว่าดียังไง K]
หูตะกั่ว 555 ดีแล้วครับ มาเข้าชมรมหูตะกั่วกับผม แบบจะวงจรอะไรก็แยกไม่ออก เพราะ ฉนั้น วงจรพื้นพื้นๆ ธรรมดาๆ นี่แหละ
อ้าว! ป๋ากลายเป็นชมรมหูตะกั่วไปตั้งแต่เมื่อไหร่? ว่าแต่ว่าเป็นตะกั่วผสมเงินเหรอเปล่า?แฮ่ๆๆๆๆ
-
อ่านๆ แล้ว ultrapath น่าจะมีประโยชน์มากว่า cathode bypass .... คงต้องทดสอบเพื่อให้รู้กันไป...
-
สำหรับ ultrapath ก็คงจะหมดแล้ว diy แล้วมันต้องลองครับ แค่ซีตัวเดียวเอง อาจจะถูกใจก็ได้ อ้อ ภาคจ่ายไฟ แบบมCRC ก็ทำได้ครับ
อ้ออีกที ภาคปรี ภาคไดร์ ภาคเพาเวอร์ ของ SE amp ทำได้หมดครับ ของ PP นี่ผมไม่รู้ไม่ได้อ่านครับ
ใช่แล้วครับ C ตัวเดียว 5 นาทีก็รู้ผลแล้ว ถ้าเป็นวงจร PP ที่เป็น Self-Bias ก็ใส่ได้ครับ ถ้า R Cathode แยกกัน ก็จับรวมกันซะก่อนจะได้เหลือ C ตัวเดียวครับ
-
อย่าง 6BM8/ECL82 SE วงจร akai 1700 นี่เอา C จากขาไหนไป B+ ครับ ผมจะลองเลย
ตามที่ผมเข้าใจ คงเป็น C ที่ วงรีสีม่วงนะครับ ตอนนี้ใส่ 100 uF/100V จะต้องเปลี่ยนให้ค่าทน V สูงขึ้นไหม?
(สมมุติว่า B+ ประมาณ 200-230 V) และขั้วลบ - ของ C ไป B+
อ้อ ... ตอนนี้มีลงขาย C Solen 12 uF/400 V ซื้อมาลองได้ไหมครับ
(https://www.uppic.org/image-597E_597FAE64.jpg) (https://www.uppic.org/share-597E_597FAE64.html)
ถึงบางอ้อละครับ กลับไปอ่าน เขาเอาขั้วบวกของ C ไป B+ ถูกต้องนะครับ
(https://www.uppic.org/image-7168_597FB70A.jpg) (https://www.uppic.org/share-7168_597FB70A.html)
https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm (https://www.tubecad.com/2008/08/blog0147.htm)
-
C ในวงรีสีม่วงครับ ใช่แล้ว ตัวนี้แหละครับ เอาขั้วบวกไปไฟที่สูงกว่าคือ B+ เอาขั้วลบไปไฟที่ต่ำกว่าคือแคโทด
แรงดัน ปกติก็เผื่อสองเท่าครับ ถ้าเป็น Ck แคโทดเทียบกราวน์ นี่มันมีให้เลือกเยอะ เช่น 5V มันเลือกได้หลายค่า 10V, 15V, 25V....... แต่ C ไฟสูงนี่กลำ้กลืนเพราะหลอดใช้ไฟสูงจริงๆ อย่าง 300V สองเท่ามัน 600V ราคามันไม่ถูก หาไม่ง่าย ถ้าแน่ใจว่าไฟไม่กระชากมากนัก หลับหูหลับตาจับ 350V, 400V ใส่ ไปโลด 555
สำหรับค่า กี่ uF ผมไม่ทราบว่าคำนวณยังไง ใช้ ค่าตาม Ck เดิม เพียงแต่เลือกใช้แรงดันไฟที่สูงขึ้น หรือต้องคำนวณใหม่ อันนี้ผมไม่ทราบครับ ดูตามรูปวงรีสีม่วง เค้าบอกเป็นโอมห์ 50 โอมห์ อืม ค่านี้เป็นค่า ความต้านทานทางไฟตรงก็ได้ เป็นค่าความต้านทานทางไฟสลับ คือ อิมพีแดนซ์ก็ได้
-
C ในวงรีสีม่วงครับ ใช่แล้ว ตัวนี้แหละครับ เอาขั้วบวกไปไฟที่สูงกว่าคือ B+ เอาขั้วลบไปไฟที่ต่ำกว่าคือแคโทด
