HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: พี่ดุ้น ที่ 26 กันยายน, 2009, 04:04:14 pm
-
Audio DAC ทำไมต้อง OVERSAMPLING ? ? ?
ต้องขออกตัวก่อนว่าเหตุผลที่ผมตั้งกระทู้นี้มาเพราะอยากรู้ว่าตั้งแต่ปี 2002 จนถึงปีนี้ 2009 นี้ ความเข้าใจแต่ละคนเป็นอย่างไร ซึ่งตัวผมเองก็เพิ่งจะมาสนใจเกี่ยวกับ DAC
ที่ใช้งานในย่าน audio ได้แค่ไม่กี่เดือน ซึ่งตัวผมเองยังถือว่าผมยังอ่อนเป็ดอยู่มาก ซึ่งผมก็พยายามค้นหากระทู้เก่าๆมาอ่านดู มันเยอะ แล้วก็เริ่มขี้เกียจหาแล้ว ซึ่งโดยมาก
จะเจอแต่กระทู้เกี่ยวกับว่าทำไมต้อง non oversampling ซึ่งเนื้อหาส่วนมากจะลงไปที่เสียงเป็นธรรมชาติกว่าและข้อมูลทางเทคนิคทางด้านเหตุผลก็ยังไม่ต้องกับตามที่
ผมอยากจะหาอ่าน
ก็ขอบอกไว้ก่อนว่ากระทู้นี้ผมไม่ได้เจตนาจะฟันธงว่า NonOS กับ OS แบบไหนอันไหนเสียงดีกว่ากัน เพราะคนเรามันชอบไม่เหมือนกัน system เพลงที่เล่นก็ต่างกัน
แล้วหูผมก็มีปัญหาด้วยข้างนึงมันอื้อๆเพราะเด็กๆฟังซาวเบ้าท์บ่อย ผมคนนึงแหละไม่นิยมไปตามกระแสแต่ก็ไม่ต่อต้าน มีไว้หลายๆแบบก็ดีกว่าไม่มี
ผมหวังให้กระทู้นี้กระทู้สร้างสรรค์แบ่งปันความรู้ทางเทคนิคครับ หากไม่รู้จะอธิบายยังไงก็ใส่ความรู้สึกลงลงมาก็ได้ไม่เห็นเป็นไร ผมเองก็ได้คุยกับ Mr.TUBE ในกระทู้อื่นๆ
กระจายกันให้มั่วไปหมด เกี่ยวกับ DAC ล่าสุดที่ได้อ่านของ Mr.TUBE ลงไว้ก็คือกระทู้
---- http://www.htg2.net/index.php?topic=4903.0 ----
---- http://www.htg2.net/index.php?topic=25176.msg280091#msg280091 ----
---- http://www.htg2.net/index.php?topic=31922.msg359735#msg359735 ---- (อย่างเทพ มันที่สุดแล้ว)
(โทษทีนะที่ต้องพาดพิง เพราะเห็น 3 กระทู้กระทู้นี้พูดถึงเกี่ยวกับ oversampling เท่านั้น กระทู้อื่น non หมด)
ซึ่งผมขอสรุปคร่าวๆสำหรับความเห็นของการทำ OVERSAMPLING ที่ผมหาอ่านได้ในเวปนี้และเวปอื่นๆในไทยก็คือ
Oversampling ให้รายละเอียดของสัญญาณมากกว่าการไม่ทำ Oversampling เพราะจำนวนข้อมูลได้หลอกๆที่ได้จากการทำ interpolation มีเพิ่มขึ้นมา
มีใครเห็นกระทู้ที่ให้ความเห็นต่างจากนี้ หรือ รู้ต่างจากนี้มั๊ยครับ รบกวนช่วย paste ลงมาให้อ่านด้วย ว่า ทำไมต้อง OVERSAMPLING ? ? ?
ลงความเห็นกันให้เต็มที่เลยครับ ผิดถูกไม่สำคัญครับ สุดท้ายจะได้ความจริงเอง Y]
-
ในความคิดผม DAC over sampling ไม่ใช่ปัญหาครับ ปัญหาอยู่ที่ digital filter ที่ไม่สามารถทำงานเป็นอุดมคติได้นะครับ
คือสัญญาณเมื่อมาจากซีดีมันมาเป็นขั้นๆ ถ้าเรา over sampling แล้วก็ส่งออกมาเป็นขั้นๆ คงไม่มีปัญหาอะไรและคงจะดีมากๆเพราะสัญญาณที่ได้น่าจะเที่ยงตรงกว่าการทำงานที่ความถี่ sampling ตรงๆ
แต่ dac over sampling ทั่วไป หลังจากออกมาจะทำการกรอง โดย เดาเอาจากระดับสัญญาณ โดยพยายามจะทำให้สัญญาณเป็นบั้งๆนั้นออกมาเป็นรูปไซน์เนียนๆ ผลคือสัญญาณที่ออก มันไม่ใช่สัญญาณที่ออกมาจากซีดี และมันก็ไม่ใช่สัญญาณที่บันทึกลงไป ทั้งหมดคือสัญญาณที่ dac เดาขึ้นมาทั้งนั้น
ตรงนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบที่ทำให้เสียงไม่เป็นที่ถูกหูของหลายๆท่าน และอีกทั้งการคำนวณของ DAC แต่ละยี่ห้อก็ไม่เหมือนกัน เสียงก็ต่างกันอีก ผิดกับ DAC non OS ที่มายังไงก็ออกไปยังไงไม่ได้คำนวณอะไรออกมาใหม่เลยครับ
-
:'( มีคุณ nopphong คนเดียว :'( :'( :'( :'( :'( :'(
-
ปัญหาเหมือนกับเรื่องการป้อนกลับทางลบของเครื่องอนาล๊อกนั่นแหละ :showoff
-
เข้าใจนะครับว่ามันเป็นความรู้เชิงเทคนิคที่ต้องมีการเก็บรายละเอียด
แต่คุณค่าทางจิตใจของผมตอนนี้ดันอยู่ทีแนวเสียงมากกว่า K]
จึงได้แต่เข้ามาดูครับ 2f
-
ปัญหาเหมือนกับเรื่องการป้อนกลับทางลบของเครื่องอนาล๊อกนั่นแหละ :showoff
รบกวนช่วยขยายความหน่อยสิครับ Oversampling มองให้เหมือนกับการป้อนกลับทางลบของเครื่องอนาล๊อกยังไงครับ :)
-
นัยว่า การป้อนกลับทางลบก็คือการานำสัญญาณเดียวกันที่กลับเฟสมาเทียบกัน ทำให้ได้รูปสัญญาณ (เสมือน) เดิม ที่เพี้ยนน้อยลง หรือ การปรุงแต่งนั่นเอง
-
แฮะๆๆๆ มาขอความรู้ครับ ใครมีกราฟ หรือ อธิบายง่าย เรื่อง OS หรือ NOS นี่นะครับ d_d
ผมยอมรับว่า DAC ยากจริง :giveup
-
ปัญหาเหมือนกับเรื่องการป้อนกลับทางลบของเครื่องอนาล๊อกนั่นแหละ :showoff
รบกวนช่วยขยายความหน่อยสิครับ Oversampling มองให้เหมือนกับการป้อนกลับทางลบของเครื่องอนาล๊อกยังไงครับ :)
เหมือนยังไงหว่า :D
-
เข้าใจนะครับว่ามันเป็นความรู้เชิงเทคนิคที่ต้องมีการเก็บรายละเอียด
แต่คุณค่าทางจิตใจของผมตอนนี้ดันอยู่ทีแนวเสียงมากกว่า K]
จึงได้แต่เข้ามาดูครับ 2f
ตามท่านเลยครับผม ฟังแล้วชอบพอแล้ว
-
แฮะๆๆๆ มาขอความรู้ครับ ใครมีกราฟ หรือ อธิบายง่าย เรื่อง OS หรือ NOS นี่นะครับ d_d
ผมยอมรับว่า DAC ยากจริง :giveup
ผมอธิบายเรื่องการ Sample สัญญาณให้เป็นพื้นฐานก่อนละกันครับ คือในกระบวนการแปลงสัญญาณ Analog เป็น Digital ทำได้โดยการเอาสัญญาณ Analog มาตัดเป็นชิ้นๆ แล้วดูว่าแต่ละชิ้นมีแรงดันเป็นเท่าไหร่ (สูงเท่าไหร่) แล้วก็เก็บค่าแรงดันของแต่ละชิ้นไว้ ดูรูปประกอบละกันครับ (ไปจิ๊กจาก Web ชาวบ้านเค้ามาน่ะครับ) แกน X คือเวลา แกน Y คือแรงดัน สัญญาณ Sine จะถูกซอยออกเป็นแท่งๆ ซึ่งความถี่ในการซอยนี้เราเรียกว่า Sampling Freq ก็คือ 44.1, 96, 192kHz ที่เราเรียกกันนั่นแหล่ะครับ ความหมายของมันก็คือซอยละเอียดแค่ไหน ยิ่ง Sampling Freq สูง สัญญาณก็ถูกซอยมากเท่านั้นครับ แต่ละแท่งที่ซอยออกมาจะมีความสูงต่างกันไป (ระดับแรงดันสูง-ต่ำไปตามรูปคลื่น) เราก็เอาค่าความสูงนี้มาเปลี่ยนเป็นข้อมูล Digital (เลขฐาน 2) ครับ ตอนนี้เราก็ได้ข้อมูล Digital ซึ่งแทนรูปสัญญาณ Analog แล้ว
ถ้าเข้าใจเรื่องการ Sample แล้ว เดี๋ยววันหน้าหาเวลามาอธิบายเรื่อง Oversampling ให้อีกทีครับ :)
-
ผมได้ทดลองอัดเพลงจากแผ่น LP ที่ 24/96 ด้วย EMU 1212M (ที่ใช้ในห้องอัดเสียงของเมืองไทยกันเมื่อสองสามปีที่แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่ผมได้โมฯ ภาค ADC และ DAC ไปพอสมควร) ด้วยโปรแกรม Wavelab V แล้วผมได้ทำการดาวน์แซมปลิ่งลงมาด้วย Wavelab V เท่ากับแผ่นซีดีคือ 16/44.1 แล้วผมได้เอารูป Wave Form ณ ตำแหน่งเสียงจุดเดียวมาให้ดู ก็ลองพิจารกันดูเอาเองว่า Wave Form ของความถี่ที่สูงกว่า 12.5kHz มันถูกต้องแค่ไหน? กันเอาเองจากรูปในเวปข้างล่างนี้นะครับ (ช่วยตรวจสอบด้วย ว่าผมทำไว้ผิดหรือไม่นะครับ ขออภัยที่ยกเอาลิงค์มาให้ดู พอดีลิงค์รูปนี้นั้น ผมหาไม่เจอครับ) K]
http://www.thaiavclub.org/forums/index.php?topic=5268.760
ส่วนเรื่องเสียง ถ้าถามผมว่าฟังออกแตกต่างกันมากไหม? พอดาวน์ลงมาเป็น 16/44.1 มันขึ้นอยู่กับชุดและการเซ็ทลำโพงก็ยังเป็นตัวแปลเพิ่มเข้ามาอีกละครับ ผมพบว่ารายละเอียดมันขาดหายไปแบบสามารถฟังออกอย่างง่ายๆ กับชุดที่บ้านอยุธยาครับ แต่ชุดที่บ้านลำพูนเป็นบ้านแบบเปิดโล่งโอเพ่นแอร์ และนั่งฟังอยู่ห่างลำโพงประมาณ 7 เมตร ลำโพงวางห่างกัน 6 เมตร จึงฟังแยกแยะไม่ค่อยจะออก (แต่ตอนที่ชุดนี้ยังอยู่ที่บ้าน กทม นั่งฟังอยู่ห่างลำโพงเมตรกว่าๆ มีเพื่อนมาฟังหลายๆ คนก็ฟังความแตกต่างกันออกอย่างชัดเจนครับ)
เอาไว้ว่างๆ จะลองอับแซมปลิ่ง ที่ผมดาวด์ลงมาเป็นซีดีฟอร์แมท ณ จุดที่ได้ทำมาให้ดูกันนี้ ขึ้นไปที่เก่า (24/96) ว่ามันจะกลับไปเป็น Wave Form เดิมเป๊ะหรือไม่? ด้วยคอมป์ตัวอื่น ที่ไม่ใช่ตัวที่อัดจากแผ่น LP ออกมาให้ดูกันครับ จะได้รู้ว่าคอมป์มันคำนวนอับแซมปลิ่งแบบมั่วนิ่ม หรือว่ามันเก่งกว่าที่เราคิดกันครับ?
แต่ผมก็ขอให้ข้อคิดที่ว่า dCS ราคาล้านกว่าบาท เค้าเล่าว่า (ผมไม่ได้ฟังเอง) ก็ให้รายละเอียดของเสียงจากห้องอัดได้น้อยกว่า Linn ที่มีราคาถูกกว่าเท่าตัว แต่ใช้ไฟร์จากห้องอัดของเพลงเดียวกันมาเปิดเทียบกันนะครับ ดังนั้นการอัปแซมปลิ่งที่ทำๆ กันอยู่ น่าจะ ไม่ถูกต้องกลับคือสู่รูปเดิมอย่างแท้จริงครับ
ผมคิดว่าถ้าเล่นไฟร์จากห้องอัด (ของแท้) ไม่ต้องอับฯ ไม่ต่องดาวด์ฯ คงจะดีที่สุดครับ ซึ่งก็คงไม่มีห้องอัดไหนใช้แซมปลิ่งกันต่ำกว่า 24/48 ครับ ดังนั้นการฟังเพลงจาก 16/44.1 หรือ CD Format แล้วอับแซมปลิ่งขึ้นมาจึงยังไม่ใช่ของจริงครับ ต่อให้ใช้เครื่องราคาเป็นล้านบาทขึ้นแล้วก็ตามครับ
ส่วนเรื่องแด็กที่ทำเสียงให้เราชอบนั้น อาจไม่เกี่ยวกับการอับแซมปลิ่งหรือไม่อับก็ตาม มันอาจเกี่ยวกับอุปกรณ์ห้อมล้อมเช่น ซี อาร์ ออปแอมป์ หรือการปรุงแต่งตัวซอพแวร์ซึ่งก็คือเอาเพลงมาปรับไดนามิกเพิ่ม ปรับโทนบาลานซ์กันใหม่ หรือตัวอื่นๆ มันสร้างเสียงให้ถูกใจเรามากกว่าละครับ สำหรับผมการฟังเพลงคลาสสิก ผมมีแหล่งที่ทำ MP3 ส่งขึ้นมาให้ผมฟังถึงเมืองเหนือ ซึ่งปรับเสียงให้ถูกใจผมชอบมากกว่าไฟร์ที่อับแซมปลิ่งแล้วซะอีกละครับ (ตอนนี้ 90% ผมฟังเพลงจาก MP3 ที่มีอยู่ สามหมื่นกว่าเพลง)
ขอตอบคำถามเจ้าของกระทู้ว่าการจะทำ Over Sampling ขึ้นอยู่กับความชอบจากเสียงที่ได้ยิน และความเชื่อ (ตรงนี้มันอาจสร้างความเชื่อมั่นในการฟัง) รวมกันครับ
ถ้าเข้าใจเรื่องการ Sample แล้ว เดี๋ยววันหน้าหาเวลามาอธิบายเรื่อง Oversampling ให้อีกทีครับ
รออ่านอยู่ครับ.........
