HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: ออดิโอแมน ที่ 09 มีนาคม, 2018, 01:49:36 pm
-
สวัสดีครับป๋า..
มีเรื่องขอความกรุณาจากป๋าครับ ช่วยออกแบบวงจร EL38SE Class A drive ด้วย เบอร์ที่ป๋าชอบนะครับ
ขอบคุณครับ
น้า t43_noi ขอความช่วยเหลือมา ใครมีวงจรรบกวนช่วยด้วครับ :drive1
-
c) c) c) ขอบคุณครับ
-
el38 เป็นหลอดหัวจุก มีคนคลั่งจุกอยู่ น้าแรมบ้า เดี๋ยวถ้าน้าแรมบ้าแสะมา วงจรเพียบเลย
-
ผมใช้ไวงจรEL34ต่อจุกขา3 ใช้ได้เรยยยย
-
ผมใช้ไวงจรEL34ต่อจุกขา3 ใช้ได้เรยยยย
หลอดไดร์ฟ เบอร์อะไรครับน้า
-
ถึงเวลานี้ได้ประกาศหาคนหายซะแล้ว 2f
น้า Ramba อยู่ที่ไหน โปรดเอาวงจรหลอดหัวจุกมาให้ด้วย 2f
-
ผมใช้ไวงจรEL34ต่อจุกขา3 ใช้ได้เรยยยย
หลอดไดร์ฟ เบอร์อะไรครับน้า
แนะนำ 12AU7หรือ 6sn7 ครับ
-
ผมใช้ไวงจรEL34ต่อจุกขา3 ใช้ได้เรยยยย
หลอดไดร์ฟ เบอร์อะไรครับน้า
แนะนำ 12AU7หรือ 6sn7 ครับ
ขอบคุณครับน้า
-
ยังไม่มีใครมาช่วย เราก็ไปต่อ เอากราฟมาให้ดูก่อน
(http://upic.me/i/r3/el38-graph.gif)
-
:clap :clap ไปกันเลยครับป๋า
-
:drive1
ใช้หลอดไดร์ 6SN7 อยู่ครับ
-
:drive1
ใช้หลอดไดร์ 6SN7 อยู่ครับ
2 stage ใช่มั้ยครับ
-
ลากเส้น piate dissipation 25W กำกับไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการหาจุดไบอัส
(http://upic.me/i/dm/el38-graph.gif)
-
ต่อไปก็เลือกจุดไบอัส เลือก Vp 270V Ia 70mA คิดเป็น 18.9W คิดเป็น 75.6% ของ 25W
(http://upic.me/i/3j/el38-graph-bias1.gif)
-
ลากเส้นโหลด เลือก 5K
(http://upic.me/i/jb/el38-graph-bias2.gif)
-
Vg1 ประมาณ -11V
ลากเส้นสีเขียวเพื่อหาค่า Gm
Gm = (84-58mA)/(12-10V) = 26mA/2V = 13 mA/V
Rp ไม่ต้องหาเพราะว่าหลอดเพนโทดมีค่าสูงมากระดับเมกกะโอมห์ อีกอย่างมันหายากเพราะเส้นกริดมันนอน
(http://upic.me/i/r9/el38-graph-bias3.gif)
-
ขอบคุณครับ ป๋า ผมกำลังทำความเข้าใจและติดตามอย่างใกล้ชิดครับ
-
เอา DATA มาแปะไว้ก่อน
(http://upic.me/i/k5/mullard_el38_data.jpg)
-
ตอนนี้เราได้ค่าอะไรมาบ้าง และยังเหลือค่าอะไรอีกที่จะเป็น
Vp 270V คือแรงดันคร่อมหลอดวัดที่แคโทดกับที่เพลต
Vg1 -11V คือแรงดันที่กริดเทียบกับแคโทด ถ้าเป็นการทำ Fixed bias ก็เอาแรงดันไฟ -11V ต่อเข้าไปที่กริด โดยไม่มี Rk ถ้าทำ self bias หรือ cathode bias กริดจะต่อลงกราวร์ผ่านตัวต้านทาน Rg ทำให้มีแรงดันที่กริดเท่ากับ 0 V แล้วต้องหาค่า Rk เอามาต่อกับแคโทดกับกราวน์ แรงดันที่กริดเทียบกัยแคโทดก็จะเท่ากับ -11V
RL 5K ตัวนี้ได้มาจากเส้น load line (ดูในเน็ตแล้วเค้าใช้ค่า 5K ก็เอาตามเค้า) เอาค่าอื่นได้ไหม ได้ครับ แต่ก็ต้องลองทำออกมาแล้วฟังเสียงว่าชอบไหม ไม่ชอบก็เอาค่าใหม่ แต่เวลาทำจริงค่านี้จะเป็นการพันหม้อแปลงเอ้าพุทมันจะเป็นคอยล์ เป็น inductive load คือเป็นโหลดที่เหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กแล้วเป็นกระแสกบับไปมา
Ia 70mA เป็นกระแสไหลผ่านหลอด จากเพลตไปยังแคโทด ตามจริงแล้วคือกระแสที่ไหลออกจากไฟ B1+ ไหลผ่าน opt 5K ผ่านหลอด ผ่าน Rk ลงกราวน์
Gm 13mA/V ค่านี้คือค่า transconductance คืออะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว แปลตรงตัวตามสมการก็คือ ถ้าแรงดันที่กริดเปลี่ยรไป 1V กระแสแอโหนด Ia จะเปลี่ยนไป 13mA สังเกตว่าหน่วยเป็น กระแสต่อแรงดัน จากสมการ V = IR ย้ายข้างใหม่เป็น 1/R = I/V = Gm ดังนั้นค่า Gm จึงเป็นส่วนกลับของความต้านทาน นั่นคือ กลับมันอีกทีหนึ่ง เป็น 1/Gm = R จะเป็นค่าความต้านทานค่าหนึ่ง จะเป็นเอ้าพุทอิมพีแด้นซ์ที่ขาแคโทดของหลอด คือ Rk' (Rk แด็ด คล้ายๆ กับค่า Rp มันไม่มีในทางกายภาพ แต่เมื่อมีกระแส Ia ไหลผ่านหลอด มันจะปรากฎค่านี้ออกมา ทั้ง Rk' และ Rp เป็นความต้านทานทางไฟสลับ เรียกว่าอิมพีแด้นซ์) แต่ที่แคโทดมี Rk อยู่แล้ว ดังนั้น เอ้าพุทอิมพีแด้นซ์รวมจะเท่ากับ สองค่านี้ขนานกัน คือ Rk'//Rk
plate dissipation วัตต์ที่จุดไบอัส หาจาก P =VI = 270V*0.070A = 18.9W ไม่เกิน 25 วัตต์
-
ตอนนี้เราได้ค่าอะไรมาบ้าง และยังเหลือค่าอะไรอีกที่จะเป็น
Vp 270V คือแรงดันคร่อมหลอดวัดที่แคโทดกับที่เพลต
Vg1 -11V คือแรงดันที่กริดเทียบกับแคโทด ถ้าเป็นการทำ Fixed bias ก็เอาแรงดันไฟ -11V ต่อเข้าไปที่กริด โดยไม่มี Rk ถ้าทำ self bias หรือ cathode bias กริดจะต่อลงกราวร์ผ่านตัวต้านทาน Rg ทำให้มีแรงดันที่กริดเท่ากับ 0 V แล้วต้องหาค่า Rk เอามาต่อกับแคโทดกับกราวน์ แรงดันที่กริดเทียบกัยแคโทดก็จะเท่ากับ -11V
RL 5K ตัวนี้ได้มาจากเส้น load line (ดูในเน็ตแล้วเค้าใช้ค่า 5K ก็เอาตามเค้า) เอาค่าอื่นได้ไหม ได้ครับ แต่ก็ต้องลองทำออกมาแล้วฟังเสียงว่าชอบไหม ไม่ชอบก็เอาค่าใหม่ แต่เวลาทำจริงค่านี้จะเป็นการพันหม้อแปลงเอ้าพุทมันจะเป็นคอยล์ เป็น inductive load คือเป็นโหลดที่เหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กแล้วเป็นกระแสกบับไปมา
Ia 70mA เป็นกระแสไหลผ่านหลอด จากเพลตไปยังแคโทด ตามจริงแล้วคือกระแสที่ไหลออกจากไฟ B1+ ไหลผ่าน opt 5K ผ่านหลอด ผ่าน Rk ลงกราวน์
Gm 13mA/V ค่านี้คือค่า transconductance คืออะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว แปลตรงตัวตามสมการก็คือ ถ้าแรงดันที่กริดเปลี่ยรไป 1V กระแสแอโหนด Ia จะเปลี่ยนไป 13mA สังเกตว่าหน่วยเป็น กระแสต่อแรงดัน จากสมการ V = IR ย้ายข้างใหม่เป็น 1/R = I/V = Gm ดังนั้นค่า Gm จึงเป็นส่วนกลับของความต้านทาน นั่นคือ กลับมันอีกทีหนึ่ง เป็น 1/Gm = R จะเป็นค่าความต้านทานค่าหนึ่ง จะเป็นเอ้าพุทอิมพีแด้นซ์ที่ขาแคโทดของหลอด คือ Rk' (Rk แด็ด คล้ายๆ กับค่า Rp มันไม่มีในทางกายภาพ แต่เมื่อมีกระแส Ia ไหลผ่านหลอด มันจะปรากฎค่านี้ออกมา ทั้ง Rk' และ Rp เป็นความต้านทานทางไฟสลับ เรียกว่าอิมพีแด้นซ์) แต่ที่แคโทดมี Rk อยู่แล้ว ดังนั้น เอ้าพุทอิมพีแด้นซ์รวมจะเท่ากับ สองค่านี้ขนานกัน คือ Rk'//Rk
plate dissipation วัตต์ที่จุดไบอัส หาจาก P =VI = 270V*0.070A = 18.9W ไม่เกิน 25 วัตต์
ติดตามเก็บความรู้ครับ like like like
-
มีอีกค่าหนึ่ง Ig2 กระแสของกริดตัวที่สอง ปกติคู่มือจะให้กราฟมาให้แต่เบอร์นี้ไม่มีมาให้ เราก็ประมาณเอาจากกราฟตรงเส้นประสีดำโค้งแอ่นลงมา ตรวแกนกระแสเขียนว่า Vg1 = 0V หมายถึงถ้า Vg1 = 0V จะได้กระแส Ig2 เป็นมิลลิแอมป์
ตรงจุดไบอัส 270V จากเส้น Vg1 = 0V ลงมาจะประมาณสองช่องนิดๆ ช่องละ 10mA เส้นล่างสุดประมาณเท่ากับ 20V (เท่ากับเส้น Vg1 ที่มี -18V แล้วถัดมา -20V) ก็ครึ่งหนึ่ง 10mA
ถ้าดูจากคุณสมบัติที่เอามาลงภาพถัดมาหาตรง characteristic Ig2 จะเท่ากับ 11mA โดยมาแรงดัน 275V ใกล้เคียงกัน
สรุป เอาค่า Ig2 กลมๆ เท่ากับ 10mA
กระแสนี้ จะไหลเข้า g2 ไหลลงแคโทด ไปรวมกับกระแส Ia ผ่าน Rk ลงกราวน์
ดังนั้น IRk = Ia + Ig2 = 70+10 = 80mA
แล้วแรงดันตกคร่อม Rk มีค่าเท่าไหร่
จากแรงดันที่กริดเทียบที่แคโทด = -11V = Vg1 - Vk
