เอามาแบ่งครับ เผื่อใครสนใจ การ ขัดและทำสีผิวไม้
ไม้หากทิ้งไว้นาน ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะมีเชื้อรา มีรอยแตกแยก โก่ง งอ สีไม้เปลี่ยนไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เพราะในบรรยากาศของเรา มี สปอร์เชื้อรา มีความชื้น ที่เปลี่ยนไป เนื้อไม้ มีการคายหรือดูดความชื้นจากอากาศ ทำให้เซลของไม้มีการยืดและหดตัว มีผลทำให้รูปร่างของไม้ผิดไป อาจโค้งหรือบิด หรือแตกที่บริเวณส่วนปลายไม้ หรือ แตกระแหงออก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะเกิดได้น้อยลง และยืดอายุของไม้ได้ ถ้าเราได้มีการทำสีไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้ได้สัมผัสกับอากาศ และความชื้นรอบ ๆ การทำสีไม้ไม่เพียงแต่รักษาเนื้อไม้ การทำสีที่ดี ยังให้ความสวยงาม น่าใช้ นอกจากนี้การทำสี ทำให้เราสามารถทำความสะอาดชิ้นไม้ได้สะดวกง่ายดายขึ้น หากเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านของคุณ มีสภาพที่ควรปรับปรุงแล้วละก็ คุณศึกษาการทำสี แล้วซ่อมเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านของคุณ ด้วยตัวคุณเอง มันจะน่าภาคภูมิใจไม่น้อย
เนื่องจากวัตถุที่จะนำมาใช้ในการทำสี มีหลายอย่าง เราจึงควรที่จะศึกษา สีแต่ละชนิดให้ละเอียด เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด และสามารถเลือกได้อย่างถูกต้องว่าควรใช้อะไร กับงานประเภทไหน วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ เทคนิค และขั้นตอนต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ
ขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำสี แบ่งออกคร่าว ๆ 5 ขั้นตอนดังนี้
1. ทำชิ้นงานให้เรียบเนียน
2. ย้อมสีชิ้นงาน
3. อุดรูร่องเสี้ยนไม้ โป๊ว
4. ทำสี อาจมีการขัดระหว่างทา
5. เช็ด ทำความสะอาด
ในการทำชิ้นงานให้เรียบเนียน เริ่มตั้งแต่เริ่มโครงงานของเรา ต้องเลือกไม้ ไม่โก่งงอ มีการไสเรียบ การนำไม้มาใช้ต่อกันต้องเรียงเนื้อไม้ให้เหมาะสมไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เรียงขวางกันไปมา ไม้ที่ไม่ตรงต้องผ่านการไสขอบ หรือ เครื่องมือที่เรียกว่า jointer (ดูรายละเอียดในเรื่องเครื่องมือช่าง) เมื่อประกอบชิ้นงานและตบแต่งได้ตามต้องการแล้ว ต้อง มีการขัดชิ้นงานด้วยกระดาษทราย โดยทั่วไปแล้วเราจะเริ่มด้วยกระดาษทรายเบอร์หยาบ คือ 80-100 เพื่อลบร่องรอยของฟันเลื่อย หรือร่องรอยของดอกเร้าเตอร์ หรือบางทีเราเรียกว่า M achine Mark เมื่อลบร่องรอยต่าง ๆ ออกแล้ว เปลี่ยนเบอร์กระดาษทรายเป็น 150 เพื่อให้ผิวงานเรียบขึ้น ในการเปลี่ยนเบอร์กระดาษทราย เราควรมีการดูดฝุ่นที่เกาะที่ผิวงานออกก่อนด้วย เพราะมิฉนั้นเศษทรายของกระดาษเบอร์เก่า อาจจะมีผลทำให้ชิ้นงานเป็นรอย จากนั้นก็ขัดชิ้นงานเบา ๆ ชิ้นงานที่เรียบราบ เราควรใช้กระดาษทราย พันกับไม้เพื่อให้กระดาษเรียบไปกับชิ้นงาน และท้ายที่สุดเราเปลี่ยนกระดาษทรายเป็นเบอร์ 200-220 เป็นการขัดครั้งสุดท้ายก่อนทำขั้นตอนต่อไป บางคนนอกจากจะใช้กระดาษทราย แล้วยังมีเครื่องมือชนิดหนึ่งเรียกว่า Scraper หรือเหล็กขูด เป็นเหล็กที่มีความยืดหยุ่นใช้ขูดผิวไม้ มันจะกำจัดผิวที่ขรุขระออกไป เป็นเครื่องมือที่ช่างผู้ชำนาญจะใช้กัน สามารถทำให้ผิวของไม้เรียบ ปานกระจกได้ ในการขัด ถ้าหากแสงอยู่ตรงข้ามสายตาจะทำให้เรามองเห็นผิวของงานได้ดีกว่า
หลังจากผ่านการขัดแล้วเราก็ต้องกำจัดฝุ่นก่อนที่จะทำงานในขั้นต่อไป บางคนข้ามขั้นตอนนี้ ฝุ่นทำให้ผิวงานที่เราอุตสาห์ขัดมา ไม่เรียบร้อย เราอาจกำจัดฝุ่นด้วยการใช้แปลงปัด ผ้าเช็ดออก หรือ ดูดฝุ่น หรือ ใช้ลมเป่า แต่วิธีใช้แปรงปัด และเครื่องดูดฝุ่นช่วยจะกำจัดฝุ่นได้ดีมาก จากนั้นให้เราพิจารณาร่องรอยของกาว ที่จะมีผลต่อสี เราอาจใช้กระดาษทรายขัดรอยกาวออก หรือใช้ สิ่วหากกาวมีปริมาณมาก จากนั้นก็ใช้กระดาษทราย กาวจะมีผลต่อสีมาก เพราะสีจะไม่ซึมบริเวณที่มีรอยกาวอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ถ้ารอยกาวยังใหม่อาจใช้ตัวทำละลายที่กาวนั้นละลายได้ช่วยกำจัด เช่นถ้าเป็นกาวลาเทกซ์ใช้ น้ำถ้ายิ่งอุ่นยิ่งดี แต่ถ้าเป็นกาวยางใช้ทินเนอร์
การอุดร่องหรือรูตะปู หรือรอยฉีกของเนื้อไม้ สำหรับช่างไทยเราทั่วไปใช้ ผงดินสอพองผสมน้ำ ผสมสี ฝุ่น ให้ใกล้เคียงกับสีผิวไม้ที่เราจะอุดรูร่อง ถ้าต้องการเพิ่มความสามารถในการยึดติดเราอาจผสมน้ำมัน varnish ลงไปด้วยเล็กน้อย ให้ดูตามขนาดชิ้นงาน เมื่อผสมได้ที่ให้ใส่ถุงพลาสติกรัดด้วยหนังยาง จากนั้นแบ่งออกมาใช้ทีละน้อย อาจเจาะก้นถุงแล้วบีบออกมาใช้ อันนี้เห็นช่างที่รู้จักใช้กัน บางทีก่อนที่เราจะอุดรูรอ่งรอยต่าง ๆ ถ้าเราวางแผนที่จะทาแชลแลค ควรทาก่อน จากนั้นจึงผสมผงฝุ่นเพื่อให้สีเข้ากันพอดีเมื่อทาแชลแลค มิฉนั้นสีอาจเกิดความแตกต่างกันมาก
ขอบคุณ
http://www.thaiwoodworking.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=27250&Ntype=1