เห็นในนี้มีคนเก่ง และรู้เรื่องนี้กันแบบลึกๆ กันหลายคน ก็เลยอยากเข้ามาขอข้อเท็จจริงครับ
และอยากรู้ว่า Oscillator มีผลต่อ แซมปลิ่งแบบมีจุดทศนิยม และแบบจำนวนเต็มอย่างไร?
http://www.thaiavclub.org/forums/index.php?topic=5471.msg78566;topicseen#msg78566
จำเป็นต้องมีการเขียนคำสั่งเข้าไปในเฟริมแวร์ หรือไดเวอร์ ซ๊อพแวร์ ให้ส่งข้อมูลผ่าน Oscillator แต่ละชนิดกันเลยหรือไม่? ถึงจะทำให้การเล่นกลับ ถูกต้องกับแซมปลิ่งแบบมีจุดทศนิยมและแบบไม่มี
-
ผมว่ามันคนละประเด็นกันนะครับ
สำหรับ analog ยิ่ง sampling สูงเท่าไร ยิ่งได้สัญญาณเหมือนจริงขึ้นเท่านั้น เมื่อได้สัญญาณต้นทางที่ดีพอดาวลงมาเป็น cd 44.1 มันก็ควรจะให้สัญญาณที่ดีด้วย
แต่ที่คุยกันคือ DAC ซึ่งหมายถึงเรามีซีดี 44.1 สัญญาณมาเป็นบั้งๆอยู่เป็นต้นทาง แล้วเมื่อผ่าน DAC แบบ ไม่ over sampling คือสัญญาณมายังไงส่งออกไปอย่างนั้น
กับ DAC over sampling ที่สัญญาณต้นทางมาเป็นบั้งๆฉันก็รับมาเป็นบั้งๆแต่รับด้วยความเร็วที่สูงกว่าบั้งนั้นมากๆเช่น ของเดิมรับสัญญาณที่ 44.1 ฉันก็รับที่ 96K ในช่วงเวลานึง DAC nos อ่านข้อมูลหนเดียว แต่ DAC os อ่านซะสองครั้งกว่าๆ ซึ่งถึงจุดนี้ถ้าไม่พูดกันเรื่องความผิดพลาดเพราะทศนิยมไม่ลงตัว ประมาณว่าคลื่นบางลูกอ่านสองทีบางลูกก็สามทีแล้ว ถึงจุดนนี้ผมคิดว่าสัญญาณที่ได้น่าจะดีกว่า DAC nos เพราะการอ่านซ้ำๆน่าจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องกว่า
แต่หลังจากนั้น DAC os มักจะเอาสัญญาณที่ได้ไปผ่าน filter โดยหวังว่าจะกรองเอาสัญญาณขั้นๆนั้นออกให้เป็นไซน์เนียนๆ ซึ่งจุดนี้จะเห็นว่าสัญญาณจริงจากซีดีมันมาเป็นบั้งๆ แต่ท่านหลอกตัวเองด้วยการถูมันซะเนียน สัญญาณที่ได้มันไม่ใช่ของจริงแล้วนะจุดนี้ อีกทั้งตัวกรองที่ว่าไม่มีตัวไหนที่ทำงานได้เที่ยงตรงเลยสักตัวเดียว ถ้าท่านเคยเอา DAC ป้อนสัญญาณ sine ให้มันไล่ไปแต่ละความถี่ที่ขนาดคลื่นเท่าๆกัน แล้วเอาสโคปวัด จะเห็นเลยว่าตลอดช่วงความถี่ ขนาดสัญญาณไม่เท่ากันเลย แต่สัญญาณนี้ก็แล้วแต่เบอร์ของ DAC ด้วยแตกต่างกันไป
โดยสรุปผมว่าถ้าต้นทางมันมาเป็นบั้งๆแล้วปลายทางออกมาเนียนๆ ยังไงเสียมันก็ไม่ใช่ของจริง ส่วนท่านจะชอบของจริง หรือ ของศัลยกรรม ชอบหญิงจริง หรือชอบน้องปอย อันนี้ก็แล้วแต่ใจท่านล่ะครับ ;D
-
แฮะๆๆๆ มาขอความรู้ครับ ใครมีกราฟ หรือ อธิบายง่าย เรื่อง OS หรือ NOS นี่นะครับ d_d
ผมยอมรับว่า DAC ยากจริง :giveup
ผมอธิบายเรื่องการ Sample สัญญาณให้เป็นพื้นฐานก่อนละกันครับ คือในกระบวนการแปลงสัญญาณ Analog เป็น Digital ทำได้โดยการเอาสัญญาณ Analog มาตัดเป็นชิ้นๆ แล้วดูว่าแต่ละชิ้นมีแรงดันเป็นเท่าไหร่ (สูงเท่าไหร่) แล้วก็เก็บค่าแรงดันของแต่ละชิ้นไว้ ดูรูปประกอบละกันครับ (ไปจิ๊กจาก Web ชาวบ้านเค้ามาน่ะครับ) แกน X คือเวลา แกน Y คือแรงดัน สัญญาณ Sine จะถูกซอยออกเป็นแท่งๆ ซึ่งความถี่ในการซอยนี้เราเรียกว่า Sampling Freq ก็คือ 44.1, 96, 192kHz ที่เราเรียกกันนั่นแหล่ะครับ ความหมายของมันก็คือซอยละเอียดแค่ไหน ยิ่ง Sampling Freq สูง สัญญาณก็ถูกซอยมากเท่านั้นครับ แต่ละแท่งที่ซอยออกมาจะมีความสูงต่างกันไป (ระดับแรงดันสูง-ต่ำไปตามรูปคลื่น) เราก็เอาค่าความสูงนี้มาเปลี่ยนเป็นข้อมูล Digital (เลขฐาน 2) ครับ ตอนนี้เราก็ได้ข้อมูล Digital ซึ่งแทนรูปสัญญาณ Analog แล้ว
ถ้าเข้าใจเรื่องการ Sample แล้ว เดี๋ยววันหน้าหาเวลามาอธิบายเรื่อง Oversampling ให้อีกทีครับ :)
สำหรับผมจากการได้อ่านและทำความเข้าใจที่Mr.Tubeอธิบายเรื่องการSampleสัญญาณ แล้วนึกถึงการทำMRIที่ใช้การสแกนร่างการโดยเก็บข้อมูลเป็นชิ้นๆบางๆแล้วเอามาต่อกันก็จะทำให้หมอหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางสามารถดูและวินิจฉัยในจุดเล็กๆนั่นคือถ้าซอยละเอียดมากก็จะทำให้เห็นในส่วนที่การX-Rayหรือการสแกนแบบธรรมดาไม่สามารถแสดงได้
ย้อนกลับมาเรื่องการsamplingสัญญาณถ้าเราสามารถตัดซอยสัญญาณได้ละเอียดมากเท่าใดการนำมาแปลงเป็นสัญญาณdigitalก็จะละเอียดตามไปด้วย ดังนั้นรายละเอียดในส่วนตอนที่เราSampleแบบหยาบๆแล้วนำมาประมวลผลและแปลงเป็นdigitalก็จะหยาบ ทั้งหมดทั้งมวลหากผิดพลาดประการใดยินดีรับคำชี้แนะครับ ยินดีต้อนรับสู่โลกของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ (คิด---->ทำ---->สะท้อนความคิด------>(ไม่ถูก)คิดใหม่----->ทำใหม่---->สะท้อนความคิด----->ไปเรื่อยๆไม่รู้จบ)
-
สำหรับผมน่าจะชอบหญิงจริง
ส่วนแด็ค ถ้าหลุดจาก TDA1541 NOS ไปแล้ว ผมน่าจะชอบ 24/96 """""ออกมาแบบจิทเตอร์ต่ำๆ"""""แล้วผ่านPCM1704 nos (ว่าแต่มีใครทำสำเร็จแล้วบ้างหนอ อยากฟังจัง)
-
PCM1704 K grade current output ที่ full scale ต่ำ ดังนั้นต้องข้างละ X4 สรุปใช้แปดตัว เอาตังมา 16 ตัวพี่เดี๋ยวทำให้ไม่ฟรี (8 ตัว ยึดไว้เองค่าแรง) 55555 ;D
-
ผมว่ามันคนละประเด็นกันนะครับ
สำหรับ analog ยิ่ง sampling สูงเท่าไร ยิ่งได้สัญญาณเหมือนจริงขึ้นเท่านั้น เมื่อได้สัญญาณต้นทางที่ดีพอดาวลงมาเป็น cd 44.1 มันก็ควรจะให้สัญญาณที่ดีด้วย
แต่ที่คุยกันคือ DAC ซึ่งหมายถึงเรามีซีดี 44.1 สัญญาณมาเป็นบั้งๆอยู่เป็นต้นทาง แล้วเมื่อผ่าน DAC แบบ ไม่ over sampling คือสัญญาณมายังไงส่งออกไปอย่างนั้น
กับ DAC over sampling ที่สัญญาณต้นทางมาเป็นบั้งๆฉันก็รับมาเป็นบั้งๆแต่รับด้วยความเร็วที่สูงกว่าบั้งนั้นมากๆเช่น ของเดิมรับสัญญาณที่ 44.1 ฉันก็รับที่ 96K ในช่วงเวลานึง DAC nos อ่านข้อมูลหนเดียว แต่ DAC os อ่านซะสองครั้งกว่าๆ ซึ่งถึงจุดนี้ถ้าไม่พูดกันเรื่องความผิดพลาดเพราะทศนิยมไม่ลงตัว ประมาณว่าคลื่นบางลูกอ่านสองทีบางลูกก็สามทีแล้ว ถึงจุดนนี้ผมคิดว่าสัญญาณที่ได้น่าจะดีกว่า DAC nos เพราะการอ่านซ้ำๆน่าจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องกว่า
แต่หลังจากนั้น DAC os มักจะเอาสัญญาณที่ได้ไปผ่าน filter โดยหวังว่าจะกรองเอาสัญญาณขั้นๆนั้นออกให้เป็นไซน์เนียนๆ ซึ่งจุดนี้จะเห็นว่าสัญญาณจริงจากซีดีมันมาเป็นบั้งๆ แต่ท่านหลอกตัวเองด้วยการถูมันซะเนียน สัญญาณที่ได้มันไม่ใช่ของจริงแล้วนะจุดนี้ อีกทั้งตัวกรองที่ว่าไม่มีตัวไหนที่ทำงานได้เที่ยงตรงเลยสักตัวเดียว ถ้าท่านเคยเอา DAC ป้อนสัญญาณ sine ให้มันไล่ไปแต่ละความถี่ที่ขนาดคลื่นเท่าๆกัน แล้วเอาสโคปวัด จะเห็นเลยว่าตลอดช่วงความถี่ ขนาดสัญญาณไม่เท่ากันเลย แต่สัญญาณนี้ก็แล้วแต่เบอร์ของ DAC ด้วยแตกต่างกันไป
โดยสรุปผมว่าถ้าต้นทางมันมาเป็นบั้งๆแล้วปลายทางออกมาเนียนๆ ยังไงเสียมันก็ไม่ใช่ของจริง ส่วนท่านจะชอบของจริง หรือ ของศัลยกรรม ชอบหญิงจริง หรือชอบน้องปอย อันนี้ก็แล้วแต่ใจท่านล่ะครับ ;D
ผมหาวิธีเอารูปมาลงจนได้ คือเข้าไปแก้ไขในเวปโน้น จึงได้ลิงค์รูปมาให้ดูกันง่ายๆ ครับ
(http://img223.imageshack.us/img223/3688/44vs96.jpg)
เรียนคุณ Nopphong ผมไม่ได้เรียนทางด้านอีเล็กฯ มาเหมือนคุณ ผมอาจไม่เข้าใจเรื่องที่คุณเขียนมามากนัก
แต่การทดลองของผมซึ่งก็เคยอัดจาก แผ่น LP ชึ่งให้เสียงที่ธรรมชาติมากที่สุดนั้น ก็พบว่าการอัดที่ 16/44.1 ก็มี Wave Form ของมันก็เหมือนกับการดาวด์ลงมาจาก 24/96 เช่นกัน ดังนั้นด้วยความรู้เรื่องนี้อันน้อยนิดของผม จึงอยากจะสรุปว่า การใช้แซมปลิ่งเรทแค่สองเท่า (44.1) ของเสียงที่เราได้ยินคือ 20kHz นั้น ไม่น่าจะพอเพียงให้รูปคลื่นที่ 20kHz มีรูปคลื่นที่ถูกต้องได้ ในที่นี้หมายถึง มันมีค่า Amplitude ที่ถูกต้อง หรือมี Phase ที่ถูกต้องได้ เพราะเท่าที่เห็นแค่ 12.5kHz มันก็ทำไม่ได้ซะแล้วละครับ
หากข้อเขียนของผมมีอะไรที่ผิดพลาด ผู้รู้จริงช่วยท้วงติงแก้ไข ให้ผู้ที่ไม่รู้ (รวมทั้งผมด้วย) ได้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
-
พี่พินิจครับ ผมว่าไม่มีใครรู้จริงหรอกครับในนี้ ผมว่าเราเอาแค่ concept ก็พอ
อืมมมมม การ upsampling ก่อนเข้า DAC กับ oversampling ที่ทำภายใน DAC ผมว่าจุดประสงค์มันต่างกัน
ยิ่งทำ upsampling ด้วย software ด้วยแล้วก็ผมว่าคนละจุดประสงค์กัน ก็ไม่กล้าฟันธงครับเพราะไม่รู้ว่า software มันไปทำอะไรกันมั่ง ก็ให้ลองช่วยกันคิดๆดู
เอาละ รู้สึกจะเริ่มเข้าป่ากันแล้ว เกรงว่าเยอะไปกว่านี้จะงงและออกนอกประเด็นไปกันใหญ่
ขอใบ้ให้นิดนึงว่า จุดประสงค์ของการทำ oversampling ไม่ได้ต้องการเพื่อเพิ่มรายละเอียดของรูปสัญญาณไดๆใน time domain
ใครสรุปได้สั้น ขอสั้นๆได้ใจความอ่านเข้าใจง่าย หลังจากนี้ เดี๋ยวมีรางวัลให้ (ยังไม่รู้เลยจะเอาอะไรให้ดี 55555)
-
เออ พิมตกไปครับพี่ ผมเองก็ไม่ได้รู้จริงเหมือนกัน เดี๋ยวคนอื่นเข้ามาเข้าใจผิดจะมาด่าผมในใจ ผมเองก็รู้งูๆปลาๆแค่ concept ง่ายๆ
คนที่รู้จริงน่าจะเป็นคนที่ออกแบบตัววงจรใน chip มาให้เราเล่น และคนที่ทำงานทางด้าน DSP ทางด้านพวก digital audio เป็นหลัก
-
เอางั้นตกลงผมไม่รู้ละกันพอดีไม่ได้ทำงานด้านนั้น แค่แย้งว่าการ sampling เพื่อเอาสัญญาณอนาลอคมาอัดด้วยความถี่ที่เกิน 44.1 นั้น มันคนละเรื่องกับ over sampling ใน Dac เท่านั้นครับ
แต่การพิสูจน์ในแบบคุณ pinij ก็น่าสนใจนะครับ ซึ่งจะไปมีผลกับความแนวคิดที่ว่า พอแล้วหรือที่จะใช้ cd quality ที่ 44.1 ซึ่งในการทดลองของคุณ pinij บอกว่าพอ แต่จริงๆผมว่าไม่พอครับ เพราะเสียงที่หูคนได้ยินสูงสุดคือ 20K ถ้าเราแซมปลิ้งที่ 44.1K ก็ได้ประมาณว่าไซน์ลูกนึงที่ 20K จะเท่ากับ บั้งสองบั้ง บนอันล่างอัน ซึ่งไม่ใกล้เคียงไซน์เลย แต่ถ้าแซมปลิ้งสูงขึ้น อาจจะได้รูปคลื่นที่มีขั้นมากขึ้นใกล้เคียงไซนมากขึ้นครับ //แก้ไข แบบว่าผมอ่านข้อความคุณ pinij ผิดเองครับ ขออภัย
แต่ทั้งนี้ในกระทู้นี่เราสนใจว่า ในเมื่อซีดีมาเป็นบั้งๆ แล้วทำไมเราต้องใช้ dac ที่แซมเปิลสูงกว่ารูปบั้งๆนั้น ซึ่งผมขอบอกว่าไม่รู้จะดีกว่าเดี๋ยวโดนบอกว่าผิดมาจะหน้าแตก เพราะไม่ใช่คนออกแบบชิพหรือทำงานด้านนี้โดยตรงครับ แค่คนสนใจอิเลคโทรนิคส์เท่านั้นเอง
อิอิ
อ้ออีกอย่างนึงการทดลองของคุณ pinij ยังมีความผิดพลาดนิดนึงตรงที่ใช้ source เป็นแผ่นเสียง ซึ่งจริงอยู่เป็นอนาลอคมากที่สุด แต่ใช่ว่ามันจะตอบสนองความถี่เสียงได้ตรงที่สุดนะครับ ลองคิดดูว่ามันคงไม่ง่ายเลยที่จะทำให้หัวเข็มที่จิ้มลงไปบนแผ่นสั่นด้วยความถี่ 20000 ครั้งต่อวินาที ดังนั้นเป็นไปได้ว่าความถี่สูงๆมีการสูญเสียของสัญญาณไปบ้าง ทำให้ไม่จำเป็นต้อง sampling ที่ความถี่สูงๆนั่นเอง การทดลองที่อยากแนะนำคือใช้เครื่องกำเนิดสัญญาณไซน์มากกว่าครับแล้วลองอัดดูน่าจะได้ผลที่แตกต่าง
-
ขออภัยครับ พอดีตาลาย อ่านข้อความคุณ pinij จากคิดว่า 44.1 ไม่พอ กลายเป็น 44.1 เพียงพอ ไปน่ะครับ K] ขออภัยเป็นอย่างสูง
สรุปว่าเห็นตรงกันว่า 44.1 ไม่พอ ถึงแม้จะมีแซมปลิงที่สูงๆแล้วค่อยดาวลงมาก็ตาม
ส่วนชุดของคุณ pinij ที่ว่าดีมากๆแบบว่าผมไม่มีความรู้เรื่องแผ่นเสียง และไม่เคยทดสอบว่ามันสั่นที่ความถี่สูงมากขนาดนั้นได้จริงหรือไม่ เลยไม่บังอาจวิจารณ์ครับ
ปล.แต่ยังไงก็ตามการวัดการแซมปลิ้งด้วยตัวกำเนิดสัญญาณน่าจะดีกว่า เพราะรูปคลื่นที่หายไปเป็นไปได้ว่านอกจากความถี่มันสูงแล้วมันยังมีขนาดเล็กอีก มันจึงถูกลบหายไปในการแซมปลิ้งครับ แต่ถ้าความถี่สูงเท่าๆกัน แต่ขนาดสัญญาณมีขนาดใหญ่ รูปคลื่นนั้นอาจจะมีให้เห็นก็ได้ครับ
-
ของแจก 1 ชิ้น (แท้ เก่าเก็บ ยังไม่เคยโดน)
-
ของแจก 1 ชิ้น (แท้ เก่าเก็บ ยังไม่เคยโดน)
0)] 0)] 0)] 0)] จองครับ 2f
-
ของแจก 1 ชิ้น (แท้ เก่าเก็บ ยังไม่เคยโดน)
0)] 0)] 0)] 0)] จองครับ 2f
สำรองครับ :'(
-
ถ้าผมเอา Sine Wave จาก Gen ที่แค่ 12.5kHz เท่านั้นมาทดลองอัด ที่ 16/44.1 มันก็จะออกมาเละ ตุ้มเปะเหมือน Compound Wave เช่นเดียวกันกับที่ผมเอามาให้ดูกันแหละครับ
และถ้าผมเอา Sine Wave จาก Gen มาลอง คุณ Nopphong เชื่อผมไหมว่า? ก็อาจมีคนส่วนหนึ่งแย้งว่า ทำไมไม่เอา Compound Wave ที่เป็นเสียงจริงๆ มาทำให้ดู ในความคิดผม การเอา Wave Form ของจริง จากเสียงเพลงจริงๆ น่าจะดีที่สุดในการนำเสนอครั้งนี้ ซึ่งมันก็เห็นกันซัดเจนจะจะอยู่แล้ว จะต้องเอา Pure Sine Wave มาลองให้ดูให้เสียเวลากันอีกทำไม?