เมื่อเอากริดลงกราวน์ แรงดันที่กริด Vg1 = 0V
แทนค่าลงในสมการ
-11V = 0 - Vk
Vk = 11V
ดังนั้น Rk = 11V/80mA = 137.5R หาค่าที่มกล้เคียงที่มีขายในตลาด
ทนกำลัง P = VI = 11V*0.080 A = 0.88W เผื่อสามเท่า 2.64W ปัดเป็น 3W ได้ 5W ยิ่งดี
Rk = 137R 5W
-
หาแรงดันเทียบกราวน์
VRk gnd = Vk gnd = 11V
Vp gnd = Vp+VRk gnd = 270+11 = 280V
B1+ gnd = Vp gnd + V ที่ตกคร่อม Opt
บางแห่งให้แรงดันตกคร่อม opt = 10V
แต่เท่าที่ผมทำมา Opt มันเป็นขดลวด เป็นคอยล์ ที่พันแล้ววัดความต้านทานได้ 5K แต่เมื่อวัดแรงดันไฟตรงคร่อมเมื่อต่อวงจรแล้ว มิเตอร์แทบไม่กระดิก จะไม่เผื่อ หรือเผื่อก็ได้ เผื่อไปซัก 5V ก็แล้วกัน
B1+ = 280+5 = 285V
-
ตามจดครับ
-
ตอนนี้เราได้ค่าอะไรมาบ้าง และยังเหลือค่าอะไรอีกที่จะเป็น
Vp 270V คือแรงดันคร่อมหลอดวัดที่แคโทดกับที่เพลต
Vg1 -11V คือแรงดันที่กริดเทียบกับแคโทด ถ้าเป็นการทำ Fixed bias ก็เอาแรงดันไฟ -11V ต่อเข้าไปที่กริด โดยไม่มี Rk ถ้าทำ self bias หรือ cathode bias กริดจะต่อลงกราวร์ผ่านตัวต้านทาน Rg ทำให้มีแรงดันที่กริดเท่ากับ 0 V แล้วต้องหาค่า Rk เอามาต่อกับแคโทดกับกราวน์ แรงดันที่กริดเทียบกัยแคโทดก็จะเท่ากับ -11V
RL 5K ตัวนี้ได้มาจากเส้น load line (ดูในเน็ตแล้วเค้าใช้ค่า 5K ก็เอาตามเค้า) เอาค่าอื่นได้ไหม ได้ครับ แต่ก็ต้องลองทำออกมาแล้วฟังเสียงว่าชอบไหม ไม่ชอบก็เอาค่าใหม่ แต่เวลาทำจริงค่านี้จะเป็นการพันหม้อแปลงเอ้าพุทมันจะเป็นคอยล์ เป็น inductive load คือเป็นโหลดที่เหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กแล้วเป็นกระแสกบับไปมา
Ia 70mA เป็นกระแสไหลผ่านหลอด จากเพลตไปยังแคโทด ตามจริงแล้วคือกระแสที่ไหลออกจากไฟ B1+ ไหลผ่าน opt 5K ผ่านหลอด ผ่าน Rk ลงกราวน์
Gm 13mA/V ค่านี้คือค่า transconductance คืออะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว แปลตรงตัวตามสมการก็คือ ถ้าแรงดันที่กริดเปลี่ยรไป 1V กระแสแอโหนด Ia จะเปลี่ยนไป 13mA สังเกตว่าหน่วยเป็น กระแสต่อแรงดัน จากสมการ V = IR ย้ายข้างใหม่เป็น 1/R = I/V = Gm ดังนั้นค่า Gm จึงเป็นส่วนกลับของความต้านทาน นั่นคือ กลับมันอีกทีหนึ่ง เป็น 1/Gm = R จะเป็นค่าความต้านทานค่าหนึ่ง จะเป็นเอ้าพุทอิมพีแด้นซ์ที่ขาแคโทดของหลอด คือ Rk' (Rk แด็ด คล้ายๆ กับค่า Rp มันไม่มีในทางกายภาพ แต่เมื่อมีกระแส Ia ไหลผ่านหลอด มันจะปรากฎค่านี้ออกมา ทั้ง Rk' และ Rp เป็นความต้านทานทางไฟสลับ เรียกว่าอิมพีแด้นซ์) แต่ที่แคโทดมี Rk อยู่แล้ว ดังนั้น เอ้าพุทอิมพีแด้นซ์รวมจะเท่ากับ สองค่านี้ขนานกัน คือ Rk'//Rk
plate dissipation วัตต์ที่จุดไบอัส หาจาก P =VI = 270V*0.070A = 18.9W ไม่เกิน 25 วัตต์
ติดตามเก็บความรู้ครับ like like like
มาเรียนร่วมกันครับ
-
:showoff :showoff :showoff
เข้าห้องเรียนแล้วครับ
-
ต่อไปหาค่า Rg2 และ Cg2
เราใช้กราฟลากเส้นโหลด 5K เป็นกราฟที่มี Vg2 = 275V (เขียนกำกับไว้ที่กราฟ)
B1+ = 285V
Ig2 = 10mA
ปกติที่เห็นทำกันเขาจะแบ่งแรงดันและกระแสมาจาก B1+ โดยใช้ตัวต้านทาน Rg2
แต่ก็มีบางคนทำแหล่งจ่ายไฟ 275V กระแส 10mA จ่ายให้ขา g2 เลย คงแล้วแต่ชอบนะครับผมไม่รู้ว่ามีผลกัยเสียงไหม รวมถึงความประหยัด ง่ายในการทำ
หาแรงดันตกคร่อม Rg2
VRg2 = 285-275V = 10V
Rg2 = 10V/10mA = 1K
ทนกำลัง P = VI = 10V*0.010A = 0.1W เผื่อสามเท่า 0.3W ปัดเป็นครึ่งวัตต์ 1/2W
Rg2 = 1K 1/2W
มันต้องมี Cg2 ด้วย นัยว่าคุมไม่ให้กระแส Ig2 แกว่งตัว กระเพื่อม ไม่ราบเรียบ และให้สัญญาณสลับที่มีตวามถี่มากกว่า 10Hz ผ่านไปได้ ปกติความถี่ออดิโอ 20-20,000Hz แต่เผื่อต่ำลงมาอีกซัก 10Hz ขึ้นไป
การหาจะใช้สูตร Cg2 = 1/2*pi*fc*R เป็นสูตรเดียวกับวงจรกรองความถี่สูงผ่าน high pass filter
โดย pi = 3.14
fc = 10Hz
R หาค่ายังไง ความจริงมันเป็นอิมพีแด้นซ์
Rตัวนี้จะคล้ายๆกับ อิมพีแดนซ์ที่แคโทด จากข้างบน Rk' = 1/Gm คือ ขาทุกขาของหลอดจะมึอิมพีแดนซ์ แอโหนดจะมี Rp แคโทดจะมี Rk' กริดก็มีแต่จะมีผลมาจากตัวเก็บประจุแฝงระหว่าวขาหรือ input capacitance กับเกนขยาย ซึ่งจะเป็น miller's effect
อิมพีแดนซ์ของแต่ละขานี้จะมาขนานกับตัวต้านทานที่ต่อกับขานั้นๆ อักที ถึงจะเป็นอิมพีแด้นซ์รวมของขานั้น งงป่าว ผมรวบรวมมาจากแต่ละเวบ แต่บะอาจารย์ สรุปได้ประมาณนี้ครับ
ท่านใดว่าไม่ใช่ก็ขอความรู้เพิ่มเติมด้วยนะครับ
การหา มีหลายสำนัก บางสำนักเอากราฟคุณสมบัติต่างๆมาลากหาความชัน slope ซึ่งบางหลอดไม่ได้ให้กราฟที่ว่ามาด้วย หลด el38 ก็เช่นกัน ให้มากราฟเดียวเอง
ดังนั้นบางสำนักก็เอา Rg2 เป็นอิมพีแด้นซ์ซะเลย ซึ่งผมก็เอาด้วย
R = Rg2
Cg2 = 1/2*3.14*10Hz*1K farad
= 1/62.8K farad
= 0.015,923,566,9*m farad (เอา K ข้างล่างมาข้างบน เป็น มิลลิ)
= 0.000,015,923,566, farad
= 15.923 uF (micro farad)
ปัดเป็น 16uF ทนแรงดัน 350V
Cg2 = 16uF 350V
ค่า 16uF นี้เป็นค่าต่ำสุด เพิ่มได้ ถ้าค่านี้น้อยไปเสียงมันจะย้วยๆ ไม่นิ่ง ถ้ามากไปเสียงจะบวม ลองเปลี่ยรค่าดู อีกอย่าง หาค่าที่มีขายในตลาดที่ใกล้เคียง ไม่ตำเป็นต้องเป๊ะ เพราะเราก็ประมาณค่า R เอาอยู่แล้ว
-
อ้าวตายแล้ว Vg2 = 275V เดี๋ยวจะแก้อีกที
กลับไปแก้มห้แล้ว
-
:clap :clap ขอบคุณครับ
-
ต่อไปหาค่า Ck
เนื่องจากเราทำแคโทดไบอัส หรือ self bias มันต้องมี Rk และในภาคเพาเวอร์จำต้องมี Ck ด้วย ไม่งั้นเสียงจะไม่นิ่ง เหมือนกับ Cg2
ใช้สูตรเดิม Ck = 1/2*pi*fc*R
pi =3.14
fc = 10Hz
R ในที่นี้คืออิมพีแด้นซ์ที่แคโทด ซึ่งประกอบไปด้วย Rk ขนานกับ Rk'
Rk ที่หาไว้ได้ 137R
Rk' = 1/Gm = 1/13mA/V = 0.076,923,076,9 * 1,000 R = 76.923 R ปัดเป็น 77R
R สองตัวขนานกันหาค่า Rรวมได้จากสูตร
1/R = 1/Rk + 1/Rk'
R = Rk*Rk'/Rk+Rk'
= 137R*77R/137R+77R
= 10,549RR/214R
= 49.294R
ปัดเป็น R = 49R
Ck = 1/2*3.14*10Hz*49R farad
= 1/3,077.2 farad
= 0.000,324,970,8 farad
= 324.970,8 uF
ปัดเป็น 325uF
ทนแรงดันมากกว่า 11V เอาซัก 25V
Ck = 325uF 25V หรือหาค่าที่มีขายในตลาด
Ck นี้ก็เหมือนกับ Cg2 เป็นค่าต่ำสุด หาค่าที่มากกว่าใส่ได้ ค่าน้อยเสียงจะย้อยๆ เป็นคลื่นๆ ค่าพอดีเสียงจะนิ่ง ค่ามากเสียงจะบวม
-
R grid stopper
R ที่กริดนี้ ถ้าเอาตามจริงมันจะขึ้นอยู่กับปรากฎการณ์ miller's effect ต้องเอาค่าเกนของสเตจและค่าอินพุทคาปาซิแต้นซ์มาคิดด้วย โดยจะได้ค่าตั้งแต่ 60K ขึ้นไป ซึ่งจะเห็นได้ในแอมป์กีต้าร์ไฟฟ้า เค้าว่าเสียงมันตะคมๆ แข็งๆ แต่ที่เราทำแอมป์ฟังเพลงเค้าเอาแค่ให้มัน stopper สัญญาณรบกวนนิดหน่อย กับช่วยจุนเนื้อเสียงตามแต่ชนิดจองตัวต้านทาน
ปกติจะใช้ค่า 1K ถึง 5K ที่ใช้กันบ่อยๆคือ 1K , 1.5K , 2K , 2.5K วัตต์ไม่ต้องมากเอา 1/2W
R grid leak
ตัวนี้ทำหน้าที่หลายอย่าง
1 ต่อกับ R grid stopper ลงกราวน์ เป็นตัวเทียบกราวน์ให้กริด ไม่ให้กริดลอย แรงดันที่กริดเทียบกราวน์ เท่ากับ 0 และถ้าเทียบกับแคโทดมันจะมัแรงดัน -11V
