ไผ่กอนี้มีเสียงเพลง ๖ มิถุนายน ๒๕๔๙ ๑๖.๓๖ น.
ก่อนถึงวาระของ 'จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 15' ในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ มิถุนายน ศกนี้ เวลา ๑๗.๐๐ น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : 'จุดประกาย' ขอนำเสนอเรื่องราวของวงดนตรี กอไผ่ ศิลปินของงานนี้ พร้อมกับเสียงเพลงที่จะนำเสนอในคอนเสิร์ตนี้ เป็นการอุ่นเครื่องล่วงหน้า
วงกอไผ่ เป็นการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จากหลายสถาบันการศึกษาที่มีพื้นฐานความรักในดนตรีไทยและศิลปวัฒนธรรมไทย มาทำกิจกรรมทางดนตรีด้วยกันหลายรูปแบบ ทั้งงานแสดงสดบนเวที งานสตูดิโอบันทึกเสียง งานกิจกรรมเผยแพร่ดนตรีไทยสู่เยาวชนทั้งใน และนอกสถานศึกษา งานดนตรีสร้างสรรค์ เพลงประกอบละครเวที เพลงประกอบภาพยนตร์ สารคดีและงานโฆษณา เคยเข้าประกวดดนตรีไทยเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ได้รางวัลชนะเลิศทั้งรวมวง และนักดนตรีดีเด่นทุกเครื่องมือ เป็นวงดนตรีกึ่งอาชีพวงหนึ่งที่มีบทบาทในการอนุรักษ์สืบสานและสร้างสรรค์ดนตรีทางเลือกใหม่เพื่อสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๒๔ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ดุริยกวีคนสำคัญที่โรงละครแห่งชาติ มีการแสดงดนตรีผลงานของท่านครูมากมาย การแสดงที่สำคัญชุดหนึ่งในครั้งนั้นก็คือ วงมหาดุริยางค์ อันมาจากแนวคิดของหลวงประดิษฐไพเราะ ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลายร้อยชิ้น มีการเรียบเรียง แบ่งบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน ยิ่งใหญ่ดังวงซิมโฟนีของตะวันตก ขนาดประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ คน
หน่อไม้หลายต้นจากสถาบันการศึกษาต่างๆ มาเจอกันในงานครั้งนั้น ได้คลุกคลีแลกเปลี่ยนความคิด และชื่นชมในความสามารถของกันอยู่ในที รวมตัวกันจนกลายเป็นกอไผ่ ณ วันนี้ และยิ่งกว่านั้น งานนี้ถือเป็นการจุดประกายให้กับนักดนตรีเยาวชนในรุ่นนั้นอีกหลายๆ คน อาทิเช่น ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า หรือขุนอิน (บางกอกอคูสติก), ชัยยุทธ โตสง่า (บางกอกไซโลโฟน), บุญสร้าง เรืองนนท์ (ลูกปู ดอกกระโดน) ฯลฯ ได้เติบโตและสร้างงานต่อในสังคมปัจจุบันเช่นกัน
หลังจากงาน ๑๐๐ ปีเกิดของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ เสร็จสิ้นลง บรรดาสมาชิกก็ยังหาโอกาสรวมตัวกันอยู่ ในการซ้อมดนตรี รวมทั้งการไปศึกษางานดนตรี งานศิลปะต่างๆ โดยใช้มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ ๒ ของ กอไผ่ เป็นที่พบปะสังสรรค์
ชื่อวง กอไผ่ ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี ๒๕๒๖ ในรายการแสดงที่ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ เกิดจากคำไทยง่ายๆ 'กอไผ่' คำๆ นี้เป็นได้ทั้งนิทานเรื่องเล่าที่เปรียบการร่วมสมานสมัครรักใคร่กันของต้นไผ่แต่ละต้น ไม่เคยขึ้นมาโดดเดี่ยว ต้องเติบโตเป็นกอ และจะมีพลังก็ต่อเมื่อรวมกันอยู่ มีความแข็งแรงแน่นเหนียวยากที่ใครจะหักล้างทำลายได้ ในขณะเดียวกัน ไม้ไผ่ ต้นหญ้ามหัศจรรย์นี้ยังเป็นพืชสารพัดประโยชน์ที่อำนวยให้ผู้คนทั่วโลกได้ใช้สอยเพื่อการดำรงชีวิต ธรรมชาติของไผ่มีความงดงามด้วยรูปทรง สีสัน และที่มาอีกด้านของชื่อนี้ได้มาจากธรรมเทศนาของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่สุดของความเป็นเนื้อในของปล้องลำไผ่นั้นคือ 'ความว่าง' เป็นต้นไม้ที่ไม่มีแก่นสารแกนใน ได้ตระหนักถึงความเป็นอิสระหลุดพ้นจากสิ่งทั้งปวงที่ยึดมั่นถือมั่น ไร้ตัวตน เข้าถึงสุญญตา ดั่งข้อธรรมะที่ว่า 'ไม่มีอะไรในกอไผ่' นั่นเอง ความว่างของดนตรี หรือความเงียบของดนตรีนั้นเป็นเสียงที่สำคัญที่สุด
นอกจากชาวกอไผ่ จะสนใจดนตรีไทยแล้ว เรื่องของวรรณกรรม เรื่องของศิลปะหลายๆ แขนง รวมทั้งสนใจทางเลือกใหม่ๆ ที่จะเกิดกับดนตรีไทย อันเป็นอิทธิพลมาจากวงดนตรีที่เป็นต้นแบบของกอไผ่ ตั้งแต่งานฉลอง ๑๐๐ ปีหลวงประดิษฐฯ นั่นคือ วงฟองน้ำ ซึ่งสมาชิกของวงกอไผ่เองหลายๆ คนก็ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นลูกศิษย์ลูกหาของ ครูบุญยงค์ เกตุคง หรือ อาจารย์บรูซ แกสตัน ที่จุฬาฯ
ปลายปี ๒๕๒๖ มีการประกวดดนตรีไทยเพื่อความมั่นคงแห่งชาติขึ้นที่โรงละครแห่งชาติ เป็นการประกวดดนตรีไทยระดับประเทศที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของเมืองไทย วงลูกผสมจากหลายๆ โรงเรียนรวมกันอย่างวงกอไผ่ ก็ได้เข้าร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน ผลการประกวดปรากฏว่า วงกอไผ่ชนะเลิศการประกวดประเภทในระดับมัธยมศึกษา และทุกคนในวงก็ชนะเลิศในแต่ละประเภทเครื่องดนตรีด้วย ผลของการประกวดครั้งนั้นทำให้ชื่อของ กอไผ่ ผ่านหูคนในแวดวงดนตรีไทยขึ้นมา
แตกหน่อกอไผ่
หลังจากงานประกวดดนตรีไทยครั้งสำคัญ ทิศทางการทำงานของกอไผ่ก็เริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากการค้นหาตนเองแล้ว สังคมภายนอกก็กว้างขึ้นด้วย หลายคนในวงหันไปเรียนดนตรีอย่างจริงจังในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ในขณะเดียวกัน บางคนก็ไปเรียนในสายที่ตนเองสนใจ หลายคนพบกับสิ่งต่างๆ อีกมากมายนอกจากดนตรีไทย ได้เจอกับงานหลายๆ รูปแบบ เนื่องด้วยสมาชิกแต่ละคนของวงมีความถนัดในงานเฉพาะทาง และประกอบอาชีพหลายหลาก
มีทั้งครูอาจารย์ นักเขียน สื่อมวลชน วิศวกร นายแพทย์ สถาปนิก ข้าราชการกรมศิลปากร กวี-นักขับขานทำนองเสนาะ ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ นักธุรกิจ ตลอดจนเป็นนักดนตรีอาชีพร่วมงานประจำอยู่ในแวดวงดนตรีไทย และสากลชั้นนำของเมืองไทย อาทิเช่น วงฟองน้ำ, บางกอกซิมโฟนีออร์เคสตรา ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี นอกจากนี้ยังเป็นเสียงดนตรีเบื้องหลังให้กับความสำเร็จของศิลปินเพลงอีกหลายแนว เช่น จีวัน, ทอดด์ ทองดี, ทศพล หิมพานต์, ตุ๊ แครี่ออน, ครูจำเนียร ศรีไทยพันธ์, ครูละเมียด ทับสุข, อุบะมาลี, หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ เป็นต้น
วงกอไผ่ มีผลงานเทปและซีดีออกมาสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน งานเพลงที่รู้จักกันในระยะหลังๆ นี้ มีทั้งงานดนตรีไทยแบบฉบับ งานดนตรีไทยประยุกต์ ผลงานเพลงครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ดุริยกวีคนสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านประสบการณ์ทางดนตรีระดับชาติและนานาชาติหลายครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีผลงานเดี่ยวของสมาชิกแต่ละคนออกมาสู่สังคมเป็นระยะ เช่น ชัยภัค ภัทรจินดา ใน 'เบญจรงค์', 'แสนคำนึง ๑ - ๒', 'ขิมคำนึง', 'จินตนาการสยาม', เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี ชุด 'สีซอให้คุณฟัง', 'แสนเสนาะ', 'อะลัว (ร่วมกับบุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ)' ในส่วนของงานภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียง คือ การให้เสียงดนตรีไทย-เพลงไทยประกอบภาพยนตร์เรื่อง 'สุริโยไท' (๒๕๔๑) ทำงานเพลงร่วมกับ Richard Harvey กำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล, งานดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง 'โหมโรง' the Overture (๒๕๔๗) ทำงานเพลงร่วมกับชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า กำกับโดยอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ได้รับการชื่นชมจากสังคมในมุมกว้างและรางวัลเกียรติยศจากสถาบันการประกวดภาพยนตร์หลายแห่ง และผลงานชิ้นล่าสุดคือเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง 'เปิงมาง' ของบริษัทพระนครฟิล์ม ซึ่งจะออกฉายในปลายปี ๒๕๔๙ นี้
วงกอไผ่ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นดนตรีไทยเดิม?
"ไม่ค่อยพิสมัยกับคำว่าไทยเดิมเท่าไร เพราะว่าถ้าพูดคำว่าไทยเดิม มันก็เท่ากับสิ่งที่มันตายไปแล้ว หยุดไปแล้ว เลยกลายเป็นของเดิม ของเก่า แต่เรามั่นใจว่าสิ่งพวกนี้มันยังดำเนินต่อไป มันมีอดีต มีปัจจุบัน และยังมีอนาคตต่อไป ไม่เรียกตัวเองว่าดนตรีไทยเดิม แต่ต้นกำเนิดของกอไผ่มาจากดนตรีที่เป็น Classical ดนตรีแบบแผนดั้งเดิม และกอไผ่มองว่ามันไม่มีอะไรเดิม มันต้องมีเติบโต มีการเรียนรู้ มันต้องมีการทดลอง สร้างทางเลือกใหม่ๆ เราไม่ได้เล่นดนตรีดั้งเดิมอย่างเดียว เราเล่นทุกแนว ลูกทุ่งก็เล่น พื้นบ้านก็เล่น ไปจนถึงดนตรีทดลอง ดนตรีร่วมสมัย ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีเรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทยเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด และมันทำให้เราขยายโลกทัศน์มากขึ้น เห็นว่าดนตรีไทยควรจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างกับสังคมในปัจจุบัน"
มองดนตรีไทยในสังคมปัจจุบันอย่างไร?
