ขึ้นมาถึงลำพูนแล้วครับ เฮ่อ!....โล่งออกไปเลย เจอน้ำท่วมกินเข้ามาถึงสองเลนร์ รถวิ่งเลนร์เดียวเป็นบางช่วงจากสิงค์บุรีถึงนครสวรรค์(เส้นบายพาสส์นครสวรรค์น้ำถ้วมหนักต้องห้ามรถวิ่ง) น่าเห็นใจพวกที่ต้องขึ้นมานอนริมถนนกัน ผมเคยเจอเมื่อปี 21 ใต้ถุนบ้านน้ำแค่คอ ยังดีที่ยังนอนบนบ้านชั้นสองได้
นอนบ้านอยุธยาสองคืนสองวันฟัง Altec VOT อย่างตั้งใจมากกว่าทุกครั้ง เลยขอเล่าประสบการตามความรู้สึกของผม (ใช้อ้างอิงไม่ได้นะครับ) ต่อการฟังเพลงจากลำโพสามชนิดของผมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันซะก่อนนะครับ คือลำโพงอีเล็กโตสะแตติอย่าง QUAD ESL 63 ที่วางซ้อนกันสองคู่ กับลำโพงไดนามิคอย่าง FOCUS FS 68 ที่วางซ้อนกันสองคู่เหมือนกัน สองยี่ห้อหลังนี้ผมฟังอยู่ทุกวันจนจำเสียงของมันได้เป็นอย่างดี ได้กลับบ้านอยุธยาครั้งนี้ผมจึงตั้งใจหาความแตกต่างของลำโพงทั้งสามชนิดของผมอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษกว่าทุกครั้ง
คู่แรกที่ผมได้ชื้อมาฟังก่อนเพื่อนคือเจ้าโฟกัสแต่ซื้อมาเพียงคู่เดียว แล้วชอบเสียงมันมากก็เลยซื้ออีกคู่เพื่อมา Stacked วางซ้อนกัน (โดยเอาโฟรมปิด Tweeter ลำโพงคู่บนซะ ฟังตัวขับเสียงสูงสองตัวต่อข้างเสียงของมันมากเกินความชอบผมครับ) มีคนเคยบอกไว้ตอนที่ใช้คู่เดียวว่า การที่ผมใช้แครวว์ 250W ตัวนี้ขับ เสียงยังออกมาไม่สุดๆ คนที่บอกเค้าเคยใช้ KRELL FPB 600W เสียงมันยังไปได้อีกเยอะ (บางคนอาจบอกว่า 250W แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ? ลำโพงเสียงดีๆ ส่วนมากกินวัตต์มากๆ ครับ มิเช่นนั้น แอมป์ 1000W ไฮเอนด์อย่างคารานคงขายไม่ได้) เรื่องของเสียงจากลำโพงได้นามิคนั้นผมอยากจะบอกพี่ TC ไว้เป็นเบื้องต้นว่า ลำโพงไดนามิค มีดีที่ตรง เนื้อหนังของเสียงที่มีมวลเนื้อที่อัดแน่นมากๆ โดยเฉพาะ พลังของเสียง แรงกระแทกกระทั้น มันออกมาแบบสุดดดๆๆๆๆ ครับ ถ้าลำโพงดีๆ ถูกใช้แอมป์ขับดีๆ ความถูกต้องของเสียงมันดีเป็นที่สุดของที่สุดครับ ให้ความสะใจสุดๆ รับรู้กันที่ผิวหนัง แบบลำโพง ESL หรือ Horn ยังห่างเป็นอย่างมาก แต่มันก็ยังขาดความไวของเสียงแบบที่ลำโพงฮอร์นให้ได้นะครับ (ผมหมายถึงฮอร์นทั้งระบบคือตู้เบสต้องเป็นฮอร์นด้วยนะ ไม่ใช่ฮอร์นกระเทยใช้วูฟเฟอร์แบบตู้เบสรีเฟ็คหรือตู้ปิด ถ้าเป็นแบบนี้เสียงเบสจะมีแต่ปริมาณขาดคุณภาพ คือเสียงเบสจะวิ่งไม่ทันเสียงกลางและแหลมที่เป็นระบบฮอร์นครับ เหมือนการใช้ซับราคาถูกๆ กับลำโพงวางหิ้งแพงๆ ละครับ)