2 เป็นตัวตั้งค่าอินพุทอิมพีแด้นซ์โดยประมาณให้กับหลอด el38 มีค่าอินพุทอิมพีแด้นซ์เท่ากับคัวมันเอง (เนื่องจากขากริดของหลอดในคลาส A และ คลาส AB ไม่มีกระแสไหล ตัวมันเองจะมีความต้านทานเทียบกราวน์สูงมากจนถึงอนันต์ ไม่เชื่อก็ลองเอามัลติมิเตอร์วัดดู เข็มมันจะตีไปจนสุดสเกลเลย พอเอา R grid leak ต่อลงกราวน์ อิมพีแด้นซ์ของขากริดจึงเท่ากับค่า R grid leak)
3 ต่อที่จุดร่วมกันกับ C coupling และ R grid stopper ลงกราวน์ ทำหน้าที่เป็น R ในวงจรกรองความถี่สูงผ่าน ผ่านความถี่สูงกว่า fc ให้วิ่งไปเจ้ากริดของ el34
4 และเป็น R load ให้กับ สเตจหน้า
5 Rp และ RL ของหลอดหน้าจะขนานกันเป็นเอ้าพุทอิมพีแด้นซ์ที่เพลตของหลอดหน้า แบ่งแรงดันเอ้าพุทกันกับ R grid leak ดังนั้น R grid leak ควรมีค่ามากกว่าเอ้าพุทอิมพีแดนซ์ที่เพลต 3 เท่า และมาขนานกับ R grid leak อีกที เป็นเอ้าพุทอิมพีแด้นซ์ของสเตจหน้าทั้งสเตจ
6 อื่นๆ อีก คิดไม่ออก
R grid leak นี้ ปกติคู่มีจะให้มาด้วย ส่วนใหญ่มีค่าไม่เกิน 500K ค่าที่ใช้กันส่วนมาก 470K , 370K , 330K ทนวัตต์ไม่ต้องมาก 1/2W
-
:clap :clap ขอบคุณครับ จดไว้อย่างดี และทำความเข้าใจอยู่ครับ
-
เกนของสเตจ
หลอด el38 เป็นหลอดขับกำลัง แล้วมีเกนเท่าไหร่ ถ้าทำเนกาตีฟฟีดแบค มันต้องรู้เกนของแต่ละสเตจเพราะต้องเอาไปคำนวณหาโอเพนลูปเกน คือเกนรวมของทั้งวงจร
เกนของหลอดเพนโทดหาง่ายๆเนื่องจาก Rp มีค่าสูงมากๆ เมื่อเทียบกับค่าอื่นๆ มันจึงยุบสมการเหลือเพียง
gain = Gm*RL
Gm = 13mA/V
RL = 5K
gain = 13mA/V * 5K = 65
เป็นเกนทางแรงดันนะครับ หรือเรียกว่า Voltage gain มาจากแรงดันเอ้าพุทหารด้วยแรงดันอินพุท
สังเกตุว่า Gm เป็นส่วนกลับของความต้านทาน หรือ 1/R เอามาคูณกับ R มันจึงตัดกันไป ไม่มีหน่วย
-
(http://upic.me/i/r9/el38-graph-bias3.gif)
กำลังขับได้กี่วัตต์
อันนี้นี่เป็นเรื่องลำบากเอาการ คนที่เคยทำประจำเดาเอาว่าจุดไบอัสขนาดนี้ไม่น่าเกิน 8W
คนที่รู้ว่ากระแสและแรงดัน มันทำปฎิกิริยากับหม้อเอ้าพุท ยังไงแบบไหน บอกวิธีคิด มันดันยากเกินไปที่ระดับนัก DIY จะทำได้ เข้าใจได้
เวบฝรั่งบางเวบให้ประมาณเอาจากเพลตดิสสิเพชั่นที่จุดไบอัส ซึ่งเราคำนวณได้ 18.9W ถ้าเป็น push pull ประมาณครึ่งหนึ่ง ถ้าเป็น single end ประมาณหนึ่งในสี่ ทีนี้จุดไบอัสตามรูปมันก็ไม่ได้จะเป็นพุชพูลหรือซิงเกิ้ลเอน ถ้าสัญญาณมาน้อยๆ มันสวิงแบบซิงเกิ้ลเอน ถ้าสัญญาณเข้ามามากมันสวิงแบบพุชพูล หนึ่งในสี่ของ 18.9W = 4.725W
บางเวบบอกให้หาพื้นที่ใค้กราฟ อันนี้ในวิชาฟิสิกส์จะใช้วิธีนี้ แกนนอนเป็นแรงดัน แกนตั้งเป็นกระแส คูณกันแล้วมันก็เป็นกำลังวัตต์ แต่เป็นพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมนะครับ มีสูตรเป็น 1/2*สูง*ฐาน
สูง = 120-70mA = 50mA = 0.050A
ฐาน = 270-28V = 242V
กำลังขับ = 1/2*0.050A*242V = 12.1/2 = 6.05W
บางเวบบอกว่าแรงดันและกระแสต้องคิดแบบ rms เราก็เอาง่ายๆแค่นี้
สรุปเราได้กำลังขับมาหลายค่า 8W , 4.725W , 6.05W เอาค่าไหน
ตอนเราสั่งพันหม้อเอ้าพุท ผู้พันเขาจะมีสูตรในการพัน นอกจากจะเอาเหล็กอะไร แกนแบบไหน กระแสเท่าไหร่ หลอดเบอร์อะไร หม้อแบบไหน เค้าจะมีสูตรของเค้า และไม่ใช่ว่าจะสั่งพันหม้อที่ทนกำลังเท่าไหร่ก็ได้ เค้ามักจะพันหม้อที่ทนได้ 8W , 15W , 30W , 60W 120W ทำนองนี้ ดังนั้น กำลังจึงไม่น่าจะเป็นประเด็น กรณีนี้เลือก 15 W จะคลุมทุกค่าที่ประมาณได้
สเปคหม้อแปลงเอ้าพุท opt
opt single end ใช้กับหลอด el38 กระแสสงบหรือกระแส Idle 70mA ทนกำลัง 15W ก็น่าจะได้ ผู้พันเค้าจะไปพันเผื่อเอง
หรือเพื่อความแน่ใจ ก็เผื่อกระแสสงบไปซักสองเท่าก็ได้ เป็น 140mA
ส่วนแรงดันก็ไม่ถึง 1,000V มันน่าจะสวิงแรงดันคร่อมหม้อ opt ประมาณ 242V แรงดันจะเกี่ยวข้องกับฉนวนของลวดทองแดงกับฉนวนของหม้อ
opt se 5K , 140mA 15W (idle current 70mA , Vp 270V) , sec 0 , 4, 8 Ohm
-
สำหรับภาคเพาเวอร์น่าจะครบแล้ว ก็เอาค่าไปลงในวงจร
-
like like like
-
รอป๋าออ
เปิดกระทู้ห้องเรียนครับ ขอเริ่มตั้งแต่พื้นฐานอ่าน datasheet หลอดเลยนะครับ
-
รอป๋าออ
เปิดกระทู้ห้องเรียนครับ ขอเริ่มตั้งแต่พื้นฐานอ่าน datasheet หลอดเลยนะครับ
ท่าทางจะไม่ไหวครับ ตาฟางหนักมาก จบสองสามกระทู้แล้วต้องขอหยุดซักสามเดือน หลังจากไปหาหมอตาแล้วค่อยว่ากันครับ
-
รอป๋าออ
เปิดกระทู้ห้องเรียนครับ ขอเริ่มตั้งแต่พื้นฐานอ่าน datasheet หลอดเลยนะครับ
ท่าทางจะไม่ไหวครับ ตาฟางหนักมาก จบสองสามกระทู้แล้วต้องขอหยุดซักสามเดือน หลังจากไปหาหมอตาแล้วค่อยว่ากันครับ
ขอให้หายไวๆ นะครับ สุขภาพแข็งแรงกลับมาเหมือนเดิม
ผมตั้งแต่เกษียนมา 2 ปี ไม่ค่อยได้ทำอะไรสุขภาพก็เริ่มจะแย่เป็นหวัดบ่อยขึ้นเหมือนกันครับ
กำลังคิดหาอะไรdiyไปเรื่อยๆ จะได้ใช้สมองบ้าง 555 กลัวเป็นอัลไซเมอร์ครับ
-
(http://upic.me/i/6l/el38se-6sn7-t43_no-icir1.gif)
-
ต่อไปเป็นภาคไดร์ - driver stage
ภาคนี้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เนื่องจากเป็น Capacitor coupling คือใช้ตัวเก็บประจุเป็นตัวเชื่อมต่อวงจรระหว่างภาค กระแสตรงผ่านตัวเก็บประจุไม่ได้ กระแสสบับผ่านได้ เป็นการใช้แรงดันไบอัส และหลอด el38 ก็ไม่ได้ยินข่าวว่าต้องใช้กระแสในการขับ ถ้ามีข่าวก็บอกด้วยครับ
เราจึงจะพิจารณาที่แรงดันเอ้าพุทของตัวไดร์เวอร์ว่าจะผลิตแรงดันมาจับกริดของหลอด el38 ได้พอเพียงไหม
แล้วแรงดันนี้ควรจะมีค่าเท่าไหร่ ยังไง
เอาแรงดันกริดของหลอด el38 เป็นตัวกำหนด คือ Vg1 = -11V
แรงดันที่กริดนี้จะสวิงขึ้นลงเป็นคลื่นรูปไซค์เวฟ ดังนั้น มันต้องสวิงขึ้นลงเป็นสองเท่า คือเท่ากับ 22V peak-peak
นั่นคืออย่างน้อยตัวไดร์เวอร์ต้องให้แรงดันเอ้าพุทสวิงอยู่ที่ 22V peak-peak ด้วย (ทำไมไม่คิดแบบ Vpeak หรือ Vrms ตอบว่ามันมองไม่เห็นภาพ)
แต่ควรจะเผื่อแรงดันสวิงไว้ด้วย เท่าไหร่ เอาซัก 30Vpeak-peak คือสวิงขึ้น 15Vpeak แล้วสวิงลง 15Vpeak
และภาคหน้าทั้งหมดทุกสเตจจะต้องมีเกนรวม ไม่น้อยกว่า 30 เท่าด้วย
สรุป เฉพาะภาคไดร์เวอร์ต้องสวิงแรวดันเอ้าพุทให้ได้ 30Vpeak-peak และภาคหน้าทุกภาคต้องมีเกนรวมอย่างน้อย 30 ด้วย
สมมุติถ้าภาคหน้าต้องใช้หนึ่งสเตจก็พอ มันก็จะเป็นภาคปรี/ไดร์เวอร์ ภาคนี้ต้องมีคุณสมบัติตามข้อสรุปด้วย
แล้วถ้าต้องใช้สองสเตจ จะแบ่งเกนกันยังไง ท่านว่าให้ถอดรากที่สองของ เกน 30 หรือ แต่ละสเตจเอาเกนคูณกันได้ไม่น้อยกว่า 30
รากที่สองของ 30 = 5.477
ทีนี้ว่าจะเอาหลอด 6sn7 มาทำปรี ทำไดร์ ก็เอาค่ามิว u ของหลอดนี้มาดูว่าถ้ามากกว่ามากมาก เช่น มิวเท่ากับ 80 ก็ใช้สเตจเดียวได้ ถ้าน้อยกว่า 5.477 ก็ต้องใช้หลายสเตจ
-
ขอให้หายไวๆนะครับป๋า และขอบคุณที่ให้ความรู้แก่น้องๆครับ
-
ขอเรียนถามครับป๋า
" ทีนี้ว่าจะเอาหลอด 6sn7 มาทำปรี ทำไดร์ ก็เอาค่ามิว u ของหลอดนี้มาดูว่าถ้ามากกว่ามากมาก เช่น มิวเท่ากับ 80 ก็ใช้สเตจเดียวได้ ถ้าน้อยกว่า 5.477 ก็ต้องใช้หลายสเตจ"