ดนตรีมันมีหลายส่วน ดนตรีเป็นคำรวมๆ แต่ในดนตรีมันมีอะไรบ้าง ก็มีนักดนตรี คือ คน มีเสียงดนตรี มีเครื่องดนตรี มีภาษา บทกวี อะไรต่างๆ ทุกเรื่องมันมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
"ส่วนมากคนพยายามมองว่าดนตรีไทยคือดนตรีที่เป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าคุณเห็นระนาด นี่คือดนตรีไทยเดิม แต่ในนิยามของกอไผ่ ดนตรีก็คือดนตรี อยู่บนผืนแผ่นดินของโลก เราไม่รู้ว่าสมัยก่อนเป็นอย่างไร แต่ดนตรีมีการพัฒนาแต่ละยุคสมัยขึ้นมาจนถึงขณะนี้ ดนตรีไทยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด ระนาดเมื่อก่อนมันไม่ใช่รูปร่างแบบนี้หรอก มันย้อนไปไกลมาก ดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากให้มองว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นตลอดไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องดนตรี แต่คือความคิดความรู้ต่างๆ ที่ทำเป็นเพลงออกมา ถ้าคุณเป่าแซ็กโซโฟนเพลงไทยนั่นก็คือดนตรีไทย อย่าเอาเครื่องดนตรีมาแยก"
"เมื่อเราพูดถึงศิลปวัฒนธรรมไทย เราบอกว่า เราจะเสพศิลปวัฒนธรรมไทยเพื่ออะไร คำตอบที่เรามักจะได้ก็คือ เพื่อการอนุรักษ์ นั่นแปลว่ามันกำลังจะตายไปหรือเปล่า เราน่าจะมองว่ามันสร้างประโยชน์ได้อย่างไรในปัจจุบัน สิ่งที่มันจะอยู่กับสังคม อยู่คู่กับคนได้คือสิ่งนั้นต้องมีประโยชน์ในยุคนั้น เหมือนกับศิลปะที่จะต้องตอบสนองสังคม เมื่อเราไปให้นิยามไปหยุดอยู่ตรงนั้นแล้วมันก็ไม่เชื่อมโยงกับสังคมในปัจจุบัน สืบเนื่องไปกับอะไรอีกหลายๆ อย่าง มองกลับไปในอีกมุมหนึ่งศิลปวัฒนธรรมไทยหลายๆ อย่างไม่ปรับตัวเองเพื่อการสื่อสารกับสังคมในปัจจุบัน สังคมเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน การบริโภคเปลี่ยนแต่หลายๆ อย่างเรายังคงมันอยู่ในบริบทที่มันเกิดขึ้นในสังคมแบบเดิมๆ เพราะฉะนั้นตัวศิลปะในปัจจุบันต้องทำหน้าที่สื่อสารกับปัจจุบันด้วย ให้ความรู้ความเข้าใจด้วย"
"เรามีคำอยู่เสมอว่า เราเล่นดนตรีไทย เราไม่เคยแสดงดนตรีไทย การเล่นคือทุกคนต้องรู้กติกา รู้ว่ามันสนุกอย่างไร แต่ในสังคมปัจจุบันนี้คนไม่รู้กติกา ไม่รู้ว่ามันสนุกอย่างไร เสียงที่ได้ยินนั้น เขากำลังทำอะไร"
"อีกประการหนึ่งเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่ได้ ก็คือเรื่องของทุนนิยม "คุณค่า" กับ "มูลค่า" แต่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาว่าแล้วอะไรมันยั่งยืนกว่ากัน มูลค่าเสร็จแล้วมันก็หายไป คุณค่ามันอาจจะให้อะไรมากกว่านั้น แต่ว่าทิศทางการพัฒนาของประเทศเอง ของความคิดท่านผู้นำเอง หรืออะไรก็ตาม บางทีเรามองในเรื่องของมูลค่า และมองไกลเกินกว่าความเป็นตัวของตัวเอง เรามีวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง แต่เราก็พยายามจะหลอกกันว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ทัดเทียมกับชาวโลกเขา แต่จุดสมดุลระหว่างการปรับวัฒนธรรมที่เรามีอยู่ที่จะเข้าไปหา หรือสื่อสารกับเขามันอยู่ตรงไหน"
"สำหรับวงกอไผ่ เรามองตัวเราเป็นทางเลือก เพราะสังคมปัจจุบันมีทางเลือกน้อย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยจริงๆ มีทางเลือกเยอะ แต่คนที่จัดสรรมาเขาหยิบมาให้ไม่กี่อย่าง ฉะนั้นเรามีจุดยืนที่มั่นคงอยู่แล้วว่าเราจะทำอะไร มีจุดหมายปลายทางเพื่ออะไร แต่เราไม่จำเป็นที่จะเอาจุดยืนตรงนั้นไปบอกทุกคน หรือเอาไปแสดงให้ทุกคนเห็นในทุกสถานที่ เราต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไรก่อน ผ่อนปรนทางภาษา เป็นการเปิดประตูบานแรกที่จะทำให้เขารับได้ง่ายๆ ก่อน เมื่อเขาเริ่มเรียนรู้อะไรมากขึ้น มันก็จะเข้ามาสู่จุดที่เป็นแก่นของมัน"
เรื่องเล่าจากต้นไผ่
เพราะงานดนตรีของกอไผ่ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเข้าไปช่วยเสริมหรือเป็นทีมงานเบื้องหลังให้ ไม่มีครั้งไหนเลยที่เป็นคอนเสิร์ตเฉพาะจริงจัง ครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่กอไผ่ได้มายืนอยู่ข้างหน้า "กอไผ่เป็นต้นไม้ดนตรี เรานำเสนอสิ่งที่จะบอกว่าเราเดินทางร่วมกันมานาน ตัวตนของกอไผ่ได้บอกอะไรเราบ้าง โดยเสนอผ่านทางเสียงเพลง บทกวี ผ่านการสื่อสาร ดนตรีเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น แต่ปลายทางของกอไผ่ที่ส่งไปสู่ผู้ชมนั้น ไม่ใช่แค่ความไพเราะ แต่มันหมายถึงว่าเราจะพูดอะไรกันกับผู้ชมผู้ฟัง ในขณะเดียวกันเราก็ได้เรียนรู้ และบันทึกเรื่องราวที่ผ่านมาของเราด้วย"
คอนเสิร์ตในครั้งนี้จึงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้ต้นหนึ่งที่ผ่านเวลามานานกว่า ๒๐ ปี มีการผลัดรุ่น โดยเฉพาะไผ่ที่มีการแตกหน่ออยู่เสมอ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง มีความรู้สึกต่างๆ กับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ หรือแม้กระทั่งในยุคที่มันอยู่ท่ามกลางป่าคอนกรีต ซึ่งจะแบ่งช่วงการเติบโตของวงไว้ในการแสดงหลายๆ แบบ
'ซีดีจุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 15'
หาซื้อที่ไหนไม่ได้ติดต่อ บริษัท HERE
21/17 สุขุมวิท 18 คลองเตย กทม 10110
โทรศัพท์ 02 2596540-2
โทรสาร 02 2596543
E-Mail : info@here.co.th
http://www.here.co.thไผ่ร่วมกอ ประกอบด้วย
สุพร ชนพันธ์ ณัฐวิภา มูลธรรมเกณฑ์
ฐุญส่ง ธรรมวานิชย์ สมนึก แสงอรุณ
ประสารวงศ์วิโรจน์รักษ์ ภูริภัสสร์ มังกร
สหรัฐ จันทร์เฉลิม ปิยะ แสวงทรัพย์
ปิยะนุช นาคคง นวราช อภัยวงศ์
อภิชัย เลี่ยมทอง เกรียงไกร วีรวัฒน์
วโรดม อิ่มสกุล ทนงศักดิ์ รามสงฆ์
มนณวัฒน์ เย็นฉ่ำ กนกพร ทัศนะ
ธนกฤษณ์ อกนิษฐ์ธาดา กฤษฎาธาร จันทะโก
ซีดีแผ่นที่ ๑ ประกอบด้วยเพลง ๖ เพลง
๑ สาธุการ วงปี่พาทย์ไม้แข็ง
สาธุการ : ปี่พาทย์ไม้แข็ง
หลายๆ คนรู้จักกอไผ่จากงานดนตรีไทยร่วมสมัย อาจจะเห็นว่าเราเป็นดนตรีที่มีทางเลือกมาก อาจจะเห็นว่าเป็นเหมือนพวกที่คิดอะไรใหม่ มักจะมีการต่อต้าน และต้องพิสูจน์อยู่เสมอรู้จักจากสื่อบันเทิงซึ่งเป็นสื่อที่กลายไปหมดแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจที่เรามีคือเรื่องของวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่เรายึดอยู่เสมอก็คือเรื่องของครู ครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระพุทธเจ้า เราเลือกที่จะบูชาครู เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ดึงทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาสู่จุดเริ่มต้น เพลงสาธุการเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพต่อรากเหง้าชีวิตของสังคมไทย และคนที่จะเรียนปี่พาทย์ในอดีตนั้นจะต้องเริ่มตั้งแต่เพลงสาธุการเป็นเพลงแรก ไม่สามารถสืบค้นได้ว่าใครเป็นผู้แต่ง
๒ คำหวาน มโหรีระนาดแก้ว ขับร้องโดย ณัฐวิภา มูลธรรมเกณฑ์
จากเสียงศักดิ์สิทธิ์ มาสู่เพลงร้องหวานๆ แต่แทรกความเป็นวิชาการ ใช้วงมโหรีโบราณประกอบกับกระจับปี่เสียงนุ่มนวล และระนาดแก้วเสียงใส มีการอ้างถึงมโหรีโบราณในภาพจิตรกรรมฝาผนัง หากแต่เป็นสิ่งที่หาดูหาฟังจริงไม่ได้แล้วในสังคมไทยยุคคิดใหม่ทำใหม่ ปฏิเสธอดีต และมักมีคำตอกย้ำว่าดนตรีไทยคงจะสูญ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดไม่ใช่น้อย
คำหวาน เป็นเพลงขับกล่อมอยู่ในชุดมโหรีโบราณ มีอายุยาวนานกว่ากรุงเทพมหานคร หาฟังได้ยาก เริ่มมาติดหูติดปากกันตอนที่มีภาพยนตร์โหมโรง ผู้คนติดใจนิยมชมชอบเรียกหาเสียงซอหวานๆ แต่ในงานนี้ ขอย้อนอดีตเพลงก่อนที่จะถูกแปลงโฉมในจอ
๓ สุรินทราหู เครื่สายไทย เดี่ยวจะเข้โดย สหรัฐ จันทร์เฉลิม
สุรินทราหู ปรากฏการณ์เมื่อดวงอาทิตย์ดับด้วยฤทธิ์ราหู ผสมผสานกับบทกลอนบรรยายความรู้สึกส่วนลึกของเสรีภาพที่ถูกปิดกั้นของสตรีเพศในสังคมที่ผู้หญิงเป็นเบี้ยล่าง ผ่านวรรณกรรมขุนช้างขุนแผนกลายเป็นบทเพลงสำเนียงไทยปนมอญ เรียบเรียงทางเดี่ยวจะเข้โดยอาจารย์สหรัฐ จันทร์เฉลิม
๔ ลำตัดดนตรี ดนตรีร่วมสมัย(เพลงนี้ very it = มันมาก)
เพลงชุดสุดสนุกของวงการปี่พาทย์ลิเก นิยมใช้ในฉากออกแขก อารมณ์ครื้นเครง ประพันธ์โดย ครูบุญยงค์ เกตุคง ศิลปินแห่งชาติ เรียบเรียงใหม่ในลีลาร็อคแขกโดย ชัยภัค ภัทรจินดา
๕ ชมดง แหล่โดย ธนกฤษณ์ อกนิษฐ์ธาดา เดี่ยวแซ็กโซโฟนโดย Koh Mr. Saxman
จากวาทะของราชาเพลงแหล่ลูกทุ่งในอดีต บุญสม มีสมวงศ์ หรือ พร ภิรมย์ ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความหลากหลายของชีวิต ต้นไม้ สัตว์ป่า เป็นเพลงร้องพื้นบ้าน เล่าเรื่องสัมผัสคำแพรวพราว ชัยภัค ภัทรจินดา เรียบเรียงใหม่เป็นจังหวะเร็กเก้
๖ ตับแม่ศรีทรงเครื่อง ดนตรีร่วมสมัย
ชื่อสามัญที่รู้จักกันทั่วไปคือ 'ตับนก' เนื่องจากเป็นการนำเสนอเพลงที่มีการสอดแทรกการเสียงประกอบที่ไม่ใช่ดนตรีไทยกระแสหลักเข้ามาในเพลง โดยใช้ขลุ่ยนกชนิดต่างๆ เลียนเสียงนกร้องเอาไว้อย่างน่าสนใจ เดิมเพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทละครดึกดำบรรพ์เรื่องอิเหนา พระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จับตอนตัดดอกไม้ฉายกริช บทขับร้องเป็นช่วงที่อิเหนา สังคามาระตา และพี่เลี้ยงกิดาหยันพากันออกเดินทางชมป่า ก่อนจะไปทำกลลวงนางบุษบา ถ้อยความในบทร้องปรากฏชื่อนก 4 ชนิด คือ นกโพระดก นกกางเขน นกกาเหว่า และไก่ โหมโรงจีนตอกไม้ โหมโรงช่อผกา
ซีดีแผ่นที่ ๒ ประกอบด้วยเพลง ๗ เพลง
๗ โหมโรงจีนดอกไม้-โหมโรงช่อผกา-เชิดต่อตัว ปี่พาทย์ไม้แข็งประชันวง
ย้อนกลับไปสู่ฉากภาพยนตร์โหมโรงที่ยังคงประทับใจผู้ชมตลอดเวลา กับการประชันดนตรีในวังระหว่างวงปี่พาทย์นายศรและขุนอิน กลายเป็นตำนานของหนังไทยและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมากกลับมาชื่นชมมรดกสิ่งที่เรียกว่ารากเหง้า แม้วันนี้โหมโรงจะลาโรงไป แต่นี่คือความรู้สึกที่เราอยากจะคารวะคุณครูดนตรีไทยผู้เป็นต้นทางการเติบโตและขอบคุณพี่อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ที่ไว้วางใจให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างประวัติศาสตร์ดนตรีไทยที่น่าภูมิใจปี่พาทย์ประชันที่มาจำลองภาพให้ดูในวันนี้ เริ่มต้นด้วยฝ่ายวงนายศร เพลงโหมโรงจีนตอกไม้ จากการเย็บเล่มระหว่างเพลงจีนตอกไม้ (ครูสุพจน์ โตสง่า) เพลงจีนน้ำหยดหนึ่งสร้างมหาสมุทร (อานันท์ นาคคง) จบลงด้วยเพลงอาหนูชั้นเดียวทางเปลี่ยน (หลวงประดิษฐไพเราะและชัยภัค ภัทรจินดา) จากนั้นวงขุนอินจะรับช่วงด้วยเพลงโหมโรงช่อผกา (ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า) และสุดระทึกใจด้วยการประชันระนาดเอกโต้ตอบกันในบทเพลงเชิดต่อตัว วัดความเร็วความไหว วัดใจต่อใจ อย่าลืมรัดเข็มขัดนิรภัยทุกเก้าอี้ ขอเตือน
๘ อาหนู เอกทุ้มจุ้มจิ้ม
ดนตรีร่วมสมัยเพลงอาหนู เป็นเพลงไทยสำเนียงจีน ซึ่งโบราณาจารย์ได้ดัดแปลงมาจากเพลงจีนแท้ และครูปุย บาปุยะวาทย์ ได้ทำการขยายทำนองให้เป็นอัตราสามชั้น มีสำนวนหวานไพเราะ แฝงไว้ด้วยความสดชื่นรื่นเริง ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเค้าโครงทำนองของครูปุยมาปรับปรุงขึ้นเป็นทางเดี่ยวสำหรับการบรรเลงอวดฝีมือของนักระนาด โดยประมวลความรู้เชิงทักษะการบรรเลงให้มีคารมคมคาย มีความแม่นยำทิศทางของไม้ตีระนาด คนเล่นต้องมีสมาธิดี มีจังหวะดี มีรสมือที่น่าฟังทั้งซ้ายและขวา มีความสันทัดจัดเจนในเรื่องปฏิภาณไหวพริบ การบรรเลงครั้งนี้ วงกอไผ่ได้นำมาเรียบเรียงใหม่ โดยเป็นการรับล้อกันระหว่างระนาดเอก (ทางดั้งเดิม) กับระนาดทุ้ม (ทางครูรัน) โดยมีกองเชียร์เป็นวงสตริงร่วมสมัย
๙ โฆษมณฑล ซอสี่หมี่เกี๊ยง
โฆษมณฑล (Sonic Mandala) : ดนตรีทดลองประพันธ์โดยบุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ สำหรับคนสวดมนต์ ซอด้วง ๔ คัน ระฆัง โหม่ง กังสดาล กลองทัด เปิงมางคอก (มอญ) คอมพิวเตอร์ และลำโพง ๔ ตัว เป็นงานที่เปรียบเสมือนมณฑลแห่งเสียง ที่มีขอบข่ายของเสียงอันเป็นมงคล สร้างเสียงอันเป็นมงคลตามเวลาทั้ง ๔ ของวัน ซอด้วงแต่ละคันมีทำนองที่อยู่คนละเพลง คนละทาง แล้วด้นโดยอิสระจากทั้งจังหวะกลาง และจังหวะของกันและกัน แต่ก็ยังรับตอบกันโดยสอดคล้อง โดยการกำหนดใจจดจ่ออยู่ในการบรรเลง โต้ตอบ การผละจากการผสมกลมกลืน การขัดขึ้นมา ทั้งนี้อารมณ์ความรู้สึกโดยรวมจะต้องถูกกดเก็บเอาไว้อย่าให้มากเกิน เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดก็จะมีการเปลี่ยนทำนองเพลง เปลี่ยนทาง ถือเป็นการเปลี่ยนท่อน เปลี่ยนเวลา เป็นอย่างนี้ไปจนครบ ๔ เวลา เป็นอันจบสิ้น
๑๐ พระรามเปื้อน ละครเล่าเคล้าร็อค โดย ปิยะนุช นาคคง ธนกฤษณ์ อกนิษฐ์ธาดา
"คุณเปรม... ฉันไม่เข้าใจอะไรหลายอย่าง ถ้าคุณเปรมยังอยู่ ฉันก็คงจะถามได้ แต่ก็ช่างเถิด ไม่เป็นไร...ว่าที่จริงฉันก็เริ่มจะเข้าใจอะไรได้บ้างแล้ว แต่ฉันอยู่มานานเต็มที คุณเปรม... ได้เห็นอะไรที่ไม่นึกว่าจะเห็น และไม่อยากจะเห็น ฉันอยู่มาถึงสี่แผ่นดินแล้ว คุณเปรม สี่แผ่นดิน นานหนักหนา ฉันเหนื่อยเต็มที เหนื่อยจะขาดใจ คนสี่แผ่นดินนั้นแก่เกินไปกระมัง หรือว่าฉันจะเหนื่อยเพราะเรื่องอื่นก็ไม่รู้..."