ขออธิบายความหมายคำว่าความไวของลำโพงฮอร์นกันสักหน่อย มันคือ Dynamic Transient น่ะครับ มันคือมีทั้งความเร็วและอัตราเร่งที่เหนือกว่ามาก เหมือนการที่เราได้ยินเสียงฟ้าผ่าลงมาใกล้ๆ เรา ลำโพงไดนามิคจะให้ความดังที่มีมวนเสียงเหนือกว่า แต่ความฉับพลันรวดเร็วของเสียงให้ได้เท่าใกล้เสียงฟ้าผ่าจริง ลำโพงฮอร์นจะเหนือกว่าครับ แต่ชนิดของเพลงก็มีความแตกต่างในเรื่องขอการเลือกชนิดของลำโพง เพลงร็อคเราฟังจากคนเล่นดนตรีที่ผ่านลำโพงมาแล้ว เสียงจึงดังมากๆ มวลเสียงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ใครชอบเพลงพวกนี้ควรเลือกลำโพงไดนามิคครับ เพราะทั้งความเร็วของเสียงจากต้นฉบับมันแค่ผ่านลำโพง PA ฉะนั้นลำโพงบ้านไดนามิคดีๆ ราคาแพงๆ อาจฟังเสียงได้ดีกว่าไปฟังเพลงร็อคสดๆ ซะอีกนะครับ (แต่ถ้าจะเอาบรรยากาศก็คงต้องไปยืนฟังสดกลางสนามจะดีกว่า) แต่ผมฟังเพลงคลาสสิก จากเครื่องดนตรีจริง ไม่ใช้เครื่องขยายเสียง (อันปลั๊ก) การฟังเสียงตรงจากเครื่องดนตรีจริง ลำโพงฮอร์นที่มีเสียงไวใกล้ของจริง จึงฟังได้ใกล้เคียงเสียงจากการเล่นจริงมากกว่า ซึ่งดนตรีคลาสสิกไม่ต้องการเสียงตึบๆๆๆ กระแทรกหน้าอกแบบเสียงดิสโก้เท็คตามรูปแบบของเพลงร็อค ส่วนลำโพง ESL ก็สามารถฟังเพลงคลาสสิกได้ดีกว่า แต่คนละแนวคือมันจะให้รูปวงที่กว้างใหญ่เหมือนจริงมากเพราะสามารถวางได้ห่างเป็นสิบเมตรได้โดยเสียงตรงกลางไม่มีรูโว่ หรือเสียงบางกันเลยละครับ
คู่สองที่ผมได้มาคือ Altec VOT เป็นระบบฮอร์นทั้งระบบ เจ้านี่จะให้ความเร็ว ความไว ความสดของเสียง ที่เข้าใกล้เสียงจากเครื่องดนตรีจริงมากที่สุด ความยิ่งใหญ่ Scale ของเสียงมีมากเข้าใกล้ของจริง แต่ลำโพงไดนามิคใหญ่ๆ ก็ให้ Scale ใหญ่ได้ แต่เจ้า FOCUS รุ่นที่ผมสะแต็กที่ผมใช้อยู่ยังไม่ได้ครึ่งของ VOT ครับ ถ้าจะหาลำโพงไดนามิค Scale ใหญ่เท่า VOT และมีคุณภาพออกมาดีๆ ด้วยผมคิดว่า คู่ละล้านเดียวยังไม่ได้เท่ามันครับ ถ้าจะหาแบบมีความไวความฉับพลันเท่ามันและความใหญ่เท่ามัน ผมคิดว่า ลำโพงไนนามิคที่ผมเคยฟังมาคู่ละ ไม่เกิน 5 ล้านบาท ก็ยังทำความไวของเสียงได้ ไม่ถึง มันครับ มีแต่ความใหญ่ Scale ของเสียงได้มากกว่ามันเท่านั้น (เฉพาะลำโพงไดนามิคเท่าที่ผมได้ฟังๆ มาเท่านั้น) ผมยังไม่เคยเจอลำโพงไดนามิคที่มีเสียงไวเท่าลำโพงแบบฮอร์นอ่ะครับครับ (ลำโพงฮอร์นต้องเป็นแบบ Compression Horn ด้วยนะครับ ไม่ใช่ฮอร์นแบบรถขายน้ำปลา ผมไม่แน่ใจว่าลำโพงยี่ห้อแอ็ดวันกราดเป็นแบบไหน?) แต่ VOT เนื้อหนังของเสียงและพลังของเสียงก็ยังห่าง FOCUS Stack ของผมอยู่หลายขุมอีกเช่นกันละครับ อ้อ! ลืมข้อดีของมันไปอย่าง เสียง Sax เสียงเครื่องเป่า ไม่มีลำโพงอะไรในโลกนี้ทำได้เหมือนจริงเท่าลำโพงฮอร์น...
