60K เป็นอย่างน้อยก็จริง แต่ถ้าเอาทุกส่วนประกอบมาหารแล้ว ภาค dac เฉพาะ 2 channel จะเหลือเท่าไร ??
ตัวนี้เป็น 9.2 channel
TI Burr-Brown 192 kHz/32-Bit DACs (PCM1795 x 6) for All Channels
ไม่มั่นใจว่า sub ที่แยกเป็น 2 ใช้ dac chip ข้างละตัวเลยหรือไม่ ยังไงก็ตามถือว่าไม่ได้ขี้เหร่ครับ
** ผมไม่รู้ว่าจะบอกว่ามัน ดีกว่า หรือ ด้อย กว่า ยังไงแต่ให้แนวคิดไว้ด้านล่างเพื่อจะได้รู้ว่ามันจะดีกว่า/ด้อยกว่า ตรงไหน **
จริงๆ ผลของเสียงในการฟังเพลง (คู่หน้า ส่วนคู่อื่นๆ ใช้ฟังเสียง) จะมาจากภาค dac เสมอ สมัยก่อนๆ โน้นก่อน external DAC เกิด (ไม่กี่ปีเอง) มันก็จะซ่อนอยู่ใน player ทุกประเภทอยู่แล้ว ให้สังเกตุว่า แค่จะฟัง CD ทำไม player มีตั้งแต่ราคาไม่กี่พัน จนถึงหลักครึ่งล้าน
ซึ่งเสียงที่ได้มันก็ต่างกันจริงๆ มันก็คือส่วนใหญ่มาจากภาค DAC นี่เอง CD ยังไงก็มีสัญญาณออก 16/44.1 เท่านั้น ก็แสดงว่ามันมีการจัดการสัญญาณ ก่อนไปออกช่องสัญญาณแค่ 2 ช่องไม่ว่าจะเป็น balance หรือ unbalance
หลายเจ้าก็แอบ upsampling สัญญาณจาก CD ขึ้นไปหลายสเตป ให้เป็นทางการคือ เค้าสามารถทำ Digital Re-Mastering แบบ Real time ได้ ซึ่งอาจเป็น 88.2 - 96 - 192 kHz / 16-24 bit และส่งไปให้ภาค dac จัดการปล่อยสัญญาณไปให้ได้ยิน .... แน่นอน .... ฟังจาก player ราคาหลักพัน ก็ต่างจากหลัก แสน
ในชั้นถัดไป ภาค DAC ก็รับสัญญาณ ที่ส่งมาไม่ว่าจะเท่าไร ก็จัดการให้เสียงเป็น analog ซึ่งก็แล้วแต่ผู้ออกแบบว่าจะให้คุณบัติของเสียงของ brand ตัวเองเป็นเช่นไร
ย้อนกลับมาว่า พอมีคนใจกล้าออก dac มาในช่วงที่คนยังไม่มีข้อมูลมากนัก มันก็เหมือนเรื่องมันแดง ว่าเฮ้ย จริงๆ เสียงที่ได้ยินมันมาจากตรงนี้เหรอ เพราะแค่ dac ราคาไม่เท่าไร รับสัญญาณดิจิตอล 16/44.1 มาจาก player อะไรก็ได้ กลับให้เสียงที่ดีกว่า CD player ราคาต่ำแสนทั้งหมด แต่ยังไม่โค่น CD ราคาแสนขึ้นได้ เพราะมันมีการจัดการเรื่องสัญญาณมากกว่านั้น พอมี dac ที่สามารถ up sampling สัญญาณได้ คราวนี้แม้แต่ CD ราคาแสนต้นถึงกลาง ก็หนาวใจ แต่ก็ยังไม่ถึงกับชนะซะทีเดียว เพราะอะไร

มันยังมีเรื่องการ Re-mastering อย่างที่บอกที่ brand ดังๆ เค้าทำ real-time ได้ได้ดีมาก และที่สำคัญคือ การจัดการกับ jitter ที่แจ่มแจ๋ว (master clock อย่างเทพ) และภาค digital filtering ที่จัดการทุกช่วงระดับความถี่ได้ดี
แต่พอ เรามีไฟล์เพลงต้นทางที่มากกว่า 16/44.1 (จะเป็น 24/96, 24/192) คราวนี้หาแค่ player ที่เล่นได้ ปล่อยสัญญาณไปต่อที่ DAC ที่คุณสมบัติเพียบพร้อม แค่นี้ก็ ฟิเนเร่ แล้วครับ
ซึ่งในพวก pre/pro แม้ว่าจะใช้ dac chip เบอร์เดียวกันกับ Dac แต่การจัดการเรื่องอืนๆ มันไม่เหมือนกันครับ คือไม่เน้นไปที่ผลของ analog ในระดับ audiophile
เห็นท่าน Wolverine เล่น htpc ก็อยากให้สังเกตุว่า card ของ Asus xonar essenxe ที่มันให้เสียงได้อันดับต้นๆ เพราะว่ามันแยกภาคจ่ายไฟ ระหว่างดิจิตอล กับอนาลอค เลยนะครับ ถ้าใช้ตัวนี้ ก็ลืมภาค dac จาก pre/pro ไปเถอะครับ ถ้าใช้ฟังเพลง ....