ตรงนี้ผมเข้าใจว่า หากออกแบบเป็น 2 stage เกน แต่ละ stage ควรเป้น 5.477 แต่ยังไม่เข้าใจตรงความสัมพันธ์ของมิว ที่ต้องมากกว่า 80 กับ เกนที่ 5.477 ครับ เอ หรือว่าเป้นกฎตายตัวที่ต้องจำไว้ว่า หากออกแบบไดร์ฟ สเตปเดียว ต้องเลือกหลอดที่มีมิว 80 ขึ้นไป ครับ
(6SN7 มิว = 20)
-
ตรงนี้ผมเข้าใจว่า หากออกแบบเป็น 2 stage เกน แต่ละ stage ควรเป้น 5.477 แต่ยังไม่เข้าใจตรงความสัมพันธ์ของมิว ที่ต้องมากกว่า 80 กับ เกนที่ 5.477 ครับ เอ หรือว่าเป้นกฎตายตัวที่ต้องจำไว้ว่า หากออกแบบไดร์ฟ สเตปเดียว ต้องเลือกหลอดที่มีมิว 80 ขึ้นไป ครับ
(6SN7 มิว = 20)
ที่มากกว่า 80 ผมคิดถึงหลอด 12ax7 พอดี ตัวนี้มิวเยอะเป็น 100 เกนเยอะ ส่วนที่ว่าหากทำสเตจเดียวมิวต้องม่กกว่า 80 ไม่ใช่ครับ
มิว มันมาจาก mutualconductance แปลว่าอะไรไม่รู้ หาค่าจากสมการ u = Gm*Rp ไม่มีหน่วย หมายถึงอะไรผมจำไม่ได้ จำสมการมาอีกทีหนึ่ง มีข้อสังเกตุว่า เกนขยายทางแรงดันของสเตจ voltage gain stage หรือ แรงดันเอ้าพุทหารด้วยแรงดันอินพุท Av = Vo/Vin จะมีค่าไม่เกินค่ามิว จะน้อยกว่าค่ามิว น้อยกว่าเท่าไหร่ผมไม่ได้ทำสถิติ อย่าง 6sn7 u = 20 ถ้าทำวงจรขยายแรงดันแบบเพลตโหลด มีค่าเกนไม่น่าจะเกืน 15 ทำไมถึงเป็น 15 เดาจากที่เคยทำมาเอาครับ
มิวใช้ประมาณค่าโวลเตจเกนได้ ยังไงก็ไม่เกืนค่ามิว ยังไงก็น้อยกว่าค่ามิว
ตอนนี้รู้แล้วว่ามิวของ 6sn7 มีค่า 20 (มันก็ไม่ได้มีค่า 20 สำหรับทุกเส้นโหลดไลน์นะครับ RL ที่มากกว่า (เส้นกราฟนอนมากกว่า) จะมีมิวมากกว่า RL ที่น้อยกว่า (เส้นกราฟชันมากกว่า) และในเส้นกราฟโหลดไลน์เส้นเดียวกัน จุดไบอัสที่อยู่ทางขวามือจะมีค่ามิวมากกว่าจุดไบอัสทางซ้ายมือ ผมสังเกตุจากที่ทำบ่อยๆ ) มีค่ามากกว่า 5.477 ปัดเป็น 6 ก็ได้ แต่ก็ยังน้อยกว่าเกนรวมทุกภาคของภาคหน้าคือ 30 ดังนั้นมันจึงใช้สเตจเดียวไม่ได้ แต่ถ้าใช้สองสเตจเกนรวมภาคหน่าก็จะมากกว่า 30 เอาการ (15*15 = 225) แต่ก็ต้องทำ มันมีผลต่อการหมุนวอลุ่มของภาคปรี หมุนหน่อยเดียวเสียงมาเต็มแล้ว (สำหรับนัก diy แล้ว จะทำสเตจเดียวก็ย่อมได้ เพราะว่าไม่ได้ทำขายทำฟังเอง แต่หมุนวอลุ่มสุด มันยังไม่สุดเสียง หากฟังในห้องที่ไม่ใหญ่ก็ฟังได้อยู่ครับ )
ที่ต้องวางแผนคือ เมื่อเกนรวมภาคหน้ามีค่ามากกว่าที่ต้องการมากๆ (ประมาณ 225 ซึ่งมากกว่า 30 มากๆ ) ภาคไดร์เราลากกราฟชันๆ ได้ กราฟเส้นโหลดไลน์ที่ชันกว่าจะได้กระแส Ia ที่มากกว่า หากต้องการให้ภาคไดร์มีกระแสมากหน่อย แต่ที่มันชันกว่า การสวิงไปซ้ายที ไปขวามือที จากจุดไบอัส มันไม่ค่อยจะเท่ากัน มันจะเกิดความเพี้ยนจากการที่คลื่นซีกบนกับคลื่นซีกล่างสูงไม่เท่ากัน ความเพี้ยนนี้เรียกว่าอะไร ผมจำไม่ได้
แต่ยังไงเอ้าพุทภาคไดร์ต้องสวิงแรงดันให้ได้ 30Voltpeak-peak ตรงนี้ขึ้นกับแรงดันไฟเลี้ยงวงจร B2+ ด้วย ต้องลากกราฟดูก่อน แล้วประมาณค่าจากกราฟเอา
-
30Vpeak-peak ไม่ใช่ค่าสูงสุดนะครับ เพราะถ้ามันสวิงได้แค่นี้ ผู้รู้ท่านบอกว่า มันจะมีความเพี้ยนปนมาด้วย และยังบอกอีกว่า เอ้าพุทของภาคไดร์ที่จะมาขับกริดของ el38 เอามาแค่ 60% จะมีความเพี้ยนปนมาน้อยมากจนอาจจะไม่ได้ยิน
นั่นคือต้องเผื่อออกไปอีก เท่าไหร่ ก็เทียบบัญญัติไตรยางค์ครับ
แรงดันเอ้าพุท 60% คือ 30Vpeak-peak
ถ้า แรงดันเอ้าพุท 100% คือ (30*100)/60 = 50Vpeak-peak
แล้ว 50Vpeak-peak จะดูจากไหน ดูจากกราฟ load line ของหลอดเบอร์ที่จะเอามาทำภาึไดร์เวอร์ครับ พอดูได้
-
:clap :clap :clap ขอบคุณครับป๋า ผมอ่านแล้วคิดตามได้ความรู้มากครับ คิดว่าหากใครได้มาอ่านก็จะมีความรู้สึกแบบเดียวกัน ขอบคุณอีกครั้งครับ
-
ต่อไปก็เอากราฟหลอด 6sn7 มาดู ตีเส้น plate dissipation 3.5W และเส้นแรงดันสูงสุดที่เพลต 300V กำกับไว้ให้ง่ายต่อการลาก้ส่นโหลด
จุดไบอัสจะไม่เกินสองเส้นนี้
(http://upic.me/i/t5/6sn7gt-graph.gif)
-
ไฟ B1+ 285V ไฟ B2+ ก็ต้องเอาต่ำกว่า เอาซัก 250V
มันก็ลากได้หลายเส้น ลองหาดูว่าแต่ละเส้นมีค่ากี่ K และควรจะเลือกค่าไหรดี
(http://upic.me/i/jm/6sn7gt-driver-graph1.gif)
-
ตามกราฟ ถ้าผมเลือก จะมองที่ 3 หรือ 4 ครับ
-
:kicking :kicking เตรียมอุปกรณ์ก่อน
-
อาทิตย์นี้ติดธุระครับ ลืมบอก
-
อาทิตย์นี้ติดธุระครับ ลืมบอก
ไม่เป็นไรครับป๋า ให้ป๋าว่างๆก่อนก็ได้ครับ
-
เส้น load line แต่ละเส้นมี่ค่าเท่าไหร่ เอาแกนนอนตั้งหารด้วยแกนตั้ง มันจะเป็นการหาค่าความชันของกราฟ (ตามกราฟนี่ความชันเป็นลบ แต่เราไม่เอาเครื่องหมาย) หรือหาค่าความต้านทาน R = V/I
1 RL = (250-100)V/22mA = 6.8K
2 RL = 250V/20mA = 12.5K
3 RL = 250V/15mA = 16.7K
4 RL = 250V/10mA = 25K
5 RL = 250V/5mA = 50K
จะเห็นว่ากราฟชันมากจะมีค่า RL น้อย
ภาคไดร์เวอร์ควรเอาเส้นไหนดี
กรณีของหลอด 6SN7 เราคิดเผื่อแรงดันเอ้าพุทว่าให้สวิงแรงดันเอ้าพุทให้กริดของหลอด el38 ให้ได้ 50Vpeak-peak ก็ประมาณค่าจากแกนนอนที่เป็นแกนแรงดันคร่อมหลอดหรือ Vak
เราจะดูกราฟสองเส้นคือเส้นกริด Vg1 กับแกนนอนที่เป็นแรงดันคร่อมหลอด Vak
ดูเส้นกราฟ Vg1 ที่ต่ำกว่าแรงดันแกนนอน 250V ประมาณเอาที่ Vg1 = -10V นั่นคือถ้ามีแรงดันเอ้าพุทจากภาคปรีที่อยู่ก่อนหน้าเข้ามา หรือมีแรงดันที่กริดของภาคไดร์สวิง 10Vpeak-peak คือสวิงจากเส้นกริด 0V มาที่เส้นกริด -10V แล้วแรงดันที่เพลตที่แกนนอนสวิงไปมาเท่าไหร่ ของเส้นโหลดของแต่ละเส้น
1 Vg1 = 0V , Vp = 133V
Vg1 = -10V , Vp = 232V
กริดสวิง 10V เพลตสวิง 232-133 = 99V
และจะหาเกนทางแรงดัน ,voltage gain , Av = 99V/10V = 9.9
2 Vg1 = 0V , Vp = 102V
Vg1 = -10V , Vp = 222V
กริดสวิง 10V เพลตสวิง 222-102 = 120V
และจะหาเกนทางแรงดัน ,voltage gain , Av = 120V/10V = 12
3 Vg1 = 0V , Vp = 88V
Vg1 = -10V , Vp = 218V
กริดสวิง 10V เพลตสวิง 218-88 = 140V
และจะหาเกนทางแรงดัน ,voltage gain , Av = 140V/10V = 14
4 Vg1 = 0V , Vp = 70V
Vg1 = -10V , Vp = 210V
กริดสวิง 10V เพลตสวิง 210-70 = 140V
และจะหาเกนทางแรงดัน ,voltage gain , Av = 140V/10V = 14
5 Vg1 = 0V , Vp = 47V
Vg1 = -10V , Vp = 200V
กริดสวิง 10V เพลตสวิง 200-47 = 153V
และจะหาเกนทางแรงดัน ,voltage gain , Av = 153V/10V = 15.3
-
เห็นอะไรบ้าง
เห็นว่า เส้นโหลดไลน์ ยิ่งนอน คือ ชันน้อย เกนจะเพิ่มขึ้น และแรงดันสวิงที่เพลตจะมากขึ้นด้วย
ภาคไดร์เราต้องการ 50Vpeak-peak แต่แต่ละเส้นสวิงได้ 99V , 120V , 140V , 140V และ 153 V ดังนั้นใช้ได้ทุกเส้น
แต่ ที่คำนวณได้ให้ถือว่าเป็นค่าโดยประมาณนะครับ อย่าไปซีเรียสว่าจะต้องเป๊ะๆ เท่านี้ มันไม่เท่าครับ เหตุผลหลายประการ ถ้าจะให้เท่าท่านต้องเอาหลอดแต่ละหลอดมาทำกราฟคุณสมบัติครับ เป็นกราฟของแต่ละหลอดไปเลย
ถ้าเลือกเส้น 5 ท่านจะได้แรงดันสวิงที่เอ้าพุทมากกว่าทุกเส้น และได่เกนมากกว่าด้วย
คือถ้าภาคไดร์จะเอาเกนด้วยก็ต้องเลือกเส้นที่ 5
อันนี้เป็นแนวทางหนึ่งนะครับ มันมีปัจจัยที่กำหนดการเลือกหลายอย่างที่เรายังไปไม่ถึง เช่น เรายังไม่ได้เลือกจุดไบอัส เราพิจารณาเพียงข้างบนที่กล่าวมา
-
ขอบคุณครับป๋า..