ESL ลำโพงคู่นี้ไม่มีอะไรดี อะไรเด่นๆ เลย แต่มันมีดีตรงที่ฟังสะบายๆ ยามเราต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง แต่ก็แปลกมันมีไดนามิคที่อ่อนแปล้ พลังเสียงก็ออกมาน้อย แต่มันมีความเหมือนจริงของเสียงร้องที่ยอดเยี่ยมครับ ฟังโอเปร์ล่าแล้วขนหัวลุกครับ และอีกสิ่งที่ดีคือเวทีเสียงในการเล่นเพลงคลาสสิก เมื่อวางมันในที่โล่งๆ บนบ้านไม้ มีผนังหลังให้มันบ้าง มันสามารถเห็นตำแหน่งนักดนตรีแต่ละชิ้นกันเลยละครับ วางลำโพงสองข้างห่างกัน 10 ม. เสียงตรงกลางไม่มีโว่ (ผมรักเสียงจากลำโพง QUAD ESL 63 Stack 2คู่นี้มากที่สุดครับ) แต่ในบางครั้งเราก็อยากจะฟังแบบมันส์ส์ส์... ก็ต้องลำโพงไดนามิคและลำโพงฮอร์นที่ดีกันคนละด้านครับ (ข้อย้ำกันอีกครั้งว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ความชอบ ความรู้สึกทุกคนไม่เหมือนกัน)
มาว่ากันเรื่องแอมป์ต่อ ที่ผมจะทำ PP Amp เพื่อให้ได้กำลังวัตต์สูง แม้จะใช้ Class AB2 กันเลยก็ตามนั้น เพราะผมเคยใช้หลอด 6550 กับเครื่อง Sonic Frontiar 60-70W และเคย 6550 Class B ที่ทำได้ 100W เต็มๆ มาแล้ว ความใสชัด รายละเอียด ความถูกต้องของเสียง หรือแม้แต่กำลังขับเหนือกว่ากันทุกประการครับ แต่ราคาแอมป์ที่เป็น Class B เป็นเครื่องไฮเอนด์ของคุณหมอท่านหนึ่งที่แพงกว่า Sonic Forntiar ที่ผมใช้ประมาณ 5 เท่าตัวครับ แอมป์ตัวนี้ผมขอเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณวัตต์ด้วยนะครับ วันที่ผมขับรถกลับจากระยองก็คิดคล้ายพี่ TC เหมือนกัน ว่าจะเอา PP OPT LL1623 100W ของ Lundaul มาลองดูดีไหม? แต่มาคิดดูแล้วว่ามันทำหน้าที่เป็น OPT ผมยังไม่ชอบเสียงมันเลย ยังจอดทิ้งไว้เฉยๆ อยู่ในตอนนี้ละครับ เลยคิดว่าคงไม่เวิร์ค แต่ก็น่าลองครับ เอาไว้เป็นอันดับสุดท้ายค่อยงัดมันขึ้นมาลองละกัน ผมคิดว่าการใช้ OPT เป็น Booster Amp. คงเหมาะกะงาน PA มากว่าครับ เจ้าโฟกัสของผมมันขี้ฟ้องมากกว่า ESL ที่ฟังอะไรก็เพราะครับ ถ้าแผ่นอัดมาไม่ดีนี่ฟังไม่ได้เลยละครับ ทนฟังได้ไม่เกินนาที ก็ต้องเปลี่ยนแผ่น
จะเป็นไปได้ไหม? ถ้าผมจะใช้หลอด 300B เป็น CF (เห็นเพรทมันทนได้ถึง 500v แต่เกนมันก็ต่ำซะอีก) สี่หลอดในงานนี้เพื่อให้ได้ 200W ตามที่ผมต้องการ
