HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: TOM ที่ 13 กันยายน, 2006, 10:59:09 pm
-
รบกวนผู้รู้ช่วยให้ความรู้ผมหน่อยครับ .... มันไม่รู้จริงๆ...
1. โดยปกติเวลาสั่งหม้อแปลงไฟสูงเราจะบอกค่า Ampere ของหม้อแปลง ซึ่งในแต่ละส่วนเราคิดจากอุปกรณ์+หลอด อย่างไรและต้องเผื่อค่าไว้เพิ่มประมาณกี่เท่าอย่างไรครับ
2. หม้อแปลงไฟที่เป็นเทอร์รอยมันมีข้อดีกว่า แบบ EI อย่างไรบ้างครับ เช่น ขนาดเล็กกว่า? หรือ คลื่นรบกวนน้อยกว่าอย่างไรเปรียบเทียบกันครับ หรือเหมาะกับ Pre หรือ Power Amp อย่างไรครับ
รบกวนผู้รู้ตอบหน่อยครับ .......
ขอเพิ่มเติมอีกนะครับ
3. กระแสตกคร่อม R(L)/C filter เราคิดจากอะไรครับ
4. เรา Plot Average Characteristic Plate Curve เองได้หรือไม่ครับ จากค่า Plate Resistance/mu/gm/-Vg
-
สวัสดีครับพี่ต้อม
1. โดยปกติเวลาสั่งหม้อแปลงไฟสูงเราจะบอกค่า Ampere ของหม้อแปลง ซึ่งในแต่ละส่วนเราคิดจากอุปกรณ์+หลอด อย่างไรและต้องเผื่อค่าไว้เพิ่มประมาณกี่เท่าอย่างไรครับ
ปกติจะคิดจากพวก active component เช่น หลอด หรือ Transistor ครับ มีกี่ตัว ใช้ตัวละเท่าไหร่ก็เอามาบวกๆกันครับพี่ พวก passive อย่าง Resistor Capacitor ไม่ต้องครับ ตอนสั่งก็เผื่อไปซัก 25 % - 50 % ครับ
2. หม้อแปลงไฟที่เป็นเทอร์รอยมันมีข้อดีกว่า แบบ EI อย่างไรบ้างครับ เช่น ขนาดเล็กกว่า? หรือ คลื่นรบกวนน้อยกว่าอย่างไรเปรียบเทียบกันครับ หรือเหมาะกับ Pre หรือ Power Amp อย่างไรครับ
ข้อนี้ไม่ค่อยแน่ใจความถูกต้อง ที่จำๆได้เหมือนกับว่าจะอ้างว่า มีคลื่นรบกวนออกมาน้อยกว่า หรือไงนี่แหละครับ ขอแรง คุณธูป หรือ ใครก็ได้ correction ผมที
3. กระแสตกคร่อม R(L)/C filter เราคิดจากอะไรครับ
ถ้าจะเอาไปสั่งหม้อแปลงไม่ต้องคิดครับ เพราะเป็น passive component
4. เรา Plot Average Characteristic Plate Curve เองได้หรือไม่ครับ จากค่า Plate Resistance/mu/gm/-Vg
หมายถึงว่าจะ plot เองใหม่อ่ะหรือครับ ถ้าแค่ที่ให้มาไม่ไหวหรอกครับพี่ ต้องมี curve tracer ครับ ยกตัวอย่างพี่เปลี่ยน bias ตัว Plate Resistance มันก็เปลี่ยนแล่ว ต้องมีเครื่องมาช่วยครับ
ผมหายหน้าไปนาน ว่างๆแวะไปที่บ้านอีกซิพี่ ทำโฟโนใหม่แล้วไปฟังแผ่นกัน คราวที่แล้วผมต่อ out of phase ฟังอยู่นะนั่น ;D
-
ขอบพระคุณมากเลยครับคุณตุย รออ่านคนตอบอยู่เนี่ย
ถ้าจะเอาไปสั่งหม้อแปลงไม่ต้องคิดครับ เพราะเป็น passive component
บังเอิญสงสันนะครับ เพราะเป็นนักเรียนเข้าโรงเรียนใหม่ แล้วไปอ่านในคอลัมของคุณอาร์ตใน Year Book 2002 หรือไงเนี่ยครับ แล้วพูดถึง ....