แรงดัน ปกติก็เผื่อสองเท่าครับ ถ้าเป็น Ck แคโทดเทียบกราวน์ นี่มันมีให้เลือกเยอะ เช่น 5V มันเลือกได้หลายค่า 10V, 15V, 25V....... แต่ C ไฟสูงนี่กลำ้กลืนเพราะหลอดใช้ไฟสูงจริงๆ อย่าง 300V สองเท่ามัน 600V ราคามันไม่ถูก หาไม่ง่าย ถ้าแน่ใจว่าไฟไม่กระชากมากนัก หลับหูหลับตาจับ 350V, 400V ใส่ ไปโลด 555
สำหรับค่า กี่ uF ผมไม่ทราบว่าคำนวณยังไง ใช้ ค่าตาม Ck เดิม เพียงแต่เลือกใช้แรงดันไฟที่สูงขึ้น หรือต้องคำนวณใหม่ อันนี้ผมไม่ทราบครับ ดูตามรูปวงรีสีม่วง เค้าบอกเป็นโอมห์ 50 โอมห์ อืม ค่านี้เป็นค่า ความต้านทานทางไฟตรงก็ได้ เป็นค่าความต้านทานทางไฟสลับ คือ อิมพีแดนซ์ก็ได้
งั้นผมอยู่เฉยๆ ที่ฟังตอนนี้ก็แฮปปี้ละครับ ไม่อยากเครียด
ที่คิดไว้คือหาหลอด EZ81 มาลองแทนไดโอดเปรียบเทียบเสียงเป็นการฝึกหูเป็นพอครับ
-
C ในวงรีสีม่วงครับ ใช่แล้ว ตัวนี้แหละครับ เอาขั้วบวกไปไฟที่สูงกว่าคือ B+ เอาขั้วลบไปไฟที่ต่ำกว่าคือแคโทด
แรงดัน ปกติก็เผื่อสองเท่าครับ ถ้าเป็น Ck แคโทดเทียบกราวน์ นี่มันมีให้เลือกเยอะ เช่น 5V มันเลือกได้หลายค่า 10V, 15V, 25V....... แต่ C ไฟสูงนี่กลำ้กลืนเพราะหลอดใช้ไฟสูงจริงๆ อย่าง 300V สองเท่ามัน 600V ราคามันไม่ถูก หาไม่ง่าย ถ้าแน่ใจว่าไฟไม่กระชากมากนัก หลับหูหลับตาจับ 350V, 400V ใส่ ไปโลด 555
สำหรับค่า กี่ uF ผมไม่ทราบว่าคำนวณยังไง ใช้ ค่าตาม Ck เดิม เพียงแต่เลือกใช้แรงดันไฟที่สูงขึ้น หรือต้องคำนวณใหม่ อันนี้ผมไม่ทราบครับ ดูตามรูปวงรีสีม่วง เค้าบอกเป็นโอมห์ 50 โอมห์ อืม ค่านี้เป็นค่า ความต้านทานทางไฟตรงก็ได้ เป็นค่าความต้านทานทางไฟสลับ คือ อิมพีแดนซ์ก็ได้
งั้นผมอยู่เฉยๆ ที่ฟังตอนนี้ก็แฮปปี้ละครับ ไม่อยากเครียด
ที่คิดไว้คือหาหลอด EZ81 มาลองแทนไดโอดเปรียบเทียบเสียงเป็นการฝึกหูเป็นพอครับ
ถ้าราคา EZ81 ไม่เป็นมิตรก็ใช้ 5R-K16 มาใส่แทนก็ได้นะครับประหยัดตังไปเยอะ แต่ต้องดูเรื่องไฟจุดใส้หลอดกับขาต่างๆของหลอดที่ไม่เหมือน EZ81 หน่อยนึงครับ ผมว่าไม่น่ายากสำหรับน้า ครับ
-
ถ้าราคา EZ81 ไม่เป็นมิตรก็ใช้ 5R-K16 มาใส่แทนก็ได้นะครับประหยัดตังไปเยอะ แต่ต้องดูเรื่องไฟจุดใส้หลอดกับขาต่างๆของหลอดที่ไม่เหมือน EZ81 หน่อยนึงครับ ผมว่าไม่น่ายากสำหรับน้า ครับ
ขอบคุณครับ เคยมี EZ81 พอไม่ใช้ก็แจกฟรีไปนานแล้ว
แต่คงจะได้ used mullard จากอ.Pisit ราคาน่ารักแล้วครับ
-
ได้ EZ81 มูลลาร์ดมารอหลายวันแล้ว รอต่อมขยันทำงานเจาะรูยึดซ็อกเก็ต จะได้รู้ว่าหลอดกับไดโอดต่างกันอย่างไร?