และหัวเข็ม MC ที่ผมใช้ (3,700 USD) สะเป็กฯ เค้าว่าไว้ว่ามันสามารถขึ้นไปได้ถึง 30kHz ครับ และแค่ 12.kHz ที่พบนี้ แค่จิบจ๊อย! หัวธรรมดาๆ ก็สามารถ ให้ความถูกต้องได้แล้วครับ เรื่องการดู Wave Form นั้นผมค่อนข้างมีประสบการเยอะอยู่ แต่สิ่งที่ผมยังไม่รู้คือเทคโนฯ ใหม่ๆ ที่พวกเด็กๆ อย่างพวกคุณที่น่าจะมีคนที่เรียนมาตรงทางด้านนี้น่าจะรู้ดีกว่าผม
เช่นการเขียนคำสั่งในการทำงานให้แด็กซิป หรือ การสั่งการ การส่งสัญญาณเสียงส่วนที่เป็นภาคดิจิตอลให้ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เข้า Oscillator แบบรับจุดทศนิยม กับไม่มี กันอย่างไร? เรื่องพวกนี้ควรศึกษาเพื่อการ DIY แด็กให้เทียบเท่าของแพงเค้าได้ ไม่ใช่ทำกันแค่วงจรซิมเปิ้นๆ ของแด็กซิปที่ให้มา หรือลอกเค้ามาทั้งดุ้นโดยไม่มีการต่อยอด เรื่องพวกนี้ ผมขอบอกตามตรงว่าเหนือความรู้พื้นฐานของผมที่จะอ่านมันเข้าใจครับ พวกเราในนี้เห็นมีระดับดอกเตอร์ทางด้านนี้ก็มี น่าจะพออ่านเข้าใจและเอามาคุยให้เพื่อนๆ ในนี้ได้ฟังกันบ้าง มาเป็นวิทยาทาน ที่ผมคิดว่ามันจะได้กุศลแรงนะครับ (จริงๆ แล้วผมไม่หวังความรู้จากคุณ Nopphong หรือ คุณ RFlover ล่ะครับ ผมรอพวกด๊อกเตอร์ หรืออย่างน้อย Mr. Tube หรือ คุณ แอนนาล๊อกมาตอบให้ละครับ ที่จริงตอนแรกที่คุณ RFlover เข้ามาคุยใหม่ๆ ผมก็คิดว่าที่นี่คงจะมีคนเก่งมากๆ เข้ามาคุยเพิ่มอีกคนซะอีก )
-
เอ้าดันรอ doctor กันต่อไป d_d
-
มาแอบอ่านครับ :secret
....แต่อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง แหะๆ :-* :P :black_eye
-
(จริงๆ แล้วผมไม่หวังความรู้จากคุณ Nopphong หรือ คุณ RFlover ล่ะครับ ผมรอพวกด๊อกเตอร์ หรืออย่างน้อย Mr. Tube หรือ คุณ แอนนาล๊อกมาตอบให้ละครับ ที่จริงตอนแรกที่คุณ RFlover เข้ามาคุยใหม่ๆ ผมก็คิดว่าที่นี่คงจะมีคนเก่งมากๆ เข้ามาคุยเพิ่มอีกคนซะอีก )
จริงๆ แล้วผมไม่หวังความรู้จากคุณ Nopphong หรือ คุณ RFlover ล่ะครับ <--- คุณ PINIJ เก็บไว้ในใจคนเดียวก็ได้ครับ ไม่ต้องบอกให้คนอ่านรู้สึกแย่หรอกครับ
ที่จริงตอนแรกที่คุณ RFlover เข้ามาคุยใหม่ๆ ผมก็คิดว่าที่นี่คงจะมีคนเก่งมากๆ เข้ามาคุยเพิ่มอีกคนซะอีก <---ช่วยแปลความหมายตรงๆให้ชัดๆหน่อยได้มั๊ยครับ ต้องการจะสื่ออะไรจะบอกอะไร คุณ PINIJ เป็นผู้ใหญ่แล้วก็พูดความหมายมาให้มันตรงเลยจะดีกว่านะครับ
ข้างบนหัวข้อกระทู้จุดประสงค์ผมก็บอกไว้ชัดเจนแล้วว่า "ผมหวังให้กระทู้นี้กระทู้สร้างสรรค์แบ่งปันความรู้ทางเทคนิคครับ" นั่นหมายความว่าคุยแย้งกันด้วยเหตุผล
ความเข้าใจจากประโยคที่ผมอ่านผมบอกพี่ PINIJ ได้เลยครับว่า ไช่ครับผมไม่ไช่คนเก่งเพราะทุกวันนี้ผมยังหาความรู้เพิ่มอยู่ตลอด ผมก็เคยบอกกับคุณ PINIJ ไปแล้วรั้งแรกที่เจอกันอย่ามา focus ที่ตัวผมให้ focus ที่ fact ประเด็นมันอยู่ที่คนอ่านว่าที่เข้ามาอ่านต้องการอะไร อ่านแล้วพยายามคิดตามเนื้อหาสาระที่เขาอธิบายจะผิดหรือถูกค่อยแย้งหรือเสริมด้วยเหตุผล หรือ บางคนอ่านแล้วกลับไปคิดว่าคนเขียนต้องการจะอวดรู้ อยากเป็นปรมาจารย์ ผมเชื่อว่าหลายคนเขาเข้ามาอ่านเขาอยากจะรู้
คุณ PINIJ ครับ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด ผมก็บอกไปแล้วว่าผมเพิ่งศึกษา เหตุผลที่ผมลงมา post กระทู้นี้เพราะก็เพิ่งได้ฟัง DAC nonOS ครั้งแรก และผลลัพธ์ที่ได้ยินทางปฏิบัติมันสอดคล้องกับทางทฤษฎีที่ผมไม่ได้เรียนมา ผมไม่ได้จบทางด้านนี้และเพิ่งจะมาศึกษาได้ไม่กี่เดือน ก็เลยอยากจะมาสรุปให้เพื่อนฟังซึ่งผมจะผิดหรือผมถูกก็ช่างแต่ผมมีข้อมูลที่จะใช้อ้างอิงให้พวกเพื่อนๆเอาไปคิดกันเอาเอง แล้วการที่ผมอธิบายผิดหรือเข้าใจอะไรผิดๆถ้ามีคนแย้งขึ้นมาด้วยเหตุผลแล้วผมเห็นว่าผิดจริงผมก็ยอมรับครับ ผมก็ไม่รู้สึกเสียหน้าอะไรนักหรอกเพราะไม่มีใครเคยเห็นหน้าผม ผมทำงานผมก็คิดเสมอว่า ผิดแล้วไงอะ ก็ไม่รู้นี่หว่า อย่าทำซ้ำแล้วกัน และคำพูดที่ผมใช้บ่อยเสมอเวลาพลาดไปคือ I was wrong
-
:cry2 :giveup d_d
-
อาจไม่เก้ยวกับทางเสียง แต่โยนทฤษฎีให้อีกอันหนึ่ง
เมื่อเราทำการ oversampling มากๆแล้ว การใช้ network กรองความถี่ออกไปนั้น อาจมีขนาดเล็กลงได้ ซึ่งหมายถึงใช้ของที่มีคุณภาพดีกว่า
เมื่อเราทำ fourier analysis แล้ว เราจะพบว่ายิ่งทำการ oversampling ที่ความถี่สูงขึ้นเท่าไร กลุ่มก้อนของความถี่ sampling ก็จะยิ่งถูกขยับออกไปทางด้านุความถี่สูงมากเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อเราต้องการแยกข้อมูลมันออกมา เราสามารถตัดความถี่ ญ จุดสูงๆได้ ซึ่งค่า C L ที่ใช้ ย่อมมีค่าเล็กลงด้วย
-
โอ้ว น้อง kris มาเอง
ตอบได้เข้าไกล้ 555555 ขอคนอื่นมาตอบต่ออีกนิดนึง ตอบได้ก็ไม่ส่งไปให้หรอก ไม่คุ้ม
-
โอ้ว น้อง kris มาเอง
ตอบได้เข้าไกล้ 555555 ขอคนอื่นมาตอบต่ออีกนิดนึง ตอบได้ก็ไม่ส่งไปให้หรอก ไม่คุ้ม
ก็รู้ว่าได้แค่เฉียด เลยไม่ตอบหมด 5555
ปล. จริงๆแล้วคิดได้แค่นี้แหละ ความรู้หายไปหมดแล้วฮะ
-
:D :D ผมชอบทำและฟังมากกว่าครับ ไม่ชอบเอา กระดาษ กะ ตัวหนังสือไม่ว่า จะภาษาไหน มาคุย ครับ ผมฟังในจินตนาการไม่เป็นครับ .....เราทำเครื่องเสียง ฟังนะครับ
ไม่ใช่มาทำเครื่องมือวัดเรื่องเสียง ...มันไม่มีในโลกหรอกครับ...นักดนตรีในห้องอัดยังเล่นผิด คีย์ เพลงบางอัลบั้ม ยังบันทึกมาแบบกลับเฟสจนต้องกลับ ขั้วลำโพงฟัง
ผมเองอยากได้ความรู้นะครับ...แต่ถามตัวเองทุกวันทำเครื่องเสียงเพื่อฟังนี่หว่า.... ที่อ่านมาทั้งหมด มันเหมือนกับ ระหว่าง ช่างก่อสร้าง กับ วิศวกรผู้ออกแบบบ้าน ให้ตัวต่อตัวมาสร้างบ้าน ตามแบบแปลนนั้นใครจะ....ได้รับความไว้วางใจจากเ้จ้าของบ้านที่จะเข้าไปอยู่...ครับ คำแนะนำคือไปหาเอาจากเวปเมืองนอกมาแปลแล้วตอบกันไปนะครับ
ไม่ว่า จะ os หรือ non วันนี้อากาศร้อนครับนอนไม่หลับ..... ดีใจที่ได้แสดงความรู้สึก ขอบคุณครับ
ปล.DAC ทั้ง os และ non ใครที่เคยฟังตัวมาตรฐาน มาแล้ว จะรู้้คำตอบครับ ยิ่งถ้าทำ A/B test แบบปิดม่านด้วยแล้วละก็ ....มีฮาครับ :yahoo :yahoo :yahoo
ส่วนแผ่น ผมไม่นิยมนำภาพเล็กมาขยายครับ .... ชอบทำภาพใหญ่มาลดขนาดมากกว่าครับ หลังจากได้ลิ้มลอง 24/176 ลดเหลือ 24/96 มันแตกต่างกว่า 16/44.1 up ไป ถึง N
เลยครับ....
