เรื่องนี้ผม Copy ไว้นานแล้ว ตั้งแต่สมัยยังเล่นออดิโอไฟล์ เห็นเพื่อนสมาชิกบางท่านอยากได้แนวทาง ก็เลยเอามาให้อ่านกันครับ มันยาวไปนิด ก็เลยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ
Modify of Marantz CD-63 (Art Signature)
เป็นที่รู้กันดีว่า ถ้าเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมีคนถามว่า มีเงิน 15,000 จะซื้อ CD ตัวไหนดี เกือบจะร้อยทั้งร้อยจะแนะนำ Marantz CD-63 แน่นอน เนื่องจากเป็นเครื่องที่ให้เสียงดี คุ้มค่าเงิน ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีทั้งในแง่น้ำเสียงและความคุ้มค่า ผมเชื่อว่า CD-63 หลายพันเครื่องถูกขายในประเทศไทยในช่วง 4-5 ปีนี้ และยังคงรับใช้นักฟังหลายๆ คนอยู่จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่า CD-63 จะถูกโมดิฟายด์โดย Marantz หลายหนแล้วก็ตาม (SE, MkII, KI Signature) แต่จากที่ผมตรวจสอบดูเครื่องของผมเอง (CD-63 SE) พบว่ายังสามารถโมดิฟายด์ได้อีกมาก จึงเป็นที่มาของ CD-63 Art Signature สำหรับผู้ที่ใช้ CD-53, CD-57, CD-67 ก็สามารถโมดิฟายด์ตามสูตรนี้ได้เหมือนกัน แตกต่างกันที่ว่า CD-53, CD-57 ไม่มี HDAM, CD-57 และ CD-67 ใช้ Decoder chip เบอร์ SAA73272 ไม่เหมือนกับ CD-53, CD-63 ซึ่งใช้ SAA7345 นอกนั้นก็เรียกได้ว่าฝาแฝดกัน การโมดิฟายด์นี้ไม่ได้ยุ่งกับภาค Decoder เลย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้
ภาคอนาล็อก
ภาคอนาล็อกจะเริ่มตั้งแต่สัญญาณออกจาก DAC chip SM5872 ของ NPC (Nippon Precision Company, Epson-Seiko company) ผ่าน Low-pass Active filter JRC2114 และผ่านไปที่ HDAM ก่อนที่จะออกไปที่ Jack RCA หลังเครื่อง
มาพิจารณาที่อุปกรณ์ที่อยู่หลัง HDAM กันก่อน จะพบว่ามี Cap ของ ELNA สีน้ำตาลแถบคาดสีทองอยู่ 4 ตัวคือ C655, 656, 657, 658 อาจจะลอง Bi-cap ด้วย C 0.022-0.22uF ดูก่อนก็ได้ ให้ใช้ของ WIMA MKP10 ตัวสีแดงซื้อได้ที่ นัฐพงษ์ บ้านหม้อ หรือให้บัดกรีออกทั้ง 4 ตัวแล้วใส่ลวด By-pass มันซะ Cap 4 ตัวนี้ทำหน้าที่ในการกัน DC ไม่ให้ออกไปที่ Jack RCA ในทางทฤษฎีแล้ว ไม่มี Cap ในทางผ่านของสัญญาณย่อมดีกว่า เพราะไม่มีการสูญเสียและการเลื่อนเฟสของสัญญาณ แต่มีข้อควรระวังเล็กน้อยสำหรับคนที่ใช้ Amp และ Pre-amp ที่เป็น Direct-Coupling ห้ามยก Cap 4 ตัวนี้ออกเด็ดขาดเพราะ Amp อาจจะทำลายลำโพงได้ เนื่องจากผมใช้เครื่องหลอดซึ่งมี Cap กัน DC ในจุดอื่นๆ อยู่แล้วจึงสามารถทำได้
เพิ่มเติม (30/10/43)
ถ้าเป็น CD-63 รุ่น SE ขึ้นไป ของเดิมจะเป็น Elna Silmic ซึ่งให้ปลายเสียงได้ละเอียดและพลิ้ว ไม่ควรเอา MKP10 ไปคร่อมมันตามข้อแนะนำข้างต้น เพราะจะเสียมากกว่าได้ ถ้าเป็น CD-53 ให้ไปซื้อ Elna Cerafine เป็น non-polar ค่า >470uF/16V มาเปลี่ยนแทนของเดิมที่ใช้ 2 ตัว ถ้าใช้ปรีหรือแอมป์หลอดจะยกออกเลยก็ได้