ผมนั่งอ่านและทำความเข้าใจอยู่ สามรอบ แล้วคิดตามได้ความรู้มากครับ
-
อ้อ อีกอย่างนะครับที่ว่า แต่ละเส้นโหลดไลน์สวิงได้ 99V , 120V , 140V , 140V และ 153 V นั้น มันก็ไม่ได้ขนาดนี้ เวลากริดสวิงไปทางซ้ายจนจะถึง 0V (กระแสอิ่มตัว) และสวิงไปทางขวาจนจะสุด (แรงดันคัตอ๊อฟ) นั้น ท่านว่ามันจะเกิดความเพี้ยน เรียกว่าเพี้ยนอะไรผมจำไม่ได้
ดังนั้นแรงดันสวิงที่เพลตใช้งานได้จริงๆ โดยมีความเพี้ยนปนออกมาน้อยที่สุดนั้น จะแคบลงกว่า จากที่อ่านได้ จากกราฟนะครับ
-
อ้อ อีกอย่างนะครับที่ว่า แต่ละเส้นโหลดไลน์สวิงได้ 99V , 120V , 140V , 140V และ 153 V นั้น มันก็ไม่ได้ขนาดนี้ เวลากริดสวิงไปทางซ้ายจนจะถึง 0V (กระแสอิ่มตัว) และสวิงไปทางขวาจนจะสุด (แรงดันคัตอ๊อฟ) นั้น ท่านว่ามันจะเกิดความเพี้ยน เรียกว่าเพี้ยนอะไรผมจำไม่ได้
ดังนั้นแรงดันสวิงที่เพลตใช้งานได้จริงๆ โดยมีความเพี้ยนปนออกมาน้อยที่สุดนั้น จะแคบลงกว่า จากที่อ่านได้ จากกราฟนะครับ
หมายความว่า ในความเป็นจริงไม่ควรเลือกใช้โหลดไลน์สวิงที่พอดี ควรจะเผื่อใช่มั้ยครับ เช่นต้องการที่ 100 V เผื่อ 25% = ควรเลือกที่ 125 V หรือ 140 V เพื่อลดความเพี้ยนนี้ แต่ถ้าไปเลือกที่ที่ 153V อาจจะเกินความต้องการไป
-
มันจะมีอีกสิธีหนึ่ง ซึ่งยังไปไม่ถึง คือถ้าเราเลือกเส้นโหลดได้แล้ว เลือกจุดไบอัสได้แล้ว เราก็จะได้กระแสที่ไหลผ่านหลอด เอากระแสคูณด้วย RL มันจะได้แรงดันออกมา ก็เป็นแรงดันตกคร่อม RL ได้เท่าไหร่คิดแค่ 60% ถ้าได้เกิน 50V ก็โอเค
-
อ้อ อีกอย่างนะครับที่ว่า แต่ละเส้นโหลดไลน์สวิงได้ 99V , 120V , 140V , 140V และ 153 V นั้น มันก็ไม่ได้ขนาดนี้ เวลากริดสวิงไปทางซ้ายจนจะถึง 0V (กระแสอิ่มตัว) และสวิงไปทางขวาจนจะสุด (แรงดันคัตอ๊อฟ) นั้น ท่านว่ามันจะเกิดความเพี้ยน เรียกว่าเพี้ยนอะไรผมจำไม่ได้
ดังนั้นแรงดันสวิงที่เพลตใช้งานได้จริงๆ โดยมีความเพี้ยนปนออกมาน้อยที่สุดนั้น จะแคบลงกว่า จากที่อ่านได้ จากกราฟนะครับ
หมายความว่า ในความเป็นจริงไม่ควรเลือกใช้โหลดไลน์สวิงที่พอดี ควรจะเผื่อใช่มั้ยครับ เช่นต้องการที่ 100 V เผื่อ 25% = ควรเลือกที่ 125 V หรือ 140 V เพื่อลดความเพี้ยนนี้ แต่ถ้าไปเลือกที่ที่ 153V อาจจะเกินความต้องการไป
อ้างอิงจาก อ.กะริน ครับ ให้คิดแค่ 60% ของแรงดันที่คร่อม RL ดังนั้น มันควรจะเผื่อขึ้น 60% หรือเปล่าครับ เช่น ต้องการที่ 100V แรงดัน 100V นี้คือ 60% ของแรงดันที่โหลดสวิงได้
ดังนั้นแรงดันที่โหลดสวิงได้ควรทดขึ้นไปอีกเป็น 100V*60/100 = 60V รวมเป็น 160V
คำนวณกลับ 60% ของ 160V = 160V*60/100 = 96V เกือบจะ 100V
-
ขอบคุณครับป๋า
ถ้าเช่นนั้นคงต้องกลับไปพิจารณาเส้นที่ 5 ใช่มั้ยครับ
-
ขอบคุณครับป๋า
ถ้าเช่นนั้นคงต้องกลับไปพิจารณาเส้นที่ 5 ใช่มั้ยครับ
เส้นที่ 5 จะได้ เกนมากกว่า ได้แรงดันสวิงมากกว่า แต่ ได้กระแสน้อยกว่า
-
ขอบคุณครับป๋า
ถ้าเช่นนั้นคงต้องกลับไปพิจารณาเส้นที่ 5 ใช่มั้ยครับ
เส้นที่ 5 จะได้ เกนมากกว่า ได้แรงดันสวิงมากกว่า แต่ ได้กระแสน้อยกว่า
อย่างนี้เราจำเป็นต้องเพิ่ม สเตจที่สอง เพื่อขยายกระแสใช่มั้ยครับป๋า
-
ตารางค่า R
(http://upic.me/i/rf/e24table.gif)
-
เลือกใช้ RL 12K เพราะว่าภาคไดร์ไม่ต้องการเกนขอเพรยงแรงดันสวิงได้มากกว่าที่กำหนด และมีขายในตลาด
กริดสวิงมาทางซ้ายถึง Vg1 0V สวิงไปทางขวาถึง Vg1 -12V ทำไมจึงถึง -12V ก็คาดว่ามันจะมาถึง เอาแค่ -10V ได้ไหม ได้ครับแต่ช่วงสวิงของเพลตมันจะได้แคบ
แรงดันที่เพลตเทียบแคโทดสวิงไปทางซ้ายถึง 105V ไปทางขวาถึง 238V จะได้ช่วงสวิง 238-105V = 133V
จุดไบอัสจะเลือกยังไง เอาครึ่งหนึ่งของ 133V ครับ = (238+105)V/2 = 171.5V เลือกเอาตามเส้นกราฟเพื่อให้ดูง่ายก็ 170V
Vp สวิงไปทางซ้าย 170-105V = 65V
Vp สวิงไปทางขวา 238-170 = 68V
มันไม่เท่ากัน ทางที่ดีควรเลือกให้เท่ากัน
(http://upic.me/i/x8/6sn7gt-graph-12k-250v.gif)
-
:clap :clap ขอบคุณครับป๋า
-
Vp 170V
Ia 6.7mA
(http://upic.me/i/ce/6sn7gt-graph-12k-250v-2.gif)
-
ที่จุดไบอัสลากเส้นกริดเทียม เส้นนี้จะมีค่าระหว่าง -4V กะ -6V
(http://upic.me/i/kd/6sn7gt-graph-12k-250v-3.gif)
-
จะมีค่าเท่าไหร่ก็เทียบบัญญัติไตรยางค์เอา โดยการลากเส้นตั้งฉากสองเส้น ระหว่าง -4V กะ -6V
จุดไบอัสอยู่ห่างจากเส้นซ้ายมือประมาณ 1.2 ช่อง
เส้น -4V กั -6V ห่างกันประมาณ 2.4ช่อง
ดังนั้น จุดไบอัส ไปทางขวามือ = (1.2ช่อง/2.4ช่อง)*-2V = -1V
Vg1 = -4V+(-1V) = -5V
(http://upic.me/i/um/6sn7gt-graph-12k-250v-4.gif)
-
ที่เส้นกริดเทียม -5V จะหาค่า Rp โดยหาจากความชัน (slope) ของเส้น โดยทำเป็นรูปสามเหลี่ยม
Rp = ฐานของสามเหลี่ยม(V) / ความสูงของสามเหลี่ยม (A)
= 60V/6.5mA
= 9.2K
(http://upic.me/i/qe/6sn7gt-graph-12k-250v-5.gif)
-
หาค่า Gm ลากเส้นสีเขียว
Gm = 5.05mA/2V
=2.53mA/V
(http://upic.me/i/24/6sn7gt-graph-12k-250v-6.gif)
-
ขอบคุณครับป๋า
-
Rk = 5V/6.7mA = 746R ปัดเป็นค่าที่มีขาย 750R
ทนกำลัง = 5V*0.0067A = 0.0335W เผื่อสามเท่า 0.1005W = 1/2W
Rk = 750R 1/2W
-
หาค่า Ck
Rk' = 1/Gm = 1/2.53mA/V = 395R
Zk = Rk ขนานกับ Rk' = 1/750R + 1/395R = (750R*395R)/(750R+395R)
= 296,250RR/1,145R = 259R
Ck =1/2*3.14*10Hz*259R = 1/16,265.2 = 0.000,061.48F = 61.48uF ปัดเป็น 61uF ทนแรงดัน สามเท่า = 15V
Ck = 61uF 15V
-
หาเกนของวงจรเมื่อมี Ck
u = Gm*Rp = 2.53mA/V * 9.2V/mA = 23.276 ปัดเป็น 23
gain = u*RL/Rp+RL
= 23*12K/9.2K+12K = 276K/21.2K = 13.018 ปัดเป็น 13
-
เกนขยายทางแรงดัน Av = แรงดันที่เพลตสวิง/แรงดันที่กริดสวิง = 133V/12V = 11.08
จะเห็นว่ามีค่าใกล้เคียงกันกับการหาค่าเกนเมื่อมี Ck
-
หาแรงดันเทียบกราวน์
Vk gnd = 5V
Vp = 170V
Vp gnd = 5V+170V = 175V
VRL = 12K*6.7mA = 80.4V ทนกำลัง = 80.4V*6.7mA = 0.538W เผื่อสามเท่า เป็น 1.6W ปัดเป็น 2W
B2+ = 175V+80.4V = 255.4V
แรงดันที่ตกคร่อม RL = 80.4V นี้ จะเป็นแรงดันเอ้าพุทออกไปที่กริดของ EL38 ให้คิดแค่ 60% เพื่อให้มี noise ปนออกไปน้อยที่สุด = 80.4V*60% = 48.24V ซึ่งแรงดันเอ้าพุทที่เราประมาณการไว้คือ 50Vpeak-peak ก็น่าจะยอมรับได้แบบเฉียดฉิว