ปล.2 ไอซี 627 ขอ 2ตัวไม่ได้เหรอครับ พี่ มันเป็นเดี่ยวนะ เอาไปใช้ได้ข้างเดียวเองครับ .....(ของแท้หน้าตายังงี้เองเหรอครับ...แล้วไอ้ที่ผมมีอยู่นี่มันปลอมเปล่าครับ)
-
ผมอ่านกระทู้นี้แล้วมีความสนใจเป็นอย่างมาก เลยขออนุญาตนะครับ
ในทางปฎิบัติ การทำโอเวอร์แซมปลิง จากดิจิตอลไปเป็นอนาลอก จะมีประโยชน์หลายๆด้านที่ดีกว่า การแซมปลิงแบบดั้งเดิม พอจะสรุปได้ดังนี้
1. การทำโอเวอร์แซมปลิงที่ความถี่สูง รวมกับ ตัวกรองแบบดิจิตอลในระบบ สามารถลดวามยุ่งยากซับซ้อนของวงจรกรองแบบอนาลอกที่ใช้สำหรับกรองสัญญาณเคลือบแฝง (antialias filters) ลงได้
2. ระบบนี้จะไม่ต้องการวงจร S/H (Sample and Hold) ซึ่งโดยปกติแล้ว วงจร S/H จะมีผลตอบสนองอิมพัลส์ (impulse response) ที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน (sharp transition) ลักษณะที่ว่านี้จะก่อให้เกิดสัญญาณเคลื่อบแฝง (alias) [1] ที่ไม่พึงประสงค์ ส่งไปยังเอาพุท
3. ระบบจะ robust เป็นอย่างมาก เทียบกับการเปลี่ยนแปลงพารามิเตอร์ต่างๆ ที่อยู่ในวงจรอนาลอก
4. ระบบเป็นเชิงเส้น และราคาถูก
[1] สัญญาณเคลือบแฝง เป็นสัญญาณที่เกิดขึ้นจากขบวนการแซมปลิง โดยจะปรากฏให้เห็นในอาณาจักรความถี่ (frequency domain) สัญญาณเคลือบแฝงจะมีรูปพรรณเช่นเดียวกับสัญญาณฐานที่ต้องการ แต่จะเกิดซ้ำๆขยายไปกว้างไม่จำกัด ตามแกนความถี่ที่แผ่ออกไป โดยปกติแล้วสัญญาณนี้จะเป็นสัญญาณที่ไม่พึงประสงค์ และจะก่อให้เกิดการบิดเบือน (distortion) ของสัญญาณอนาลอกที่นำกลับคืนมา
Reference: J.G. Proakis and D.G. Manolakis, Digital Signal Processing, Principles, Algorithms, and Applications, 3rd. ed., Prentice-Hall, NJ,1996, pp.767, 774
แนะนำ หรือ ผิดพลาดประการใด ขอความกรุณาแจ้งให้ทราบด้วย จะขอบคุณมาก
-
อานของคุณ chairat แล้วพอจะสรุปได้ว่าเหมือนหม้อแปลงสวิทชิ่ง ที่แทนที่จะทำหม้อแปลงที่ 50Hz ก็แปลงมันเป็นสัก 100K ก่อน จะได้ลดขนาดของหม้อแปลงและ C ที่ใช้ ทำนองนั้นใช่ไหมครับ
-
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ อาจารย์ chairat ครับที่เข้ามาช่วยให้ความรู้ในการตอบกระทู้นี้
ผมขอสรุปง่ายๆโดยใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายที่สุดคือรูป
-
ต่อ
-
??? ไม่เห็นรู้เรื่อง ตกลงมันดีกว่ายังไง หรือว่ามันจำเป็นต้องทำเพื่อที่จะใช้กับวงจร dac แบบนี้ครับ
-
จากรูปสุดท้ายจะเห็นว่า ถ้าหากไม่ได้ใช้บริการการทำ oversampling ไม่มีการทำ noise shapping ก็ต้องอาศัยบุญบารมีของ analog low pass filter ทางด้าน output จาก DAC ซึ่ง ถ้าต้องการให้ analog filter มี roll-off ที่ชัน ก็ต้องเพิ่ม order ผลเสียที่ตามมาคนมักไม่มองคือ phase distortion ใน frequecy domain
หาสังเกตุพวกเครื่องเสียงที่ใช้ active filter ที่ใช้ opamp ออกแบบกัน เขาจะออกแบบให้ไป cut of ที่ความถี่ไกล 100k-200kHz ขึ้นไป ซึ่งจะไม่กระทบกับ phase response ในย่าน 20Hz-20kHz
สิ่งที่ผมได้ฟังจาก nonOS คือ เสียงไม่ clear เมื่อเทียบกับ OS DAC ผมก็สรุปเอาง่ายๆเลยอันเนื่องมาจาก noise floor และ aliasing ในย่านความถี่เสียงตามรูปท่โปะไว้ข้างบน ผมก็เลยหายสงสัยว่าทำไมหลายคนบอกว่า non-OS DAC เสียงเหมือน analog นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไม DAC แบบ non-OS จึงมี dynamic range และ SNR สู้ DAC ที่ทำ OS ไม่ได้ คนขายเครื่องเสียงยังบอกผมเลยว่าเรื่องความใสชัดเจน nonOS DAC สู้ OS DAC รุ่นไหม่ไม่ได้ ความชอบว่ากันอีกเรื่อง
สรุป จุดประสงค์หลักๆของ OS ก็คือจัดการกับ noise ครับ อาจารย์ผมก็บอกเหมือนกันว่าถ้าโลกไม่มี noise ให้แกได้ยินเราคงรู้สึกเหงา ถ้ามีข้อมูลอะไรขัดแย้งแตกต่างจากนี้ก็เอามาคุยกันได้
ศัพท์เทคนิคแปลเป็นไทยของอาจารย์ chairat นี่สุดๆเลยเอามาจากหนังสือสภาวิศวกรรมเล่มเล็กๆรึเปล่าครับ
-
DYNAMIC PERFORMANCE TESTING OF DIGITAL AUDIO D/A CONVERTERS ของ BB
คุณ noppong ลองเข้าไปในเวป Texas Instrument แล้ว search หา application note นี้ค่อยๆมาลองอ่านดูแล้วจะเข้าใจว่า จุดประสงค์ของการทำ oversampling ไม่ได้เพิ่มต้องการได้รายละเอียดที่ขาดหายไปใน time domain เพิ่มขึ้น ถ้าไม่เข้าใจยังไงลองถาม อาจารย์ ดร.ชัยรัตน์ ดูก็ได้ผมว่า อาจารย์น่าจะอธิบายได้ดีกว่าผมอะครับ
ส่วนพี่ Artafact เดี๋ยวผมจะตามไปแฮ๊บ OPA627 เอาที่บ้านพี่ น่าเอาไปลอง x-ray ดู 55555555555555 ผมเห็น code เดือนผลิตมันเป็นตัว A ไม่ไช่ตัวเลข
น่าจะจริงนะครับ น่าจะเป็น free sample เมื่อปี 2004 ไม่เอาขอนะครับ เอาไว้ทำ I/V ส่วน active LPF หลังจาก I/V ใช้ตัวอื่นน่าจะดีกว่า
เดี๋ยวผมต้องไปลื้อหาไล่ถอดจากเครื่อง sensor มาขายมั่งแล้ว 55555 (แกะเอามาใช้งานประเภทซึ่งไม่ macth กับราคา)
สุดท้ายนี้ขอให้มีความสุขกับการ DIY (เก็บ opamp ไว้ไช้เอง)
-
ผมเคยใช้สโคปวัด DAC OS อยู่เบอร์นึง เป็นตัวที่อยู่ใน sb audigy nx แล้วได้ผลจากการป้อนรูปไซน์ที่ความถี่ต่างๆว่า รูปไซนในแต่ละความถี่ขยาดไม่เท่ากัน บางความถี่ก็เล็กบางความถี่ก็ใหญ่ อันนี้น่าจะเกิดจากตัวฟิลเตอร์ข้างในหรือไม่ครับ อีกทั้งการตอบสนองสัญญาณพัลซ์เช่น square wave ใน DAC แบบ os นั้นค่อนข้างใช้การไม่ได้ มันจะเป็นรูปไซน์ต่อๆกันเท่านั้น ส่วนนี้จะมีผลกับเสียงที่ประกอบด้วยคลื่นซับซ้อนหรือไม่ครับ
อีกอย่างคือ DAC non OS ที่ผมประกอบไว้ใช้ (tda1541*2)ผมไม่ได้ใส่ analog filter ภายนอกเลย แต่ใช้ความจริงที่ว่าหลอด(บางเบอร์) มันตอบสนองความถี่สูงๆได้ไม่ดี เมื่อทำ i/v หลอดแล้ว(tube preamp) สัญญาณออกมาเนียนมากโดยไม่ต้องใช้ฟิลเตอร์ แต่เนื่องจากไม่สามารถวัดเฟสได้ จึงสรุปไม่ได้ว่ามันมีปัญหาหรือไม่รู้แต่ว่ารูปคลื่นดูดีทีเดียวครับ
ที่สงสัยอีกอย่างคือ ในเมื่อสัญญาณจาก CD มาเป็น square (ขั้นบันได) ต่อๆกัน แต่ DAC os กลับแปลงได้เป็น sine มาต่อกัน แล้วเสียงมันจะเหมือนกับที่มาจากซีดีได้อย่างไรครับ งง
-
ที่สงสัยอีกอย่างคือ ในเมื่อสัญญาณจาก CD มาเป็น square (ขั้นบันได) ต่อๆกัน แต่ DAC os กลับแปลงได้เป็น sine มาต่อกัน แล้วเสียงมันจะเหมือนกับที่มาจากซีดีได้อย่างไรครับ งง
ถ้า filter ออกมาถูกต้องแล้ว ไม่น่าเกิดอาการขั้นบันใดครับ
-
(จริงๆ แล้วผมไม่หวังความรู้จากคุณ Nopphong หรือ คุณ RFlover ล่ะครับ ผมรอพวกด๊อกเตอร์ หรืออย่างน้อย Mr. Tube หรือ คุณ แอนนาล๊อกมาตอบให้ละครับ ที่จริงตอนแรกที่คุณ RFlover เข้ามาคุยใหม่ๆ ผมก็คิดว่าที่นี่คงจะมีคนเก่งมากๆ เข้ามาคุยเพิ่มอีกคนซะอีก )
จริงๆ แล้วผมไม่หวังความรู้จากคุณ Nopphong หรือ คุณ RFlover ล่ะครับ <--- คุณ PINIJ เก็บไว้ในใจคนเดียวก็ได้ครับ ไม่ต้องบอกให้คนอ่านรู้สึกแย่หรอกครับ
ที่จริงตอนแรกที่คุณ RFlover เข้ามาคุยใหม่ๆ ผมก็คิดว่าที่นี่คงจะมีคนเก่งมากๆ เข้ามาคุยเพิ่มอีกคนซะอีก <---ช่วยแปลความหมายตรงๆให้ชัดๆหน่อยได้มั๊ยครับ ต้องการจะสื่ออะไรจะบอกอะไร คุณ PINIJ เป็นผู้ใหญ่แล้วก็พูดความหมายมาให้มันตรงเลยจะดีกว่านะครับ
ข้างบนหัวข้อกระทู้จุดประสงค์ผมก็บอกไว้ชัดเจนแล้วว่า "ผมหวังให้กระทู้นี้กระทู้สร้างสรรค์แบ่งปันความรู้ทางเทคนิคครับ" นั่นหมายความว่าคุยแย้งกันด้วยเหตุผล
ความเข้าใจจากประโยคที่ผมอ่านผมบอกพี่ PINIJ ได้เลยครับว่า ไช่ครับผมไม่ไช่คนเก่งเพราะทุกวันนี้ผมยังหาความรู้เพิ่มอยู่ตลอด ผมก็เคยบอกกับคุณ PINIJ ไปแล้วรั้งแรกที่เจอกันอย่ามา focus ที่ตัวผมให้ focus ที่ fact ประเด็นมันอยู่ที่คนอ่านว่าที่เข้ามาอ่านต้องการอะไร อ่านแล้วพยายามคิดตามเนื้อหาสาระที่เขาอธิบายจะผิดหรือถูกค่อยแย้งหรือเสริมด้วยเหตุผล หรือ บางคนอ่านแล้วกลับไปคิดว่าคนเขียนต้องการจะอวดรู้ อยากเป็นปรมาจารย์ ผมเชื่อว่าหลายคนเขาเข้ามาอ่านเขาอยากจะรู้
คุณ PINIJ ครับ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด ผมก็บอกไปแล้วว่าผมเพิ่งศึกษา เหตุผลที่ผมลงมา post กระทู้นี้เพราะก็เพิ่งได้ฟัง DAC nonOS ครั้งแรก และผลลัพธ์ที่ได้ยินทางปฏิบัติมันสอดคล้องกับทางทฤษฎีที่ผมไม่ได้เรียนมา ผมไม่ได้จบทางด้านนี้และเพิ่งจะมาศึกษาได้ไม่กี่เดือน ก็เลยอยากจะมาสรุปให้เพื่อนฟังซึ่งผมจะผิดหรือผมถูกก็ช่างแต่ผมมีข้อมูลที่จะใช้อ้างอิงให้พวกเพื่อนๆเอาไปคิดกันเอาเอง แล้วการที่ผมอธิบายผิดหรือเข้าใจอะไรผิดๆถ้ามีคนแย้งขึ้นมาด้วยเหตุผลแล้วผมเห็นว่าผิดจริงผมก็ยอมรับครับ ผมก็ไม่รู้สึกเสียหน้าอะไรนักหรอกเพราะไม่มีใครเคยเห็นหน้าผม ผมทำงานผมก็คิดเสมอว่า ผิดแล้วไงอะ ก็ไม่รู้นี่หว่า อย่าทำซ้ำแล้วกัน และคำพูดที่ผมใช้บ่อยเสมอเวลาพลาดไปคือ I was wrong
มีธุระไม่ได้เข้าเวปซะสองวัน กระทู้นี้ไปไกล มีข้อมูลดีๆ เพิ่มเข้ามาให้อ่านอีกเยอะเลย
เด็กสมัยนี้ใจร้อนกันซะเหลือเกินนะ! สิ่งที่เขียนส่วนหนึ่งก็อยากกระตุ้น ให้เอาชนะคำสบประมาท แล้วมันก็ได้ดังที่ผมคิดไว้เหมือนกัน เพราะจากที่เคยอ่านสิ่งที่เขียนผ่านมาดูแล้ว คุณ RFlover มีศักยภาพที่จะเอาข้อมูลเชิงลึกออกมาได้
-
อยากเห็น sine wafe เปรียบเทียบระหว่าง ต้นฉบับจาห้องอัดกับ down มาเป็น 44.1 จังเลยครับ ว่ามีเพี้ยนหรือเปล่า ถ้าเพี้ยน ก็แสดงว่าที่เราได้ยินอยู่ทุกวันก็เพี้ยนหรือเปล่าครับ ;D
แลอยากเห็นเปรียบเทียบอีกทีจาการ upsampling ขึ้นไปให้เท่าต้นฉบับ :)
ทั้งหมด 3 graph เลยครับเทียบกันทีเดียวน่าจะตอบโจทย์ได้ว่าอันไหนเพี้ยนน้อยกว่ากัน...
แต่ก็ยังสงสัยอีแหละครับว่า ตนครีจริงๆกับที่อัดออกมาเป็นอนาลอกเนี่ย เพี๊ยนไปเท่าไหร่...
และยังงัยก็สงสัยอีกครับว่า ดนตรีจริงๆเวลาเราไปฟังเนี่ยถ้าฟังหลายๆรอบ น่าจะเพี้ยนไปเรื่อยๆ มันขึ้อยู่กะอารมย์คนเล่น และสิ่งแวดล้อมอื่นๆอีก ;D
ยังมีสงสัยอัครับ แล้วจะถามมาใหม่
-
ที่สงสัยอีกอย่างคือ ในเมื่อสัญญาณจาก CD มาเป็น square (ขั้นบันได) ต่อๆกัน แต่ DAC os กลับแปลงได้เป็น sine มาต่อกัน แล้วเสียงมันจะเหมือนกับที่มาจากซีดีได้อย่างไรครับ งง
ถ้า filter ออกมาถูกต้องแล้ว ไม่น่าเกิดอาการขั้นบันใดครับ
เอ่อคือว่าถ้าฟิลเตอร์ถูกต้องไม่เป็นขั้นบันได งง ครับ คือออกจากซีดีมันเป็นขั้นบันได เรากลับไปลบเหลี่ยมมันซะให้ไม่เหมือนต้นฉบับ แล้วจะบอกว่าแบบนี้แหละถูกแล้วได้ยังไงล่ะครับ งง ???
-
ในความคิดผม DAC over sampling ไม่ใช่ปัญหาครับ ปัญหาอยู่ที่ digital filter ที่ไม่สามารถทำงานเป็นอุดมคติได้นะครับ
:cold ต้องรอกูรูมาเฉลยคับ :whistling
ที่พอจะเข้าใจงูๆปลาๆ เรื่องของ digital audio มันเริ่มตั้งขบวนการ ADC จนมาเล่นกลับ DAC
"รับเข้า แปลงรูป ส่งทอด รับมา แปลงกลับ กรองขยะ จัดความดัง"
ส่วนของ DAC นี่ตัวท้ายเกือบจะสุดเส้นทาง มันมี "ขยะ" ผสมมาได้ตลอดทางเลย Y]
-
"รับเข้า แปลงรูป ส่งทอด รับมา แปลงกลับ กรองขยะ จัดความดัง"
ดีใจจนน้ำตาแทบไหล ได้อ่านศัพท์เทคนิค แบบไทยๆ
ขอต่อนิดครับทั่น ชักมันส์ ยังต้อง "ส่งผ่าน ขยายก่อน ขยายกำลัง ส่งผ่าน ขับดันขดลวดเสียง สั่นกรวย เปล่งเป็นเสียง"
-
แล้วทำไมต้อง "Up sampling" อ่ะ...?
