HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: PK. ที่ 14 สิงหาคม, 2017, 10:35:23 pm
-
ซีคับปิ้งเขาคำนวนกันอย่างไรภาคต้น.01UF.02UFภาคก่อนเข้าหลอดเอ้าพุท.047UF0.05UF,0.1UF0.22UF0.47UFถ้าไม่ใช่ค่านี้เสียงจะเป็นอย่างไร
เขาใช็สูตรอะไรครับ
-
C = 1/(2*pi*fc*R)
C = C coupling มีหน่วยเป็น F
pi = 3.14
fc = ความถี่คัตออฟ มีหน่วยเป็น Hz
R = ความค้านทาน มีหน่วยเป็น ohm
C กับ R ต่อกันแบบนี้ก็คือวงจรกรองความถี่สูงผ่าน high pass filter คือให้ถวามถี่ที่อยู่เหนือความถี่คัตออฟผ่านไปได้
(http://upic.me/i/kw/c-coupling.gif)
-
ป๋าออ...สุดยอดดด
-
แล้วค่า R คำนวนได้แบบไหนครับ...
-
แล้วค่า R คำนวนได้แบบไหนครับ...
จากสมการเดียวกันครับ
R = 1/(2*pi*fc*C)
คำถามที่กวนใจคือ แล้วจะกำหนดค่าไหนก่อนระหว่าง C กับ R
คำตอบเริ่มต้นก็อยู่ที่ datasheet ของหลอดครับ เค้าจะกำหนดค่าสูงสุดของ Rg ไว้ให้ด้วย
ตามรูปเป็นของหลอด 12au7 ตามที่กรอบสีแดง เป็นค่าสูงสุดนะครับ เลือกค่าที่ตำกว่า ที่มีขายได้ครับ แล้วค่อยไปคำนวณหาค่า C
(http://upic.me/i/2g/12au7-maxrate.gif)
-
ป๋าออ...สุดยอดดด
กองเชียร์
-
ขอบคุณสำหรับคำตอบนะครับ..... :clap
ไหนๆ ก็ถามแล้ว... ^-^ เอาให้กระจ่างเลยครับ...
แล้ว R ค่ามาก กับค่าน้อย มีผลแตกต่างกันอย่างไรครับ... เช่น 200K กับ 470K
-
ขอบคุณสำหรับคำตอบนะครับ..... :clap
ไหนๆ ก็ถามแล้ว... ^-^ เอาให้กระจ่างเลยครับ...
แล้ว R ค่ามาก กับค่าน้อย มีผลแตกต่างกันอย่างไรครับ... เช่น 200K กับ 470K
ถ้าผลเรื่องเสียงนี่ไม่ทราบครับ ผมฟังไม่ออก ยี่ห้อน่าจะมีผลมากกว่า
ส่วนใหญ่ก็ใช้ค่าประมาณนี้แหละครับ
-
ขอบคุณครับอาจารย์สงใสมานาน ผมเคยจะเอาซีค่ามากกว่าแทนของเดิม.05UFแทนด้วย.1UFช่างบอกความถี่ไม่ได้
เลยไม่กล้าแต่ไม่พอใจเสียงเบสน้อยมาก
-
C = 1/(2*pi*fc*R)
C = C coupling มีหน่วยเป็น F
pi = 3.14
fc = ความถี่คัตออฟ มีหน่วยเป็น Hz
R = ความค้านทาน มีหน่วยเป็น ohm
C กับ R ต่อกันแบบนี้ก็คือวงจรกรองความถี่สูงผ่าน high pass filter คือให้ถวามถี่ที่อยู่เหนือความถี่คัตออฟผ่านไปได้
(http://upic.me/i/kw/c-coupling.gif)
หมายถึงตัว C เป็นตัวกรองความถี่สูงอย่างเดียว ตัว R เป็นตัวอะไรซักอย่างเพื่อให้ครบวงจร ครับ
และ fc นี่เราสามารถกำหนดเองได้เลยใช่ไหมครับ?