"แรงดัน Vdc ที่ต้องการคือ 300V ผมสมมุติว่าเกิดแรงดันตกคร่อมชุด Filter RC = 30 V เพราะฉะนั้นต้องมีแรงดันที่ออกจาก Rectifier = 330 V เมื่อคำนวณย้อนกลับไปทาง Primary ...................
ก็เลยสงสัยว่า 30V มันมาอย่างไรครับ .....
ตอนนี้พยายามจะทำ 2A3 อยู่ครับแต่อยากรู้ที่มาที่ไปของ Volt และ Ampere ครับ
ทำโฟโนใหม่แล้วไปฟังแผ่นกัน คราวที่แล้วผมต่อ out of phase ฟังอยู่นะนั่น
ต้่องไปลองฟังครับ แต่เกรงใจผบทบ ที่บ้านผม และ บ้านคุณตุยครับ .... ลูกเล็กๆผมเข้าใจจริงๆครับ เพราะเข้าใจมา 3 หน(คน)แล้วครับ
-
รบกวนผู้รู้ช่วยให้ความรู้ผมหน่อยครับ .... มันไม่รู้จริงๆ...
1. โดยปกติเวลาสั่งหม้อแปลงไฟสูงเราจะบอกค่า Ampere ของหม้อแปลง ซึ่งในแต่ละส่วนเราคิดจากอุปกรณ์+หลอด อย่างไรและต้องเผื่อค่าไว้เพิ่มประมาณกี่เท่าอย่างไรครับ
คิดกระแสรวมที่จ่ายให้วงจรส่วนต่างๆ อย่างที่คุณ pride ว่าครับ ส่วนเรื่องการเผื่อเท่าไหร่นี่ คงขึ้นกับประสบการณ์และหลายๆ ปัจจัยของแต่ละคนครับแตกต่างกันไปครับ สำหรับผม ถ้าหม้อแปลงต่ำกว่า 100VA ผมจะเผื่อ 2 เท่าเลย แต่ถ้าเกินกว่า 100VA ก็แล้วแต่กรณีครับ 25-50% ประมาณนั้นครับ
2. หม้อแปลงไฟที่เป็นเทอร์รอยมันมีข้อดีกว่า แบบ EI อย่างไรบ้างครับ เช่น ขนาดเล็กกว่า? หรือ คลื่นรบกวนน้อยกว่าอย่างไรเปรียบเทียบกันครับ หรือเหมาะกับ Pre หรือ Power Amp อย่างไรครับ
ขนาดเล็กกว่า น้ำหนักเบากว่าครับ Loss ก็น้อยกว่าด้วยเมื่อ VA เท่ากัน
ส่วนเรื่องคลืนรบกวนผมมองว่าไม่น้อยกว่าครับ
1. หม้อแปลงแบบ Toroid โดยปกติจะตอบสนองทางความถี่สูงได้ดีกว่า EI ซึ่ง Noise ความถี่สูงหรือพวก Spike ใน AC Line ก็จะผ่านหม้อแปลงเข้ามาในวงจรของเราได้ง่ายกว่า EI ไปด้วย
2. หม้อแปลง Toroid แผ่กระจายสนามแม่เหล็กออกมาตามแนวรัศมีทุกทิศทาง (แต่แพร่ในแนวแกนน้อยมาก) ในขณะที่ EI จะปล่อยออกมาเฉพาะด้านที่เห็นขดลวด ด้านที่ถูกแกนครอบไว้จะมีการแพร่กระจายน้อยมาก ถ้ามองแต่หม้อแปลงอย่างเดียว ผมก็คิดว่า Toroid ไม่ได้ดีกว่า EI ในแง่นี้ เมื่อขนาดและ VA พอๆ กันครับ อย่างไรก็ตามมันขึ้นกับการติดตั้งหม้อแปลงด้วยว่าสนามแม่เหล็กที่แพร่ออกมาจะไปรบกวนวงจรเราได้แค่ไหนครับ?
