ลาก load line ของหลอด 807 pentode mode
กำหนดค่าตาม opt 3.5K และแรงดันเพลตที่ 360V
ลากเส้นจาก 360V ขึ้นไปตรงๆ ตัดกับกระแส 60mA
plate dissipation = 360V*0.060mA=21.6W ค่ากำหนดมา 30W ผมว่ากำลังดี 72% ไม่ทรมาณหลอด
เอา 360V/3.5K = 102.8mA แต่ต้องบวกกระแส 60mA ด้วยเพราะยกตัวขึ้นจาก 0mA ได้ 162.8mA ค่านี้คือกระแสอิ่มตัว
แล้วลากเส้นตรงจากแกนกระแส 162.8mA เฉียงลงตัดจุดไบอัส (360V,60mA) ลงไปถึงแกนแรงดันเพลต ตัดแกนที่ประมาณ 570V
เส้นนี้คือเส้น load line มีค่าความชัน 3.5K เท่ากับหม้อ OPT
จุด (360V,60mA) คือจุดไบอัส เมื่อเปิดสวิช จะมีแรงดันคร่อมหลอดระหว่าง anode-catode 360V และมีกระแสไหลผ่านหลอด 60mA เป็นไฟตรงนะครับ
หาแรงดันที่กริด
อยู่ระหว่าง -15V กับ -20V ประมาณค่าจะเส้น load line ที่ตัดเฉียงลงผ่านจุดไบอัส โดยากเส้นสีชมพูสองเส้นที่เส้น load line ตัดกับเส้น Vg1 -15V และ -20V แล้วเทียบสัดส่วน
360V-304V= 56V
400V-304V=96V
ระยะ 96V = -20-(-15)V = -5V
ระยะ 56V = (-5V*56V)/96V = 2.92V
นั่นคือที่จุดไบอัส VG1 จะมีค่า = -15V +(-2.92V) = -17.92V
เส้น Vg1, เส้นแรงดันที่กริด ก็ เส้นสีน้ำเงินครับ แต่ลากสั้นๆ เส้นจริงไม่ได้ลากมาให้
เวลาหลอด power 807 ทำงาน แรงดันเข้ามาที่กริด กริดสวิงจาก -17.92V ลงไปจนถึง 0V (ไปตามเส้น load line) แรงดันคร่อมหลอดจะสวิงไปทางซ้ายมือจาก 360V ลดลงไปถึงเส้นกริด 0V ก็ประมาณ 40V คือสวิงลดลงไป 320V (=360V-40V) (กระแสสวิงเพิ่มขึ้น =150-60=90mA)
แต่เนื่องจากหม้อ OPT เป็นโหลดแบบ inductive load มันสะสมพลังงานจากแส้นแรงแม่เหล็กสวิงกลับไปด้านขวาอีกเท่ากันคือ 320V เมื่อกริดรับแรงดันสวิงจาก 17.92V ไปถึง 35.84V (=17.92*2) รวมแล้วแรงดันคร่อม OPT 640V
แม้ว่าเส้น load line จะตัดแกนแรงดันเพลตที่ 570V ก็ตาม
การสวิงของสัญญาณเต็มรูปคลื่นทั้งซีกบวกและลบ ครบ 360 องศส กริดไม่มีกระแสไหล เรียกว่าไบอัสแบบ single end class a1
หาค่าต่างๆ ณ จุดไบอัส เราได้ว่า
OPT = load line =3.5K
กราฟ pentode mode Vg2 250V กราฟไม่ได้บอกกระแส Ig2 ต้องเปิดดูจาก data sheet ได้ 2mA
Vp 360V
Ia 60mA
Vg1 -17.92V
Ik=Ia+Ig2 = 60+2=62mA
Rk = Vk/Ik = 17.92V/62mA = 289R ค่าที่มีขายใกล้เคียง 280R ทนกำลังงาน P=Vk*Ik=17.92V*0.062A=1.11Watts เผื่อสามเท่าเป็น 3W =280R 3W (class a1 แรงดันที่กริดเทียบกับแคโทด =-17.92V ,แต่ที่กริดมีแรงดัน 0V ที่แคโทดจึงมีแรงดัน 17.92V)
Rp = ไม่ต้องหา เนื่องจากเพนโทดมี Rp สูงกว่า RL มาก จนทำให้ out put impedance ประมาณเท่ากับ RL คือ 3.5K
Gm = กระแสที่เปลี่ยนไป/แรงดันที่กริดเปลี่ยนไป =(80-50mA)/(20V-15V)=30mA/5V=6mA/V
gain = Gm*RL = 6mA/V*3.5K=21
Rk' = 1/Gm =1/6mA/V= 167R ค่านี้เป็น impedance ภายในของหลอดที่แคโทด (เหมือนกับ Rp ที่เป็น impedance ภายในของหลอดที่แอโหนด )
Zk = Rk'//Rk = (Rk'*Rk)/(Rk'+Rk)= (280*167)/(280+167) = 105R ค่านี้เวลาสัญญาณสลับวิ่งผ่าน Ck ลงกราวน์ สัญญาณสลับจะมองเห็น impedance เป็นค่านี้
Ck = 1/2*pi*fc*Zk = 1/2*3.14*10Hz*105R = 1/6594 = 0.000151653F = 152uF 50V หลอดเพาเวอร์ต้องมี Ck , catode bypass , ถ้าไม่มีเสียงจะฮัม บังคับว่าต้องทำ, ความหมายคือ ถ้าจะให้ความถี่ออดิโอ (10Hz - 20KHz) ตั้งแต่ 10Hz วิ่งผ่าน Ck ที่ต่อขนานกับ Rk (หรือ Ck ที่ต่อขนานกับ impedance 105R) ผ่านไปที่กราวน์ ต้องใช้ C ที่มีค่าความจุ 152uF และทนแรงดันได้มากกว่าสองเท่าของ Vk ,ก็คือส่วนของวงจรกรองความถี่สูงผ่าน
Vp gnd. = Vk+Vp = 17.92+360V= 377.92V เป็นแรงดันที่เพลตเทียบกราวน์
B1+ = Vp gnd.+แรงดันคร่อม OPT , ค่าหลังนี่น่าจะหาได้จากกระแสคูณกับ DCR ของหม้อ OPT ส่วนใหญ่จะไม่ได้วัดค่า DCR ประมาณไม่เกิน 10V , รวมแล้ว B1+ = 387V แต่ของจริงก็ไม่ได้มาก เอา B1+ 380V ก็พอ มิเตอร์เข็มวัดได้ง่ายๆ
VRg2 = B1+ - Vg2 = 380-250V = 130V
Rg2 = VRg2/Ig2 = 130V/2mA = 65K ค่าที่ใกล้เคียง 68K ทำกำลังความร้อนได้ = 130V*0.002A= 0.26Watts เผื่อสามเท่า 0.78Watts ปัดเป็น 1W , Rg2 = 68K 1W
Cg2 อันนี้ควรใส่ ทำนองเดียวกันกับ Ck หาแบบเดียวกันกับ Ck คือ ถ้าจะให้สัญญาณออดิโอไหลผ่าน จะต้องเอา Cg2 ค่าเท่าไหร่ มาใส่ สัญญาณจึงจะเห็น Cg2 ขนานกับ Rg2 ขนานกับ impedance ภายในของสกรีนกริด เนื่องจากกระแสไหลผ่านน้อย เหมาไปเลยให้มากกว่า 10uF 350V