บทรำพึงในวาระสุดท้ายของแม่พลอย วรรณกรรมอมตะของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ร่วมกับคำโปรยบนจอหนังก่อนเรื่องรหัสลับดาวินชีจะฉาย "ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นนวนิยายล้วนๆ ผู้เขียนเขียนขึ้นจากจินตนาการ ผู้จัดจำหน่ายไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ศาสนา โปรดชมเพื่อความบันเทิงเท่านั้น" เป็นที่มาของเพลงจุดประกายหนึ่งนี้ คำร้องโดยอานันท์ นาคคง ทำนองโดยชัยภัค ภัทรจินดา
๑๑ ช้างเย็บ ดนตรีร่วมสมัย เพลงเด็กแก่แดด แร็พโดย นพพร เพริดแพร้ว
แรงบันดาลใจจากผลงานอมตะของครูชิ้น ศิลปบรรเลง (ผู้ก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ) ซึ่งอายุครบ 100 ปีในปีนี้ ครูชิ้นประพันธ์เพลง 'ช้าง' จากทำนองพม่าเขวชั้นเดียว เพื่อใช้เป็นเพลงวิทยุโรงเรียนให้เด็กได้เรียนดนตรีผ่านสื่อวิทยุในสมัยก่อน ช้างสอนให้เด็กไทยทั้งประเทศร้องเพลงไทยเป็นและรู้จักรักช้าง หากแต่ในโลกที่เปลี่ยนแปลง ชีวิตช้างเปลี่ยนไป แบดบอยยุคโอเน็ต-เอเน็ตเห็นช้างในภาพอื่นเสียแล้ว เรียบเรียงดนตรีโดยแก๊งฮิพฮอพดุริยางคศิลป์มหิดล เนื้อแร็พใหม่โดยสุขเจริญ ทองเต็ม และอานันท์ นาคคง
๑๒ ชเวดากอง ดนตรีร่วมสมัย
ที่มาเดียวกันกับเพลงช้าง นั่นคือ การนำเพลงพม่าเขวมาขยายต่อกลายเป็นเพลงเถาด้วยอัจฉริยภาพของครูบุญยงค์ เกตุคง ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการฟังปี่พาทย์พม่าและแบบแผนการบรรเลงอย่าง 'มือพม่า' เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ให้ชื่อว่า 'เพลงชเวดากองเถา' พรรณนาความงามของพระมหาเจดีย์ชเวดากองซึ่งเป็นสิ่งสักการะสูงสุดของชาวพม่า วงดนตรีไทยกรุงเทพมหานครนำเพลงนี้ออกบรรเลงเป็นครั้งแรกในรายการดนตรีสำหรับประชาชน ณ สังคีตศาลา กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ต่อมาเพลงชเวดากองนี้เองที่กลายเป็นสื่อ 'จุดประกาย' ให้อาจารย์บรูซ แกสตัน หันมาศึกษาดนตรีไทยกับครูบุญยงค์อย่างจริงจัง จนกระทั่งเกิดวงดนตรีไทยร่วมสมัย 'ฟองน้ำ' ในที่สุด เราชาวกอไผ่ - ผู้ก้าวเดินตาม ขอใช้เพลงนี้บูชาครูทั้งสองท่านผู้จุดประกายความฝันของหน่อไม้อ่อนจนถึงวันเวลาของความเป็นกอไผ่วันนี้
๑๓ โยคีถวายไฟ ประชันปี่พาทย์มอญแปลง
การฟ้อนชนิดหนึ่งที่มีที่มาจากคุ้มเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ คือ "ฟ้อนโยคีถวายไฟ" เรื่องราวของฟ้อนชนิดนี้ อาจารย์ธีรยุทธ ยวงศรี ได้เขียนไว้ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม ๙ หน้า ๔๘๘๖ ดังนี้
ฟ้อนโยคีถวายไฟ เป็นกระบวนฟ้อนชุดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากดำริของเจ้าแก้วนวรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายของเชียงใหม่ เป็นการคิดขึ้นเพื่อเตรียมรับเสด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจฯ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ โดยจ้างครูฟ้อนชาวพม่ามาถ่ายทอดให้ แล้วมอบหมายหน้าที่ให้พ่อเลี้ยงน้อยสม สมุทรนาวี คหบดีชาวเชียงใหม่ดำเนินการทั้งหมด การฟ้อนครั้งแรกคราวนั้นใช้ผู้แสดงเป็นชายทั้งหมดเพราะเพลงที่ใช้ร้องเป็นบทร้องของผู้ชาย และท่าฟ้อนเกือบทั้งหมดจะใช้การเคลื่อนไหวด้วยการเต้นเป็นส่วนใหญ่ มีการแสดงเพียงครั้งเดียว
ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ จังหวัดเชียงใหม่ได้รับเชิญไปร่วมแสดงในงานเผยแพร่วัฒนธรรมประจำภาคที่กรุงเทพมหานคร ที่ท้องสนามหลวง เจ้าแก้วนวรัฐฯ จึงได้ฟื้นฟูการแสดงชุดนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยมอบหมายให้พ่อเลี้ยงน้อยสมเป็นผู้จัดการเช่นเดิม พ่อเลี้ยงน้อยสมได้มอบหมายให้ นางทวีลักษณ์ สามะบุตร หลานสาวเป็นผู้ฝึกหัดช่างฟ้อนชุดใหม่โดยเปลี่ยนเป็น "หญิง" ทั้งหมด เพราะนางเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูพม่าคนแรก จุดประสงค์ครั้งแรกของพ่อเลี้ยงน้อยสม สมุทรนาวี (เดิมชื่อ อูลานดู่) ต้องการให้บุตรหลานแสดงต้อนรับกรมพระนครสวรรค์ฯ แต่แม่เลี้ยงบุญปั๋น ผู้ภรรยาไม่ยอมให้บุตรหลานสาวๆ ออกแสดงฟ้อนโยคีถวายไฟ โดยช่างฟ้อนหญิงนี้ เคยจัดให้มีขึ้นอีกก่อนไปแสดงที่กรุงเทพฯ ในงานประจำปีที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ ทางโรงเรียนทูลเชิญพระราชชายาฯ เสด็จไปเป็นประธานฯ ทรงทอดพระเนตรชุดนี้ด้วย และทรงพอพระทัยจึงเรียกนางทวีลักษณ์ไปสอนให้ตัวละครของพระองค์ อันได้แก่ นางสมพันธ์ โชตนา นางขิมทอง ณ เชียงใหม่ นางยุพดี สุขเกษม นางอัญชัน ปิ่นทอง นางนวลฉวี เสนาคำ นางสมหมาย ยุกตยุตร นางสมพร สุรจินดา เป็นเหตุให้แพร่หลายมาจนทุกวันนี้
การแต่งกายของผู้แสดงชุดนี้ แต่งเป็นชายพม่า โพกผ้า นุ่งโสร่งป้าย (ข้าง) หน้า มือถือไม้เท้า ใช้วงปี่พาทย์บรรเลงประกอบการฟ้อน แต่ไม่มีการร้อง และมักจัดผู้แสดงฟ้อนเป็นคู่ จัดรูปการแสดงแบบปกติ คือ คู่หน้าหรือคู่ที่หนึ่ง อยู่หน้าสุดติดขอบเวที คู่ที่สอง แสดงอยู่ต่ำลงมา ผู้แสดงทั้งสองจะยืน (ระยะ) แคบลงมา คู่ที่สาม แสดงอยู่ต่ำกว่าคู่ที่สอง ยืนแสดงแคบกว่าคู่ที่สอง ในวงการนักแสดงนักวิชาการนาฏศิลป์ เรียกว่า "ยืนเป็นรูปปาก (ปลา) ฉลาม" ท่ารำส่วนมากเป็นการเต้นตามจังหวะเพลงมากกว่ารำ
การฟ้อนโยคีถวายไฟดังกล่าว จะเห็นได้ว่าก่อนนั้นเป็นการแสดงเชิงนาฏศิลป์ทั่วไป ภายหลังพบว่ามีการนำไปแสดงหน้าเมรุก่อนมีการเผาศพ ด้วยเห็นว่ามีคำว่า "ถวายไฟ" และได้เห็นตัวอย่างจากการแสดงโขนหน้าไฟของภาคกลางด้วย
ปัจจุบันฟ้อนชนิดนี้หาดูได้ยาก อาจเป็นเพราะคิดกันไปว่าเป็นการแสดงหน้าศพซึ่งเป็นงานอวมงคล จึงเป็นสาเหตุให้ลดความนิยมลงไป.