ส่วน R นั่นขึ้นอยู่กับ Data Sheet แต่กว้างจัง อ่านแล้วยัง_งง อยู่ครับ (ผมความรู้ ประสบการณ์ยังน้อยอยู่มาก)
-
K) ตามมาเก็บข้อมูล ความรู้ทั้งนั้น ขอบคุณทั้งคนถามและคนตอบครับ :clap
-
........หมายถึงตัว C เป็นตัวกรองความถี่สูงอย่างเดียว ตัว R เป็นตัวอะไรซักอย่างเพื่อให้ครบวงจร ครับ.........
เอ มันน่าจะต้องเอามาประกอบกันเป็นวงจรมันถึงจะทำงานกรองความถี่สูงผ่านได้นะครับ เพราะในสมการมีทั้งค่า C,R,fc ที่เป็นตัวแปร นอกนั้นเป็นค่าคงที่ ถ้า R มีไว้ให้ครบวงจร มันก็ไม่ควรจะอยู่ในสมการนะครับ
ผมมองยังงี้ครับ ไม่รู้ว่าจะถูกหรือผิด ตามที่ผมดูมา ก็คือ แต่ละตัวมันทำหน้าที่ได้หลายอย่างครับ แล้วแต่ว่าเราจะมองมุมไหน มองยังไง
อย่าง R ตัวนี้ มันทำหน้าที่อะไรบ้าง เท่าที่ผมนึกดูก็
1. ประกอบวงจรกับ C เป็นวงจรกรองความถี่สูงผ่าน
2. เป็นโหลดของหลอดที่อยู่หน้า
3. เป็นตัวกำหนดเอ้าพุทอิมพีแดนซ์หลอดหลอดหน้า
4. เป็น R แบ่งแรงดันเอ้าพุทของหลอดหน้าที่จะมาตกคร่อมให้แรงดันแก่กริดของหลอดหลัง
5. เป็นตัวกำหนดอินพุทอิมพีแดนซ์ของหลอดหลัง
6. เป็น R grid leak (เรียกว่ายังงี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ)
7. อื่นๆ ที่ผมไม่รู้
......และ fc นี่เราสามารถกำหนดเองได้เลยใช่ไหมครับ?.........
ใช่ครับ เท่าที่ผมนึกออก
1. ความถี่ออดิโอฟังเพลงก็ 10Hz แอมป์บ้าน แอมป์กีต้าร์โปร่งไฟฟ้า
2. แอมป์กีต้าร์ไฟฟ้า 75Hz เพราะโน๊ต E สายเปิด สาย 6 มันต่ำสุดประมาณนี้
3. บางคนว่า 10Hz เสียงมันตีกัน หูดีว่างั้นเถอะ แต่คนทั่วไฟซัก 20Hz หรือสูงกว่าก็แทบจะไม่รู้สึกแล้ว ก็กำหนดเอาเองเลยครับ
..........ส่วน R นั่นขึ้นอยู่กับ Data Sheet แต่กว้างจัง อ่านแล้วยัง_งง อยู่ครับ ..........