รบกวนผู้รู้ตอบหน่อยครับ .......
ขอเพิ่มเติมอีกนะครับ
3. กระแสตกคร่อม R(L)/C filter เราคิดจากอะไรครับ
ปกติจะไม่เรียกกระแสตกคร่อมครับ จะมีแต่แรงดันตกคร่อมครับ ส่วนกระแสจะเป็น -กระแสไหลผ่าน- ครับ
กระแสไหลผ่านความต้านทานทำให้เกิดแรงดันตกคร่อมอุปกรณ์ครับ เข้าใจว่าคุณ Tom คงจะถามหาวิธีคิดแรงดันตกคร่อมมากกว่า กรณีนี้ให้คิดว่าวงจรที่อยู่หลังภาคจ่ายไฟทั้งหมด มีกระแสไหลผ่านเท่าไหร่ กระแสนี้จะไหลผ่าน R/Choke ด้วย ซึ่งคุณ Tom จะต้องทราบค่า R หรือ DCR ของ Choke แล้วก็นำมาคำนวณ E = I x R ค่า E ที่ได้ก็คือแรงดันตกคร่อม Choke ครับ
ยกตัวอย่าง วงจรของคุณ Tom ต้องการกระแส 100mA และ Choke ของคุณมีค่า DCR (DC Resistance) 100 ohm ก็จะได้ว่า E = 0.1x100 = 10V ครับ :)
4. เรา Plot Average Characteristic Plate Curve เองได้หรือไม่ครับ จากค่า Plate Resistance/mu/gm/-Vg
ได้ครับ แต่ไม่แม่นยำเท่าไรนักครับ การ Plot Plate Curve ต้องทราบค่าจุดทำงานของวงจรหลายๆ จุดครับ แล้วนำมาคำนวณย้อนหาค่า Plate Resistance ที่จุดต่างๆ แล้วก็เขียน Curve มาต่อกันครับ ถ้ามีจุดทำงานมาอ้างอิงมากเท่าไหร่ Plate Curve ก็ใกล้เคียงมากเท่านั้นครับ อย่างน้อยควรจะมี 6-12 จุดครับ ถ้ามีแค่ 2-3 จุด Curve จะไม่ค่อยใกล้เคียงเลยครับ ผมเคยลองทำบน Excel อยู่ทีนึง แต่หา File ตัวอย่างไม่เจอแล้วครับ ไม่งั้นคงให้ข้อมูลได้มากกว่านี้ d_d
-
ขอบพระคุณมากเลยครับ กำลังเข้าโรงเรียนอยู่ครับ .... ค่อยชัดเจนขึ้นมากในหลายๆ ประเด็นครับ
ผมเคยลองทำบน Excel อยู่ทีนึง แต่หา File ตัวอย่างไม่เจอแล้วครับ ไม่งั้นคงให้ข้อมูลได้มากกว่านี้ เอ้า!เชียร์
นั่นละครับที่พยายามอยู่ครับบน Excel จะลองใส่และเปลี่ยนตัวเลขบางตัวในตารางแล้วให้ค่ามันแสดงออกมาตามจุดต่างๆที่เราต้องการครับ เพื่อตรวจดูที่เราหาค่าจาก Load Line ครับ ...... ต้องลองต่อไปครับ ... สนุกดีครับ :drunk :victory c)
-
ขอยืมกระทู้ของคุณ TOM ถามเกี่ยวกับหม้อแปลงไฟต่อเลยนะครับ :help
จริงหรือไม่ครับ ถ้าเราสั่งพันหม้อแปลงจ่ายไฟ โดยเลือกให้ด้าน Primary เป็น 240-0
ripple ที่เกิดขึ้นจะน้อยกว่าสั่งพันเเบบ 220-0 ผลที่ได้นั่นคือไฟก็จะเรียบขึ้น เเบบนี้จริงหรือไม่ครับ :help