สิ่งที่ผมได้ฟังจาก nonOS คือ เสียงไม่ clear เมื่อเทียบกับ OS DAC ผมก็สรุปเอาง่ายๆเลยอันเนื่องมาจาก noise floor และ aliasing ในย่านความถี่เสียงตามรูปท่โปะไว้ข้างบน ผมก็เลยหายสงสัยว่าทำไมหลายคนบอกว่า non-OS DAC เสียงเหมือน analog นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไม DAC แบบ non-OS จึงมี dynamic range และ SNR สู้ DAC ที่ทำ OS ไม่ได้ คนขายเครื่องเสียงยังบอกผมเลยว่าเรื่องความใสชัดเจน nonOS DAC สู้ OS DAC รุ่นไหม่ไม่ได้ ความชอบว่ากันอีกเรื่อง
สรุป จุดประสงค์หลักๆของ OS ก็คือจัดการกับ noise ครับ อาจารย์ผมก็บอกเหมือนกันว่าถ้าโลกไม่มี noise ให้แกได้ยินเราคงรู้สึกเหงา ถ้ามีข้อมูลอะไรขัดแย้งแตกต่างจากนี้ก็เอามาคุยกันได้
ถ้าจากหูผมอย่างเดียวในการฟัง เทียบระหว่าง NOS DAC กับ OS DAC แบบซื้อเค้ามา......
สไตล์เสียงทั้งสองประเภท ไม่ได้ ออกไปในทาง ดี/ด้อยกว่าแต่อย่างไร ออกจะไปทางซ้าย และขวามากกว่าครับ
กับการฟังต้นทางที่เป็นซีดี.....
บอดี้เสียง ทางฝั่ง NOS ให้ความต่อเนื่อง ผ่อนคลายกว่า เวทีเสียงหุบแคบกว่า รายละเอียด ไม่เด่นเท่าแบบโชว์ออกมาจ๋า แต่ก็อยู่ครบ
ไม่ขาดตกบกพร่องครับ....
ทางฝั่ง OS เสียงครบดุ ไดนามิก ตึงตังกว่า เวทีฉีกกว้างกว่า เสียงสดกระชับ......
ส่วนเรื่องน้อยส์ฟอร์ แต่ละยี่ห้อ ก็ทำได้โดดเด่นพอๆกัน.....เวทีเสียงสงัดดีทั้งสองแบบ....
ซึ่งผมคิดว่าตัวแปรที่มีผลกระทบมากกว่า วิธีประมวลผล ก็ คงต้องมอง พวกภาคจ่ายไฟที่ต้องดีมากๆ และ
การออกแบบภาคอนาล็อคเอาท์พุทที่จะนำมาใช้อีก....
สรุปส่วนตัว "อยู่ที่่พ่อครัวคนไหนทำข้าวจานนี้ ได้ถูกลิ้นผู้ซื้อคนนี้มากกว่ากัน"......อ้อ ถ้าราคาไม่แพง ก็กินได้ทุกวันเลย... :)
รอขยับอีกทีก็คงเป็นช่วงเวลาฝ่ายผู้ผลิตซอฟท์แวร์ ขายแต่ Studio Master แท้ๆเท่านั้น พวกไฟล์ 24/192 khz 24/96 มากกว่าขายซีดี
ไว้เล่นกับ DAC ณ ตอนนั้น อาจจะเชื่อมต่อทางคอม หรือโน้ตบุ๊คโดย USB 3.0, Fire wire เจ๋งๆ.....คงมีอีกซักปีสองปี....ตอนนี้ยัง
เพิ่งเริ่ม ที่สำคัญผมยังมีความสุขกับการเล่นแผ่นซีดีอยู่ ไม่ได้รู้สึกว่าอรรถรสในการฟัง มันอ่อนด้อยลงแต่ประการใด อารมณ์ไหน
อยากฟังเจ๋งสุดๆ โดดไปเล่นแผ่นดำเลยดีกว่า...
-
ที่สงสัยอีกอย่างคือ ในเมื่อสัญญาณจาก CD มาเป็น square (ขั้นบันได) ต่อๆกัน แต่ DAC os กลับแปลงได้เป็น sine มาต่อกัน แล้วเสียงมันจะเหมือนกับที่มาจากซีดีได้อย่างไรครับ งง
ถ้า filter ออกมาถูกต้องแล้ว ไม่น่าเกิดอาการขั้นบันใดครับ
เอ่อคือว่าถ้าฟิลเตอร์ถูกต้องไม่เป็นขั้นบันได งง ครับ คือออกจากซีดีมันเป็นขั้นบันได เรากลับไปลบเหลี่ยมมันซะให้ไม่เหมือนต้นฉบับ แล้วจะบอกว่าแบบนี้แหละถูกแล้วได้ยังไงล่ะครับ งง ???
ผมมองว่า จริงๆแล้ว เราต้องให้ได้สัญญาณเข้าใกล้เคียงกับอนาลอกต้นฉบับให้มากที่สุดครับ ดังนั้นการ filter หรือลบเหลี่ยมออกไป ก็เป็นการคืนสัญญาณให้กลับเข้ารูป domain sine wave ให้มากที่สุดครับ ไม่ว่าทั้งเชิงวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือการจับดูลูกคลื่นด้วยscopeครับ
อ่าผมรู้แล้วครับว่าเราพูดถึงfilter คนละตัวกัน ผมกำลังพูดถึง ตัวกรองความถี่ Aliasing หรือ SinX / X ครับ แฮะๆ ขอบคุณผู้ที่ช่วยทักมาครับ
-
SinX/X = Sin
X/X = Sin
-
2f
-
แฮะๆๆๆ มาขอความรู้ครับ ใครมีกราฟ หรือ อธิบายง่าย เรื่อง OS หรือ NOS นี่นะครับ d_d
ผมยอมรับว่า DAC ยากจริง :giveup
ผมอธิบายเรื่องการ Sample สัญญาณให้เป็นพื้นฐานก่อนละกันครับ คือในกระบวนการแปลงสัญญาณ Analog เป็น Digital ทำได้โดยการเอาสัญญาณ Analog มาตัดเป็นชิ้นๆ แล้วดูว่าแต่ละชิ้นมีแรงดันเป็นเท่าไหร่ (สูงเท่าไหร่) แล้วก็เก็บค่าแรงดันของแต่ละชิ้นไว้ ดูรูปประกอบละกันครับ (ไปจิ๊กจาก Web ชาวบ้านเค้ามาน่ะครับ) แกน X คือเวลา แกน Y คือแรงดัน สัญญาณ Sine จะถูกซอยออกเป็นแท่งๆ ซึ่งความถี่ในการซอยนี้เราเรียกว่า Sampling Freq ก็คือ 44.1, 96, 192kHz ที่เราเรียกกันนั่นแหล่ะครับ ความหมายของมันก็คือซอยละเอียดแค่ไหน ยิ่ง Sampling Freq สูง สัญญาณก็ถูกซอยมากเท่านั้นครับ แต่ละแท่งที่ซอยออกมาจะมีความสูงต่างกันไป (ระดับแรงดันสูง-ต่ำไปตามรูปคลื่น) เราก็เอาค่าความสูงนี้มาเปลี่ยนเป็นข้อมูล Digital (เลขฐาน 2) ครับ ตอนนี้เราก็ได้ข้อมูล Digital ซึ่งแทนรูปสัญญาณ Analog แล้ว
ถ้าเข้าใจเรื่องการ Sample แล้ว เดี๋ยววันหน้าหาเวลามาอธิบายเรื่อง Oversampling ให้อีกทีครับ :)
ขอบคุณครับ เดี๋ยวรอภาค สอง
แต่เท่าที่อ่านๆ ข้างบน เห็นยังมีข้อโตแย้งกันอยู่ แปลว่า มันยังไม่สรุปแน่ๆเลย โดยรวม ใช่ใหมครับ ผมอ่านก็ งงๆ พอดีไม่มีพื้นฐานทางวิศวกรรมเลย :D
-
ผมมองว่า จริงๆแล้ว เราต้องให้ได้สัญญาณเข้าใกล้เคียงกับอนาลอกต้นฉบับให้มากที่สุดครับ ดังนั้นการ filter หรือลบเหลี่ยมออกไป ก็เป็นการคืนสัญญาณให้กลับเข้ารูป domain sine wave ให้มากที่สุดครับ ไม่ว่าทั้งเชิงวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือการจับดูลูกคลื่นด้วยscopeครับ
แน่ในแนวคิดผมคือ ในเมื่อต้นทางมันเพี้ยน(คือมาที่เราสัญญาณในซีดีมันเป็นขั้นๆมาแล้ว) เรายิ่งเติมอะไรที่มันเพี้ยน(เพราะไม่มีฟิลเตอร์อะไรทำงานได้เชิงเส้นในทุกๆความถี่)ลงไป มันก็จะยิ่งเพี้ยนไปกันใหญ่ ถ้าหูเรารับรู้รอยหยักในรูปคลื่นไม่ได้เราก็ควรจะใช้มันอย่างนั้นไม่ควรเติมอะไรลงไปให้มันเพี้ยนเพิ่มขึ้นนะครับ K)
ทั้งนี้ถ้ามันมีไฟล์ header แบบ zip file ที่รู้ว่าจะเติมอะไรลงไป เพื่อให้สัญญาณมันกลับมาเหมือนกับตอนออกจากห้องอัด อันนี้น่ะดีแน่ แต่ที่พยายยามเติมๆกันและลบเหลี่ยมกันเนี่ย เดาเอาทั้งนั้นนี่ครับ
-
เห็นด้วยในความคิดนี่ส่วนหนึ่งครับ อีกส่วนที่ผมยังแย้งกันอยู่ในใจคือ การมองในเชิงมุมคณิตศาสตร์ครับ การแซมปลิ้ง ก็เหมือนการเติม(modulate) ความถี่ค่าหนึ่งลงไป ในชั่วคาบหนึ่งๆเท่านั้น ซึ่งการทำแซมปลิ้งนี่ เวลาวิเคราะห์สัญญาณในช่วงเวลาหนึ่งๆก็คือ ความถี่รูปคลื่นเสียง+ความถี่ที่แซมปลิ้ง ซึ่งข้อมูลนี้ก็จะถูกบันทึกเป็นแบบดิจิตอลลงใน CD ดังนั้น เมื่อทำการแปลงค่ากลับ เราจึงต้องกำจัดสัญญาณแซมปลิ้งออกครับ โดยการใช้ filter นี่แหละกรองออกซะ
เปรียบเหมือน ข้อมูล เสียงคือ X การทำsampling ก็จะทำให้ Y ไปรวมเข้า จนได้ Z ก็คือข้อมูลในซีดีออกมา
X+Y=Z
ทีนี้ถ้าเรามองว่า Z เป็นตัวต้นแบบ แน่นอนครับ การเอา Y ออก มันจะทำให้ข้อมูลไม่เท่ากับ Z แต่จะได้ X ออกมา
X+Y-Y=Z-Y=X
ดังนั้น ผมจึงมองว่า CD ต้นแบบนั้น(Z) ไม่ใช่สัญญาณที่ถูกต้องแท้จริงเมื่อมองในรูปแบบคณิตศาสตร์ครับ การกรอง Y ออกจึงเป็นการเข้าใกล้เคียง X มากกว่า
ทีนี้ทำไมการแซมปลิ้งจึงไม่ได้ข้อมูลต้นแบบ X ออกมา
อย่างที่หลายท่านกล่าวไว้นั้นแหละครับ เมื่อตอนที่เรากำหนด standard CD ออกมาเริ่มแรกนั้น เราตั้งสมมติฐานไปว่า ความถี่ sampling ที่ 44.1KHZ น่าเพียงพอแล้วในการเก็บข้อมูลถึง 20KHz แต่ความเป็นจริงมันจะเป็นอย่างที่ K pinij เสนอไว้ว่า มันอาจเป็นเหมือนแค่ขั้นบันไดมากกว่า ไม่ได้มีความใกล้เคียงรูป ไซน์เวฟเลย ยิ่งุถ้า การแซมปลิ้งดันทะลึ่งไปเก็บข้อมูลในจังหวะที่ความถี่20Khz มีphaseองศา ที่ 0 และ180องศา....มันจะกลายเป็นว่ามันเก็บอะไรไม่ได้เลย..ดังนั้น สมการในการเก็บข้อมูลก็จะเป็น
X+Y+error=Z โดย error คือความผิดพลาดที่เกิดจากการสุ่มตัวอย่าง
แน่นอนเมื่อเราแปลงกลับทางคณิตศาสตร์โดยการกรอง Y ออกมันจะเหลือ
Z-Y=X+Y+error-Y =X+error
ไอ้เจ้า error นี่ละครับแสดงแทนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทำไมมันได้ออกมาเป็นขั้นบันไดได้
เอาละ อย่างน้อย เพื่อลดผลกระทบของ error ที่เกิดขึ้น เราก็ทำการคาดเดาจากคณิตศาสตร์ไป ว่าจากมันเป็นขั้นๆ มันควรจะsmooth ขึ่น ซึ่งทำอย่างไรละ..
ก็เกิดเป็น digital filter ขึ้น เพื่อทำการ oversampling อย่างอัลกอริทึ่มง่ายๆเลย(ซึ่งผมคิดว่าน่าใช้ในฟิลเตอร์เก่าๆ) ก็เอาsampling ที่เวลา T0 กับT1 มาหาค่าเฉลี่ย แล้วเอาค่านั้นแหละ ไปใส่ที่เวลา T0.5 .. จากบันไดหนึ่งขั้น ก็กลายเป็นสองขึ้น..ดูโค้ง เข้าใกล้ sinewave มากขึ้น...