ที่ datasheet เค้าให้มาเป็นค่าสูงสุด ส่วนใหญ่จะประมาณ 500K กับ 1M เราก็ใช้ค่าตามที่กำหนดหรือต่ำกว่า ถ้ามากกว่ามันก็จะไปมีผลที่ไม่ดีตัวหลอด เป็นยังไงนี่ผมจำไม่ได้
แล้วจะใช้ค่าไหน อ้อ ที่น้างง ก็เพราะว่า R ตัวนี้มันทำหน้าที่หลายอย่างตามที่กล่าวข้างบน น้าจะดูเฉพาะที่ประกอบกับ C ไม่ได้ และจะมองว่ามันเป็นทางลงกราวน์ให้ครบวงจรอย่างเดียวไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นกริดลีคของหลอดตัวหลังด้วย มันต้องไม่เกินลิมิตของหลอดตัวหลัง
1. ใช้ค่าเกินลิมิตของหลอดตัวหลังไม่ได้
2. ถ้าใช้ต่ำกว่า 100K ล่ะ ก็กลับขึ้นไปดู 7 ข้อด้านบน
3. ถ้าใช้ 180K , 200K, 220K .... 470K ล่ะ ก็ดู 7 ข้อด้านบน ว่าผลของข้อไหนกระทบมากที่สุด แต่เป็นผลทางไฟฟ้านะครับ ผลทางเสียงต้องลองฟังเอาเอง
-
ขอบคุณครับ พอนึกภาพออกบ้างแล้ว
ที่สงสัยเรื่องของ R เพราะผมเอาไปคิดมั่วรวมกับเรื่องฟิลเตอร์ครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์ค นะครับ
คือในเรื่องครอสโอเวอร์ฯ C กับ L ถือว่าเป็น ฟิลเตอร์กรองความถี่ ส่วน R เป็นตัวบายพาสเพื่อให้ครบวงจร
-
กระจ่างชัดในบางเรื่องที่คิดไม่ถึง....
ขอบคุณครับน้า....
-
ขอบคุณครับ พอนึกภาพออกบ้างแล้ว
ที่สงสัยเรื่องของ R เพราะผมเอาไปคิดมั่วรวมกับเรื่องฟิลเตอร์ครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์ค นะครับ
คือในเรื่องครอสโอเวอร์ฯ C กับ L ถือว่าเป็น ฟิลเตอร์กรองความถี่ ส่วน R เป็นตัวบายพาสเพื่อให้ครบวงจร
อืม วงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค มันก็เป็นวงจรกรองความถี่ต่ำผ่านสำหรับวูฟเฟอร์ กรองความถี่แบบแถบผ่านสำหรับมิจเรนจ์ กรองความถี่สูงผ่านสำหรับทวีตเตอร์
R แต่ละตัวก็น่าจะต้องประกอบกับวงจรนั้นๆ เพื่อทำหน้าที่ แต่คุณสมบัติของ R คือ กำจัดกระแสให้ไหลผ่านตัวมัน กับลดทอนแอมปลิจูดของสัญญาณสลับ
C จะยอมให้ความถี่สูงผ่านได้ดีกว่า
coil จะยอมให้ความถี่ต่ำกว่าผ่าน
หลักๆ ก็มีแบบนี้ เท่าที่ผมรู้
ส่วนที่น้าว่า R เป็นตัวบายพาสเพื่อให้ครบวงจร อืม จะว่ายังไงดี ก็ไม่น่าจะผิดนะครับ เอ ต้องรอผู้รู้จริงมาตอบครับ ผมขอบายพาสก็แล้วกันครับ
-
เอายังงี้ก็แล้วกัน ผมไม่ได้เรียนอิเลตทรอนิกส์
บางทีมันรุงรังน้าเลยมองตัวที่มีผล ตัวแปรอื่นอาจละเว้นไว้ ซึ่งผมว่าก็ไม่ได้ผิดหรือถูกมากมายอะไร ก็เป็นไปได้สำหรับ นัก diy
-
ที่ผมเจอปัญหาคือผมอยากเพิ่มเบสแอมผมทางเข้าปรี 0.01UF ออกเข้าเพาเวอร์0.047 UF ผมขอให้เปลี่ยนเป็น0.1 UF