วงกอไผ่ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจากหลายสถาบันการศึกษาที่มีพื้นฐานความ รักในดนตรีไทยและศิลปวัฒนธรรมไทยมาทำกิจกรรมทางดนตรีด้วยกันหลายรูปแบบทั้งงานแสดงสดบนเวที ....งานสตูดิโอ บันทึกเสียง งานกิจกรรมเผยแพร่ดนตรีไทยสู่เยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษา งานดนตรีสร้างสรรค์ ...เพลงประกอบละครเวทีเพลงประกอบภาพยนตร์ สารคดีและงานโฆษณา เคยเข้าประกวดดนตรีไทยเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ..ได้รางวัลชนะเลิศทั้งรวมวงและนักดนตรีดีเด่นทุกเครื่องมือ เป็นวงดนตรีกึ่งอาชีพวงหนึ่งที่มีบทบาทในการอนุรักษ์สืบสานและสร้างสรรค์ดนตรี ทางเลือกใหม่เพื่อสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบันนี้ .สมาชิกแต่ละคนของวงมีความถนัดในงานเฉพาะทางและประกอบอาชีพหลายหลาก มีทั้งครูอาจารย์ นักเขียน สื่อมวลชน วิศวกร นายแพทย์ สถาปนิก ข้าราชการกรมศิลปากร กวี-นักขับขานทำนองเสนาะ ซาวน์ดเอ็นจิเนียร์ นักธุรกิจ ตลอดจนเป็นนักดนตรีอาชีพร่วมงานประจำอยู่ในแวดวงดนตรีไทยและสากลชั้นนำของเมืองไทย อาทิ วงฟองน้ำ บางกอก-ซิมโฟนีออร์เคส-ตรา ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี นอกจากนี้ยังเป็นเสียงดนตรีเบื้องหลังให้กับความสำเร็จของศิลปินเพลงอีกหลาย แนว เช่น จีวัน ทอดด์ ทองดี ทศพล หิมพานต์ ตุ๊ แครี่ออน ครูจำเนียร ศรีไทยพันธ์ ครูละเมียด ทับสุข อุบะมาลี หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ เป็นต้น
จากวารสารถนนดนตรี ฉบับที่ ๔ เดือน มกราคม ๒๕๓๐
วงกอไผ่ : เด็กไทยสร้างสรรค์
เขียนโดย เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์
ผมขอย่อข้อมูลของอาจารย์ เสถียร ที่ท่านเขียนเกี่ยวกับวงกอไผ่ไว้มาให้ท่านอ่าน
วงกอไผ่นั้นเกิดจากการที่เยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เป็นสมาชิกชมรมดนตรีไทยจากโรงเรียนต่างกันและมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันและชอบแสวงหาเรียนรู้ใหม่ใหม่อยู่เสมอ มักจะมาพบกันในงานแสดงดนตรีไทยที่สถาบันต่างต่างหรือที่โรงละครแห่งชาติเป็นประจำซึ่งต่างคนก็ต่างชื่นชมในในฝีมือของแต่ละคน ในที่สุดพวกเขาก็ได้มีโอกาสทักทายกันทำให้มิตรภาพเพิ่มพูนขึ้นจนได้ร่วมฝึกซ้อมร่วมกันแต่ยังมิได้แสดงฝีมือต่อสาธารณะชน
ภาพเมื่อยังเป็นหน่อไผ่อยู่ เล่นออกรายการวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒
ในช่วงนั้น อานันท์ นาคคง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม และชื่นชอบผลงานของ คุณ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และคุณ สุจิตต์ วงษ์เทศ ทั้งสองท่านนี้ได้ก่อตั้งวงดนตรีไทยเพื่อชีวิตคือวง ต้นกล้า , เจ้าพระยา และ การะเกด เพลงเหล่านี้เป็นเพลงที่สะท้อนสังคมไทยในยุคนั้น แต่ในกลุ่มของคุณอานันท์เห็นว่าเพลงเหล่านั้นหนักไปทางการเมืองมากไป จึงร่วมกันพัฒนาให้มีเนื้อหาของเพลงไปในแนวทางของบทกวีของ รศ. ธนู บุณยรัตนพันธ์ ในเพลง อย่าชังป่า หรือ อยู่เพื่ออะไร ของ อุเชนี จากหนังสือเรียนชุดวรรณคดีวิจักษ์ชันมัธยมศึกษาตอนต้น
เป็นเพลงที่มีคติธรรมแฝงอยู่และบรรเลงสู่สาธารณะชน
.ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ การแสดงเริ่มีระบบและต้องมีชื่อวงเสียที ในที่สุดก็ลงเอยด้วยชื่อ "กอไผ่" ที่มีความหมายของความสามัคคี ในปีนี้มีการประกวดวงดนตรีไทยซึ่งวงดนตรีอื่นอื่นมีครูเป็นที่ปรึกษาแต่วงนี้ไม่มีจึงพากันไปหาครู ๓ ท่านโดยแต่ละท่านก็ให้ความเมตตาให้คำปรึกษา ทั้งสามท่านนี้คือ ครูจงกล ศุขสายชล, ครู ปี๊บ คงลายทอง และครู สุดจิตต์ ดุริยประณีต และวงกอไผ่ก็ชนะได้รับรางวัลที่หนึ่งทุกประเภทในการประกวดครั้งนี้
ภาพเมื่อชนะเลิศทุกรางวัลในงานประกวดดนตรีไทยเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖
องค์กรหลักที่สนับสนุนวงกอไผ่มาตลอดคือ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)
จากซ้ายืน อัษฎาวุธ สาคริก(เอ้), ปิยะนุช นาคคง(นุช), เอกราช วงศ์เกียรติขจร(เอก)
จากซ้ายนั่ง ประสาน วงศ์วิโรจน์รักษ์(สาน), ชัยภัค ภัทรจินดา(นิค), อภิชัย เลี่ยมทอง(อ๊อบ)
นักดนตรีของวงกอไผ่ในยุคนั้นคือ
๑ ปิยะนุช นาคคง(นุช)
๒ สมชาย ศุภรักษ์อำไพพร(ยักษ์)
๓ สมปอง พรหมเปี่ยม(ปอง)
๔ ชัยภัค ภัทรจินดา(นิค)
๖ อภิชัย เลี่ยมทอง(อ๊อบ)
๗ ทนงศักดิ์ รามสงฆ์(หนุ่ม)
๘ เอกราช วงศ์เกียรติขจร(เอก)
๙ อัษฎาวุธ สาคริก(เอ้)
๑๐ เนรมิตร ใจแสน(อึ่ง)
๑๑ มนวัฒน์ เงินฉ่ำ(เป็ด)
๑๒ ชัชวาล สมพงษ์(อู้)
๑๓ บุญส่ง ธรรมวานิช(ส่ง)
๑๔ อานันท์ นาคคง(หน่อง)
๑๕ นวลอนงค์ นาคคง(หนู)
๑๖ นพมณี นาคคง(นิ่ม)
๑๗ ประสาน วงศ์วิโรจน์รักษ์(สาน)
ฯลฯ
อานันท์ นาคคง
ชัยภัค ภัทรจินดา
อัษฎาวุธ สาคริก
เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี
หัวหน้าวง,เครื่องประกอบจังหวะ
นักประพันธ์,ซอ,ฆ้องวง,กีต้าร์ไฟฟ้า
ระนาดเอก,ฆ้องวง,ขิม,ช่างภาพ
นิรันดร์ แจ่มอรุณ
ทวีศักดิ์ อัครวงษ์
บรรหาร ปาโล
สุกฤษฏิ์ชนม์ พงษ์พรหม
ระนาดทุ้ม
ระนาดเอก
กลอง,ช่างเทียบเสียง
ระนาดเอก
ปิยะ แสวงทรัพย์
ทศพร ทัศนะ
อัครพล อภิโช
บุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ
กลอง
กลอง,ฆ้องวง,ช่างเทคนิค
กีต้าร์เบส
นักประพันธ์,ช่างเทคนิค,ผู้ประสานงาน
อมร พุทธานุ
กฤษฏิ์ เลกะกุล
อานันท์ นาคคง."ลุงหน่อง"
หัวหน้าวง, เครื่องประกอบจังหวะ
E-Mail: anant@korphaiband.com
ประวัติโดยสังเขป
. "ลุงหน่อง" พี่ใหญ่นายวง เริ่มต้นเดินทางบนถนนดนตรีคู่กันมากับ "หน่องสหรัฐ" จาก พ.ศ. ๒๕๒๒ ตั้งวงดนตรีเล็กๆสนุกสนานตามประสาเด็กซนอาศัยว่ามีน้องสาวสวยหลายคนและอุปนิสัยหัวโจก เลยกลายเป็นศูนย์รวมมิตรสหายหลายสถาบันรวมกันเป็นไผ่กอนี้ขึ้นมา จบเอกดนตรีไทยศิลปกรรมศาสตร์จุฬาฯเป็นรุ่นแรก สอบได้ทุนเรียนต่อด้านมานุษยวิทยาการดนตรีที่มหาวิทยาลัยลอนดอน อังกฤษ ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งเป็นครูหัวดื้อ สอนหนังสือที่ครุศาสตร์จุฬาฯและวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มหิดล กิจกรรมรับใช้แผ่นดินอื่นๆนอกรั้วสถาบันคือเป็นคนจารึกเรื่องราว ศิลปวัฒนธรรมทุกรูปแบบ ผ่านเครื่องบันทึกเสียง ผ่านเลนส์ ผ่านตัวหนังสือ เป็นดีเจวิทยุดนตรีไทย เป็นโฆษกปี่พาทย์.ชาวบ้าน ผลิตหนังสือใต้ดิน ทำเพลงละครเวที เคยร่วมวงฟองน้ำ สนใจเรื่องราวดนตรีอุษาคเนย์อย่างจริงจัง. ชะตาชีวิตเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง เดินทางไกลอยู่ตลอดเวลา แม้ในความฝัน
ชัยภัค ภัทรจินดา"ลุงนิค"
นักประพันธ์,ซอ,ฆ้องวง,กีต้าร์ไฟฟ้า
E-Mail: chaibhuk@korphaiband.com
ประวัติโดยสังเขป
"ลุงนิค" เดินทางจากมหาวชิราวุธสงขลาเข้าสู่รั้วเตรียมอุดมศึกษา ก่อนที่จะถูกชักชวนให้ร่วมทีมกอไผ่ประกวดดนตรีในปลายปี ๒๕๒๖ และอยู่โยงเป็นเสาหลักปักกลดให้กับวงมาจนถึงปัจจุบัน จบวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตจากจุฬาฯ รับราชการที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาห-กรรมกระทรวงอุตสาหกรรม มีความผูกพันและพลุ่งพล่านทางดนตรีทุกรูปแบบ ไม่ว่าไทย สากล แนวเก่า แนวใหม่ เล่นดนตรีได้รอบตัว ประพันธ์ เรียบเรียง และผลิตผลงานออกสู่สังคมมานานเกือบยี่สิบปี ทั้งร่วมกับวงกอไผ่ งานอัลบั้มส่วนตัวที่แยกกอไปโด่งดังกับหลายค่ายเทป งานมือปืนห้องอัดเสียงให้เพลงทุกรูปแบบ งานแจมสดกับนักดนตรีหลายวงการ งานสร้างเพลงในสื่อบันเทิงทุกชนิด ..... "ลุงนิค"มีรายได้สูงสุดในวงด้วยน้ำพักน้ำแรงที่กลั่นออกมาเป็นผลงานรูปธรรมจำนวนมาก รายจ่ายหลักเมื่อหักจากการดูแลครอบครัวเล็กๆ ของเขาแล้วคือการช้อปปิ้งกีตาร์ไฟฟ้าที่สะสมไว้เยอะแยะจนน่าตกใจ ค่าซื้อนิตยสารดนตรีแนวหน้าทุกฉบับ ค่าดีวีดีหนังหายาก และค่านวด
อัษฎาวุธ สาคริก"ครูเอ้"
ระนาดเอก,ฆ้องวง,ขิม,ช่างภาพ
E-Mail : asdavuth@korphaiband.com
ประวัติโดยสังเขป
. แฟนพันธุ์แท้หงส์แดง อดีตกองหน้าทีมสาธิตจุฬา และลูกแม่โดม เป็นหนึ่งในพวกบ้าห้าร้อยจำพวก ชอบสะสมโปสเตอร์ กระดาษสิ่งพิมพ์ทุกชนิด จบรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ "ครูเอ้" เป็นผู้สืบสกุลท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เรียนรู้ดนตรีจากครอบครัวทั้งคุณย่า คุณพ่อ คุณอา เป็นผู้อยู่เหย้าประจำยามที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะซึ่งกลายเป็นบ้านที่สองของชาวกอไผ่มานานกว่า 20 ปี เริ่มคุ้นหน้าค่าตากับหน่องและประสารมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ แต่ร่วมกอกันอย่างจริงจังช่วงทำวงประกวดดนตรีเมื่อ ๒๕๒๖ เคยทำงานฝ่ายศิลปวัฒนธรรมที่มทส.โคราช ระยะหนึ่งก่อนที่จะหันมาทำงานประจำที่มหิดลศาลายา ปัจจุบันมีผลงานขีดเขียนบทความทางดนตรีไทยทั้งนามจริงและนามปากกาที่ประชาชนในเว็ปพันธุ์ทิพย์และไทยคิดส์รู้จักกันว่า นายยางสน..คนบางขวาง สามารถพบเห็นยืนถือกล้องถ่ายรูปเกะกะอยู่ตามงานดนตรี-ศิลปะทั่วไป
อัษฎาวุธ สาคริก
อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก ทายาทรุ่นเหลน หลวงประดิษฐไพเราะ กับแบบอย่างชีวิตในครอบครัวไทย โดย เมล็ดข้าว
ฉบับที่ 2583 ปีที่ 50 ประจำวัน อังคาร ที่ 20 เมษายน 2547
ท่ามกลางความร้อนระอุแห่งคิมหันตฤดู วันที่ ๑๓ เมษายนแต่ละปี คนไทยเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ของไทยด้วยการประพรม สาดน้ำ และเฉลิมฉลองวันครอบครัว รวมญาติพี่น้องในครอบครัวเพื่อร่วมทำบุญ กราบไหว้และขอพรจากผู้สูงอายุของครอบครัว อันเป็นมงคลแห่งชีวิต ขณะเดียวกันที่บ้านดนตรีมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะก็เป็นครอบครัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการสืบทอดวัฒนธรรมทางด้านดนตรีไทยรวมทั้งส่งเสริมวิทยาการความรู้ทางด้านดนตรีไทยไว้ด้วย
อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก อาจารย์ประจำวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทายาทรุ่นเหลน หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวเป็นหนังสืออัตชีวประวัติมหาดุริยกวีลุมเจ้าพระยาแห่งอุษาคเนย์ ด้วยการเขียนร่วมกับ อานันท์ นาคคง และสำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์
อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริกกับเครื่องดนตรีตีระนาดเอกที่มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ
จากหนังสือเล่มนี้ทำให้ อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องโหมโรง อ่านแล้วเกิดภาพประทับใจและจินตนาการ ในอันที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเป็นภาพยนตร์ ทั้งมอบหมายให้อาจารย์อัษฎาวุธรับผิดชอบงานเพลง และเป็นที่ปรึกษาด้านเนื้อหาของภาพยนตร์ ทำให้ชื่อเสียงของ อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก เป็นที่รู้จักและกล่าวขานในฐานะผู้เลือกเพลงทั้งหมด ๒๑ เพลง กับเบื้องหลังความสำเร็จส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องโหมโรง
อาจารย์อัษฎาวุธคือผู้อยู่เบื้องหลังการตีระนาดเอก ๓ เพลง ในภาพยนตร์ คือ เพลงคางคกปากบ่อ ช่วงที่ครูศรในวัยเด็กหัดตีระนาด และช่วงกลางของเรื่องคือเพลงลาวเสี่ยงเทียน และเพลงแสนคำนึง ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายของเรื่อง
เมื่อเปรียบเทียบทุกฟ้าทั่วโลก เมืองไทยเป็นตัวอย่างของครอบครัวอบอุ่น มีวันครอบครัวแห่งชาติที่ช่วยกันส่งเสริมสถานะครอบรัว ให้อบอุ่นเข้มแข็ง ไม่แตกแยก หนักแน่น มีความมั่นคงทางอารมณ์ ด้วยการคำนึงถึงผู้สูงอายุ ผู้อาวุโสของบ้าน บางครอบครัวนำชุดของขวัญผ้าซิ่นฝ้าย ผ้าเช็ดมือดอกจอก ตุ๊กตาน้องพลอยหมอบกราบด้วยวิถีไทย นิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์ขอนำวิถีชีวิตครอบครัวไทย อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก ที่อยู่ท่ามกลางคุณพ่อ คุณแม่ ญาติพี่น้องผู้ใหญ่ เป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นมาถ่ายทอดในโอกาสวันครอบครัวแห่งชาตินี้
ด้วยคำบอกเล่าของอาจารย์หนุ่มโสดที่ชื่ออัษฎาวุธ ถึงสำนักดนตรีบ้านบาตร ซึ่งเป็นบ้านของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ศูนย์รวมของครอบครัวใหญ่ มีผู้สมัครมาเป็นลูกศิษย์เพื่อเรียนดนตรีกันมากมาย ฝึกซ้อมบรรเลงดนตรีทุกวัน ต่อมาได้ย้ายจากบ้านบาตรมาอยู่ที่ถนนเศรษฐศิริ อยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลวิชัยยุทธ (๑) ทั้งนี้เพราะบรรเลง (ศิลปบรรเลง) สาคริก บุตรคนที่ ๔ ของ หลวงประดิษฐไพเราะสมรสกับ พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) และย้ายบ้านมาอยู่กับสามี
ครอบครัวสาคริกที่ทำงานให้มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ในภาพ อาจารย์อัษฎาวุธ ตีระนาดเอก อาจารย์ชนก คุณอา เล่นเครื่องดนตรี กู่เจิ้ง ธัญญารัตน์ พี่สาวตีขิม คุณป้ามาลินี เล่นเครื่องดนตรีจะเข้ คมกฤช น้องชายเป่าขลุ่ย พุทธชาด (น้องสะใภ้) และ นลิน (ไหม) วัย ๒ ขวบ ๘ เดือน ทายาทรุ่นโหลนของ หลวงประดิษฐไพเราะ
ลูกหลานญาติพี่น้องจึงย้ายถิ่นนัดพบมาอยู่ที่มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ บ้านเลขที่ ๔๗ ถนนเศรษฐศิริ เป็นทั้งบ้านพัก มูลนิธิ และโรงเรียนที่สอนและถ่ายทอดวิชาดนตรีไทยที่บ้านหลังนี้อยู่ใจกลางเมืองย่านความเจริญ เต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี ผู้ปกครองของเด็กๆนำลูกหลานมาเรียนดนตรีไทย เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ผู้ปกครองก็นำอาหารมาฝากเผื่อคนอื่นๆ ก็รับประทานพร้อมกัน บางครั้งลูกศิษย์ก็รับประทานอาหารพร้อมกับครูผู้สอน เป็นบรรยากาศอบอุ่น ระหว่างการเรียนการสอน ครูก็สอนทั้งเรื่องวัฒนธรรม มารยาทไทยๆ การคำนวณเลข ประสบการณ์ทั้งหลายเพื่อเป็นการเชื่อมสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและศิษย์
เมื่อไฟฟ้าหรือสิ่งของเครื่องใช้ภายในมูลนิธิฯมีปัญหา ผู้ปกครองก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ช่วยกันจัดหามาเปลี่ยนให้ด้วยไมตรีจิตแห่งความรัก
"ความที่เป็นครอบครัวใหญ่รักดนตรีไทย ด้วยความรู้สึกอบอุ่นผูกพันดนตรีไทยและสนิทสนมกันในครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ในช่วงแรกไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากสังคมปัจจุบัน ครอบครัวผมผูกพันกับผู้อาวุโส มีสัมมาคารวะ มีจิตใจเอื้ออาทร ในวันสงกรานต์และวันครอบครัวแห่งชาติ ผมอยากให้คนไทยมอบสิ่งที่เป็นสาระ และคุณค่าของวันสงกรานต์ที่แท้จริงมากกว่า" อาจารย์อัษฎาวุธกล่าว
"ผู้ใหญ่ในสังคมไทยคือตัวเราเองในวันข้างหน้า" อาจารย์อัษฎาวุธในวัย ๓๕ ปี กล่าวว่าทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเอง ถ้าอยากได้ความรักความอบอุ่นจากลูกหลานก็ต้องเริ่มต้นเป็นผู้ให้ความอบอุ่นคนอื่นก่อนตั้งแต่วันนี้ อยากได้ความเคารพนับถือก็ต้องเคารพนับถือผู้อื่น
อาจารย์อัษฎาวุธเป็นบุตรชายของ นิคม-บังอร (เข็มขจร) สาคริก เป็นคนที่ ๒ ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๓ คน พี่สาวคนโต ชื่อ ธัญญารัตน์ สาคริก และ คมกริช บิดาเคยเป็นพนักงานการไฟฟ้านครหลวง และรองประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง รวมถึงการเป็นครูดนตรีไทยที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ส่วนมารดา บังอร จบการศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ เคยเป็นเจ้าของคณะละครเวที คณะผกาวลี ในยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ เวลานี้ช่วยดูแลความเรียบร้อยภายในมูลนิธิฯ
แต่ในช่วงเวลา ๑๐ ปี ที่ผ่านมา คุณแม่บังอรช่วยดูแลคุณพ่อนิคมเพื่อพาไปโรงพยาบาลภูมิพลเนื่องจากคุณพ่อป่วยเป็นโรคไตและโรคเก๊าท์ จำเป็นต้องฟอกเลือดเป็นประจำ เหตุนี้ภารกิจที่มูลนิธิฯจึงต้องลดลง ด้วยต้องดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนในครอบครัวควบคู่กันด้วย
"คุณแม่ไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนคุณพ่อตลอด ๑๐ ปี ที่ผ่านมา และพากลับบ้านย่านลาดพร้าว ผมเห็นความรักของคุณแม่ที่มีต่อคุณพ่ออย่างหาที่สุดมิได้ ที่คนๆหนึ่งจะดูแลคนป่วยได้ดีมาก ทุ่มเทเวลาทั้งหมดโดยลูกๆไม่ต้องกังวลใจ ส่วนพี่สาว ผมและน้องชายสามารถจัดแบ่งเวลาเป็นครูที่มูลนิธิฯหลังเวลางานได้อย่างเต็มที่" อาจารย์อัษฎาวุธกล่าวถึงคุณแม่บังอรด้วยสายตาที่ชื่นชมยิ่ง
พุทธชาด สาคริก กับ ด.ญ.นลิน สาคริก ทดลองเล่นระนาดเพื่อปลูกฝังความรักดนตรีไทย
อาจารย์อัษฎาวุธเล่าว่าครอบครัวสาคริกและศิลปบรรเลงมีความเป็นประชาธิปไตยสูง นับตั้งแต่รุ่นคุณย่าบรรเลง สาคริก ไม่มีการบังคับให้ลูกหลานเรียนดนตรีไทย รวมถึงการทำหน้าที่เป็นครูสอนดนตรีไทยเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับมูลนิธิฯ เพียงแต่บรรพบุรุษจะใช้คำพูดว่าในฐานะที่เป็นลูกหลาน หลวงประดิษฐไพเราะ ดนตรีเป็นมรดกของครอบครัวและของแผ่นดิน ก็ควรจะมีความรู้ด้านดนตรีไทยไว้บ้าง แต่ทุกคนก็มีวิถีทางการดำเนินชีวิตของตัวเอง บางคนเป็นวิศวกร อาจารย์มหาวิทยาลัย พนักงานการไฟฟ้านครหลวง ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งดนตรีไทย สามารถนำไปใช้ส่วนหนึ่งของการทำงานในองค์กรนั้นๆ ตลอดจนใช้เวลาหลังเลิกจากงานประจำมาถ่ายทอดความรู้ด้านดนตรีไทยให้ลูกศิษย์
ในช่วงแรกเป็นการสอนดนตรีไทยเป็นวิทยาทานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ต่อมาจึงเก็บค่าสอนเดือนละ ๒๕๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในมูลนิธิฯผู้เรียนสามารถเรียนและฝึกซ้อมได้ทั้งวัน ครูที่สอนก็ล้วนแล้วแต่เป็นลูกหลานญาติพี่น้องของ หลวงประดิษฐไพเราะ ทั้งหมด รวมทั้งลูกศิษย์ที่เรียนจบแล้วก็มาถ่ายทอดความรู้โดยไม่ได้รับค่าจ้าง เนื่องจากทุกคนล้วนแล้วแต่มีงานประจำกันทั้งหมด
"ผมเริ่มเรียนดนตรีไทยเมื่ออายุ ๙ ขวบ คุณพ่อ คุณแม่ ไม่บังคับ เพียงแต่เมื่อขึ้นรถ คุณพ่อจะเปิดเทปเพลงให้ฟัง เมื่อมาถึงมูลนิธิฯก็จะตีระนาดเอก และเล่นดนตรีไทยให้ฟังโดยตลอด คุณย่าจับหลานๆ ในวัยเด็กเกือบ ๑๐ คน มาเล่นดนตรีไทยเพื่ออวยพรในงานฉลองของครอบครัว" อาจารย์อัษฎาวุธฟื้นความหลัง
ในช่วงที่อาจารย์อัษฎาวุธยังเป็นเด็กค่อนข้างซนมากจะรื้อค้น วาดรูปเล่น ที่เรือนไทยโบราณหลังมูลนิธิฯ ซึ่งมีห้องเก็บของ เห็นเครื่องดนตรีเก่าหายากก็เริ่มสนใจ รื้อค้นรูปสมัยที่ หลวงประดิษฐไพเราะ ดำรงตำแหน่งเป็น "จางวางศร" นุ่งโจงกระเบนก็เกิดความสนใจว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เมื่ออ่านหนังสือออกก็ค้นคว้าในห้องสมุด จนเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า "ดนตรีนั้นมีคุณทุกสิ่งไป" สามารถกล่อมเกลาจิตใจและสร้างสมาธิได้อย่างดี สร้างความเพลิดเพลิน คลายความเครียด รวมถึงการสร้างความสุขความผูกพันผูกมิตรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ดนตรีไทยยังเป็นเครื่องมือสื่อสารถึงกันได้โดยไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะและศาสนา
เมื่อเริ่มต้นเล่นดนตรีไทย คุณย่าก็ให้อัษฎาวุธ เริ่มเล่นระนาดเอก มีเสียงเด่นจะเป็นเสียงนำในวงปี่พาทย์ จากนั้นก็เล่นดนตรีไทยอื่นๆได้ทุกชนิด โดยเฉพาะประเภทเครื่องเสียงทั้งหมด นอกจากนี้ยังเล่นดนตรีสากลได้ เช่น กีตาร์ไฟฟ้า
"คุณอาชนก สาคริก เคยเปรียบเทียบว่าถ้าครอบครัวเราทำเป็นน้ำมัน เป็นคนกลุ่มน้อยเมื่อเจอน้ำคือกระแสวัฒนธรรมตะวันตก จะทำให้น้ำมันหายไป แต่ถ้าเราทำตัวเป็นเกลือละลายอยู่ในน้ำ เมื่อน้ำระเหยไปแล้ว ก็สามารถตกผลึกเป็นเกลือได้เหมือนเดิม คุณอาชนกจึงพัฒนารูปแบบการสอนด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ คอมพิวเตอร์เพื่อมาใช้สอนระนาด" อาจารย์อัษฎาวุธกล่าว
การเรียนการสอนดนตรีไทยที่มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ
อาจารย์อัษฎาวุธจบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ บริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นทำงานที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร เป็นโครงการเงินจ้างจากต่างประเทศ จากนั้นมาทำงานที่ห้องบันทึกเสียงของครอบครัวสาคริก ให้กับวงภุมริน และกอไผ่ จากนั้น ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี โคราช ซึ่งมีความสนิทสนมกับ อาจารย์มาลินี สาคริก คุณป้าได้แนะนำให้อัษฎาวุธไปทำงานเป็นหัวหน้างานศิลปวัฒนธรรมที่โคราชและในวันธรรมดา และวันเสาร์อาทิตย์เป็นครูผู้สอนดนตรีไทยที่มูลนิธิฯ เมื่อมหาวิทยาลัยมหิดลเปิดหลักสูตรใหม่ อาจารย์อัษฎาวุธจึงย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสะดวกในการสอนลูกศิษย์ของมูลนิธิฯ ช่วงเย็นและวันหยุดได้อย่างเต็มที่