ขณะเดียวกันสักครู่นี้ EMS มาส่ง ก็ได้ 6BM8 มาอีกหลอดเข้าคู่กับของเดิม นัยว่าเป็นยี้ห้อฟิลิปส์
ลองเสียบดู ไฟสีแดงจุดใส้หลอดสว่างเท่ากันละครับ
ไม่รู้อุปาทานหรือเปล่า ฟังเพลงแฮปปี้ขึ้นจริงๆ นะครับ
ทุกวันนี้ผมฟังเพลงแล้วให้รู้สึกสบายใจกับจังหวะลีลา เสียงเพลงเข้าหูละก็พาเพลินฟังได้นาน
-
ตื่นตีสี่ครึ่งตามความเคยชิน ผมยังนอนลืมตาด้วยความคิดโผล่ขึ้นมาว่า
ในเรื่องของแอมป์หลอด SE หลอด 6BM8 เบอร์เดียวกันแต่คนละยี้ห้อ กับ หลอดเบอร์เดียว ยี้ห้อเดียวกัน มันให้เสียงต่างกันกระนั้นหรือ?
และถ้าในแง่ ในเหตุผลของอะไรก็ตามแต่ มันให้เสียงต่างกันจริง แล้วเราจะรู้ไหมว่า ความต่างนั้นอยู่ตรงจุดไหน?
คงต้องฟังและหาความรู้กันต่อไปครับ
-
ตื่นตีสี่ครึ่งตามความเคยชิน ผมยังนอนลืมตาด้วยความคิดโผล่ขึ้นมาว่า
ในเรื่องของแอมป์หลอด SE หลอด 6BM8 เบอร์เดียวกันแต่คนละยี้ห้อ กับ หลอดเบอร์เดียว ยี้ห้อเดียวกัน มันให้เสียงต่างกันกระนั้นหรือ?
และถ้าในแง่ ในเหตุผลของอะไรก็ตามแต่ มันให้เสียงต่างกันจริง แล้วเราจะรู้ไหมว่า ความต่างนั้นอยู่ตรงจุดไหน?
คงต้องฟังและหาความรู้กันต่อไปครับ
หลอดเบอร์เดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน คุณสมบ้ติทางด้านการนำไฟฟ้าอาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง เฉกเช่นเดียวกันกับเครื่องยนต์ 1,600 cc. เหมือนกัน แรงม้าใกล้เคียงกัน แต่การสนองตอบต่อการแตะคันเร่งก็แตกต่างกันออกไป ยิ่งเป็นหลอดกระเทยแบบที่มีหลอดเพนโถด กับไตรโอด อยู่ในหลอดเดียวกันด้วยแล้ว ความแตกต่างของคุณสมบัติทางไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย อันอาจเกิดจากวัสดุที่นำมาผลิต กระบวนการในการผลิต การควบคุมคุณภาพ ของผู้ผลิตแต่ละเจ้า น่าจะส่งผลพอสมควรต่อน้ำเสียงที่เราสัมผัสได้ (หลอดเดียว แต่ขยายสัญญาณ 2 สเตจ ความแตกต่างก็เกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว)
ในส่วนของหลอดเบอร์เดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน แต่ถ้าต่างกันที่ lot การผลิตแล้ว ความแตกต่างย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาครับ นอกจากนี้ หลอดยังเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งานด้วย กล่าวคือ เมื่อหลอดมีอายุการใช้งานที่มากขึ้น ความสามารถในการนำกระแสภายในหลอดก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่อคุณสมบัติทางไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป น้ำเสียงที่เราได้ยิน ได้ฟัง ก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกันครับ :)
-
ตื่นตีสี่ครึ่งตามความเคยชิน ผมยังนอนลืมตาด้วยความคิดโผล่ขึ้นมาว่า
ในเรื่องของแอมป์หลอด SE หลอด 6BM8 เบอร์เดียวกันแต่คนละยี้ห้อ กับ หลอดเบอร์เดียว ยี้ห้อเดียวกัน มันให้เสียงต่างกันกระนั้นหรือ?