ผมได้เข้าไปดูในดาต้าหลอด 211 ที่ 260W 211 ใหม่อีกครั้ง มันต้องการสัญญาณเข้าที่กริดแค่ (Peak AF Grid-to-Grid Voltage) 410Vp to p เท่านั้นเองนะครับ ผมคิดว่า 6528 ให้ 400Vmax ที่เพรท แต่เรายังมีไฟลบที่ R คาโทดอีก 65v นะครับ ซึ่งน่าจะทำได้ถึง 465Vp to p แต่ติดปัญหาที่มันต้องใช้กำลังขับ 211 ที่กริดเป็นบวกนี่แหละ ก็คงจะวิ่งไปถึง +100v (Gird to Grid ของ 211 น่าจะอยู่ที่ +100v -310v) ที่กระแสแค่ 36mA เท่านั้นเองนะครับ คือมันอาจจะไปทางด้วนบวกไม่ได้มันก็พยายามถีบตัวไปทางลบเองแหละ (คือ Grid to Grid อาจวิ่งจาก 0 -410v หรือเข้าไปทางฝั่งลบบ้างเท่าที่ CF มันอัดเข้าไปไหว ในกรณีเรา Bias หลอด 6528 Plate Dissipate Max เข้าใกล้ 30W กันเลย) อันนี้คือเคยอ่านฝรั่งมันว่า ซึ่งฝรั่งคนนั้นอาจเข้าใจผิดเหมือนผมก็เป็นได้ครับ) งานนี้พวกเราคงจะได้พิสูจน์เรื่องนี้กันด้วยเลยนะครับ อ้อ! HT ที่จ่ายให้หลอด 211 งานนี้ไม่ใช่ 1250v นะครับ แต่เป็น 1410v ที่ผมคิดว่ามันคงไม่ตกลงมาแม้เราจะใช้ถึง 4 หลอด เพราะสองหลอดตอนใช้งานผมเคยอัดกระแสให้มันเต็มที่ตอนทำเป็น SE Amp ที่ 120W Plate Dissip. กันมาแล้ว ไฟ HT ไม่เคยต่ำกว่า 1400v ครับ หรือถ้าต้องการ 1500v-0-1500v ที่ต่อแบบ C-Chock-C ละก็คงจะได้ HT 1700v-1800v สบายๆ ครับ (แต่ไฟระดับนี้ผมเคยลองมาแล้ว มันแลบเข้าหาไขควงกันเลยละครับ ผมต้องใช้สายที่มีฉนวนถึง 2.6kv ให้ SE Amp ที่ผมทำ เส้นสีดำๆ ที่ต่อจาก R สีนวลๆ ที่เห็นกันในรูปข้างบนแหละครับ สายมันจะมีฉนวนถึงสองชั้น)
เรียนพี่ TC ครับ ตอนนี้พี่ไม่ต้องส่งหลอด 6528 มาให้ผมแล้ว เพราะผมไปค้นเจอที่บ้านอยุธยาว่าผมมีอยู่แล้วครับ ซื้อไว้นานมากๆๆๆ จนลืมไปว่าผมสามารถซื้อได้ตามคำแนะนำของพี่สำเร็จ ซึ้งในน้ำใจไมตรีของพี่เป็นสุดๆ เลยครับ ที่ยอมยกหลอดที่แสนหวงให้ผมได้ลงคอ สงสัยต้องหาเบอร์อื่นที่ผมไม่มีกันใหม่ซะแล้วนะครับ 55555+

เรียนคุณประสานครับ เตรียมทำบ็อบบิ้นได้เลยครับ อีกสองอาทิตย์จะลงไปปิดงานอีกครั้ง ว่าจะชวนน้องหลุยซ์ไปด้วย (เพิ่งเข้ามาอ่านข้อมูล ขอย่อยก่อนแล้วจะมาคุยต่อนะครับ ขอบคุณครับบบบ ที่นับหนึ่งให้แล้ว
