........หมายถึงตัว C เป็นตัวกรองความถี่สูงอย่างเดียว ตัว R เป็นตัวอะไรซักอย่างเพื่อให้ครบวงจร ครับ.........
เอ มันน่าจะต้องเอามาประกอบกันเป็นวงจรมันถึงจะทำงานกรองความถี่สูงผ่านได้นะครับ เพราะในสมการมีทั้งค่า C,R,fc ที่เป็นตัวแปร นอกนั้นเป็นค่าคงที่ ถ้า R มีไว้ให้ครบวงจร มันก็ไม่ควรจะอยู่ในสมการนะครับ
ผมมองยังงี้ครับ ไม่รู้ว่าจะถูกหรือผิด ตามที่ผมดูมา ก็คือ แต่ละตัวมันทำหน้าที่ได้หลายอย่างครับ แล้วแต่ว่าเราจะมองมุมไหน มองยังไง
อย่าง R ตัวนี้ มันทำหน้าที่อะไรบ้าง เท่าที่ผมนึกดูก็
1. ประกอบวงจรกับ C เป็นวงจรกรองความถี่สูงผ่าน
2. เป็นโหลดของหลอดที่อยู่หน้า
3. เป็นตัวกำหนดเอ้าพุทอิมพีแดนซ์หลอดหลอดหน้า
4. เป็น R แบ่งแรงดันเอ้าพุทของหลอดหน้าที่จะมาตกคร่อมให้แรงดันแก่กริดของหลอดหลัง
5. เป็นตัวกำหนดอินพุทอิมพีแดนซ์ของหลอดหลัง
6. เป็น R grid leak (เรียกว่ายังงี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ)
7. อื่นๆ ที่ผมไม่รู้
......และ fc นี่เราสามารถกำหนดเองได้เลยใช่ไหมครับ?.........
ใช่ครับ เท่าที่ผมนึกออก
1. ความถี่ออดิโอฟังเพลงก็ 10Hz แอมป์บ้าน แอมป์กีต้าร์โปร่งไฟฟ้า
2. แอมป์กีต้าร์ไฟฟ้า 75Hz เพราะโน๊ต E สายเปิด สาย 6 มันต่ำสุดประมาณนี้
3. บางคนว่า 10Hz เสียงมันตีกัน หูดีว่างั้นเถอะ แต่คนทั่วไฟซัก 20Hz หรือสูงกว่าก็แทบจะไม่รู้สึกแล้ว ก็กำหนดเอาเองเลยครับ
..........ส่วน R นั่นขึ้นอยู่กับ Data Sheet แต่กว้างจัง อ่านแล้วยัง_งง อยู่ครับ ..........
ที่ datasheet เค้าให้มาเป็นค่าสูงสุด ส่วนใหญ่จะประมาณ 500K กับ 1M เราก็ใช้ค่าตามที่กำหนดหรือต่ำกว่า ถ้ามากกว่ามันก็จะไปมีผลที่ไม่ดีตัวหลอด เป็นยังไงนี่ผมจำไม่ได้
แล้วจะใช้ค่าไหน อ้อ ที่น้างง ก็เพราะว่า R ตัวนี้มันทำหน้าที่หลายอย่างตามที่กล่าวข้างบน น้าจะดูเฉพาะที่ประกอบกับ C ไม่ได้ และจะมองว่ามันเป็นทางลงกราวน์ให้ครบวงจรอย่างเดียวไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นกริดลีคของหลอดตัวหลังด้วย มันต้องไม่เกินลิมิตของหลอดตัวหลัง
1. ใช้ค่าเกินลิมิตของหลอดตัวหลังไม่ได้
2. ถ้าใช้ต่ำกว่า 100K ล่ะ ก็กลับขึ้นไปดู 7 ข้อด้านบน
3. ถ้าใช้ 180K , 200K, 220K .... 470K ล่ะ ก็ดู 7 ข้อด้านบน ว่าผลของข้อไหนกระทบมากที่สุด แต่เป็นผลทางไฟฟ้านะครับ ผลทางเสียงต้องลองฟังเอาเอง