และถ้าในแง่ ในเหตุผลของอะไรก็ตามแต่ มันให้เสียงต่างกันจริง แล้วเราจะรู้ไหมว่า ความต่างนั้นอยู่ตรงจุดไหน?
คงต้องฟังและหาความรู้กันต่อไปครับ
หลอดเบอร์เดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน คุณสมบ้ติทางด้านการนำไฟฟ้าอาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง เฉกเช่นเดียวกันกับเครื่องยนต์ 1,600 cc. เหมือนกัน แรงม้าใกล้เคียงกัน แต่การสนองตอบต่อการแตะคันเร่งก็แตกต่างกันออกไป ยิ่งเป็นหลอดกระเทยแบบที่มีหลอดเพนโถด กับไตรโอด อยู่ในหลอดเดียวกันด้วยแล้ว ความแตกต่างของคุณสมบัติทางไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย อันอาจเกิดจากวัสดุที่นำมาผลิต กระบวนการในการผลิต การควบคุมคุณภาพ ของผู้ผลิตแต่ละเจ้า น่าจะส่งผลพอสมควรต่อน้ำเสียงที่เราสัมผัสได้ (หลอดเดียว แต่ขยายสัญญาณ 2 สเตจ ความแตกต่างก็เกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว)
ในส่วนของหลอดเบอร์เดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน แต่ถ้าต่างกันที่ lot การผลิตแล้ว ความแตกต่างย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาครับ นอกจากนี้ หลอดยังเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งานด้วย กล่าวคือ เมื่อหลอดมีอายุการใช้งานที่มากขึ้น ความสามารถในการนำกระแสภายในหลอดก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่อคุณสมบัติทางไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป น้ำเสียงที่เราได้ยิน ได้ฟัง ก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกันครับ :)
ครับ ตอนเปิดกล่องออกมาและหยิบมาใช้ ก็เหมือนเด็กวัยรุ่น ว่องไวกระฉับกระเฉง พอใช้งานไปสักระยะ ก็เหมือนเข้าสู่วัยกลางคน เรี่ยวแรงลดน้อยถอยลง พอไปอีกหน่อยอายุมากขึ้น หัวหลอดก็เริ่มขาว (เรียกว่าหลอดหัวหงอก) ตอนนี้สุ่้มเสียงไม่สดใสแระ เพราะใช้งานมานานตามอายุไขของหลอดนั้น แล้วก็ดับไปตามกาลเวลาที่ใช้งาน ถ้าใช้แบบถนุถนอมไม่ทารุณหลอด ใช้งานตามดาต้าที่ให้มาก็อยู่กับเรานานหน่อย ถ้าอยากเล่นอยากลองเอามันอย่างเดียว ก็อายุไขสั้นลง หลอดเบอร์เดียวกันต่างยี่ห้อต่างผู้ผลิต สุ่มเสียงจะไม่ต่างกันมากนัก กรณีที่เป็นหลอด NOS แต่ถ้านำมาผลิตใหม่ รับประกันเชื่อหัวไอ้เรืองได้ว่า ต่างกันมากครับ ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด ทั้งที่ bias หลอดแบบเดียวกัน วงจรเดียวกันเด๊ะ (งงครับ) อ่านว่า งง ถ้าจะให้พออธิบายได้ก็น่าจะมาจากวัสดุ อุปกรณ์ที่ทำในสมัยก่อนนั้น ต่างกันกับหลอดที่ผลิตออกมาใหม่ ในสมัยนี้ ถ้าเข้าไปดูการผลิตหลอดสมัยก่อนโน้น ที่เรายังไม่เกิด เป็นระบบ hand made เกือบทั้งหมด แม้กระทั้งการพันลวด grid บนแกนเหล็ก ใช้มือผู้หญิงพันนะครับ ไม่ใช้เครื่องมือใดๆเลย แล้วพอประกอบเป็นตัวหลอดแต่ละขั้นตอนใช้มนุษย์ หรือคนนะครับประกอบมันเข้าในหลอดแก้ว แล้วจึงนำไปเข้าเครื่องเป่าแก้ว แล้วทำให้เป็นสูญญากาศ(Vacuum) แล้วนำไป Test แล้วลงกล่องนำออกมาใช้งานครับผม แฮ่ๆๆๆๆๆๆ
-