-
ลองเอาค่ามาลง
(http://upic.me/i/ll/x5841.jpg)
-
ตรงหม้อ opt ไม่มี tap ออกมานะครับ ไฟ g2 มันแบ่งแรงดันและกระแสจากไฟ B1+
ไฟ B2+ 255.4V ตรงนี้มีสองแนวคิด คือ
1 แบบที่เราทำ มันจะบวกแรงดันทดเข้าไปเรื่อยๆ จึงได้ 255.4V
2 เอา 250V เพราะลากเส้นโหลดไลน์ มันไปสุดที่ 250V ส่วน VRk 5V ถือว่ามันไบอัสตรงนั้น
-
ขอบคุณครับป๋าที่ช่วยแก้ไขให้ ตรง g2 ผิดจริงๆด้วย ไม่ต้องต่อไป UL
-
เหลือภาคเดียว ภาคปรี หรือภาคปรีไดร์เวอร์
ภาคนี้ให้น้า t43_noi เจ้าของลองทำดู
ใช้ไฟลดลงจากภาคไดร์เหลือซัก 220V , load line ซัก 20K หรือ 24K แล้วแต่ชอบ
-
มาถึงสนามสอบแล้ว คริคริ
ลองลากเส้น load line = 20K ก่อนนะครับ
(http://upic.me/i/dp/6sn7gt-graph_predriver2.gif)
-
ริดสวิงมาทางซ้ายถึง Vg1 0V สวิงไปทางขวาถึง Vg1 -10V ทำไมถึงเป็น Vg= -10 เพราะดูกราฟน่าจะสวิงพอ
แรงดันที่เพลตเทียบแคโทดสวิงไปทางซ้ายถึง 70V ไปทางขวาถึง 200V จะได้ช่วงสวิง 200-70V = 130V (ใกล้เคียงภาคไดรฟที่ผ่านมา)
จุดไบอัสจะเอาครึ่งหนึ่งของ 130V ครับ = (200+70)V/2 = 135V เลือกเอาตามเส้นกราฟสีเขียว
Vp สวิงไปทางซ้าย 135-70V = 65V
Vp สวิงไปทางขวา 200-135V = 65V
ดูเหมือนการสวิงจะเท่ากันทั้งสองข้าง
(http://upic.me/i/ae/6sn7gt-graph_predriver3.gif)
-
ก่อนจะผิดไปมากกว่านี้ รออาจารย์ป๋า มาตรวจก่อนครับ
-
ปรับส่สักหน่อยครับ
(http://upic.me/i/lg/6sn7gt-graph_predriver3_2.gif)
-
(http://upic.me/i/nm/6sn7gt-graph_predriver4.gif)
-
โอเคครับ
มีข้อสังเกตุว่า แรงดันที่เพลตสวิงไปซ้าย ขวา เท่ากัน แต่แรงดันกริดสวิงไม่เท่ากันนะครับ ถ้ากริดเป็น -5V กริดจะสวิงซ้าย ขวา เท่ากัน แต่ที่เพลตจะไม่เท่า
การที่ไม่เท่ากันก็คือเกิดมีความเพี้ยนเกิดขึ้น
บางคนพิถีพิถันกับการเลือกจุดไบอัสมาก คือ สวิงซ้ายขวาต้องเท่ากันทั้งกริดและเพลต ซึ่งก็หายากพอดู แต่ก็มีเส้นที่หาได้อยู่ คือ
1 ลากเส้นโหลดไลน์นอนๆ การที่เส้นมันนอนจะทำให้หาจุดซ้ายขวาเท่ากันง่ายขึ้น
2 ไม่แบ่งครึ่งแรงดันที่เพลตแบบที่เราทำ แต่จะขยับหาช่วงสวิงซ้ายขวาที่เท่ากัน อาจจะเป็นที่ Vg1 -2V , -1.5V จนกว่าจะได้
-
ต่อไปก็หา Vg1 มีค่าเท่าไหร่
หาเกนขยายทางแรงดัน Av ด้วยเพื่อประมาณให้รู้ว่าจะไปต่อได้ไหม หรือจะต้องเอาหลอดไฮมิวมาทำแทน คือภาคหน้าทั้งสองภาค ต้องทำเกนให้ได้เท่าไหร่ ภาคไดร์เรารู้แล้ว ก็จะเหลือเกนของภาคปรี
-
Vg จะมีค่าเท่าไหร่ก็เทียบบัญญัติไตรยางค์เอา โดยการลากเส้นตั้งฉากสองเส้น ระหว่าง -4V กะ -6V
จุดไบอัสอยู่ห่างจากเส้นซ้ายมือประมาณ 1 ช่อง
เส้น -4V ถึง -6V ห่างกันประมาณ 4ช่อง
ดังนั้น จุดไบอัส ไปทางขวามือ = (1ช่อง/4ช่อง)*-2V = -0.5V
Vg1 = -4V+(-0.5V) = -4.5V
(http://upic.me/i/xc/6sn7gt-graph_predriver4_vg.gif)
-
ที่เส้นกริดเทียม -4.5V จะหาค่า Rp โดยหาจากความชัน (slope) ของเส้น โดยทำเป็นรูปสามเหลี่ยม
Rp = ฐานของสามเหลี่ยม(V) / ความสูงของสามเหลี่ยม (A)
= 45V/ 7 mA
= 6.5 K โดยประมาณ
(http://upic.me/i/cp/6sn7gt-graph_predriver4.gif)
-
ถูกต้องครับ :clap :clap :clap
สำหรับภาคเกนสเตจ ภาคที่ต้องการเกน แล้ว มีข้อกำหนดว่า RL ควรมีค่าสามเท่า Rp หรือ RL = 3*Rp
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เพราะว่า สองตัวนี้มันจะแบ่งแรงดันเอ้าพุทกันออกไปใช้งาน ตัวที่มีค่ามากกว่า แรงดันจะตกคร่อมมากกว่า หรือแบ่งแรงดันไปได้มากกว่า
-
หาค่า Gm ลากเส้นสีเหลือง (6 ช่อง = 3mA)
Gm = 3mA/2V
=1.5mA/V
Rk = 4.5V/ 4 mA = 1K1 Ohm เป็นค่าที่มีขาย
ทนกำลัง = 4.5V*0.004A = 0.018W เผื่อสามเท่า 0.054W = 1/4 W แต่ขอใใช้ 1/2 W
Rk = 1K1 Ohm 1/2W
(http://upic.me/i/xc/6sn7gt-graph_predriver4_vg.gif)
-
เอ ตรงหา Vg1 น่าจะยังหยาบอยู่นะครับ ไม่น่าจะใช่ 1 ช่อง กับ 4 ช่อง
ลองลากเส้นใหม่ ถ้าเส้นมันไม่ทับช่อง เอาไม้โปรแทรคเตอร์ วัดความห่างเป็นมิลลิเมตรก็ได้ครับ จะละเอียดกว่า
-
ถูกต้องครับ :clap :clap :clap
สำหรับภาคเกนสเตจ ภาคที่ต้องการเกน แล้ว มีข้อกำหนดว่า RL ควรมีค่าสามเท่า Rp หรือ RL = 3*Rp
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เพราะว่า สองตัวนี้มันจะแบ่งแรงดันเอ้าพุทกันออกไปใช้งาน ตัวที่มีค่ามากกว่า แรงดันจะตกคร่อมมากกว่า หรือแบ่งแรงดันไปได้มากกว่า
ป๋าครับ จาก RL= 3Rp
= 3*ุ6.5K
= 19.5K ปรับเป็น 20K
ดังนั้นเวลาใช้งานจริง ต้องใช้ค่า 20K ใช่มั้ยครับ (ซึ่งเคสนี้ตรงกับ RL ที่เลือกใช้ พอดี)
-
ถูกต้องครับ :clap :clap :clap
สำหรับภาคเกนสเตจ ภาคที่ต้องการเกน แล้ว มีข้อกำหนดว่า RL ควรมีค่าสามเท่า Rp หรือ RL = 3*Rp
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เพราะว่า สองตัวนี้มันจะแบ่งแรงดันเอ้าพุทกันออกไปใช้งาน ตัวที่มีค่ามากกว่า แรงดันจะตกคร่อมมากกว่า หรือแบ่งแรงดันไปได้มากกว่า
ป๋าครับ จาก RL= 3Rp
= 3*ุ6.5K
= 19.5K ปรับเป็น 20K
ดังนั้นเวลาใช้งานจริง ต้องใช้ค่า 20K ใช่มั้ยครับ (ซึ่งเคสนี้ตรงกับ RL ที่เลือกใช้ พอดี)
ครับ
บางครั้งบางเวลา ถ้าไม่ได้สามเท่า ได้สองเท่า ได้ 1.5 เท่าก็เอา
พอดีกรณีนี้ได้ประมาณสามเท่าพอดี
-
u = Gm*Rp = 1.5*6.5 = 9.75
จะลองไม่ใส่ C bypass ก่อน เพราะเกนจะมากเกินไป และที่ภาคไดร์ฟมีเกนชยายแล้ว 13
Rp effective = Rp + Rk(u+1)
= 6.5K + 1.1K(9.75+1) = 6.5K+11.8K
= 18.3 K
gain no ck = u*RL/Rp eff.+RL
= 9.75*20K/18.3K+20K = 195K/38.3K = 5.0 ซึ่งตรงกับที่ต้องการพอดี
gain รวม = gain pre* gain drive
= 5* 13 = 65
ซึ่งความต้องการ อยู่ที่ 30+60% = 30*1.6 =48 ประมาณว่า 50
-
u = Gm*Rp = 1.5*6.5 = 9.75
จะลองไม่ใส่ C bypass ก่อน เพราะเกนจะมากเกินไป และที่ภาคไดร์ฟมีเกนชยายแล้ว 13
Rp effective = Rp + Rk(u+1)
= 6.5K + 1.1K(9.75+1) = 6.5K+11.8K
= 18.3 K
gain no ck = u*RL/Rp eff.+RL
= 9.75*20K/18.3K+20K = 195K/38.3K = 5.0 ซึ่งตรงกับที่ต้องการพอดี
gain รวม = gain pre* gain drive
= 5* 13 = 65
ซึ่งความต้องการ อยู่ที่ 30+60% = 30*1.6 =48 ประมาณว่า 50