จุดต่อไปก็คือภาค Muting ที่อยู่ระหว่าง HDAM กับ Jack RCA คุณจะเห็น Transister 4 ตัวคือ QN05, 06, 07, 08 ซึ่งใช้สำหรับการ Muting ผมเชื่อว่า Transister เหล่านี้น่าจะผลิตสัญญาณรบกวนออกไปที่ Output ด้วย ให้บัดกรีออกให้หมดทั้ง 4 ตัวและไม่ต้องยุ่งกับ R ที่อยู่รอบๆ จากการทดลองของผมเองพบว่าได้ผล ช่องว่างระหว่างชิ้นดนตรีจะเงียบมากขึ้น บางคนที่มี System ดีๆ อาจจะรู้สึกแปลกใจที่ Transister 4 ตัวสร้างสัญญาณรบกวนได้ขนาดนี้เชียวหรือ เวลาเปิดเครื่องจะต้องเปิด CD ก่อนและปิดเป็นตัวสุดท้าย ไม่เช่นนั้นจะมีเสียง ปุ๊ก ออกลำโพงเวลาเปิด-ปิดเครื่อง
สำหรับวงจร HDAM นั้นดีอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับมัน แต่ถ้าใครต้องการจะลองของละก็ แนะนำให้เปลี่ยน R ทั้งหมดใน HDAM เป็นของ Resista 1/4W น่าจะช่วยให้ปลายเสียงชัดมากขึ้นอีกโขทีเดียว และสัญญาณรบกวนน่าจะลดลงนิดหน่อย แต่ผมไม่ได้ลองนะครับ เพราะผมใช้เครื่องหลอดจึงไม่ค่อยชอบเสียงแหลมที่จัดเกินไป ของเดิมดีอยู่แล้ว
ลองมาดูกันที่ภาค Low-pass Active Filter กันบ้าง ก็คืออุปกรณ์ที่อยู่รอบๆ Op-amp JRC2114 และอุปกรณ์ที่อยู่ระหว่าง Op-amp กับ HDAM ให้ทดลองเปลี่ยน Cap ตัวสีส้มคือ CD21, 22, 23, 24 (120pF), C605, 606 (1000pF), C607, 608 (100pF) ทั้งหมดเป็น WIMA ตัวสีเหลืองหรือเกรดอื่นๆ ก็ได้ โดยให้อ่านค่าจากตัวเดิมแล้วไปซื้อได้ที่บ้านหม้อ หรือสำหรับตัวที่ค่าน้อยๆ ไม่เกิน 1000pF อาจจะลองใช้ Siemens Styroflex ซึ่งเป็น Polystylene Film and Foil ซึ่งน่าจะให้ผลที่ดีกว่าของ WIMA สำหรับของผมเองนั้น ผมใช้ WIMA ตัวสีเหลืองที่แย่กว่า MKP10 เล็กน้อยกับ Styroflex ซึ่งพอดีมีอยู่ที่บ้านอยู่แล้วจึงไม่ได้ลอง MKP10 มีทริคอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับวงจร Low-pass Active Filter คือการเปลี่ยนจุดตัดความถี่ของวงจร ใกล้ๆ กล่อง HDAM จะมี C607, 608 (120pF) อยู่ 2 ตัวซึ่งเป็นตัวกำหนดจุดตัดความถี่ของวงจรที่ประมาณ 40kHz จากการตรวจสอบใน PSPICE พบว่าทำให้เกิด Resonance ที่ความถี่ต่ำประมาณ 35Hz ให้เพิ่มค่าเป็น 180-220pF ถึงแม้ว่าจะทำให้จุดตัดลดลงมาเป็น 25-30kHz แต่ก็ทำให้ความถี่ Resonance ลดลงไปอยู่นอกช่วงความถี่เสียง ซึ่งจะช่วยให้เสียงเบสต่ำๆ มีความคมชัดมากขึ้นด้วย
อีกจุดหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เสียงดีขึ้นอีกมาก ก็คือการเปลี่ยน Op-amp JRC2114 เป็นเบอร์อื่น Op-amp ตัวนี้แย่นักหรือ? คำตอบคือไม่ Op-amp ตัวนี้ดีกว่า NE5532,5534 ของ Philips ซึ่งอยู่ใน CD ของ Philips แทบทุกตัว แม้แต่ CD-17 KI Signature ก็ใช้ JRC2114 ตัวนี้ หรือแม้แต่บาลานซ์แอมป์ของ Accuphase บางรุ่นก็ใช้ ผมจำรุ่นไม่ได้แล้ว Op-amp ตัวนี้ไม่ได้แย่มากแต่ก็ไม่มีอะไรดีเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน ลองตรวจสอบ Spec sheet ของ NS (National Semiconductor), Burr-Brown, Analog Device แล้วพบว่ามีหลายตัวที่สามารถเปลี่ยนแทนกันได้เช่น LM6172 (NS), OPA2604 (Burr-Brown), OPA2132 (Burr-Brown), OP249 (AD), OP275 (AD) แต่ผมเลือก OPA2604 ของ Burr-Brown มาเปลี่ยนแทน JRC2114 