หลอดเบอร์เดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน คุณสมบ้ติทางด้านการนำไฟฟ้าอาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง เฉกเช่นเดียวกันกับเครื่องยนต์ 1,600 cc. เหมือนกัน แรงม้าใกล้เคียงกัน แต่การสนองตอบต่อการแตะคันเร่งก็แตกต่างกันออกไป ยิ่งเป็นหลอดกระเทยแบบที่มีหลอดเพนโถด กับไตรโอด อยู่ในหลอดเดียวกันด้วยแล้ว ความแตกต่างของคุณสมบัติทางไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย อันอาจเกิดจากวัสดุที่นำมาผลิต กระบวนการในการผลิต การควบคุมคุณภาพ ของผู้ผลิตแต่ละเจ้า น่าจะส่งผลพอสมควรต่อน้ำเสียงที่เราสัมผัสได้ (หลอดเดียว แต่ขยายสัญญาณ 2 สเตจ ความแตกต่างก็เกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว)
ในส่วนของหลอดเบอร์เดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน แต่ถ้าต่างกันที่ lot การผลิตแล้ว ความแตกต่างย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาครับ นอกจากนี้ หลอดยังเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งานด้วย กล่าวคือ เมื่อหลอดมีอายุการใช้งานที่มากขึ้น ความสามารถในการนำกระแสภายในหลอดก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่อคุณสมบัติทางไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป น้ำเสียงที่เราได้ยิน ได้ฟัง ก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกันครับ :)
ระดับพระอาจารย์มาตอบคลายข้อสงสัย ความรู้ดีๆ ทั้งนั้นเลยครับ แอมป์หลอดนี้มีปัจจัยปลีกย่อยเกี่ยวข้องเยอะทีเดียว
ยกตัวอย่างเรื่องแรงม้ารถนี่กระจ่างเลยครับ ผมเองคลุกคลีกับวงการรถใหม่ เก่ามากว่า 40 ปีรู้ซึ้งเลยครับ
คงต้องเก็บเงินหาซื้อหลอดแพงๆ มาลองบ้างละครับ
-
หลอดเบอร์เดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน คุณสมบ้ติทางด้านการนำไฟฟ้าอาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง เฉกเช่นเดียวกันกับเครื่องยนต์ 1,600 cc. เหมือนกัน แรงม้าใกล้เคียงกัน แต่การสนองตอบต่อการแตะคันเร่งก็แตกต่างกันออกไป ยิ่งเป็นหลอดกระเทยแบบที่มีหลอดเพนโถด กับไตรโอด อยู่ในหลอดเดียวกันด้วยแล้ว ความแตกต่างของคุณสมบัติทางไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย อันอาจเกิดจากวัสดุที่นำมาผลิต กระบวนการในการผลิต การควบคุมคุณภาพ ของผู้ผลิตแต่ละเจ้า น่าจะส่งผลพอสมควรต่อน้ำเสียงที่เราสัมผัสได้ (หลอดเดียว แต่ขยายสัญญาณ 2 สเตจ ความแตกต่างก็เกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว)
ในส่วนของหลอดเบอร์เดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน แต่ถ้าต่างกันที่ lot การผลิตแล้ว ความแตกต่างย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาครับ นอกจากนี้ หลอดยังเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งานด้วย กล่าวคือ เมื่อหลอดมีอายุการใช้งานที่มากขึ้น ความสามารถในการนำกระแสภายในหลอดก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่อคุณสมบัติทางไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป น้ำเสียงที่เราได้ยิน ได้ฟัง ก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกันครับ :)