ใครจะบอกว่ากระบวนการนี้มันก็ใส่น้อยส์ลงไปนั้นละ ก็ไม่ผิดครับ เพียงแต่ผมมองว่า มันเป้นความพยายามรูปแบบหนึ่ง ที่จะกำจัด error ออก ไม่มากก็น้อย ดีกว่าไม่ได้ทำครับ
-
อืม..สมการเข้าท่าครับ
แต่เนื่องจากหูคนไม่ใช่สโคป จึงไม่สามารถรับรู้ Y ได้
ผมจึงแทนค่า y=0
ได้เป็นว่า x+0=z
ทีนี้ถ้ามาปลายทางเราไปทำเป็น z-0+error จะได้เป็น x+error ไปนะครับ
แทนที่จะเป็น x+0=x (พูดกันถึงเสียงที่ฟังได้ยินนะครับ ถ้าเอาสโคปวัด y มันไม่ได้ 0 อยู่แล้ว)
ว่าแต่ท่านใดเคยลองฟัง DAC ที่ทำเนียนๆ (non os เหมือนๆกันแต่ผ่าน analog filtor โหดๆ) กับ DAC ที่ยังเป็นขั้นบันไดอยู่บ้างครับ สำหรับผมเคยฟังตัวที่เป็นขั้นอยู่ บอกตามตรงว่าไม่สามารถฟังออกได้ครับ และท่านหูทองที่มาลองฟังหลายสิบคนก็ไม่ได้มีคอมเม้นอะไรว่าเสียงมันผิดปรกติ เป็นหตุให้ผมตีค่า y ในส่วนนี้เท่ากับ 0 ครับ
-
ส่วนพี่ Artafact เดี๋ยวผมจะตามไปแฮ๊บ OPA627 เอาที่บ้านพี่ น่าเอาไปลอง x-ray ดู 55555555555555 ผมเห็น code เดือนผลิตมันเป็นตัว A ไม่ไช่ตัวเลข
น่าจะจริงนะครับ น่าจะเป็น free sample เมื่อปี 2004 ไม่เอาขอนะครับ
กลับ จากนอกแล้ว ยืม 627 ของคุณ RFlover มาลองที่ร้านหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมติดเอาของผมมาด้วย ;D ;D
-
COMMUNICATION PROBLEM ปัญหา classic
คุณ Era ต้องเอารูปมา อธิบายด้วยรูปจะเข้าใจง่ายกว่า แล้วก็มีสมการประกอบด้วยยื่งดี แต่ก่อนอื่นต้องสำรวจดูคนฟังก่อนด้วยว่าเข้าใจอยู่ระดับไหน เท่าที่อ่านดูคุณ nopphong ไม่เข้าใจรูปแบบของสัญญาณใน frequency domain จะสนใจแต่รูปสัญญาณ ใน time domain เป็นหลัก ส่วนคุณ nopphong ที่บอกว่าฟังไม่ออกระหว่างไม่มีบั้งกับมีบั้ง ผมว่าการทดลองที่ถูกจริงๆคือต้องใช้ DAC รุ่นเก่าเบอร์เดียวกัน
-ตัวนึงใช้ IC digital filter ต่อข้างนอก (ไว้ทำ oversampling)
-อีกตัวไม่มี IC Digital filter (Non OS)
โดยทั้งสองตัวนี้
-ภาค I/V และ LPF(1 order) ใช้ตัวเดียวกัน
-ภาคต่อจาก LPF ใช้ampหูฟังดีดีที่มี buffer ที่เป็น current FB ต่อขยาย และ
-ยกทั้งชุดลงไปในส้วมใต้ดิน (CD transponder DAC headphone amp หูฟัง กระดาษเท็ชชู่ และอื่นๆ ห้ามนำโทรศัพมือถือติดตัวลงมาเด็ดขาด)
-เกิดเครื่อง แล้วใช้หูฟัง(แพงๆ) ฟัง
-เวลาฟังให้กั้นหายใจ ห้ามผายลม ควรทานอาหารให้อิ่มท้องก่อนประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะหาท้องร้องจะรบกวนทำให้เสียงไม่ดี ควรนั่งสมาธิมาก่อนฟังเพื่อปรับระดับอารมณ์ควบคุณการหลั่งสารเคมีให้สมดุล
-CD ที่นำมาฟัง ให้เอาแบบธรรมดาแบบถูกๆ กับแบบ audiophile แบบแพงๆ หลายๆแผ่นไปฟังเทียบกันดู
-
ส่วนพี่ Artafact เดี๋ยวผมจะตามไปแฮ๊บ OPA627 เอาที่บ้านพี่ น่าเอาไปลอง x-ray ดู 55555555555555 ผมเห็น code เดือนผลิตมันเป็นตัว A ไม่ไช่ตัวเลข
น่าจะจริงนะครับ น่าจะเป็น free sample เมื่อปี 2004 ไม่เอาขอนะครับ
กลับ จากนอกแล้ว ยืม 627 ของคุณ RFlover มาลองที่ร้านหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมติดเอาของผมมาด้วย ;D ;D
ได้ครับ
-
ส่วนคุณ nopphong ที่บอกว่าฟังไม่ออกระหว่างไม่มีบั้งกับมีบั้ง ผมว่าการทดลองที่ถูกจริงๆคือต้องใช้ DAC รุ่นเก่าเบอร์เดียวกัน
-ตัวนึงใช้ IC digital filter ต่อข้างนอก (ไว้ทำ oversampling)
-อีกตัวไม่มี IC Digital filter (Non OS)
โดยทั้งสองตัวนี้
-ภาค I/V และ LPF(1 order) ใช้ตัวเดียวกัน
-ภาคต่อจาก LPF ใช้ampหูฟังดีดีที่มี buffer ที่เป็น current FB ต่อขยาย และ
-ยกทั้งชุดลงไปในส้วมใต้ดิน (CD transponder DAC headphone amp หูฟัง กระดาษเท็ชชู่ และอื่นๆ ห้ามนำโทรศัพมือถือติดตัวลงมาเด็ดขาด)
-เกิดเครื่อง แล้วใช้หูฟัง(แพงๆ) ฟัง
-เวลาฟังให้กั้นหายใจ ห้ามผายลม ควรทานอาหารให้อิ่มท้องก่อนประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะหาท้องร้องจะรบกวนทำให้เสียงไม่ดี ควรนั่งสมาธิมาก่อนฟังเพื่อปรับระดับอารมณ์ควบคุณการหลั่งสารเคมีให้สมดุล
-CD ที่นำมาฟัง ให้เอาแบบธรรมดาแบบถูกๆ กับแบบ audiophile แบบแพงๆ หลายๆแผ่นไปฟังเทียบกันดู
พอดีผมสนใจเรื่องการลบเหลี่่ยม ซึ่งเป็นการแต่งเติมจากสัญญาณที่ได้มาเป็นเหลี่ยมครับ จะเรียกให้มันหรูว่าเป็น frequency domain อะไรก็แล้วแต่ (เข้าใจครับว่าการลบบั้งคือการตัดความถี่สูงออก หรือการตัดฮาร์โมนิคออกในส่วนความถี่สูงเกินกว่าคนจะได้ยิน) แต่ผมก็สงสัยว่าในเมื่อสิ่งที่ตัดออกคือความถี่ที่สูงกว่าคนจะได้ยิน แล้วจะตัดออกทำไม ยังไงมันก็ไม่ได้ยินอยู่แล้ว การตัดออกมีแต่จะเพิ่มความผิดพลาดเข้าไปมากกว่าครับ
ส่วนการทดลอง ผมไม่ได้สนใจว่า os หรือ non os สนใจแต่ในส่วนคลื่นที่ผ่านการกรองความถี่สูงออก กับ ไม่ผ่านการกรองยังคงเป็นขั้นแบบเดิมๆอยู่ครับ การทดลองควรใช้ dac เบอร์เดียวกัน ที่ออกมาเป็นขั้นๆ กับแบบกรองแล้วไม่ให้เป็นขั้นแล้วฟังเทียบกันครับ
ส่วนการใช้ over sampling แล้วผ่าน digital filter อีกทีนั้นรูปคลื่นที่ได้มันเนียนเกินกว่าต้นฉบับมากๆจนไม่น่าะเทียบกันได้
-
ในความเข้าใจอันข้างๆ คูๆ ของผม อันดับแรกซื้อ แผ่น CD ที่เป็นอัลบั้มเดียวกับแผ่นเสียงมาก่อนเลย แล้วจ่ายสัญญาณเสียงเข้าสโคปดิจิตอล แล้วหาช่วงคาบเวลาที่น่าจะเป็นท่อนร้องช่วงเดียวกัน เซฟไฟล์รูปคลื่นเอาไว้ ทั้งแผ่นเสียง ,นอน โอเวอร์แซมปลิ้ง, โอเวอร์แซมปลิ้ง เท่านี้เอง เราก็จะเทียบอย่างง่ายๆ ได้แล้วว่าตัวจริง กับตัวแปลงใกล้เคียงกันแค่ไหน แต่แน่นอนอยู่แล้วว่าแผ่นเสียงย่อมมีความเป็นไซน์เวฟมาตั้งแต่เกิด ไอ้ที่เรียกกันว่าบั้งๆ คราวนี้ก็จะได้คำตอบแล้วว่ามีมากมีน้อย ดีด้อยต่างกันอย่างไร
ป.ล.แผ่น Dire State, Brothers in arm น่าจะช่วยได้นะ
-
แผ่นนี้ดีครับ Dire State, Brothers in arm น่าสะสมผลิตขายได้เรื่อยๆ พวกคนรุ่นเก่าๆซัก 40-50 ชอบโดยเฉพาะเพลง 2 สำหรับผมแล้วไม่ค่อยแนวแต่ผมชอบเพลงที่ 5 มากกว่า แล้วมันก็ต่อไป 6 เลย อิอิ
เขาว่ากันว่าสมัยก่อนเพลงที่ 5 ไว้ทดสอบเครื่องเสียง ถ้าเครื่องเสียงไม่ดีฟังจะฟังไม่รู้เรื่อง สำหรับผมฟังครั้งแรกก็รู้เรื่องแค่ 50-60% เพราะไม่ไช่ภาษาพ่อภาษาแม่ละเป็นเพลง แผ่นนี้เขาว่าต้องลองตั้งใจฟังดูดีๆ
ใช้ digital scope มาแปลง FFT คิดว่า scope ไม่มี jitter เหรอครับ ใช้ A/D เหมือนกัน แล้วใช้ยี่ห้ออะไรดีละ ของจีน ใต้หวัน หมื่นสองหมื่น หรือจะพวกดังๆเช่น techtronik ราคาเป็นแสนๆเฉียดล้านหรือล้านขึ้นดี หรือจะใช้ soundcard ในคอมหรือจะใช้เครื่องมือวัดเฉพาะราคาเป็นแสนดี แล้ว setup วิธีการวัดแบบถูกต้องกันเป็นรึเปล่า ผมว่าคิดกันมากเกินไปรึเปล่าหัวจะหงอกแล้ว ถ้าคิดมากแบบนี้น่าจะเปลี่ยนหน่วยถนนจาก กิโลเมตร เป็น ไมโครเมตร
-
อืม..สมการเข้าท่าครับ
แต่เนื่องจากหูคนไม่ใช่สโคป จึงไม่สามารถรับรู้ Y ได้
ผมจึงแทนค่า y=0
ได้เป็นว่า x+0=z
ทีนี้ถ้ามาปลายทางเราไปทำเป็น z-0+error จะได้เป็น x+error ไปนะครับ
แทนที่จะเป็น x+0=x (พูดกันถึงเสียงที่ฟังได้ยินนะครับ ถ้าเอาสโคปวัด y มันไม่ได้ 0 อยู่แล้ว)
ว่าแต่ท่านใดเคยลองฟัง DAC ที่ทำเนียนๆ (non os เหมือนๆกันแต่ผ่าน analog filtor โหดๆ) กับ DAC ที่ยังเป็นขั้นบันไดอยู่บ้างครับ สำหรับผมเคยฟังตัวที่เป็นขั้นอยู่ บอกตามตรงว่าไม่สามารถฟังออกได้ครับ และท่านหูทองที่มาลองฟังหลายสิบคนก็ไม่ได้มีคอมเม้นอะไรว่าเสียงมันผิดปรกติ เป็นหตุให้ผมตีค่า y ในส่วนนี้เท่ากับ 0 ครับ
Y เป็นการสุ่มความถี่ที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลงอนาลอคเป็นดิจิตอลครับ ไม่สามารถมีค่าเป็น 0ได้ หากเป็น 0 นั้นคือ ไม่มีการเก็บข้อมูลเป็นดิจิตอลครับ
ส่วนเรื่องเป็นขั้นแล้วฟังไม่ออกนั้นคือยังไงหรือครับ ผมเข้าใจว่าเราสามารถฟังได้ออกทั้งสองแบบ แต่ความแตกระหว่างมีฟิลเตอกับไม่มีฟิลเตอร์นี่ ฟังกันได้ครับ
-
แหะๆขออภัยที่บอกผิด คือมีฟิลเตอร์กับไม่มีมันต้องฟังออกอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าแบบไหนจะฟังได้ใกล้เคียงดนตรีจริงมากกว่า หรือแบบไหนฟังดีกว่าน่ะครับที่สนใจ
ส่วน Y นี่สงสัยจะคนละความหมายกัน ในความคิดผมคือ แซมปลิ้งกันที่ 44.1K ก็จะเท่ากับ จะได้ขั้นบันไดแต่ละขั้น square ที่ 44.1K ดังนั้นความถ่ท harmonic ของมันน่าจะคงที่ๆค่าๆนิงนะครับ ในความหมายผม y คือค่าความผิดพลาดจากสัญญาณ sine ที่ sampling มาในช่วงนั้นๆครับ พูดง่ายๆ y คือส่วนที่แหว่งหายไปจนเหลือเป็นขั้น โดยผมคิดว่าส่วนที่เป็นขั้นนี้ประกอบด้วยความถี่ที่สูงเกินกว่าหูจะได้ยิน จึงแทนค่า y เป็น 0 ไปน่ะครับ ไม่ทราบคิดแบบนี้ผิดหรือเปล่า
-
แผ่นนี้ดีครับ Dire State, Brothers in arm น่าสะสมผลิตขายได้เรื่อยๆ พวกคนรุ่นเก่าๆซัก 40-50 ชอบโดยเฉพาะเพลง 2 สำหรับผมแล้วไม่ค่อยแนวแต่ผมชอบเพลงที่ 5 มากกว่า แล้วมันก็ต่อไป 6 เลย อิอิ
เขาว่ากันว่าสมัยก่อนเพลงที่ 5 ไว้ทดสอบเครื่องเสียง ถ้าเครื่องเสียงไม่ดีฟังจะฟังไม่รู้เรื่อง สำหรับผมฟังครั้งแรกก็รู้เรื่องแค่ 50-60% เพราะไม่ไช่ภาษาพ่อภาษาแม่ละเป็นเพลง แผ่นนี้เขาว่าต้องลองตั้งใจฟังดูดีๆ
ใช้ digital scope มาแปลง FFT คิดว่า scope ไม่มี jitter เหรอครับ ใช้ A/D เหมือนกัน แล้วใช้ยี่ห้ออะไรดีละ ของจีน ใต้หวัน หมื่นสองหมื่น หรือจะพวกดังๆเช่น techtronik ราคาเป็นแสนๆเฉียดล้านหรือล้านขึ้นดี หรือจะใช้ soundcard ในคอมหรือจะใช้เครื่องมือวัดเฉพาะราคาเป็นแสนดี แล้ว setup วิธีการวัดแบบถูกต้องกันเป็นรึเปล่า ผมว่าคิดกันมากเกินไปรึเปล่าหัวจะหงอกแล้ว ถ้าคิดมากแบบนี้น่าจะเปลี่ยนหน่วยถนนจาก กิโลเมตร เป็น ไมโครเมตร
ความเพี้ยนในสโคปเมื่อนำมาวัดความถี่ 20-20000Hz นับว่าน้อยมากถ้าจะเทียบกับความถี่ด้านวิทยุ และ ยิ่งถ้าเราพึ่งแค่ฟังก์ชั่น A/D ในตัวสโคปเองแล้วมาพึ่งการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ ก็ยิ่งจะเพิ่มความแม่นยำเข้าไปอีก เรื่องซาวนด์การ์ดตัดไปได้เลยครับ ความเที่ยงตรงมันไม่พอ FFT แล้วมั่วเข้าไปใหญ่ เรื่องราคาถูกแพงเป็นเรื่องคุณบัติอื่นๆ และ การตลาดครับ อยู่ที่คนใช้งานว่าเคยใช้หรือเปล่า ไม่ใช่สักว่าแต่จะพูดไปอย่างเดียว ไม่เคยทำไม่เคยทดสอบ :victory
-
ความเพี้ยนในสโคปเมื่อนำมาวัดความถี่ 20-20000Hz นับว่าน้อยมากถ้าจะเทียบกับความถี่ด้านวิทยุ และ ยิ่งถ้าเราพึ่งแค่ฟังก์ชั่น A/D ในตัวสโคปเองแล้วมาพึ่งการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ ก็ยิ่งจะเพิ่มความแม่นยำเข้าไปอีก เรื่องซาวนด์การ์ดตัดไปได้เลยครับ ความเที่ยงตรงมันไม่พอ FFT แล้วมั่วเข้าไปใหญ่ เรื่องราคาถูกแพงเป็นเรื่องคุณบัติอื่นๆ และ การตลาดครับ อยู่ที่คนใช้งานว่าเคยใช้หรือเปล่า ไม่ใช่สักว่าแต่จะพูดไปอย่างเดียว ไม่เคยทำไม่เคยทดสอบ :victory
อืมพูดอีกก็ถูกอีก ของ tektronik ของ Agilent 2-4GS/s ราคายังเป็นแสนขึ้น กับของจีน ที่ 2-4GS/s ราคาหมื่นต้นๆขึ้น งั้นแสดงจีนน่าจะทำตลาดได้ดีกว่าคุณภาพความน่าเชื่อถือคงน่าจะพอๆกัน
แล้วรู้ได้ไงครับว่าความถี่ระดับต่ำขนาดนี้มันต้องเพี้ยนน้อยอะครับ อย่างงั้นอย่างเช่นบริษัท Audio precision ก็คงไม่ต้องทำเครื่องมือวัดเฉพาะย่าน audio ออกมาขาย เพราะใช้ oscilloscope ก็ได้ เพี้ยนน้อย แถมใช้ได้หลากหลาย ผมเองก็ไม่เคยใช้ scope เลยพูดมั่วไปเรื่อย ก็เห็นจะเอาเป็นเอาตายเรื่องความเพี้ยนก็เลยแค่ออยากจะบอกว่าเครื่องมือวัดที่ใช้จะไปฟันธงมันก็มีความเพี้ยนในตัวมันเหมือนกัน มัน accuracy แค่ไหน และ prcision ระดับไหน ก็เท่านั้นเอง
" ความเพี้ยนในสโคปเมื่อนำมาวัดความถี่ 20-20000Hz นับว่าน้อยมากถ้าจะเทียบกับความถี่ด้านวิทยุ " <----- เอาอะไรเป็น reference ครับ จะเปรียบเทียบกันยังไง
" ไม่ใช่สักว่าแต่จะพูดไปอย่างเดียว ไม่เคยทำไม่เคยทดสอบ "<---- ผมก็ไม่เคยทดสอบเหมือนกัน พอจะแนะนำวิธีทดสอบได้มั๊ยครับว่าทำยังไง มีอะไรบ้าง ผมพอจะหาแหล่งกำเนิดสัญญาณที่เป็นสัญญาณ sin บริสุทธิได้จากไหนมาทดสอบได้บ้าง
-
ในความหมายผม y คือค่าความผิดพลาดจากสัญญาณ sine ที่ sampling มาในช่วงนั้นๆครับ พูดง่ายๆ y คือส่วนที่แหว่งหายไปจนเหลือเป็นขั้น โดยผมคิดว่าส่วนที่เป็นขั้นนี้ประกอบด้วยความถี่ที่สูงเกินกว่าหูจะได้ยิน จึงแทนค่า y เป็น 0 ไปน่ะครับ ไม่ทราบคิดแบบนี้ผิดหรือเปล่า
ส่วนนี้ผมให้เป็นค่า error ครับ
พวกขั้นบันไดนี้ ผมมองเป็น impulse response ครับ ซึ่งตัวมันนี่ จะประกอบไปด้วยความถี่ (sine)ตั้งแต่เกือบ 0 ไปถึง infinity ครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันมากวนกับสัญญาณต้นฉบับครับ
Yของผมคือค่าที่ทำการsamplingเข้าไป แล้วสามารถเอาออกได้โดยสมบูรณ์หมดจดครับ ซึ่งไม่มีทางมีอยู่แล้ว มองกันใน frequency domain แล้ว มันควรเป็นสัญญาณ sine บริสุทธิ์ ที่สามารถเอาออกได้ด้วย filterครับ
เรื่องตัวที่ว่าฟังได้ใกล้เคียงดนตรีจริงหรือเปล่า..... อืม ต้องยอมรับครับ ว่าบางทีไม่กรองอาจฟังดูสดกว่า dynamic transient ดีกว่า..อ่อพูดถึงในระบบแอมป์ไม่อุดมคตินะครับ เพราะเกิดไปฟังกับบางชุดที่accuracy มากๆนี่ มันกลายเป็นว่าแหลมเกินไปก็อาจเป็นได้ ตรงนี้มันเหมือนก๋วยเตี๋ยวมาชามหนึ่งแล้วอยู่ที่คนกินละครับ จะทำอะไรกับมัน.