เขาบอกต้องคำนวนอาร์ใหม่ทั้งหมดไม่งั้นความถี่ไม่ได้เสียงจะเพี้ยนก็เลยเอาปัญหามาถามท่านผู้รู้ช่วยไขความกระจ่างครับ
-
ที่ผมเจอปัญหาคือ ผมอยากเพิ่มเบสแอมผม
ทางเข้าปรี 0.01UF ออกเข้าเพาเวอร์0.047 UF ผมขอให้เปลี่ยนเป็น0.1 UF
เขาบอกต้องคำนวนอาร์ใหม่ทั้งหมดไม่งั้นความถี่ไม่ได้เสียงจะเพี้ยน
ก็เลยเอาปัญหามาถามท่านผู้รู้ช่วยไขความกระจ่างครับ
หมายถึงเปลี่ยน C ทั้งเข้าและออกเป็น 0.1 uF หรือเฉพาะขาออกเท่านั้นครับ
-
วงจร Filter / Network ทั้งหลายที่เราเล่นๆ กัน ให้เรามองมันเป็น Voltage Divider หรือวงจรแบ่งแรงดันนี่แหล่ะ แล้วจะเข้าใจง่ายครับ
หลักก็คือ R มีความต้านทานคงที่ในทุกๆ ความถี่ ส่วน L, C มีความต้านทานเปลี่ยนไปตามความถี่
ลองดูวงจร RC Coupling ที่เราใช้ Coupling ในแอมป์หลอดนะครับ
---||---------
|
R
|
GND
เขียนใหม่แบบนี้
______
|
Xc
|--------
R
|
GND
สมมุติ R = 1k
ส่วน Xc ก็คือ Reactance ของ C = 1 / [2pi x C x freq]
ถ้า C = 1uF คิดที่ Freq = 1kHz, Xc = 1/[6.28 x 1uF x 1kHz] = 159 ohm
Xc @100Hz = 1590 ohm
Xc @10Hz = 15.9k ohm
Xc @1Hz = 159k ohm
เอามาเขียนใหม่ @1kHz
_______
|
159
|---------
1k
|
GND
มันก็คือวงจรแบ่งแรงดันด้วย R 159/1k ไงครับ @1kHz ถ้าเราป้อนเข้ามา 1V ก็จะเหลือ 0.86V ครับ
ลองดู @100Hz บ้าง ก็เป็น 1.59k/1k แรงดันที่จุดแบ่งก็จะเหลือ 0.46V
@10Hz ก็ 15.9k/1k เหลือแรงดัน 0.06V
เนื่องจาก R คงที่ เมื่อความถี่ต่ำลง Xc จะมากขึ้น แล้วแรงดัน Input ก็จะถูก Xc มันแบ่งออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือสูงผ่านได้มากต่ำผ่านได้น้อย หรือที่เราเรียก High Pass นั่นแหล่ะครับ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ประตูเข้าออก ที่ถ้าผ่านได้ก็ผ่าน 100% ที่ไม่ให้ผ่านก็ไม่ให้ผ่าน 100% แต่อัตราการผ่านได้มันลดลงเรื่อยๆ ตามความถี่ครับ
หลักการเดียวกันสำหรับวงจร Low Pass ครับ
-----L------
|
R
|
GND
XL = 2pi x L x Freq
ที่เหลือลองไปกดเครื่องคิดเลขเล่นดูนะครับ
ถ้าเป็น Network ลำโพงก็หลักเดียวกันครับ เพียงแต่อาจจะมีอุปกรณ์ที่ความต้านทานแปรตามความถี่มากกว่า 1 ตัว เช่น
-----L---------L-------
| | |
C C SPK
______|_____|___|
แปรค่ามันเป็น R ที่แต่ละความถี่ก็จะเข้าใจมันง่ายขึ้นครับ
สงสัยตรงไหนก็สอบถามเพิ่มเติมมานะครับ
-
ที่ผมเจอปัญหาคือผมอยากเพิ่มเบสแอมผมทางเข้าปรี 0.01UF ออกเข้าเพาเวอร์0.047 UF ผมขอให้เปลี่ยนเป็น0.1 UF