ระดับพระอาจารย์มาตอบคลายข้อสงสัย ความรู้ดีๆ ทั้งนั้นเลยครับ แอมป์หลอดนี้มีปัจจัยปลีกย่อยเกี่ยวข้องเยอะทีเดียว
ยกตัวอย่างเรื่องแรงม้ารถนี่กระจ่างเลยครับ ผมเองคลุกคลีกับวงการรถใหม่ เก่ามากว่า 40 ปีรู้ซึ้งเลยครับ
คงต้องเก็บเงินหาซื้อหลอดแพงๆ มาลองบ้างละครับ
[/quoteเรื่องของหลอดนี่มันเป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึงครับ ด้วยเรื่องราคา ยิ่งเป็นหลอดเก่าเก็บ(NOS) ราคามันแรงเอาเรื่องครับ แต่ถ้าได้มาเก็บไว้มันเป็นอะไรที่เราก็บอกไม่ไ้ด้ว่า ทำไมต้องถนุถนอมไม่อยากเอามาใช้งาน กลัวทำหลอดเสีย แตก พัง หลายๆประเด็นที่บางทีมันบอกไม่ได้ด้วยความรู้สึก แต่หลอดมันเป็นตำนาน แบบ VINTAGE จริงๆ น้ำเสียงที่หลอดมันเปล่งออกมา บางเสียงเราไม่ได้ยินจากเครื่อง Semiconductor แต่หลอดมันทำให้ได้ยินเสียงนั้นได้ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมหลอดมันถึงไม่ตายหรือดับสูญหายไป แต่ยังคงมีการผลิตขาย และยังคงมีคนฟังมันอยู่ ตอนนี้ผมอ่านข่าวแว่วๆมาว่า ทางประเทศญี่ปุ่นเริ่มหันมาผลิตแผ่นเสียงแบบครั่งที่พวกเราใช้ฟังและเล่นกันอยู่ พร้อมผลิต Turn table ออกมาขายด้วย คงจะสนุกกันละพวกเรา ลองๆตามข่าวดูนะครับ.....
-
จากที่นี่ครับ ที่ผมจะทำ 6BM8 SE เพื่อเป็นการฝึกปรือฝีมือ ตามคำแนำ
http://www.diyaudio.com/forums/tubes-valves/12329-build-akai.html (http://www.diyaudio.com/forums/tubes-valves/12329-build-akai.html)
วงจรของ Mullard (คลิ๊กที่ภาพจะใหญ่ชัดเจนขึ้น
ตามคำแนะนำดังนี้
1. เปลี่ยน RV1 เป็น 100K
2. ตัด RV2 และ C1 ออก
3. เปลี่ยน RV7 เป็น 470K แล้วตรงนี้จะต่อยัง_งัยละครับ
4. R9 Feed back เป็น 10K หรืออย่างน้อย 5K
ข้อสงสัย เอ้าท์พุท 5K with gap นี่ไม่เข้าใจ จะใช้ของ akai ตัวเดิมได้ไหมครับ, และภาคจ่ายไฟไม่ใช้โช้ค ดีอย่างไรครับ?
อีกอัน วงจรนี้ คลาสเอใช่ไหมครับ
(https://www.uppic.org/image-A0EB_599BCF16.gif) (https://www.uppic.org/share-A0EB_599BCF16.html)
-
5K with gap น่าจะหมายถึง OPT แบบ SE ที่ต้องมี gap เพื่อลดการอิ่มตัวของแกนเหล็ก ซึ่งปกติมักใช้ กระดาษบ้าง ไมล่าบ้าง แล้วแต่ผู้พัน ครับ ในขณะที่ OPT แบบ PP ไม่ต้องมี ครับ
ใช้ของเดิมได้ครับ
-
5K with gap น่าจะหมายถึง OPT แบบ SE ที่ต้องมี gap เพื่อลดการอิ่มตัวของแกนเหล็ก ซึ่งปกติมักใช้ กระดาษบ้าง ไมล่าบ้าง แล้วแต่ผู้พัน ครับ ในขณะที่ OPT แบบ PP ไม่ต้องมี ครับ
ใช้ของเดิมได้ครับ
เข้าใจละครับ ...
วงจรใหม่จะเป็นแบบนี้ครับ สายๆ จะออกไปซื้อ โฮลซอว์อันใหม่สำหรับเจาะอลูมิเนียม ขนาด 20 mm แทนของเก่า 22 mm
แทนของเก่า 22 mm ใหญ่ไปหน่อย จะวางซ๊อกเก็ตข้างบนครับ
(มี 18 mm , 25 mm อยู่แล้วครับ)
(https://www.uppic.org/image-F582_599CCE7F.gif) (https://www.uppic.org/share-F582_599CCE7F.html)