ในขณะที่กระแสภาพยนตร์ไทยเรื่องโหมโรง กลายเป็นเรื่องทอล์คออฟเดอะทาวน์อยู่ระยะหนึ่ง คำว่า โหมโรง หมายถึงเพลงที่บรรเลงก่อนที่จะแสดงโขน ละคร หรือก่อนที่จะมีการบรรเลงดนตรีเป็นเพลงบรรเลงที่ไม่มีการขับร้อง เพื่ออุ่นเครื่องให้กล้ามเนื้อทำงานได้คล่องแคล่ว เพื่อบรรเลงเพลงต่อไปได้สะดวก และเป็นการทดสอบความถูกต้องของเสียงในเครื่องดนตรีจนถึงบูชาภูตผีเทวดาเพื่อความเป็นสิริมงคล จากกระแสความโด่งดังของภาพยนตร์เรื่องโหมโรงส่งผลให้คนหันมาสนใจดนตรีไทยกันมากขึ้น
การสนับสนุนดนตรีไทยนั้นจะต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างที่สามารถเกื้อหนุนกันด้วย เมื่อมีคนชมก็ต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยกฎระเบียบของมูลนิธิฯไม่สามารถทำกิจกรรมเพื่อหารายได้ จำเป็นต้องจัดทำกิจกรรมอีกส่วนหนึ่งเพื่อหารายได้ ด้วยการจ้างหน่วยงานย่อยขึ้นมา เงินส่วนใหญ่ที่ได้จากการแสดง การประกวดดนตรี จะนำไปมอบเป็นทุนการศึกษาให้ผู้ขาดแคลน หากผู้ใดให้ความสนใจมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ ๐-๒๒๗๙-๐๘๕๖ และ ๐-๒๒๗๙-๑๕๐๙
อาจารย์มาลินี สาคริก วัย ๗๐ ปี มีศักดิ์เป็นคุณป้าของ อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก กล่าวว่า ขอฝากถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ว่า มูลนิธิฯตั้งชมรมดนตรีไทย ขอฝากดนตรีไทยไว้กับเยาวชน ขอให้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เคารพผู้ใหญ่ มีกิริยามารยาทที่ดี"
อาจารย์ชนก สาคริก ในฐานะครูใหญ่ของมูลนิธิฯ มีศักดิ์เป็นคุณอาของ อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก กล่าวว่าครอบครัวไทยกับดนตรีไทยเป็นสิ่งคู่กัน ครอบครัวเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมสะท้อนความเป็นชาติได้อย่างเข้มแข็ง ยิ่งรักษาวัฒนธรรมไทยไว้ได้ก็รักษาชาติไทยไว้ได้อย่างมั่นคงยิ่ง
ดนตรีทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบานแจ่มใส ที่ใดมีเสียงดนตรีที่นั่นเต็มไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพที่ดี บ้านดนตรีมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะเป็นแหล่งผลิตนักดนตรีสำคัญของชาติ ทั้งประเภทสมัครเล่นและมืออาชีพ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นแบบอย่างของความรัก และความอบอุ่นระหว่างคนในครอบครัว อันเป็นพลังในการสร้างสรรค์สังคมโดยรวมต่อไป
เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี"ครูอั้ม"
ซอ, เครื่องประกอบจังหวะ, ผู้ประสานงาน
E-Mail :lerkiat@korphaiband.com
.ประวัติโดยสังเขป
จากจิตรลดา สู่รั้วจามจุรี จบคณะศิลปกรรมศาสตร์ ซอดำเสียงดีมีดีกรีรางวัลการประกวดพ่วงท้ายยาวเหยียด ร่วมงานบันทึกเสียงในอัลบั้มแรกของวงกอไผ่มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เข้าประจำการทำงานหลักที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่อนเร่สอนดนตรีหลายแห่ง อีกยังเป็นหัวหน้าสาขาดนตรีไทย สถาบันดนตรีเคพีเอ็น "ครูอั้ม" เป็นเจ้าของเสียงซอใสๆในภาพยนตร์ มิวสิควีดีโอ โฆษณามากมาย ใฝ่รู้สนใจในเรื่องดนตรีโลกและเทคโนโลยีสื่อสารทุกชนิด ออกอัลบั้มเพลงซอส่วนตัวและร่วมกับสหายเจ็กเล้งในนาม "อะลัว" มีความรอบรู้ในเรื่องการเสาะหาของอร่อยบำรุงลิ้นประโลมใจ อนาคตใฝ่ฝันเป็นเจ้าของโรงเรียนประถมเล็กๆ สักแห่ง
เริ่มศึกษาดนตรีไทยเมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษากับครูวัน อ่อนจันทร์ ณ โรงเรียนจิตรลดา โดยเรียนซออู้เป็นเครื่องดนตรีแรก สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสาขาวิชาดุริยางค์ไทย ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับความกรุณาจากครูผู้ทรงคุณวุฒิถ่ายทอดเพลงซอต่างๆ อาทิ ครูเบญจรงค์ ธนโกเศศ (ศิลปินแห่งชาติ) ครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ศึกษาซอสามสายสายพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) เบื้องต้นกับศาสตราจารย์อุดม อรุณรัตน์และครูสุพร ชนะพันธุ์ ศึกษาวิชาซอด้วงซออู้ขั้นสูงกับครูธีระ ภู่มณี ศึกษาทฤษฎีเสียงดนตรีไทย (ทฤษฎี17เสียง) กับครูวรยศ ศุขสายชล และศึกษาวิชาซอสามสายขั้นสูงกับครูเจริญใจ สุนทรวาทิน (ศิลปินแห่งชาติ) และในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๓๑ อาจารย์เลอเกียรติมีผลงานรางวัลประกวดดนตรี ดังนี้
ชนะเลิศ 3 ปีซ้อนในการประกวดดนตรีไทย รายการประลองเพลงประเลงมโหรี ครั้งที่ ๑-๓
ชนะเลิศเดี่ยวซอสามสาย-ซอด้วง รายการประลองเพลงประเลงมโหรี ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓
ชนะเลิศเดี่ยวซออู้-ซอด้วง รางวัลศรทองครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒
มีผลงานทางดนตรีทั้งแบบแผนและร่วมสมัย งานแสดงและบันทึกเสียงต่างๆ ในฐานะเป็นสมาชิกวงกอไผ่ เอกรงค์ และวงฟองน้ำ อาทิ
ฟองน้ำ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "ช้าง" Siamese classical music volume 5; The Mahori Orchestra Ancient - Contemporary music From Thailand, สื่อสารผสานไทย
กอไผ่ : ราตรีประดับดาว, ขอมดำดิน, ครวญหา, แขกขาว, ช้างกินใบไผ่
ละครเพลง นางพญางูขาว (โรงละครกรุงเทพ), ละครเพลง Chang&Eng The Musical (Action theatre, Singpore)
เพลงประกอบภาพยนตร์ ขวัญเรียม, สุริโยทัย, The beautiful boxer (Climax theme), ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (Finale), โหมโรง (เพลงคำหวาน)
เอกรงค์ ๓ (Nature's beauty)
ผลงานอัลบั้มบรรเลงเดี่ยวชุด แสนเสนาะ ๑ และ ๒, อะลัว: เพลงไทยหวานๆ ฯลฯ
งานแสดงเผยแพร่ดนตรีไทยแบบแผน และร่วมสมัย ณ ประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย บังคลาเทศ ออสเตรีย (Percussion festival, Friestat & Korphai concert, Wiener Konzerthaus) ไต้หวัน กัมพูชา สหพันธรัฐรัสเซีย
ปัจจุบันเข้ารับราชการในตำแหน่งดุริยางคศิลปิน 6 กลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
นิรันดร์ แจ่มอรุณ"ครูรัน"
ระนาดทุ้ม
E-Mail :nirun@korphaiband.com
ประวัติโดยสังเขป
ระนาดหนุ่มปทุมธานี เดินทางจากรั้ววิทยาลัยนาฏศิลป์กรุงเทพ เรียนต่อที่ประสานมิตรจนจบปริญญาโท เป็นคนที่ชีวิตพลิกผันอย่างสุดๆ ผ่านมาทั้งนักดนตรีอาชีพย่านบางขุนเทียน-ห้วยขวาง-สำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร-พระเอกลิเกเสียงใส หนุ่มหน้ามน คนรักเด็ก ร่วมทีมงานศิษย์เกตุคง ศรทองนนทบุรี วงเมรี วงพัฒนศิลป์การดนตรีและละคร วงศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ มาก่อน เคยเป็นอาจารย์ที่นักเรียนชอบเรียกขานว่า "ครูรัน" มากกว่า "อาจารย์รัน" มาร่วมทีมกอไผ่กันจริงจังเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยเป็นมือทุ้มคู่ดวลกับเบิ่ง ปัจจุบันมีอาชีพเป็นนักธุรกิจ เปิดโรง.งานผลิตขนมรูปเครื่องดนตรีไทยในนามคุกกี้ "เสียงหวาน"
ทวีศักดิ์ อัครวงษ์"เบิ่ง"
ระนาดเอก
E-Mail : thawisak@korphaiband.com
ประวัติโดยสังเขป
เห็นโอ-อนุชิตตีระนาดในจอเก่งเหลือเชื่อ อย่าลบหลู่ เพราะนี่คือโอ(เลี้ยง) คู่แฝดผู้เกิดมาเพื่อปิดทองหลังพระให้หนังโหมโรงโดยเฉพาะ และยิ่งขายดิบขายดีมากขึ้นจนแม้หนังจะลาโรงไป ก็ยังคงฮอตอยู่ เสียงระนาดของเขาเป็นเสียงที่นักฟังติดตามถามหาตลอดเวลา "เบิ่ง" เป็นคนนครสวรรค์ จบวิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัยและเทคโนโลยีราชมงคล แล้วมาบรรจุรับราชการเป็นมือระนาดเอกให้กับสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมทีมกอไผ่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๕ นอกจากระนาดเอกแล้วยังเล่นดนตรีพื้นเมืองอีสานได้อย่างชำนาญ ชีวิตยามดึกของเขาแปลกกว่าใคร เพราะเป็นนักระนาดเสี่ยเลี้ยง มีโทรศัพท์มือถือเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญที่จักมิอาจพรากไปได้
เบิ่ง - ทวีศักดิ์ อัครวงษ์
ผมเป็นลูกตาสีตาสา แต่เพราะดนตรีไทยที่เรียนมาทำให้ผมมีวันนี้"
"โหมโรง" ภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง เป็นจุดเริ่มต้นให้ใครหลายคนได้แจ้งเกิด ไม่ว่าจะเป็นในวงการภาพยนตร์ หรือวงการดนตรี ทำให้ดนตรีไทยได้เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของผู้ชมผู้ฟัง นอกจากผู้อยู่เบื้องหน้าแล้ว อีกคนหนึ่งซึ่งเราจะลืมเสียไม่ได้ก็คือ ผู้อยู่เบื้องหลังเสียงระนาดเอก "นายศร" ที่ยังคงก้องอยู่ในหูของใครหลายคน ด้วยฝีมือของนักระนาดหนุ่มแห่งกรมศิลป์ ผู้ที่ใช้ดนตรีเป็นเข็มทิศ นำพาชีวิตก้าวเดินไปสู่ประตูแห่งโอกาส ที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส วันนี้เพลงดนตรีจะพาไปรู้จักกับเขาให้มากขึ้น "เบิ่ง - ทวีศักดิ์ อัครวงษ์"
อยากให้เล่าประวัติส่วนตัวและจุดเริ่มต้นที่เริ่มเรียนดนตรีผมเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ อำเภอพยุหะคีรี มีพี่น้องสองคน ผมเป็นคนโต เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนพยุหะศึกษาคาร แล้วก็มาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย จบปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์ครับ สำหรับจุดเริ่มต้นของการเรียนดนตรี ก็มีคนมาเล่าให้ผมฟังอีกทีว่า ตอนผมอายุ ๕ ขวบ เขามีงานไหว้ครู ตอนนั้นผมนั่งอยู่ที่ตักแม่ ขณะกำลังมีพิธีครอบครู ผมก็คลานเข้าไปในวงฆ้อง ไปจับไม้ฆ้อง เขาก็เลยจับมือให้ พอจับมือให้ ก็เริ่มหัดตีฆ้องครับ เริ่มจากฆ้องก่อน มาตอน ป.๑ ก็เริ่มหัดตีระนาด แต่ยังใช้โต๊ะรองอยู่เพราะตัวยังไม่ถึงระนาด ผมก็เรียนกับตามาตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านผมมีแต่ตาที่เล่นดนตรี พ่อแม่เล่นไม่เป็นเลยครับทำไมถึงชื่อเล่นว่าเบิ่ง