เขาบอกต้องคำนวนอาร์ใหม่ทั้งหมดไม่งั้นความถี่ไม่ได้เสียงจะเพี้ยนก็เลยเอาปัญหามาถามท่านผู้รู้ช่วยไขความกระจ่างครับ
ถ้าเป็นวงจร Coupling แอมป์หลอด แบบที่คุยกันในกระทู้นี้นะครับ การเพิ่มหรือลดค่า C จะทำให้การตอบสนองความถี่เปลี่ยนไป แต่ไม่ได้ทำให้เสียงเพี้ยนครับ อีกอย่างคือ การเพิ่มค่า C 10 เท่าแบบนี้ หรือแม้แต่ 100 เท่า ไม่ทำให้วงจรพังครับ
ถ้าเป็นผมก็จะลองเปลี่ยนมาฟังเลยว่าพอใจเบสหรือไม่ครับ น่าจะใช้เวลากับหัวแร้งน้อยกว่ากับเครื่องคิดเลขเยอะครับ 2f 2f
-
ถ้าเป็นวงจร Coupling แอมป์หลอด แบบที่คุยกันในกระทู้นี้นะครับ การเพิ่มหรือลดค่า C จะทำให้การตอบสนองความถี่เปลี่ยนไป
แต่ไม่ได้ทำให้เสียงเพี้ยนครับ อีกอย่างคือ การเพิ่มค่า C 10 เท่าแบบนี้ หรือแม้แต่ 100 เท่า ไม่ทำให้วงจรพังครับ
ถ้าเป็นผมก็จะลองเปลี่ยนมาฟังเลยว่าพอใจเบสหรือไม่ครับ น่าจะใช้เวลากับหัวแร้งน้อยกว่ากับเครื่องคิดเลขเยอะครับ 2f 2f
เสียงไม่เพี้ยนจริงๆ ครับ ลองมาแล้วกับ C Input ใน MyRef C LM3886 ตาม PCB ให้ใส่ 2.2 uF แบบ MKP
ผมลอง 100 uF/16 V แบบมีขั้ว ก็โอเคฟังได้ครับ ส่วนไพเราะเท่ากันหรือไม่อีกเรื่องหนึ่งแล้วแต่ชอบครับ
-
ตอบคุณ malako เปลี่ยนแค่.047UFก่อนเข้ากริดภาคเพาเวอร์ครับ
ขอบพระคุณอาจารย์ใหญ Mr.tube ที่ให้ความรู้ครับแต่ผมใช้เวลานานหน่อย
พอเข้าวิชาการผมเดี้ยงเลยครับ
-
ตอบคุณ malako เปลี่ยนแค่.047UFก่อนเข้ากริดภาคเพาเวอร์ครับ
ขอบพระคุณอาจารย์ใหญ Mr.tube ที่ให้ความรู้ครับแต่ผมใช้เวลานานหน่อย
พอเข้าวิชาการผมเดี้ยงเลยครับ
:black_eye
-
เครื่องล่าสุดที่ผม 6005 PP. ผมก็เปลี่ยนค่าเดิมจาก 0.1 เป็น 0.47 เลยครับ
เบสมามากขึ้น พอใจกว่าเดิมมากขึ้นครับ
-
c) c) c) c) c) c) c) c) c) c)
-
....มันก็คือวงจรแบ่งแรงดันด้วย R 159/1k ไงครับ
@1kHz ถ้าเราป้อนเข้ามา 1V ก็จะเหลือ 0.86V ครับ
ลองดู @100Hz บ้าง ก็เป็น 1.59k/1k แรงดันที่จุดแบ่งก็จะเหลือ 0.46V
@10Hz ก็ 15.9k/1k เหลือแรงดัน 0.06V
เนื่องจาก R คงที่ เมื่อความถี่ต่ำลง Xc จะมากขึ้น แล้วแรงดัน Input ก็จะถูก Xc มันแบ่งออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือสูงผ่านได้มากต่ำผ่านได้น้อย หรือที่เราเรียก High Pass นั่นแหล่ะครับ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ประตูเข้าออก ที่ถ้าผ่านได้ก็ผ่าน 100% ที่ไม่ให้ผ่านก็ไม่ให้ผ่าน 100% แต่อัตราการผ่านได้มันลดลงเรื่อยๆ ตามความถี่ครับ....