จากข้อมูลนี้ ผมเข้าใจเองว่า เกนการขยาย เพียงพอต่อการใช้งาน และไม่สูงมากเกินไป
เพราะหากเกนขยายสูงมากเกินความจำเป็น จะทำให้เกิดอาการ เร่งนิดเดียว ดังกระหึ่ม และส่งผลทำให้เกิดการขลิบได้
ผมเข้าใจถูกมั้ยครับ อาจารย์ป๋า
-
u = Gm*Rp = 1.5*6.5 = 9.75
จะลองไม่ใส่ C bypass ก่อน เพราะเกนจะมากเกินไป และที่ภาคไดร์ฟมีเกนชยายแล้ว 13
Rp effective = Rp + Rk(u+1)
= 6.5K + 1.1K(9.75+1) = 6.5K+11.8K
= 18.3 K
gain no ck = u*RL/Rp eff.+RL
= 9.75*20K/18.3K+20K = 195K/38.3K = 5.0 ซึ่งตรงกับที่ต้องการพอดี
gain รวม = gain pre* gain drive
= 5* 13 = 65
ซึ่งความต้องการ อยู่ที่ 30+60% = 30*1.6 =48 ประมาณว่า 50
อืม เท่าที่อ่านมาหลายรอบ น่าจะยังแยกไม่ออกระหว่าง เกนรวมภาคหน้าทั้งสองภาค กับแรงดันสวิงเอ้าพุทของภาคไดร์ภาคเดียว
เกนรวมภาคหน้าทั้งสองภาคได้ 65 นั้น ใช่แล้วครับ
แต่บรรทัดถัดมาที่คิด 60% อันนี้เป็นการเผื่อแรงดันสวิงเอ้าพุทของภาคไดร์ภาคเดียว หรือผมเข้าใจผิดไปเอง
ถึงตรงนี้ เอาแค่ว่า เกนรวมภาคหน้าทั้งสองภาค มากกว่าเกนรวมที่ต้องการ ก็พอแล้วครับ
ส่วนแรงดันสวิงเอ้าพุทของภาคไดร์เราพิจารณาว่าผ่านตั้งแต่ตอนที่เราทำภาคไดร์แล้ว
-
u = Gm*Rp = 1.5*6.5 = 9.75
จะลองไม่ใส่ C bypass ก่อน เพราะเกนจะมากเกินไป และที่ภาคไดร์ฟมีเกนชยายแล้ว 13
Rp effective = Rp + Rk(u+1)
= 6.5K + 1.1K(9.75+1) = 6.5K+11.8K
= 18.3 K
gain no ck = u*RL/Rp eff.+RL
= 9.75*20K/18.3K+20K = 195K/38.3K = 5.0 ซึ่งตรงกับที่ต้องการพอดี
gain รวม = gain pre* gain drive
= 5* 13 = 65
ซึ่งความต้องการ อยู่ที่ 30+60% = 30*1.6 =48 ประมาณว่า 50
จากข้อมูลนี้ ผมเข้าใจเองว่า เกนการขยาย เพียงพอต่อการใช้งาน และไม่สูงมากเกินไป
เพราะหากเกนขยายสูงมากเกินความจำเป็น จะทำให้เกิดอาการ เร่งนิดเดียว ดังกระหึ่ม และส่งผลทำให้เกิดการขลิบได้
ผมเข้าใจถูกมั้ยครับ อาจารย์ป๋า
เข้าใจถูกต้องแล้วครับ
แต่ ที่ว่า ไม่สูงมากเกินไป นี่ บางทีเราประมาณให้ถูกต้องใกล้เคียงลำบากครับ แค่ไหนมาก แค่ไหนน้อย ถ้าเคยทำหลอดหลายๆเบอร์จะมีประสบการณ์ดีกว่า แต่จะเห็นได้ชัดเจนในหลอดพวกไฮมิว เช่น 12ax7 มีมิวเป็น 100 หรือ 6sl7 อันนี้ก็มิวสูง อย่างเช่นได้เกนสเตจละ 70 สองสเตจคูณกันได้ 70*70 = 4,900 อันนี้แน่นอนว่าหมุนวอลุ่มนิดเดียวเสียงจะดังสุดเลยทีเดียว
หรือปกติจะเอาหลอดไฮมิวเป็นปรีเพื่อขยายสัญญาณ คือเป็นเกนสเตจ แล้วตามด้วยหลอดมีเดี้ยมมิวเพื่อทำแรงดันสวิงเอ้าพุทให้ขับกริดของหลอดเพาเวอร์ หลอดมีเดี้ยมมิวจะได้เกนประมาณ 10 สองสเตจได้เกน 70*10 = 700 นี่ก็ยังนับว่าสูงมาก ถ้าเทียบกับ 30 หรือ 50
-
สังเกตุว่า ถ้าไม่ใส่ Ck นี่เกนตกลงมาเยอะเลย
เพราะถ้าใส่ Ck มันบายพาส Rk
พอไม่ใส่ Ck ตัว Rk มันส่งผลให้ Rp มีค่าเพิ่มขึ้นเป็น Rp effective
ตามสมการ Rp effective = Rp + Rk(u+1)
ดังนั้น มันให้แนวทางได้ คือ
1 ใช้ Ck ในการเพิ่ม ลด เกน
2 การใส่ และไม่ใส่ Ck มีผลต่อเสียงนะครับ จึงใช้ในการจูนเสียงให้ได้ตามที่ต้องการ
แล้วให้เสียงเป็นยังไง เท่าที่ผมฟังมา ถ้าใส่จะได้เสียง คม ใส ออกไปทางแข็ง ถ้าไม่ใส่เสียงจะนวลๆ ไปทางอุ่น
-
ขอบคุณครับ อาจารย์ป๋า
วันนี้ได้ความรู้มากมาย และยังมีมึน งง ในรายละเอียดเล็กๆบางตัว ขอไปทำความเข้าใจอีกหน่อยครับ
-
อะจ๊าก ไมมันใหญ่เท่าบ้าน
(http://upic.me/i/sm/el38se_6sn7-el38_htg_resize.jpg)
-
วงจรที่เอามาลงผมอ่านค่าอุปกรณ์ไม่เห็น ดูภาพรวมๆได้ดังนี้
ภาคปรี เมื่อใส่วอลุ่ม ไม่ต้องใส่ R grid leak ก็ได้ครับ เพราะว่าวอลุ่มทำหน้าที่แทนได้
ภาคไดร์จะทำไดเรกคัปปลิ้งกับภาคปรีไม่ได้ครับ ต้องเป็นซีคัปปลิ้ง ถ้าจะทำได้รกคับปลิ้งต้องลากกราฟของภาคไดร์ในแบบใหม่
-
ขอบคุณครับอาจารย์ป๋า
ที่นี้ผมยังติดขัดเรื่อง การหาค่า C - คัปปลิ้ง ไปยังภาคไดรฟ์ เลยทดลองใส่ไว้ที่ 0.47 ก่อนครับ
(http://upic.me/i/8h/el38se_6sn7-el38_htg_resize.jpg)
-
หลัง C ต้องมี R grid leak ลงกราวน์ และมี R grid stopper ต่อที่กริด
สมการในการหา C ก็แนวเดียวกันกับหา Ck คือเป็นวงจร high pass filter วงจรกรองความถี่สูงผ่าน
C = 1/(2*3.14*fc*R)
fc = ความถี่คัตออฟ = 10Hz
R = ค่าของ R grid leak ปกติคู่มือหลอดจะบอกไว้ น่าจะไม่เกิน 0.5M หรือ 500K ค่าที่นิยมใช้ก็ตั้งแต่ 220K - 470K
C ที่นิยมใช้ คือ 0.1 - 0.47 uF
-
ขอบคุณครับ อันนี้เป็นตัวแก้ไข
(http://upic.me/i/vz/el38se_6sn7-el38_htg_resize.jpg)
-
ตำแหน่งต่างๆ น่าจะถูกต้องแล้ว
ภาคปรีได้บวกทดแรงดันเทียบกราวน์หรือยังครับ
-
ตำแหน่งต่างๆ น่าจะถูกต้องแล้ว
ภาคปรีได้บวกทดแรงดันเทียบกราวน์หรือยังครับ
ตรงนี้ คือการบวกอะไร กับ อะไร ครับ
-
หาแรงดันเทียบกราวน์
Vk gnd = 5V
Vp = 170V
Vp gnd = 5V+170V = 175V
VRL = 12K*6.7mA = 80.4V ทนกำลัง = 80.4V*6.7mA = 0.538W เผื่อสามเท่า เป็น 1.6W ปัดเป็น 2W
B2+ = 175V+80.4V = 255.4V
แรงดันที่ตกคร่อม RL = 80.4V นี้ จะเป็นแรงดันเอ้าพุทออกไปที่กริดของ EL38 ให้คิดแค่ 60% เพื่อให้มี noise ปนออกไปน้อยที่สุด = 80.4V*60% = 48.24V ซึ่งแรงดันเอ้าพุทที่เราประมาณการไว้คือ 50Vpeak-peak ก็น่าจะยอมรับได้แบบเฉียดฉิว
แบบนี้ครับ น่าจะได้แรงดันที่จุดต่างๆ ใกล้เคียงกับที่เราจัดไบอัส เพราะว่า Rk ก็ทำให้แรงดันเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และ แรงดันที่เพลตเป็นแรงดันคร่อมหลอดหรือ Vak ไม่ใช่แรงดันเทียบกราวน์ เวลาเราต่อเป็นวงจรมันต้องวัดเทียบกราวน์นะครับ
-
หาแรงดันเทียบกราวน์
Vk gnd = 5V
Vp = 170V
Vp gnd = 5V+170V = 175V
VRL = 12K*6.7mA = 80.4V ทนกำลัง = 80.4V*6.7mA = 0.538W เผื่อสามเท่า เป็น 1.6W ปัดเป็น 2W
B2+ = 175V+80.4V = 255.4V
แรงดันที่ตกคร่อม RL = 80.4V นี้ จะเป็นแรงดันเอ้าพุทออกไปที่กริดของ EL38 ให้คิดแค่ 60% เพื่อให้มี noise ปนออกไปน้อยที่สุด = 80.4V*60% = 48.24V ซึ่งแรงดันเอ้าพุทที่เราประมาณการไว้คือ 50Vpeak-peak ก็น่าจะยอมรับได้แบบเฉียดฉิว