อร่อยอยู่แล้ว ซดได้ไม่ต้องปรุงก็ว่าไป แต่ถ้าเกิดมันมาไม่ถูกใจ ก็ยำลงไปจนได้ที่ต้องการ ไม่ผิดครับ
การที่ฟังแล้วมันดูสด ดีกว่า ผมคิดว่าเนื่องจากไอ้ตัว error นี่ละครับ ที่มัน add ความถี่ขั้นบันไดลงไป เมื่อเราดูเป็น frequency โดเมนแล้ว มันมักจะเป็นความถี่ที่สูงกว่าความถี่หลัก(ข้อมูลแท้จริง)
อย่าลืมครับว่า sampling 44.1KHz นั้น ด้อยเรื่องการเก็บข้อมูลความถี่สูง บางที ไอ้เจ้าขั้นบันไดนี่ละ ที่มันดันทะลึ่งมีการแปรฝันตามสัญญาณต้นฉบับ อาจทำให้เรารู้สึกดีกว่าได้ เพราะมันเติมความถี่สูงลงไป เป็น function กับสัญญาณดั้งเดิมของมันครับ
-
ขอบคุณครับ เดี๋ยวรอภาค สอง
แต่เท่าที่อ่านๆ ข้างบน เห็นยังมีข้อโตแย้งกันอยู่ แปลว่า มันยังไม่สรุปแน่ๆเลย โดยรวม ใช่ใหมครับ ผมอ่านก็ งงๆ พอดีไม่มีพื้นฐานทางวิศวกรรมเลย :D
มาต่อครับ
ทีนี้พื้นฐานของการ Sampling สัญญาณ มันมีกฎอยู่ว่า -ความถี่ในการ Sampling จะต้องสูง >= 2 เท่าของความถี่สูงสุดที่จะถูก Sampling- ครับ เอาแค่นี้พอ ใครสนใจลึกๆ ไปหา Nyquist Theorem มาอ่านเอาเอง เพราะฉะนั้นการ Sampling สํญญาณ 20kHz ก็ต้องใช้ความถี่ตั้งแต่ 40kHz ขี้นไปจึงจะใช้ได้ตามทฤษฎี ซึ่งในที่สุดมาตรฐานแรกก็ออกมาที่ 44.1kHz ที่เรารู้จักกันดีครับ
การ Oversampling ก็คือการ Sampling ด้วยความถี่ที่สูงกว่า 2 เท่าของความถี่สูงสุดที่ถูก Sampling ครับ อันนี้คือความหมายกว้างๆ แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะกระบวนการ D to A ซึ่งสัญญาณต้นทางคือข้อมูล Digital Audio 16Bit/44.1kHz การ Oversampling ในกระบวนการนี้คือการ Sampling ข้อมูล ด้วยความถี่ที่สูงกว่า 44.1kHz ครับ ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นเท่าตัวพอดีของ 44.1kHz เช่น 88.2kHz, 352.8kHz, ... และที่ไม่เป็นเท่าตัวพอดีเช่น 48kHz, 96kHz,.... ครับ
การ Oversampling ใน D to A มีองค์ประกอบสำคัญ 2 อย่างคือ Interpolation และ Digital Filter ครับ Interpolation ก็คือการประมาณค่า เนื่องจาก Input ที่เข้ามาคือข้อมูลตัวเลข (Digital) การทำให้ Sample มากขึ้น (Over - sampling ตรงตัวเลย) ก็ต้องใช้คณิตศาสตร์มาประมาณค่าเอา ซึ่งผลจากการประมาณค่าทำให้ได้ Sample มากขึ้นจริง แต่เมื่อนำมาเปลี่ยนเป็นค่าสัญญาณต่อเนื่อง (Analog) แล้ว พบว่ามันมีความถี่ที่ไม่ต้องการแถมมาให้ด้วย จึงต้องมีการกรองความถี่พวกนี้ออกด้วย Digital Filter ครับ
ส่วนเหตุผลที่ต้องทำ Oversampling ในกระบวนการ D to A สาเหตุมาจาก Signal Aliasing ครับ Signal Aliasing เป็นของแถมในกระบวนการ A to D และ D to A ครับ คือเมื่อมีการแปลงสัญญาณกลับไปมาแบบนี้ จะทำให้เกิดสัญญาณของแถมในแถบความถี่สูงขึ้น ซึ่งสัญญาณความถี่สูงนี้จะขึ้นกับความถี่ Sampling ว่าเป็นเท่าไหร่ครับ ถ้าความถี่ Sampling สูงเท่าไหร่ Signal Aliasing ก็จะอยู่สูงกว่าความถี่ Sampling ขึ้นไปอีก กรณี Sampling 44.1kHz จะเห็นว่า Signal Aliasing (ซึ่งนับเป็น Noise เพราะเราไม่ต้องการ) มันอยู่ใกล้กับความถี่สูงสุดที่เราต้องการมาก (20kHz) ถ้าจะใช้ Analog Filter กรองออก ก็ต้องใช้ Filter ความสามารถสูงซึ่งออกแบบยาก เสถียรภาพต่ำ และราคาแพง วิธีการแก้ปัญหาก็คือเอาสัญญาณ Digital มา Oversampling ซะ Signal Aliasing จะได้ไปอยู่ที่ความถี่สูงๆ ไงละครับ สมมุติ 4X Oversampling จาก 44.1kHz ก็จะเป็น 176.4kHz Aliasing Signal ก็จะย้ายไปอยู่สูงกว่า 176.4kHz ขึ้นไปอีก เทียบกับเดิมที่ 44.1kHz แล้ว สามารถออกแบบวงจรกรองได้ง่ายกว่ามากๆ
Non-Oversampling ก็คือ ไม่มีไอ่พวกข้างต้นนี่ทั้งหมด แค่นั้นเองครับ เอาข้อมูล Digital Audio มา แล้วเปลี่ยนเป็น Analog Signal เลย ผลก็คือเราจะได้ Signal Aliasing ที่ความถี่ต่ำไงครับ ก็ไปหาวิธีการกรองกันเอาครับทีนี้ ส่วนรูป-กราฟคุณ RFlover Post ไว้หมดแล้วครับ :)
-
ขอเก็บตก
แล้วทำไมต้อง "Up sampling" อ่ะ...?
แหะ คงต้องถามด้วยว่าทำไมต้อง "down sampling" ด้วยอ่ะนะครับ ? ทำไปทำไม
ผมไม่รู้นะครับว่าจุดประสงค์จริงๆมันมีกี่อย่าง แต่อย่างนึงที่ผมรู้แน่ๆคือ ในระบบ digital audio หากข้อมูลสัญญาณ digital ที่ต้องการ mix เข้าด้วยกัน เช่นพวก mixer หรือ ระที่ต้องการการ interface กับระบบอื่นที่มี sampling rate ต่างกัน ก็จำเป็นจะต้องแปลงให้มันเท่ากันก่อน ตรงนี้อ่านผ่านๆจาก application note หรือหนังสือเล่มไหนก็ไม่รู้ ลืมแล้ว เพราะตอนแรกก็สงสัยว่าจะทำไปทำไมวะ?
แต่ที่แน่ๆ Upsampling นี่เป็นการเพิ่ม sampling rate โดยไส่ zero padding เข้าไป แต่การ oversampling นั้นคือการเพิ่ม sampling rate ให้มากกว่าความถี่ Nyquist ไม่ได้ไส่ zero padding ส่วน down sampling นี่คือลด sampling rate ลง โดยทำการสุ่มสัญญาณสุ่มอีกทีนึง
อย่างที่ผมบอกไปก่อหน้านี้โน้นนนนนนน การ upsampling กับ oversampling ดูผิวเผินเหมือนจะเหมือนกัน แต่จริงๆมันต่างกัน คนละจุดประสงค์กันเลย เพราะฉะนั้นใครสนุกกับการ upsampling ด้วย software ลอง upsampling
แล้ว down แล้ว up แล้ว down จาก 44.1 ไป 96 หรือ 192 ก็ได้ แล้วกลับลงมาที่ 44.1 (ทำแบบ Asynchronous) ทำไปซัก 100 รอบอะครับกลับไปกลับมา ได้ความยังไงมาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ โคตรอยากรู้เลยอะไม่เคยทำ
-
ทีนี้เท่าที่อ่านดูข้ออภิปรายของทุกคนในกระทู้นี้ในเรื่องการเปรียบเทียบสัญญาณ ผมจะขออธิบายกระบวนการ A to D พอสังเขปให้ทราบดังนี้ครับ
ในกระบวนการ A to D นอกจากการ Sampling แล้ว ยังมีกระบวนการสำคัญอีกอย่างคือ Quantization ครับ ผมอยากให้ลองคิดดูก่อนว่าระหว่าง 0-10 มีจำนวนอยู่ระหว่าง 2 ค่านี้กี่จำนวน บางคนอาจจะบอก 9 บางคนอาจจะบอก 11 เพราะผมไม่ได้ระบุว่า -ระหว่าง- นี้รวมเลขที่ให้ไปด้วยรึเปล่า แต่จริงๆ แล้วมันมีนับไม่ถ้วนครับ เพราะผมไม่ได้ระบุว่าจำนวนเต็ม 1.0000000001 ก็จำนวน 9.9999999999 ก็จำนวน จริงไม๊ครับ ที่ยกตัวเลขเหล่านี้ให้ดูเพื่อให้เห็นว่าเมื่อเราทำ Sampling สัญญาณค่าหนึ่ง เราอาจจะได้ค่า Amplitude ของสัญญาณเป็นเท่าไหร่ก็ได้ แต่เมื่อจะแทนค่า Amplitude นั้นด้วยข้อมูล Digital เรากลับมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนที่จะใช้ สมมุติข้อมูล 4 bit ละกัน เราก็จะแทนค่าได้ 16 ค่าเท่านั้น คิดที่ 16 bit ก็ยังได้แค่ 65,536 ค่า แล้วจะเอาไปแทนคำว่า นับไม่ถ้วน ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นในกระบวนการ A to D จึงต้องทำ Quantization เพื่อบอกว่า Amplitude ที่วัดมาได้ 1.23456789V นี้ จะแทนค่า Digital เป็น 11.....1010 (16 bit) หรือ 11.....1011 ดี ซึ่งแน่นอนว่าพอถอดค่า Digital กลับมาเป็น Amplitude แล้ว มันไม่ใช่ 1.23456789V แล้วแน่นอน
พอเห็นไม๊ครับว่าแค่บันทึก A to D ก็เพี้ยนแล้วครับ ผมจึงเห็นว่าการเอาสัญญาณ Analog มาเทียบรูปคลื่นกับสัญญาณ Analog ที่ถอดมาจาก Digital ไม่ได้มีความหมายอะไรครับ เว้นเสียแต่ว่าเราทราบว่า Quantization Equation ใน A to D เป็นอย่างไร และใช้สมการเดียวกันในการ Interpolation ในกระบวนการ D to A แบบนี้ก็พอจะมีความหมายบ้างครับ
-
การทำ A/D อย่างไรก็เพี้ยนครับ แต่มันอยู่บนพื้นฐานเดียวกันทั้ง Original Source และ Comparision Source ครับ
http://www.mother-of-tone.com/creation.htm
รายนี้เขาทำ A/D ออกมาขาย เดี๋ยวผมจะลองคุยเรื่องเทคนิคกับเขาสักหน่อย (ถ้าไม่มีใครเมล์ไปดักหน้าซะก่อน) เผื่อเขาจะมีมุมมองเรื่องการแปลงกลับไปกลับมาเหมือน หรือ ต่างอย่างไรกับคนบ้านนอกแบบผม
-
การทำ A/D อย่างไรก็เพี้ยนครับ แต่มันอยู่บนพื้นฐานเดียวกันทั้ง Original Source และ Comparision Source ครับ
ขอรายละเอียดด้วยครับ ข้อสรุปแบบนี้คลุมเคลือ ไม่ชัดเจน ไม่มีคำอธิบายว่าคืออะไร และไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลรองรับครับ
http://www.mother-of-tone.com/creation.htm
รายนี้เขาทำ A/D ออกมาขาย เดี๋ยวผมจะลองคุยเรื่องเทคนิคกับเขาสักหน่อย (ถ้าไม่มีใครเมล์ไปดักหน้าซะก่อน) เผื่อเขาจะมีมุมมองเรื่องการแปลงกลับไปกลับมาเหมือน หรือ ต่างอย่างไรกับคนบ้านนอกแบบผม
ดีครับ ได้ความอย่างไรก็เอาเนื้อหาใน Email ทั้งคำถาม-คำตอบมาแสดงไว้ด้วยนะครับ หวังว่าคงไม่มาแต่ข้อสรุปสั้นๆ ไม่ได้ใจความอย่างข้างต้นนะครับ :nono
-
2. ระบบนี้จะไม่ต้องการวงจร S/H (Sample and Hold) ซึ่งโดยปกติแล้ว วงจร S/H จะมีผลตอบสนองอิมพัลส์ (impulse response) ที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน (sharp transition) ลักษณะที่ว่านี้จะก่อให้เกิดสัญญาณเคลื่อบแฝง (alias) [1] ที่ไม่พึงประสงค์ ส่งไปยังเอาพุท
ข้ออื่นๆ ที่คุณ chairat อธิบายไว้ ผมพอเข้าใจครับ ยกเว้นข้อ 2 ที่ผมยังเข้าใจไม่ชัดเจนครับ จะรบกวนคุณ chairat อธิบายในรายละเอียดหน่อยครับว่า วงจร Sample and Hold ถูกนำมาใช้ในกระบวนการ D to A อย่างไร ด้วยเหตุจำเป็นอะไร และทำไมการ Oversampling ทำให้ไม่ต้องการวงจรนี้ครับ ขอบคุณมากครับ :bowdown
-
ย้อนกลับมาเรื่องการsamplingสัญญาณถ้าเราสามารถตัดซอยสัญญาณได้ละเอียดมากเท่าใดการนำมาแปลงเป็นสัญญาณdigitalก็จะละเอียดตามไปด้วย ดังนั้นรายละเอียดในส่วนตอนที่เราSampleแบบหยาบๆแล้วนำมาประมวลผลและแปลงเป็นdigitalก็จะหยาบ ทั้งหมดทั้งมวลหากผิดพลาดประการใดยินดีรับคำชี้แนะครับ ยินดีต้อนรับสู่โลกของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ (คิด---->ทำ---->สะท้อนความคิด------>(ไม่ถูก)คิดใหม่----->ทำใหม่---->สะท้อนความคิด----->ไปเรื่อยๆไม่รู้จบ)
ถูกแต่ไม่ครบครับ นอกจากเพิ่ม Sampling แล้ว ยังต้องเพิ่ม Data Resolution หรือจำนวน Bit ที่ใช้ควบคู่ไปด้วยครับ ยกตัวอย่างสํญญาณ Analog ชุดหนึ่ง เอามา Sampling ด้วย 2 ความถี่ คือที่ความ 10 เท่า (f10) และ 100 เท่า (f100) ของตัวสัญญาณเอง เพราะฉะนั้นในระหว่าง 1 Sample ของ Sampling Rate f10 เราจะได้ 10 Sample เมื่อ Sampling Rate เป็น f100 .. OK นะครับ พักไว้ตรงนี้ก่อน
ทีนี้สมมุติว่าเราแปลง Amplitude ที่ได้ที่ f10 โดยใช้ Data Resolution = 4 bit (16 ค่า) และสัญญาณที่เราแปลงมีความแรง 15Vp-p พอดี ก็เท่ากับช่วงละ 1V (0000 = 0V, 0001 = 1V, ..., 1111 = 15V) แต่ในความเป็นจริงแล้ว แรงดันมันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ระหว่าง Sample ที่ 1 และ 2 ไม่ได้เป็นค่าคงที่ จริงไม๊ครับ ถ้าผมเพิ่ม Sampling Rate เป็น f100 ก็จะได้จุดระหว่าง Sample ที่ 1 กับ 2 เพิ่มมาอีก 8 จุด ซึ่งแน่นอนว่าทั้ง 8 จุดนี้ Amplitude ไม่เท่ากันเลยและน่าจะเป็นตัวเลขมีทศนิยมด้วย แต่เรากลับแทนค่าได้แค่จำนวนเต็มเพราะ Data Resolution เรามีแค่ 16 ค่า ผลก็คือจะ Sampling ที่ f10 หรือ f100 ก็ไม่ทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นเท่าไรนักครับ (จริงๆ แล้วมีความแตกต่างจาก Quantization แต่ไม่ใช้สาระสำคัญที่จะพูดถึงครับ) เพราะฉะนั้นการเพิ่ม Sampling Rate เพื่อให้ได้ความละเอียดของสัญญาณมากขึ้น จะต้องเพิ่ม Data Resolution ควบคู่ไปด้วยเสมอครับ :)
-
มาต่อครับ ....