งั้นผมก็เข้าใจผิดมาตลอดครับ ผมเข้าใจว่าวงจรกรองความถี่สูงผ่านมันผ่านสัญญาณความถี่ต่ำลงกราวน์ ส่วนความถี่สูงมันผ่านไปยังกริดของสเตจถัดไป ในทำนองเดียวกันกับวงจรกรองความถี่ต่ำผ่าน มันจะช็อตสัญญาณความถี่สูงลงกราวน์ แล้วปล่อยความถี่ต่ำผ่านไปยังสเตจถัดไป
ดังนั้น ไม่มีความถี่ไหนลงกราวน์ ความถี่ที่ไม่ผ่านวงจร คือ มันตกคร่อม Reactance ความถี่ที่ผ่านวงจรไปยังสเตจถัดไป คือ มันไม่ได้ตกคร่อม Reactance
.........หรือเปล่าครับ.....
ที่ผมจำมาแบบนี้เพราะเคยถามคนที่จบอิเลคทรอนิกส์มาว่า ซึตัวนี้ทำหน้าที่อะไร (ซีค่าน้อยๆ 0.01uF , 1pF )เค้าบอกว่าเอาไว้ช็อต noise ลงกราวน์
-
ป๋าเข้าใจถูกครึ่งนึงครับ มันอยู่ที่ว่า c หรือ L ต่อลงกราวด์หรือเปล่า
-
ป๋าเข้าใจถูกครึ่งนึงครับ มันอยู่ที่ว่า c หรือ L ต่อลงกราวด์หรือเปล่า
ต่อลงกราวน์ครับ
อ้า...แล้วอย่าง ถ้ามี R คั่นก่อนลงกราวน์จะถือว่าลงกราวน์ไหมครับ แบบ high pass filter
-
ป๋าเข้าใจถูกครึ่งนึงครับ มันอยู่ที่ว่า c หรือ L ต่อลงกราวด์หรือเปล่า
ต่อลงกราวน์ครับ
อ้า...แล้วอย่าง ถ้ามี R คั่นก่อนลงกราวน์จะถือว่าลงกราวน์ไหมครับ แบบ high pass filter
ไม่ลงครับ ก็จะเป็นวงจร voltage divider แบบที่ท่าน อ. Mr. Tube อธิบายไว้
-
งั้นผมก็เข้าใจผิดมาตลอดครับ ผมเข้าใจว่าวงจรกรองความถี่สูงผ่านมันผ่านสัญญาณความถี่ต่ำลงกราวน์ ส่วนความถี่สูงมันผ่านไปยังกริดของสเตจถัดไป ในทำนองเดียวกันกับวงจรกรองความถี่ต่ำผ่าน มันจะช็อตสัญญาณความถี่สูงลงกราวน์ แล้วปล่อยความถี่ต่ำผ่านไปยังสเตจถัดไป
ดังนั้น ไม่มีความถี่ไหนลงกราวน์ ความถี่ที่ไม่ผ่านวงจร คือ มันตกคร่อม Reactance ความถี่ที่ผ่านวงจรไปยังสเตจถัดไป คือ มันไม่ได้ตกคร่อม Reactance
.........หรือเปล่าครับ.....