แบบนี้ครับ น่าจะได้แรงดันที่จุดต่างๆ ใกล้เคียงกับที่เราจัดไบอัส เพราะว่า Rk ก็ทำให้แรงดันเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และ แรงดันที่เพลตเป็นแรงดันคร่อมหลอดหรือ Vak ไม่ใช่แรงดันเทียบกราวน์ เวลาเราต่อเป็นวงจรมันต้องวัดเทียบกราวน์นะครับ
อ๋อ ผมเข้าใจผิดนี่เอง ขอบคุณที่ชี้แนะครับ
-
อาจารย์ป๋าครับ
ผมเตรียมอุปกรณ์ ทำเลยนะครับ OPT, Trans คงจะเริ่มสั่งหลังสงกรานต์ได้
-
ภาคจ่ายไฟทำเป็นอยู่นะครับ
-
ภาคจ่ายไฟทำเป็นอยู่นะครับ
พอได้ครับอาจารย์ กะว่าจะใช้ 5U4 ครับ
-
งั้นก็ลุยเลยครับ
ว่าแต่ว่า วาดลงโปรแกรมอะไรครับ ลองซิมดูหน่อยซิ ผลจะเป็นประการใด
-
ผมเพิงจะลองใช้ PSU designer ll ครับ เลยลอง ซิมดู
(http://upic.me/i/rx/psu_el38htg.jpg)
-
ลองลดไฟเหลือ 290v จาก 350 ดูแล้ว อาจจะมีวูบวาบบ้าง
แต่ทั้งสองแบบ ผมซิมให้เหลือ ripple น้อยๆ ป้องกันการฮัม ครับ (เข้าใจไปเอง)
(http://upic.me/i/vc/psu_el38htg2-crop.jpg)
-
ซิมวงจรอินติเกรตแอมป์ด้วยครับ
-
ซิมวงจรอินติเกรตแอมป์ด้วยครับ
อันนี้ยังไม่เคยครับ เพิ่งลองใช้ PSU designer ตัวนี้ได้ไม่กี่วันเองครับ 555
-
ตรงนี้ผมเข้าใจว่า หากออกแบบเป็น 2 stage เกน แต่ละ stage ควรเป้น 5.477 แต่ยังไม่เข้าใจตรงความสัมพันธ์ของมิว ที่ต้องมากกว่า 80 กับ เกนที่ 5.477 ครับ เอ หรือว่าเป้นกฎตายตัวที่ต้องจำไว้ว่า หากออกแบบไดร์ฟ สเตปเดียว ต้องเลือกหลอดที่มีมิว 80 ขึ้นไป ครับ
(6SN7 มิว = 20)
ที่มากกว่า 80 ผมคิดถึงหลอด 12ax7 พอดี ตัวนี้มิวเยอะเป็น 100 เกนเยอะ ส่วนที่ว่าหากทำสเตจเดียวมิวต้องม่กกว่า 80 ไม่ใช่ครับ
มิว มันมาจาก mutualconductance แปลว่าอะไรไม่รู้ หาค่าจากสมการ u = Gm*Rp ไม่มีหน่วย หมายถึงอะไรผมจำไม่ได้ จำสมการมาอีกทีหนึ่ง มีข้อสังเกตุว่า เกนขยายทางแรงดันของสเตจ voltage gain stage หรือ แรงดันเอ้าพุทหารด้วยแรงดันอินพุท Av = Vo/Vin จะมีค่าไม่เกินค่ามิว จะน้อยกว่าค่ามิว น้อยกว่าเท่าไหร่ผมไม่ได้ทำสถิติ อย่าง 6sn7 u = 20 ถ้าทำวงจรขยายแรงดันแบบเพลตโหลด มีค่าเกนไม่น่าจะเกืน 15 ทำไมถึงเป็น 15 เดาจากที่เคยทำมาเอาครับ
มิวใช้ประมาณค่าโวลเตจเกนได้ ยังไงก็ไม่เกืนค่ามิว ยังไงก็น้อยกว่าค่ามิว
ตอนนี้รู้แล้วว่ามิวของ 6sn7 มีค่า 20 (มันก็ไม่ได้มีค่า 20 สำหรับทุกเส้นโหลดไลน์นะครับ RL ที่มากกว่า (เส้นกราฟนอนมากกว่า) จะมีมิวมากกว่า RL ที่น้อยกว่า (เส้นกราฟชันมากกว่า) และในเส้นกราฟโหลดไลน์เส้นเดียวกัน จุดไบอัสที่อยู่ทางขวามือจะมีค่ามิวมากกว่าจุดไบอัสทางซ้ายมือ ผมสังเกตุจากที่ทำบ่อยๆ ) มีค่ามากกว่า 5.477 ปัดเป็น 6 ก็ได้ แต่ก็ยังน้อยกว่าเกนรวมทุกภาคของภาคหน้าคือ 30 ดังนั้นมันจึงใช้สเตจเดียวไม่ได้ แต่ถ้าใช้สองสเตจเกนรวมภาคหน่าก็จะมากกว่า 30 เอาการ (15*15 = 225) แต่ก็ต้องทำ มันมีผลต่อการหมุนวอลุ่มของภาคปรี หมุนหน่อยเดียวเสียงมาเต็มแล้ว (สำหรับนัก diy แล้ว จะทำสเตจเดียวก็ย่อมได้ เพราะว่าไม่ได้ทำขายทำฟังเอง แต่หมุนวอลุ่มสุด มันยังไม่สุดเสียง หากฟังในห้องที่ไม่ใหญ่ก็ฟังได้อยู่ครับ )
ที่ต้องวางแผนคือ เมื่อเกนรวมภาคหน้ามีค่ามากกว่าที่ต้องการมากๆ (ประมาณ 225 ซึ่งมากกว่า 30 มากๆ ) ภาคไดร์เราลากกราฟชันๆ ได้ กราฟเส้นโหลดไลน์ที่ชันกว่าจะได้กระแส Ia ที่มากกว่า หากต้องการให้ภาคไดร์มีกระแสมากหน่อย แต่ที่มันชันกว่า การสวิงไปซ้ายที ไปขวามือที จากจุดไบอัส มันไม่ค่อยจะเท่ากัน มันจะเกิดความเพี้ยนจากการที่คลื่นซีกบนกับคลื่นซีกล่างสูงไม่เท่ากัน ความเพี้ยนนี้เรียกว่าอะไร ผมจำไม่ได้
แต่ยังไงเอ้าพุทภาคไดร์ต้องสวิงแรงดันให้ได้ 30Voltpeak-peak ตรงนี้ขึ้นกับแรงดันไฟเลี้ยงวงจร B2+ ด้วย ต้องลากกราฟดูก่อน แล้วประมาณค่าจากกราฟเอา
ยามว่างกลับมานั่งอ่าน เห็นอาจารย์ป๋าพูดถึง ไดร์ฟ หลอดเดียว เลยอยากทบทวนบทเรียนบ้างครับ
-
หลอดที่มองไว้ น่าจะอยู่ในเงื่อนไข คือ 12AX7 , 12AT7 ซึ่งเป้น Hi mu twin diode ทั้งคู่
-
ขอเลือก 12AT7 เพื่อนำมาเป็นกรณีศึกษาแล้วกันนะครับ อาจารย์ป๋า
(http://upic.me/i/0w/12at7crv1.gif)
-
ไม่รอช้า จาก data sheet บอกว่ารองรับไฟจ่ายที่ 300 V เลยจะขอเลือกที่ 250V และ RL= 33K
(http://upic.me/i/dr/12at7crv_loadline33k_1.gif)
-
พอเริ่มมองเห็นตัวเลขบ้าง รออาจารย์ป๋า มาตรวจก่อน เดี๋ยวผิดยาว
(http://upic.me/i/5f/12at7crv_loadline33k_2.gif)
-
กริดสวิงไปทางขวามือ Vg1 -4.8V น่าจะดีกว่านะครับ ยังไงมันก็สวิงไปไม่สุด
-
ขยับมาเป็นแบบนี้ได้มั้ยครับ
สวิงซ้าย = 170 - 82 = 88
สวิงขวา = 240-170 = 70
(http://upic.me/i/lg/12at7crv_loadline33k_22.gif)
-
หรือแบบนี้จะดีกว่า ครับ กริดสวิงไม่กึ่งกลาง แต่ไบอัสกึ่งกลาง
สวิงซ้าย = 175 - 82 = 93
สวิงขวา = 240-175 = 65
(http://upic.me/i/vq/12at7crv_loadline33k_23.gif)
-
(240+82)/2 = 161V
-
(240+82)/2 = 161V
ขอบคุณครับอาจารย์ ผมคำนวณผิด คริคริ
-
สมมติว่าที่ผ่านมาวิธีการถูก แตเนื่องจากสเกลของ 12AT7 ตัวนี้ หยาบไปหน่อยเมื่นำพิจาณราใหม่จะได้ดังนี้
(http://upic.me/i/li/12at7crv_loadline33k_24.gif)
-
กรณีนี้มีสมมุติฐานว่า กริดสวิงซ้ายขวาเท่ากัน แต่ในทางเป็นจริงกราฟส่วนใหญ่จะไม่เท่ากัน ลองเอากราฟหลายๆเบอร์มาดูก็ได้ มันไม่ได้เป็นเส้นตรง มันโค้งอ่อนๆ ย้วยๆ สเกลก็ไม่เท่ากัน
ในขณะที่สเกลของแรงดันที่เพลต-แคโทด กับสเกลของกระแส มันแบ่งเป็นช่องๆ เท่ากัน
กรณีนี้จะได้แรงดันสวิงที่กริดเท่ากัน แต่ที่เพลตกันไม่เท่ากัน
วิธีการเลือกจุดไบอัส ผมน่าจะพูดถึงไปแล้วในตอนต้นๆ ลองกลับไปค้นดูนะครับ
ยังไงก็ตามแต่ถ้าอยากให้แรงดันสวิงซ้ายขวาที่กริดและที่เพลตเท่ากัน มันก็ทำได้โดยต้องพิถีพิถันในการเลือก อาจจะลากกราฟให้ขันน้อยลงคือมี RL ที่มาก ก็พอจะหาได้ แต่เค้าก็ให้เท่ากันในช่วงหนึ่ง ไม่ได้เท่ากันตลอดช่วงแบบที่ทำนี้
เหตุก็เพราะ เวลาส่วนใหญ่ 60% หลอดจะทำงานที่จุดไบอัส สวิงไป 0V ประมาณ 20% สวิงไปถึง -6V 20%
อีกอย่างหนึ่งถ้าจะลองจริงๆ ก็ต้องมี function generator กับ scope เอามาจับสัญญาณดูแล้วหาข้อสรุป
-
ขอบคุณครับอาจารย์ป๋า
พอลากกราฟดูแล้วมันไม่น่าจะดี เลยทำให้ลังเลไม่ไปต่อครับ เดี๋ยวผมจะย้อนกลับไปดูการเลือกจุดไบอัสอีกครั้งครับ
ขอบคุณครับ