น้าผมเป็นคนตั้งให้ เขาเพิ่งเสียไปเมื่อปีที่แล้ว เขาบอกว่าตอนผมเกิดมาเนี่ย มองแต่เพดาน เรียกอะไรก็ไม่หัน เขาก็เลยตั้งชื่อให้ว่าเบิ่ง แต่ผมว่าไม่ดีนะ มันมีชื่อเดียว เวลาไปไหนยังไม่เคยเห็นมีใครชื่อเหมือนผมเลย คิดว่าตัวเองเป็นคนมีบุคลิกอย่างไร
ผมเป็นคนง่ายๆ นะครับ แต่ถ้าไม่รู้จักใคร ผมจะไม่คุยเลย แต่พอรู้จักแล้วก็จะคุย บางครั้งก็มีก็เรื่องงาน คือจะไม่บอกใคร ไม่ระบายให้ใครฟัง จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ค่อยมีเรื่องให้กังวลอะไรมากมาย จะมีก็แต่เรื่องน้องชายเพราะเราทำงานอย่างนี้ ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายก็ต้องส่งน้องเรียนคนเดียวเลย น้องเรียนอยู่ ม.๔ กำลังจะขึ้น ม.๕ ครับ
ตอนอยู่ชั้นประถมไปเล่นดนตรีตามงานต่างๆ บ้างหรือยัง
ไปงานแล้วครับ ตอนเด็กๆ มีงานศพก็ไปตีระนาด ตามๆ เขาไปตีฉิ่งบ้าง ตีเครื่องประกอบจังหวะบ้าง ตอนนั้นยังเล่นยังไม่ค่อยเป็นเพลงครับ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ก็เริ่มรู้ว่ามันสำคัญ มันสนุก แต่ไม่ถึงกับรักมากอะไรหรอกครับ โดนเคี่ยวเข็ญมากกว่าตามีวิธีการฝึกให้ตีระนาดบ้างไหม
ช่วงเด็กๆ ที่บ้านผมจะเรียกตาว่าพ่อแก่นะครับ ผมก็เบื่อเหมือนกันนะตอนนั้น แต่ว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ทำก็โดนว่า แต่ก่อนที่บ้านไม่มีน้ำประปา เห็นน้ำคลองมันจะเป็นสีแดง พอเอามาใส่โอ่ง เราต้องใช้สารส้ม ต้องไปกวนให้ตกตะกอน ให้เป็นน้ำใส ไปซื้อสารส้มมาเลยเป็นกระสอบ ก็ไปเข็นน้ำกับน้า น้าห่างจากผม ๑๐ ปี มันก็เป็นเรื่องสนุก พอเข็นมาก็มาใส่โอ่งนะครับ เดินถือสารส้มมา ๔ ก้อน ผม ๒ ก้อน น้า ๒ ก้อน ให้เราตีในน้ำ ตีจนสารส้มละลาย ตีทุกวันตั้งแต่ ป.๑ ถึง ป.๖ แล้วตาก็จะทำตะกั่วให้ใส่ข้อมือครับ เขาจะหล่อลูกเหล็ก เอาตะกั่วทำเป็นไม้ระนาด พอเราตีสารส้มเสร็จ ก็จะให้พักประมาณ ๖ โมง พอประมาณทุ่มครึ่งเขาก็จะให้เราตีเบื่อไหม
ก็เบื่อนะครับ ตาก็จะพูดว่า ถ้าไม่อยากหัดก็ไม่เป็นไรหัดเพื่ออะไร ตาบอกไหม
ตาไม่ได้บอกจุดประสงค์ครับ บอกว่าตีไปเถอะ ตอนนั้นก็เริ่มต่อเพลงไปเรื่อยๆ ก็ตีๆ ไปประมาณ ๒ ทุ่ม ก็มาดูหนังสือ ดูโทรทัศน์ ตอนเช้าก็เอาใหม่ ถ้าหน้าร้อนมันก็ไม่เท่าไหร่ ถ้าหน้าหนาวก็ไม่อยากตื่น พอหน้าหนาวผมก็จะนอนกับแม่ แต่ก่อนผมจะเป็นคนที่ติดตามาก เขาจะมีกลวิธีให้นอนกับเขาให้ได้ พอเรานอนปั๊บ เขาก็บอกให้เราเหยียบให้ นวดให้ พอเสร็จตาก็บอกว่าจะเล่านิทานให้ฟัง เราก็หลับ ก็นอนกับเขา พอเช้าเขาตื่น เขาก็ปลุกเราตีระนาด มันเป็นอะไรที่หนีไม่ได้ บ้านติดกันแต่ว่าอยู่คนละบ้าน คือเดินเข้าหากันได้ พอเริ่มหน้าหนาวเราก็เริ่มรู้ ก็มานอนกับแม่ บางทีแม่ก็ปล่อยให้อยู่กับตา เพราะแม่เคี่ยวเข็ญมาก ต้องให้เรียน ถ้าไม่ลุกก็ปลุก เรียกอยู่อย่างนั้นแหละ ตาก็จะตื่นมา จุดธูปหนึ่งดอก ตีไปจนธูปหมดนะ บางทีก็เคยสองคนกับน้า พอจุดธูปเสร็จแล้วตาก็จะเอาวัวไปปล่อยกลางทุ่งนา พอเราได้ยินเสียงห่างออกไปก็จะมองหน้ากันกับน้า น้าก็จะหยุดตี แต่ผมยังตีอยู่ น้าก็จะมาหักก้านธูป หักไม่ถึงครึ่งนะครับ หักนิดเดียว แล้วเราก็จะแอบเอาไม้ขีดมาอันหนึ่งจุดธูปต่อ แต่ก็ทำได้ช่วงเดียว ตอนหลังตาก็รู้ แล้วไม่ให้จุดธูปเลย ใช้วิธีดูนาฬิกาแทน ทำมาอย่างนี้ตั้งแต่ ๖ ขวบ จนถึง ป.๖ ครับทำไมถึงคิดไปเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป
เพราะตอน ป.๖ ทางวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัยมาแนะแนวว่าเรียนที่นี่เป็นอย่างไร ตอนแรกเลยผมไม่คิดที่จะต่อครับ ไม่รู้จักเลย เห็นแต่เขาพูดว่ากรมศิลป์ๆ แต่เราไม่รู้จักหรอก ไม่คิดที่จะเรียนต่อ เพราะว่าทางครอบครัวยังไม่ค่อยมีเงิน ทำนาด้วย สงสารพ่อแม่ ถ้าเราไปเรียนมันต้องหนักแน่ ก็เลยว่าเดี๋ยวออกมาช่วยพ่อแม่ก่อน ตอนนั้นพอดีมีน้าอยู่คนหนึ่งตีระนาดทำลิเก เขาบอกว่าพอเราจบ ป.๖ นะเขาจะเอาเราไปอยู่ด้วยไปทำลิเก ตอน ป.๖ ผมได้โหมโรงเช้า โหมโรงเย็นแล้ว แต่ปรากฏว่าน้ามาเสียตอนผมอยู่ ป.๔ ผมยังคิดอยู่นะ ถ้าน้าผมไม่เสีย ผมคงไม่ได้มาทำงานอยู่ที่นี่ คือคงไม่ได้มาเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป คงทำลิเกไปเลย ตอนไปสอบบรรยากาศเป็นอย่างไร
ผมไปสอบ ม.๑ ตอนปี พ.ศ.๒๕๓๒ ผมตีเพลงสาธุการ ก็ไปเล่นให้ดูครับ เขาถามว่าตีอะไรได้บ้าง ผมก็บอกว่าตีฆ้อง เขาบอกว่าตีระนาดได้ไหม เราบอกว่าได้ ก็ลองตีให้ดู ไม่ได้เป็นคนระนาดหรอกครับ เข้าไปแรกๆ เป็นคนทุ้มเพราะว่าเราไม่ได้เจาะจงว่าไปเรียนระนาด แค่ไปเรียนนาฏศิลป์ ผมเขาไปเอกปี่พาทย์แต่เครื่องมือครูเขาเลือกให้ เพื่อนคนหนึ่งมาจากอุตรดิตถ์ เขาจะเรียนระนาดเอก ผมก็เลยบอกว่า ถ้าเขาจะเรียนระนาดเอก ผมเรียนอย่างอื่น เรียนระนาดทุ้มก็ได้ ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าผมตีระนาดเอกได้ คือช่วงเวลาที่เรียนผมก็ตีระนาดทุ้ม แต่พอเวลาเขาเลิกสอน ผมก็แอบไปตีระนาดเอกที่ห้องซ้อม พอเข้ามาเรียนแล้วต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
เรื่องทางเพลงก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่เลย เปลี่ยนแปลงใหม่หมด ความแตกต่างมันเยอะมาก ครูคนแรกที่วิทยาลัยนาฏศิลป คือ อาจารย์พินิตร์ กลับทวี ตอนนี้เป็นอาจารย์อยู่ที่อ่างทอง ระนาดที่ผมเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ ผมจะตีข้อ แต่พอเรามานั่งตีระนาดเอกปุ๊บ เขาเห็นเราตีระนาดเอกได้ อาจารย์พินิตร์ถามว่าทำไมไม่มาตีระนาดเอกทำไมถึงไปตีระนาดทุ้ม ก็เลยเปลี่ยนใหม่ให้ผมมาตีระนาดเอก แต่ผมมาเริ่มหัดตีระนาดเอาตอน ม.๒ แล้วตอน ม.๒ มีงาน ๔ ภาค ผมก็เริ่มตีระนาด จะมีงานประชันที่สุโขทัย ก็มีครูอีกคนหนึ่งเข้ามาปรับให้ คือ อาจารย์สมุทร อิงควระ ผมมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะว่าครูคนนี้เลยล่ะครับ ท่านเป็นลูกศิษย์ครูเชื้อ ดนตรีรส เป็นคนจับผมเปลี่ยนใหม่หมดเลย จากตีข้อมาเป็นตีแขน จับไล่ระนาดใหม่เลย แต่ว่าพื้นฐานของการตีระนาด ครูพินิตร์ก็มีส่วนเหมือนกัน ตอนเช้าก่อนจะตีระนาดก็จะให้จับคู่กัน รุ่นผมจะเรียนกันอยู่ ๔ คน ในเวลาเรียน ๓ ชั่วโมง ชั่วโมงแรกจะไม่ให้ทำอะไรเลย จะให้นั่งหันหน้าเข้าหากันแล้วดัดข้อมือ แต่ของผมครูจะให้บิดเข้าหากัน เพื่อให้เวลาตีไปนานๆ มือจะได้อยู่ในลักษณะคว่ำมือเหมือนเดิม แล้วก็ให้มาจับไม้ จัดท่านั่ง จัดท่าทางอะไรให้ ครูทุกคนมีส่วนหมด ถ้าเอ่ยชื่อก็มี อาจารย์สมุทร อิงควระ อาจารย์บุญชู กันเกตุ อาจารย์นิติ เอมโอด มาฝึกผมตอนอยู่กลางหนึ่ง แล้วแต่ช่วงที่เรียน อาจารย์อีกคนหนึ่งที่สำคัญมาก คือ อาจารย์มนตรี เปรมปรีดา เป็นลูกศิษย์มาทางสายครูเฉลิม บัวทั่ง มาช่วยปรับระนาดให้ผมด้วยนอกจากตีปี่พาทย์แล้ว เล่นอะไรได้อีก
ตอนผมเรียนวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ผมไม่ค่อยได้ต่อเพลงเท่าไหร่เพราะว่าเด็กมีน้อยแต่ก็งานมีเยอะ ส่วนใหญ่จะไม่ใช่งานปี่พาทย์ จะไปเล่นทางพื้นเมืองดนตรีอีสานมากกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งผมอยู่กลางสาม ม.๖ นะ ผมไม่ได้เรียนเอกเลย ต้องออกไปเป่าแคน ไปดีดพิณ ทั้งเทอมเลย มีงานตลอด ผมเป่าแคนได้ตั้งแต่ ป.๔ เพราะที่บ้านมี ผมเห็นคนเป่าแคน มันเพราะดี ก็เลยอยากเรียน เขาก็มาสอนให้ ได้ไปเล่นพวกงานแห่นาค เลยหัดเป่ามาตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนพิณมาดีดตอนประมาณ ม.๓ นอกจากนี้ก็เคยเรียนจะเข้ โขน ขับร้อง และขลุ่ยครับส่วนงานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากงานของวิทยาลัยก็มีไปเล่นตามสวนอาหารครับ ได้เบี้ยเลี้ยงครั้งแรก ๕๐ บาท ส่วนเบี้ยเลี้ยงงานหลวงจะได้ ๓๕ บาทครับ ไปเล่นหลายอย่าง ตีระนาด ดีดพิณ เป่าแคน ทำมาตลอดจนราคาขึ้นมาอยู่ที่ ๘๐ บาท เคยสอบทุนดนตรีอะไรบ้าง
อาจารย์ส่งมาสอบทุนนริศร์ครับ มาเพื่อจะได้มีประสบการณ์ ผมก็มาสอบ จำได้ว่ามาสอบเพลงเข้าม่าน แล้วก็ให้ตีเพลงบาทสกุณีทางระนาดคนเดียว แต่พอดีผมเตรียมตัวมาครับ ได้คะแนนเป็นอันดับ ๑ ยังจำได้นะครับ ๙๒ คะแนน ผมทำการบ้านเยอะครับก่อนจะมาสอบ แล้วช่วงเวลาที่เรียนอยู่ เรารู้ตัวแล้วหรือยังว่าชีวิตเราต้องเป็นนักดนตรี
ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ผมไม่คิด ไม่ได้มุ่งหวังหรอกครับว่าต้องเป็นนักดนตรี มุ่งหวังแค่ว่าจบออกมาแล้วจะมีงานที่มั่นคงแน่นอน คือทำงานราชการ แต่ก็เคยใฝ่ฝันในช่วงหนึ่ง คือไปเปิดรายการช่อง ๙ พอดีเห็นครูพัฒน์เดี่ยวลาวแพน ทำไมครูเขาตีเก่งจังเลย ครูพัฒน์ บัวทั่ง น่ะครับ เป็นลูกครูเฉลิม บัวทั่ง ผมเห็นครูเขาตีเพราะ เขาขึ้นชื่ออยู่ที่กรมศิลปากรนะ เนี่ยเหรอกรมศิลป์อยู่นี่เหรอ ก็คิดไปว่าทำอย่างไรเราถึงจะมีโอกาสที่จะได้มาเรียนกับครูเขา หรือทำไมถึงจะมีโอกาสเข้ามาทำงานที่นี่ ตอนนั้นได้แค่คิดเฉยๆ ไม่ได้อะไรมากมายจากนั้นเป็นอย่างไรต่อไป
ตอนนั้นอาจารย์จตุพร รัตนวราหะ เป็น ผอ. เขาก็เลยจะดึงตัวผมไว้ว่าให้เป็นลูกจ้างนะ เป็นลูกจ้างที่นี่แหละ ก็ตอบตกลง พอเราคิดทำงานแล้วก็มีเงินเดือนส่งให้พ่อแม่บ้าง คือผมจะคิดถึงพ่อแม่ก่อน แล้วจะมีอีกครูอีกคนหนึ่ง คือ ครูสมภพ เพ็ญจันทร์ เป็นครูสอนโขน ชีวิตจะคลุกคลีอยู่ด้วยกัน ท่านจะเป็นคนช่วยเหลือผมตลอด ไม่มีเงินก็จะพาไปกินข้าว ผมก็ไปซักผ้า ไปช่วยงานบ้าง ผมมาเริ่มสนิทเพราะว่าผมเป็นประธานนักเรียน แล้วอาจารย์เป็นที่ปรึกษา เวลามีอะไรก็ต้องไปหา อาจารย์ก็จะคอยช่วยเหลือ สอนในเรื่องการวางตัว เรื่องมารยาท สอนให้ผมเล่นกีฬาออกกำลังกาย ก็เลยไปปรึกษาว่า ผมจบสูงสองแล้วเนี่ย ผอ.เขาจะให้ผมเป็นลูกจ้างที่นี่ ผมก็ว่าตอบตกลง อาจารย์ก็เลยพูดมาคำหนึ่งว่า ถ้าเธอเรียนที่นี่ เธอมาเป็นลูกจ้างที่นี่ เธอก็ไม่ต้องมารู้จักกับครู คือตัดความเป็นศิษย์เป็นครูออกไปเลย ผมก็ไม่เข้าใจ อาจารย์ก็เลยบอกว่า เธอน่ะน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ จะมาอยู่จมปลักแค่นี้เหรอ ฝีมือก็มี ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่ว่าทำยังไงจะได้มีงานทำ ตอนนั้นมีคนรู้จักหรือยัง ว่าเป็นคนระนาดที่มีฝีมือเหมือนกัน