ที่ผมจำมาแบบนี้เพราะเคยถามคนที่จบอิเลคทรอนิกส์มาว่า ซึตัวนี้ทำหน้าที่อะไร (ซีค่าน้อยๆ 0.01uF , 1pF )เค้าบอกว่าเอาไว้ช็อต noise ลงกราวน์
กรณีที่อุปกรณ์ Reactance ต่ออนุกรมครับ เราสามารถเอาอุปกรณ์ Reactance ต่อลงกราวด์ได้ด้วย ลองดูอันนี้ครับ
Low Pass
----L-----
|
R
|
GND
-----R-----
|
C
|
GND
เมื่อความถี่สูงขึ้น Xc จะน้อยลง ในขณะที่ XL ก็จะมากขึ้น ถ้าคิดแบบแบ่งแรงดันก็จะเห็นว่าทั้ง 2 แบบเป็น Low Pass เหมือนกันครับ สังเกตวงจรที่ 2 เมื่อ Freq สูงมากๆ Xc จะเข้าใกล้ 0 ก็เหมือน Short ลงกราวด์น่ะครับ
ส่วนถ้าเป็น High Pass ก็ลองเขียนรูปทำนองเดียวกันนี้ดูนะครับ จะเข้าใจมากขึ้น
แอมป์หลอดที่เราเล่นๆ กัน ถ้าดูที่ภาคจ่ายไฟ ก็จะเห็น Low Pass เหมือนวงจรที่ 2 ข้างต้นครับ ส่วนวงจร Coupling ระหว่างภาค จะใช้ L กับ R เป็น High Pass ไม่ได้ เพราะเราต้อง Block DC ครับ จึงต้องใช้ RC Coupling เอาเท่านั้น
-
ตอบคุณ malako เปลี่ยนแค่.047UFก่อนเข้ากริดภาคเพาเวอร์ครับ
ขอบพระคุณอาจารย์ใหญ Mr.tube ที่ให้ความรู้ครับแต่ผมใช้เวลานานหน่อย
พอเข้าวิชาการผมเดี้ยงเลยครับ
:black_eye
:black_eye :black_eye ได้เป็นอาจารย์ใหญ่ทั้งเป็นๆ อีกแล้ว ;D
-
ต่อลงกราวน์ครับ
อ้า...แล้วอย่าง ถ้ามี R คั่นก่อนลงกราวน์จะถือว่าลงกราวน์ไหมครับ แบบ high pass filter
เข้าใจว่าคงหมายถึงวงจรแบบนี้
----R1--------
|
C
|
R2
|
GND
วิธีคิดไม่แตกต่างกันครับ ให้แปลง C เป็น Xc มองเป็น R ให้หมด แล้วลองสมมุติความถี่ให้มันดู ก็จะเข้าใจมันครับ
เช่น R1 = R2 = 10k
Xc @100Hz = 10k
Xc @1kHz = 1k
Xc @10kHz = 100R
-
สิ่งหนึ่งที่พวกเรานัก diy หลงทิศก็คือ มองแต่ dc จริงๆแล้ว dc เป็นการกำหนดจุดทำงานให้หลอดพร้อมที่ตะทำหน้าที่ขยายสัญญาณ
เวลาทำงานจริงๆ มันเป็น ac ซึ่งเจ้าac นี่ มันเปลี่ยนไปตามความถี่ มันมีหลายความถี่ผสมปนกันมา
อะฮ้า พอจะได้ไอเดียแล้วครับ
:yahoo :yahoo :yahoo :yahoo
-
อย่าเอาท่านไปเปรียบเป็นอาจาร์ใหญ่โรงพยาบาลเลยครับที่ผมเต็มใจเรียกเพราะได้ติดตามมาตลอดขาดบ้างตอนคอมฯเสีย
หรือไปต่างจังหวัด อาจารย์ให้ข้อมูลอย่างผู้เชี่ยวชาญและตรงไปตรงมาใครให้ข้อมูลมั่วว่ากันเลยแบบไม่เกรงใจกลัวคนรับข้อมูลไปผิดฯ
มีหลายท่านที่ตั้งใจสอนและช่วยเหลือตลอดอย่างอาจารย์มดอาจารย์ ออดิโอแมนใครต้องการให้คำนวนจัดให้ สุดยอดจริงครับ
ไม่หวงวิชาความรู้ อาจารย์สมัยนี้จะอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมดผมคนหัวคิดโบราณหน่อยครับเคยได้ยินพระท่านสอน