ถ้าอยากจะลองเปลี่ยนหาตัวที่ดีที่สุดแล้วให้ลองใส่ Socket ลงไปแล้วเสียบเปลี่ยนสลับกันแล้วลองฟังดู อาจจะให้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับคุณได้มาก ผมเลือกใช้ของ Burr-Brown เลยเพราะเคยใช้ Op-amp ของเค้าเบอร์อื่นแล้วและได้ผลดี อีกตัวที่น่าลองก็คือ LM6172 ของ NS เป็น Op-amp ที่ Slew-rate สูงมากๆ คือประมาณ 2500V/uS เทียบกับ NE5532 ที่ 15V/uS และ OPA2604 ที่ 25V/uS แล้ว LM6172 จะสามารถตอบสนอง Transient ได้เร็วกว่ามากๆ
สุดท้ายแล้วสำหรับภาคอนาล็อกก็คือ Cap ELNA กระป๋องสีน้ำตาลทั้งหลาย เกือบทั้งหมดใช้เพื่อ De-coupling วงจรส่วนต่างๆ ในภาคอนาล็อก ของเดิมในเครื่องผมเป็น ELNA ตัวสีน้ำตาลเข้มและมีแถบคาดเป็นสีขาว อย่าสับสนกับตัวที่คาดแถบสีทองนะครับ อันนั้นเป็น ELNA SILMIC (Silk + Ceramic Powder) ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับมัน ให้จดค่าเดิมไว้แล้วเปลี่ยนเป็น ELNA Cerafine (Super-Fine Ceramic) ตัวสีแดงแถบคาดสีทอง ซึ่งดีกว่าของเดิมมาก ทาง ELNA อ้างว่า Cerafine มีค่า ESR ต่ำกว่า C เกรดทั่วไปอย่างน้อย 1 เท่าตัวและมีการคายประจุที่รวดเร็วกว่า ซึ่งการเปลี่ยน Cap นี้น่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการ De-coupling ได้มาก สัญญาณรบกวนน่าจะลดลงและวงจรมีเสถียรภาพมากขึ้นและมีการตอบสนองสัญญาณที่รวดเร็วมากขึ้นซึ่งเสียงที่ได้น่าจะชัดเจนมากขึ้น เครื่องของผมจะมี ELNA Cerafine อยู่แล้ว 4 ตัว เกาะกลุ่มกันอยู่คือ C611, 612, 613, 614 อย่าไปยุ่งกับมัน ให้เปลี่ยนตัวอื่นก็พอ ส่วนเครื่องอื่นผมไม่แน่ใจแต่คิดว่าเครื่องรุ่นธรรมดากับ CD-53 น่าจะใช้ตัวอื่นที่ไม่ใช่ Cerafine ในกรณีนี้ก็ให้เปลี่ยนทั้ง 4 ตัวนี้ด้วย ถ้างบประมาณยังเหลือให้ซื้อ Cap WIMA MKP10 0.1uF มา Bi-cap กับ Cerafine ทุกตัวด้วย ซึ่งจะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่ความถี่สูงได้อีกมาก พยายามซื้อตัวที่มีค่าใกล้เคียงกับของเดิมนะครับเพราะถ้าตัวใหญ่ไปอาจจะใส่ไม่ลงได้ จากในรูปข้างกล่อง HDAM จะเห็นว่าผมต้องยกลอยขึ้นมา 2 ตัวเพราะผมซื้อตัวที่ใหญ่เกินไปของเดิมเป็น 470/16 แต่ของขาดตลาดเลยซื้อ 470/25 มาแทนซึ่งใหญ่เกินไปที่จะใส่ลงไประหว่างกล่อง HDAM ส่วนจุดอื่นไม่น่ามีปัญหาเพราะเป็นพื้นที่เปิด
ตกไปนิดหนึ่งกับที่สุดของที่สุด ค่อนข้างจะ Advance หน่อยนะครับ คือการเปลี่ยนจาก RC De-coupling เป็น LC De-coupling ซึ่งจะให้ผลของการ De-coupling ที่ดีกว่า ให้ลองหา R613, 614, 615, 616 และ R651, 652, 653, 654 บัดกรีออกแล้วเปลี่ยนด้วยตัวเหนี่ยวนำ 2.2mH ขนาดเล็กหาซื้อได้ในบ้านหม้อ ผมวัดค่า DCR ได้ประมาณ 1.5Ohm ซึ่งจะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่ปนมากับไฟตรงได้อีกประมาณ 20-30dB และสามารถป้องกัน RF ได้อีกด้วย ผมได้ลอง Simulation ใน PSPICE ดูแล้ว Resonance ของวงจรจะอยู่นอกช่วงความถี่เสียง
ติดตามต่อภาคที่ 2 ต่อไปครับ
http://www.htg2.net/index.php?topic=49521.0