ก็มีนะครับ เขาจะรู้จักกันว่า มีคนหนึ่งนะที่ตีระนาดดี อยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย แต่ว่าในขณะเดียวกันที่อื่นก็มีดีกว่าเรา ผมไม่ได้สนใจอะไรตรงนั้น คือครูบอกว่าผมน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ ผมรู้สึกภูมิใจอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนผมอยู่สูงหนึ่ง ผมมาตีอยู่ที่สังคีตศาลา แล้วก็มีครูคนหนึ่งเข้ามาถามว่าเด็กคนนี้อยู่นาฏศิลปสุโขทัย อยู่ชั้นไหน ถ้าจำไม่ผิดก็จะเป็น ครูแชน เผชิญ กองโชค ผมก็ไม่แน่ใจ มาถาม ผอ.ว่าผมเรียนที่ไหน เรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เรามาแสดงแค่นั้นเองแล้วมาสอบเข้าที่กรมศิลปากรได้อย่างไร
มาสอบเข้ากรมศิลปากรตอนเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เทอมแรก พอดีเขาประกาศรับวุฒิสูงสอง อนุปริญญา ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจอะไร พอดีไปเจอพี่ณรงค์ที่เป็นนักร้อง ตอนนี้เขาเปลี่ยนชื่อเป็นกาญจนปกรณ์ พอดีมาเจอเขา เขาก็เลยบอก ให้ลองสอบดู ผมก็เลยมาสอบ หาประสบการณ์ ไม่ได้มุ่งหวัง พอสอบได้แล้ว เขาก็ปรึกษากันกับผู้ใหญ่ ผมเรียนอยู่ที่นี่ ใกล้ๆ กัน ก็ได้รับการอนุโลม เวลามีงานก็ให้มางาน โดยต้องเขียนเวลา ต้องลาเรียน แต่ถ้าเรามีเรียนก็ไปเรียน ช่วงที่เรียนความสัมพันธ์กับเพื่อนมันมีเยอะ แต่พอมาทำงาน ทำให้ความสัมพันธ์ ความสนิทสนมจะน้อยลง ออกห่างกันเลยพอมาเข้าเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลแล้ว มาต่อเพลงกับใคร
ในหลักสูตรก็จะมีอาจารย์สอนหลายท่าน เช่น ครูจิรัส อาจณรงค์ ครูลำยอง ครูเฉียบ ครูณัฐพงษ์ โสวัตร ก็ต่อกับครูเหล่านี้ครับ แต่ตอนเรียนที่เทคโน ไม่ค่อยได้ปรับทาง จะเป็นการต่อเพลงในหลักสูตรมากกว่า คือเรียนเทคโนรวมวงไม่ได้ด้วย เพราะเพื่อนบางคนมาจากอีสาน เขาก็ไม่ค่อยถนัดเรื่องดนตรีไทย แล้วอย่างเพลงเดี่ยวต่างๆ ต่อกับใคร
ผมจะต่อที่สุโขทัย ถ้าตั้งแต่เด็กๆ ตาจะต่อให้ เพลงแรกที่ต่อคือเดี่ยวกราวใน จำได้ว่าประมาณ ป.๓ - ป.๔ ตาก็เป่าปี่ เล่นดนตรีได้ทุกอย่าง เป่าปี่ตีระนาดอะไรอย่างนี้ พอเรามาตีให้ที่ทำงานดูแล้วมันไม่มี แต่ว่าเขาก็ให้เก็บไว้ พอมาเรียนที่นี่ผมจะต่อเดี่ยวระนาดทุ้มมากกว่า เดี่ยวระนาดเอกไม่ค่อยได้ใช้งาน การต่อเดี่ยวผมว่าต้องดูด้วยว่าคนรับพร้อมหรือไม่ ตัวผมเองได้เดี่ยวไม่เยอะนะครับ ก็มาได้ที่ทำงานนี่เอง เดี่ยวพญาโศก ลาวแพน เดี่ยวพญาโศกผมได้มาจากครูไชยยะ ทางมีศรี ครูไชยยะก็ได้มาจากครูบุญยงค์ เกตุคง แล้วก็ยังได้มาจากครูพัฒน์ บัวทั่ง แล้วก็ได้ทางเดี่ยวจากพี่ปู บุญสร้าง เรืองนนท์ แต่ว่าครูที่อยู่ที่นี่ เขาก็ช่วยปรับให้ครูจะต่อให้เองหรือว่าเราต้องเข้าไปหาครู
ผมว่าตามธรรมดาครูท่านมีวิชาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเข้าไปขอท่านไหม ไม่ใช่กินข้าวแล้วจะต้องป้อน เราก็ต้องเข้าไปหาเอง ครูมีฝีมือกันทุกคนครับ ครูที่นี่ไม่หวง ไม่มีการหวง ครูหลายท่านไม่ได้เรียนระนาด แต่สามารถบอกได้ว่าตรงนี้ใช้กลอนอะไรได้ คิดว่าถ้าเรามีอายุมากแล้ว ต่อไปเราต้องมีลูกศิษย์ จะถ่ายทอดอย่างไร ไม่หวงเหรอ
ไม่หวงหรอกครับ เพราะตายแล้วเอาไปไม่ได้ ถ้าเรายังหวงอยู่เนี่ย สมมติว่าเราคิดเดี่ยวอะไรขึ้นมา แล้วเก็บไว้ตีเอง ไม่ถ่ายทอดให้กับคนอื่น แล้วจะมีคนรู้จักเดี่ยวเราหรือไม่ ถ้าเราตายไปมันก็ไปกับเราเลย ผมไม่คิดที่จะหวงอะไรนะครับ อยู่ตำแหน่งอะไรในกรมศิลป์
ดุริยางคศิลปิน ๔ ครับ ถ้าเปรียบเทียบก็เป็นอาจารย์ ๑ ระดับ ๔ สำนักการสังคีต วงเล็บเครื่องมือก็ระนาดเอก เหมือนกับว่า เอกปี่พาทย์ เครื่องมือระนาดเอกแล้วตอนนี้รู้สึกหรือยังว่าชีวิตกับดนตรีมารวมอยู่ด้วยกัน
ตอนนี้ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งกับชีวิตแล้วครับ แต่ความคิดของผม ผมเข้าใจว่า กรมศิลป์เนี่ยเป็นที่ที่จะเก็บรวบรวม เราจะต้องไปเผยแพร่ แล้วก็เก็บเอาไว้เป็นการอนุรักษ์ อนุรักษ์เพลงเก่าๆ สิ่งเก่าๆ เก็บเอาไว้ แล้วในขณะเดียวกันก็ต้องเผยแพร่ด้วยคิดทางเพลงอะไรเองบ้างหรือไม่ หรือว่าเล่นตามที่ครูต่อให้
ก็คิดเองครับ แต่บางลูกที่ยาก ไม่เหมาะสม คือถ้าเขาฟังแล้วมันเกิดสะดุดหู อย่างที่เขาเรียกกันว่า ลูกสะเหร่อ ครับ ตรงนี้มันไม่ใช่ ก็เปลี่ยนใหม่ดีกว่า ผมคิดว่าเรื่องนี้ลึกซึ้งครับ ต้องศึกษา เรื่องทางเพลง มีโอกาสรับทางฝั่งธนบ้างหรือไม่
รับนะครับ แต่โอกาสน้อย เพราะไม่ค่อยได้ยินได้ฟัง แล้วอีกอย่างหนึ่ง คืองานของผม เพลงเถาไม่ค่อยได้เล่น ส่วนมากจะเป็นพวกเพลงโขน เพลงละครมากกว่า เพราะหน้าที่ผมตรงนี้เป็นอาชีพนักแสดงต้องมาบรรเลงเพลงจำพวกนี้มากกว่าประสบการณ์ที่เราเล่น เวลาเล่นประกอบละคร ไปหัดมาจากตรงไหน หรือว่าได้จากการที่เล่นบ่อยๆแต่ก่อนเข้ามาใหม่ๆ งงมาก ตอนอยู่สุโขทัยเราบรรเลงแต่เพลงเถา เพลงเถามันอยู่ที่เราซ้อม ผมก็เคยตีประกอบละครนะครับ พวกสาวเครือฟ้า ไกรทอง แต่สาวเครือฟ้าจะเป็นละครสลับกับร้องเพราะมีบทอยู่แล้ว โขนที่สุโขทัยก็เคยตีเป็นยกรบ ออกมาก็รบกัน แต่พออยู่ที่ทำงานนี่ก็งง คือตีงานครั้งแรกก็จะมีคนมาคอยบอก จะมึนๆ กับการแสดง พอโขนเขาเจรจา เขาเต้น ยกตัวอย่าง พระนารายณ์เขาไปท่าไหนยังไง จะยกขา จะไปตอนไหน พอยกขาเราก็ต้องเปลี่ยนเป็นเชิดให้มันลงตามจังหวะเขา หรือว่ายักษ์ออกมาเต้นๆ อยู่ จะมาออกป๊ะเท่งป๊ะ เราก็ไม่รู้ เราก็มึนไม่รู้เรื่อง ก็ต้องศึกษา เพราะผมเป็นคนระนาด ตอนแรกๆ เวลาไปตีโขนไปตีละครเขาจะไม่จับไปตีระนาด จะให้ไปตีกรับ หรือว่าไปตีฆ้อง ตีอะไรก่อน เพื่อให้เราศึกษา ต้องดู จะเปลี่ยน จะไป จะอยู่ ถ้าไม่ดีก็โดนว่าอีก แล้วก็เริ่มชิน เริ่มดูท่ารำออก ถ้าเป็นทางอีสานเนี่ย จะดูออกเลย เพราะตอนอยู่ที่สุโขทัยก็รำนะครับ รู้ท่ารำ หัดรำด้วย แต่พอมาเจอโขนละครผมยอมยกธงเลยมีใครเป็นต้นแบบที่เรายึดเป็นแนวทางบ้างไหม
หลายคนครับ ถ้าเปรียบเทียบแล้ว ผมชอบครูเก่าๆ นะ ครูไก่ สืบสุด ดุริยประณีต แต่ผมก็ไม่ทัน แล้วก็มี ครูบุญยงค์ เกตุคง ชอบการแต่งเพลงของท่าน แล้วก็ที่ชอบมากๆ อีกคน คือ ครูทนง แจ่มวิมล ครับมีประสบการณ์อะไรที่เป็นพิเศษบ้างไหม
มีครับ คือ การได้เข้าไปถวายงานข้างใน ที่วังสุโขทัย กรมศิลป์เคยไปสอนดนตรีให้ทหารในวังเมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้ว การถวายงานดนตรีก็เข้าไปบรรเลงขับกล่อมตอนที่ท่านออกกำลังพระวรกายครับบรรเลงเพลงประเภทไหนบ้าง
ทุกประเภทครับ แล้วแต่ท่าน ท่านทรงพระปรีชาด้านดนตรีนะครับ เช่น เราตีกระแตไต่ไม้ท่อน ๑ เสร็จแล้วหยุด ท่านก็รับสั่งถามว่า ท่อน ๒ ไปไหน ต้องเปลี่ยนเพลงให้หลากหลายครับ เพื่อไม่ให้ท่านเบื่อ มีทั้งเพลงช้าๆ แล้วก็เพลงสนุกๆ เพลงลูกทุ่งก็มีครับท่านเสด็จไปทอดพระเนตรภาพยนตร์เรื่องโหมโรงด้วย
ครับ ท่านโปรดมาก กลับมาท่านก็รับสั่งถามว่าคนของเรามีใครเล่นเรื่องโหมโรงบ้าง คนที่ทำงานก็จะมีผม มีพี่ปู บุญสร้าง เรืองนนท์ มีพี่กบ พรชัย พี่เจี๊ยบ สุรพงษ์ ถ้าท่านเสด็จไปที่ไหนก็ให้มีสี่คน ท่านจะเรียกว่า พวกดารา เสด็จไปแปรพระราชฐานที่ไหนก็จะได้ตามเสด็จไปด้วยประสบการณ์ที่ไปเล่นดนตรีต่างประเทศไปที่ไหนมาบ้าง
ไปต่างประเทศเหรอครับ ประเทศแรกที่ไปก็มีจีน ไป ๓ - ๔ ครั้งได้ ดุริยางคศิลปินมีหน้าที่เกี่ยวกับดนตรีไทย เขาจะแบ่งแยกออกไป นักร้องก็จะเป็นคีตศิลปิน พวกละครก็จะเป็นนาฏศิลปิน หน้าที่ก็เป็นศิลปิน ไม่ต้องสอน เป็นศิลปินอย่างเดียว ส่วนทางเอเซีย เท่าที่จำได้ก็มี พม่า มาเลเซีย ลาว ทางยุโรป ที่ผมไปก็มีฝรั่งเศส รัสเซีย ฟินแลนด์ เบลเยี่ยม โซนอเมริกาก็ไปบอสตัน ฮูสตัน แล้วก็แอลเอครับเคยเล่นรวมกับฝรั่งมาบ้างไหม
ผมไม่เคยเล่นครับ คิดที่จะเล่นเหมือนกันนะ แต่มันอยู่ตรงที่ว่า คนยอมรับไหม เราอยู่กรมศิลป์ จะไปทำอะไรก็ต้องมีคนมอง ถ้าคนเปิดรับอะไรที่กว้างขึ้น เขาก็ไม่น่าจะไปคิด คือมันเป็นแนวอนุรักษ์อยู่แล้ว แต่ว่าน่าจะคิดว่าดนตรีไทยก็สามารถผสมผสานกับดนตรีฝรั่งได้นะ ไม่ใช่มาคิดว่าดนตรีไทยมันก็ต้องอนุรักษ์ของไทย ถ้ามามองย้อนกลับ ขนาดครูหลวงประดิษฐไพเราะท่านยังเปิดรับได้เลย ตีระนาดกับอิเล็กโทนก็ยังเปิดรับได้ ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมีปัญหา ไม่ใช่ว่าเราจะเอาไปตีโลดโผน อนุรักษ์เราก็อนุรักษ์อยู่แล้ว เราก็แบ่งไว้ อันไหนที่จะอนุรักษ์ อะไรสิ่งใหม่เข้ามา ทำเพลงใหม่ๆ เข้ามาก็น่าจะดูดี ไม่น่าจะมาจำกัดอะไรกันขนาดนี้รู้สึกดีกับอาชีพดนตรีมั้ย คือทำให้เราได้ไปโน่นไปนี่
คิดนะครับ คิดเลยว่า เรารู้ว่าเราไม่ได้มาจากลูกคนมีเงิน แต่ว่าเราได้ไปต่างประเทศไปไหนมาไหน ก็เพราะดนตรี พวกผมจะใช้ศัพท์กันว่าไปไหนๆ ได้ก็เพราะนิ้งหน่อง หมายถึงพวกระนาด เรียกเล่นๆ ก็ผมเป็นลูกตาสีตาสา แต่เป็นเพราะดนตรีไทยที่เรียนมานั่นแหละ ทำให้ผมมีวันนี้ ได้เข้าวัง ได้เที่ยว ได้ไปต่างประเทศ ได้เผยแพร่ ได้เบี้ยเลี้ยง คำว่า "กรมศิลป์" เป็นคำที่ดูดีนะ ผมว่ามันเท่ห์มากเลยเคยประกวดดนตรีที่ไหนบ้าง
ไม่ค่อยมีนะครับ เพราะมันติดอยู่ที่เรามีตราของกรมศิลป์ คือถ้าเราตีดีก็เสมอตัวไป แต่ถ้าไม่ดีจะมีแต่เสียกับเสีย เพราะว่าไม่เหมือนกับเอกชน โดยนิสัยส่วนตัวแล้วไม่ชอบประชันขันแข่ง แต่ถ้าไปตี ได้ตีไปแล้วมีมาตีทับเพลงกัน ผมจะไม่ชอบเลย ในความคิดของผมนะครับ ดนตรีมีไว้เพื่อมิตรภาพ มีเพื่อสร้างสรรค์ ผมคิดอย่างนี้มากกว่า ไม่ใช่มาห้ำหั่นกันความประหม่าหรือความตื่นเต้นในการแสดง
ขึ้นอยู่กับการซ้อมครับ ถ้าตีเดี่ยวต่อหน้าคนเยอะๆ ก่อนขึ้นเวทีก็ต้อง ๑๐๐% เต็มอยู่แล้ว แต่เชื่อเลยว่าพอขึ้นไปบนเวที ผมว่าทุกคนไม่เต็มร้อยหรอก จะเหลือประมาณ ๖๐% ๗๐% เลยด้วยซ้ำเข้าไปอยู่ในวงกอไผ่ได้อย่างไร
ผมได้รับคำชักชวนจากพี่อ้ำ (เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี) พี่เอ้ (อัษฎาวุธ สาคริก) อาจารย์หน่อง (อานันท์ นาคคง) ให้มาตีระนาด เขาเคยติดต่อมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่มาเป็นจริงเป็นจังก็ตอนที่เริ่มจะทำภาพยนตร์เรื่องโหมโรงเป็นเรื่องเป็นราวแล้วล่ะครับ เขาบอกว่าเดี๋ยวจะให้ไปตีระนาดในรายละเอียดของพระเอก คำแรกที่ผมบอกก็คือ พี่ผมจะไหวเหรอ ผมยังไม่มีฝีมือขนาดนั้นหรอก คนอื่นก่อนดีกว่ามั้ง พี่เขาก็บอกว่าเขามองไม่เห็นใครอีกแล้ว ผมก็ยังบอกว่า พี่มันจะไหวเหรอ มันเป็นงานที่หนักนะ สมมติว่าคนมาดูแล้วถามว่าใครเป็นคนตี ตีไม่ดีเราก็โดนนะ เราก็ค่อนข้างกังวลเหมือนกัน แต่พอรับปากรับคำเขาแล้ว ก็ไปอัด