แค่หลนปลาล้ายังต้องมีครูเลย แต่สิ่งที่อยากลบกวนท่านอาจารย์คืออย่าเก็บความรู้ไปกับตัวเลยครับ คนที่มีใจรักมีมากอยากถาม
แต่ไม่กล้าถามที่จริงอยากรู้ตั้งแต่อาร์ตัวแรกว่าทำไมต้องมีและต้องใส่จำเป็นอะไรแต่มันเกินไปเลยไปหาอ่านหนังสืออ่านแต่อ่าน
ยังไงก็งงกับงงอยู่คนเดียว ครับ
-
ตามguide line ที่น้า warm &mr.tube แนะนำมา ผมไปเสริจคำว่า อิมพีแดนซ์รีแอคแตนซ์ เจอกลุ่มคนที่เอาจริงกันเรื่องนี้คือ นักวิทยุสมัครเล่น เพราะพวกนี้เค้าเล่นกับความถี่วิทยุระดับสูงมาก ร้อยกว่าเมกกะเฮิรต ค่ารีแอคแตนของซีกับคอยล์ จึงมีผลมากพอสมควร แบว่าถ้าอุปกรณ์ไม่แมทชิ่งกัน ก็จ๋อยไปเลย แม้แต่ค่ารีแอคแต๊นซ์ของสายไฟ สายสัญญาณ พวกยังคำนวณออกมาเลย
ของเราเล่นกันที่ความถี่ออดิโอ 20-20K Hz ผลมันเลยไม่ค่อยเท่าไหร่ มีอะไรใกล้มือก็จับใส่ได้ ที่มีผลมากกว่ากลับเป็นคุณภาพของเสียง ความชอบ ไม่ชอบ ซึ่งมันไม่มีสมการให้คำณวณ
แต่ก็ทำให้เข้าใจ พวกแต๊นซ์ๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ
เรื่องของพวกแต๊นซ์ๆ นี่เกี่ยวข้องอยู่สามอัน ความถี่ Hz (คลื่น) , ความจุไฟฟา Farad (สนามไฟฟ้า) , ความเหนี่ยวนำไฟฟ้า Henry (สนามแม่เหล็ก)
-
(https://www.uppic.org/image-30C5_5997C6AE.jpg) (https://www.uppic.org/share-30C5_5997C6AE.html)
เพื่อความอร่อยของรูหู ผมเปลี่ยน C กรอบสีแดงจาก .02 เป็น .1 uF ทันที เสียงคนร้องใหญ่ถูกใจขึ้นครับ
ถามต่ออีกหน่อย ตามกรอบสีม่วง C = 50 โอห์ม ผมใช้สูตรข้างบนหาค่าออกมาเป็น uF ได้ไหมครับ
-
ผมว่าน่าจะพิมพ์ผิดครับ
ควรเป็น 50uF มากกว่า
-
พ้มก็พึ่งเห็นครับ บอกหน่วยซีเป็นโอม
การหาค่า Ck ตามที่ผมลอกมา ก็มาจากสูตร Ck = 1/2*pi*fc*R
ซึ่ง R ตัวนี้คือ อิมพีแดนซ์ที่แคโทด
มันมาจาก Rk ขนานกับ ทอิมพีแดนของแคโทด มั้ง มีค่า = 1/Gm
นั่นคือ เดาว่า Rk ขนานกับ 1/Gm ได้ค่าออกมาเป็น 50R ถ้าเป็นเช่นที่เดามานี้ ผมว่าก็แทนค่ากลับเข้าไปในสูตรหาค่าซีได้
แต่ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลึกลับซับซ้อนขนาดนี้
-
ผมว่าน่าจะพิมพ์ผิดครับ
ควรเป็น 50uF มากกว่า
Ck ของหลอดเพาเวอร์ ถ้าทำ self bias ค่ามันใหญ่พอสมควรนะครับ จัดไปซัก 100uF ไปเลยจะดีไหม
-
ผมใช้ C = 100 uF/100 V พอดีมีค่านี้
ถึงนาทีนี้ ชักชอบเสียง C 0.1 uF เสียงที่คุ้นหูคือ กีตาร์ กับ เปียโน
ฟังบ่อยตามโรงแรมใหญ่ๆ น้ำเสียงยอมรับว่าสมจริงยิ่งนักครับ