ส่วนเหตุผลที่ต้องทำ Oversampling ในกระบวนการ D to A สาเหตุมาจาก Signal Aliasing ครับ Signal Aliasing เป็นของแถมในกระบวนการ A to D และ D to A ครับ คือเมื่อมีการแปลงสัญญาณกลับไปมาแบบนี้ จะทำให้เกิดสัญญาณของแถมในแถบความถี่สูงขึ้น ซึ่งสัญญาณความถี่สูงนี้จะขึ้นกับความถี่ Sampling ว่าเป็นเท่าไหร่ครับ ถ้าความถี่ Sampling สูงเท่าไหร่ Signal Aliasing ก็จะอยู่สูงกว่าความถี่ Sampling ขึ้นไปอีก กรณี Sampling 44.1kHz จะเห็นว่า Signal Aliasing (ซึ่งนับเป็น Noise เพราะเราไม่ต้องการ) มันอยู่ใกล้กับความถี่สูงสุดที่เราต้องการมาก (20kHz) ถ้าจะใช้ Analog Filter กรองออก ก็ต้องใช้ Filter ความสามารถสูงซึ่งออกแบบยาก เสถียรภาพต่ำ และราคาแพง วิธีการแก้ปัญหาก็คือเอาสัญญาณ Digital มา Oversampling ซะ Signal Aliasing จะได้ไปอยู่ที่ความถี่สูงๆ ไงละครับ สมมุติ 4X Oversampling จาก 44.1kHz ก็จะเป็น 176.4kHz Aliasing Signal ก็จะย้ายไปอยู่สูงกว่า 176.4kHz ขึ้นไปอีก เทียบกับเดิมที่ 44.1kHz แล้ว สามารถออกแบบวงจรกรองได้ง่ายกว่ามากๆ
Non-Oversampling ก็คือ ไม่มีไอ่พวกข้างต้นนี่ทั้งหมด แค่นั้นเองครับ เอาข้อมูล Digital Audio มา แล้วเปลี่ยนเป็น Analog Signal เลย ผลก็คือเราจะได้ Signal Aliasing ที่ความถี่ต่ำไงครับ ก็ไปหาวิธีการกรองกันเอาครับทีนี้ ส่วนรูป-กราฟคุณ RFlover Post ไว้หมดแล้วครับ :)
ผมสรุป แบบนี้ถูกใหมครับ
การที่เรา ทำ Over Sampling เพื่อให้ Signal Aliasing เกิดในความถี่สูงๆ เกินความถี Audio และ กำจัดออกง่าย
การที่เราไม่ทำ Over Sampling เพื่อให้ Signal Aliasing เกิดในความถี่ต่ำๆ แต่ก็เกิน 20kHz
คือเราหลีกเลี่ยง Signal Aliasing ในความถี่ที่เราจะฟังใช่ใหมครับ :)
-
การทำ A/D อย่างไรก็เพี้ยนครับ แต่มันอยู่บนพื้นฐานเดียวกันทั้ง Original Source และ Comparision Source ครับ
ขอรายละเอียดด้วยครับ ข้อสรุปแบบนี้คลุมเคลือ ไม่ชัดเจน ไม่มีคำอธิบายว่าคืออะไร และไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลรองรับครับ
http://www.mother-of-tone.com/creation.htm
รายนี้เขาทำ A/D ออกมาขาย เดี๋ยวผมจะลองคุยเรื่องเทคนิคกับเขาสักหน่อย (ถ้าไม่มีใครเมล์ไปดักหน้าซะก่อน) เผื่อเขาจะมีมุมมองเรื่องการแปลงกลับไปกลับมาเหมือน หรือ ต่างอย่างไรกับคนบ้านนอกแบบผม
ดีครับ ได้ความอย่างไรก็เอาเนื้อหาใน Email ทั้งคำถาม-คำตอบมาแสดงไว้ด้วยนะครับ หวังว่าคงไม่มาแต่ข้อสรุปสั้นๆ ไม่ได้ใจความอย่างข้างต้นนะครับ :nono
อธิบายความคลุมเครือนิดนึงนะครับ สมมติเราใช้สัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง (ไม่ขออธิบายว่าสัญญาณอะไร) ป้อนเข้าสู่ สโคป และ นำมาเปรียบเทียบกับสัญญาณจากเครื่องเล่น CD หรือ DAC ที่เป็นโอเวอร์แซมปลิ้ง และ นอน โอเวอร์แซมปลิ้ง (ที่ไม่บอกว่าเป็นรุ่น และ ยี่ห้ออะไร) เราก็จะได้ความเพี้ยนจาก กระบวนการ A/D ที่อยู่บนพื้นฐานเดียวกันใช่มั้ยครับยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเราใช้มิเตอร์วัดไฟ DC และ AC เราก็จะได้ค่าแรงดันที่มีความเพี้ยนในตัวเลขในจุดทศนิยมที่มีมาตรฐานเดียวกัน กลับมาที่การทดสอบสัญญาณเราก็จะได้ค่าแซมปลิ้งเรตตามค่ามาตรฐานของเครื่องวัดนั้นๆ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกๆ สัญญาณ ส่วนเรื่องการที่จะตอบว่ามาตรฐานราคาไหนนั้น แล้วแต่กำลังทรัพย์ และ ความพยายามหาจุดยืนที่อยู่บนความพึงพอใจของทุกๆ คนครับ
ผมอ่านทฤษฎีมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่มีใครปฏิบัติให้ผมเข้าใจสักที ดังนั้นบทสรุปมันก็เลยไม่มีสักที ผมชื่นชมคนที่ล้มเหลวด้วยการทดลองจนหาบทสรุปได้ มากกว่าทฤษฎีแห่งการโยงไปอีกหนึ่งทฤษฎี
ป.ล.กำลังเรียบเรียงภาษาเพื่อเมล์ไปครับ ว่าแต่ว่าจะถราสักกี่คำถามดีเนี่ย :D
-
ผมอ่านทฤษฎีมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่มีใครปฏิบัติให้ผมเข้าใจสักที ดังนั้นบทสรุปมันก็เลยไม่มีสักที ผมชื่นชมคนที่ล้มเหลวด้วยการทดลองจนหาบทสรุปได้ มากกว่าทฤษฎีแห่งการโยงไปอีกหนึ่งทฤษฎี
อ่านทฤษฎีหลายรอบแล้วเข้าใจมั๊ยครับ
-
อธิบายความคลุมเครือนิดนึงนะครับ สมมติเราใช้สัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง (ไม่ขออธิบายว่าสัญญาณอะไร) ป้อนเข้าสู่ สโคป และ นำมาเปรียบเทียบกับสัญญาณจากเครื่องเล่น CD หรือ DAC ที่เป็นโอเวอร์แซมปลิ้ง และ นอน โอเวอร์แซมปลิ้ง (ที่ไม่บอกว่าเป็นรุ่น และ ยี่ห้ออะไร) เราก็จะได้ความเพี้ยนจาก กระบวนการ A/D ที่อยู่บนพื้นฐานเดียวกันใช่มั้ยครับยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเราใช้มิเตอร์วัดไฟ DC และ AC เราก็จะได้ค่าแรงดันที่มีความเพี้ยนในตัวเลขในจุดทศนิยมที่มีมาตรฐานเดียวกัน กลับมาที่การทดสอบสัญญาณเราก็จะได้ค่าแซมปลิ้งเรตตามค่ามาตรฐานของเครื่องวัดนั้นๆ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกๆ สัญญาณ ส่วนเรื่องการที่จะตอบว่ามาตรฐานราคาไหนนั้น แล้วแต่กำลังทรัพย์ และ ความพยายามหาจุดยืนที่อยู่บนความพึงพอใจของทุกๆ คนครับ
ผมอ่านทฤษฎีมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่มีใครปฏิบัติให้ผมเข้าใจสักที ดังนั้นบทสรุปมันก็เลยไม่มีสักที ผมชื่นชมคนที่ล้มเหลวด้วยการทดลองจนหาบทสรุปได้ มากกว่าทฤษฎีแห่งการโยงไปอีกหนึ่งทฤษฎี
ป.ล.กำลังเรียบเรียงภาษาเพื่อเมล์ไปครับ ว่าแต่ว่าจะถราสักกี่คำถามดีเนี่ย :D
ผมเห็นคุณ Post ต่อจากข้อความของผม ซึ่งเพิ่งคุยเรื่อง A to D ไป ก็เลยนึกว่าจะคุยเรื่องกระบวนการ A to D ซะอีก ที่แท้ก็พูดถึงเรื่องการวัดและ Scope ที่คุยค้างกับคุณ RFlover ไว้ OK ครับ ผมเข้าใจข้อความของคุณแล้ว เชิญถกกันต่อเลยครับ เอาความรู้มาคุยกันดีกว่าครับ อันไหนที่มันไม่เกิดประโยชน์ คิดแล้วก็ไม่ต้องไปพิมพ์ให้มันเสียเวลาครับ Y] O0
-
ผมสรุป แบบนี้ถูกใหมครับ
การที่เรา ทำ Over Sampling เพื่อให้ Signal Aliasing เกิดในความถี่สูงๆ เกินความถี Audio และ กำจัดออกง่าย
การที่เราไม่ทำ Over Sampling เพื่อให้ Signal Aliasing เกิดในความถี่ต่ำๆ แต่ก็เกิน 20kHz
คือเราหลีกเลี่ยง Signal Aliasing ในความถี่ที่เราจะฟังใช่ใหมครับ :)
ก็ไม่เชิงครับ แต่แรกเริ่ม High Freq Noise พวกนี้ มันอยู่สูงกว่าช่วงที่เราจะฟังอยู่แล้ว จะกรองออกหรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบครับ แต่ในแง่วิศวกรรมแล้วมันถือเป็น Noise ครับ ถ้ามีน้อยกว่าก็คือดีกว่า จึงมีความพยายามที่จะหาวิธีกรองออกครับ
มองในแง่การใช้งานแล้ว จะเห็นว่าจะ Oversampling หรือไม่ ผู้ฟังก็ไม่ได้รับผลจาก Signal Aliasing อยู่แล้ว แต่เนื่องจากการออกแบบวงจรขยายมีแนวโน้มว่าจะมี Bandwidth (ช่วงการตอบสนอง) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแอมป์เมื่อ 15 ปีก่อน บางตัวทำงานได้ถึง 200kHz ทีเดียวครับ แอมป์มันก็จะขยายพวกขยะความถี่สูงเหล่านี้และส่งไปลำโพง ซึ่งมีโอกาสทำให้ Tweeter พังครับ นี่เป็นอีกเหตุจำเป็นหนึ่งที่จะต้องกรองเอาขยะเหล่านี้ออกครับ ส่วนพวกเล่นแอมป์หลอดอย่างเราๆ นี่สบายไปอย่าง เพราะเรามี OPT ไว้จำกัด Bandwidth ของแอมป์ครับ วงจรขยายได้ก็ขยายไป ยังไงมันก็ไม่ผ่าน OPT ไปถึงลำโพงหรอก พวกเราจึงเล่น DAC ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่าลำโพงจะพังเพราะ High Freq Noise จาก DAC ทุกๆ ประเภทครับ ;D ;D
-
ผมอ่านทฤษฎีมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่มีใครปฏิบัติให้ผมเข้าใจสักที ดังนั้นบทสรุปมันก็เลยไม่มีสักที ผมชื่นชมคนที่ล้มเหลวด้วยการทดลองจนหาบทสรุปได้ มากกว่าทฤษฎีแห่งการโยงไปอีกหนึ่งทฤษฎี
อ่านทฤษฎีหลายรอบแล้วเข้าใจมั๊ยครับ
ครับ เข้าใจว่าด้านหนึ่ง (non) บอกว่าอีกด้านหนึ่ง (over) ไม่ดีครับ ทฤษฎีขัดขากันเอง อัตตาล้วนๆ
-
เพราะฉะนั้นใครสนุกกับการ upsampling ด้วย software ลอง upsampling
แล้ว down แล้ว up แล้ว down จาก 44.1 ไป 96 หรือ 192 ก็ได้ แล้วกลับลงมาที่ 44.1 (ทำแบบ Asynchronous) ทำไปซัก 100 รอบอะครับกลับไปกลับมา ได้ความยังไงมาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ โคตรอยากรู้เลยอะไม่เคยทำ
กับเสียงไม่เคยครับ เคยแต่ลองใช้โฟโต้ช็อปเปลี่ยนresolutionของรูปภาพไปกลับดูรอบเดียวเละเลย ;D
-
:secret รูปอะไรเหรอครับ 0)]
-
ทำไมต้องลืมจุดยืนของตัวเองละครับ เราเป็น DIY นะครับ ไม่ใช่นักวิจัยเครื่องเสียง หรือ บริษัท ผู้ผลิต แล้ว วิชาการที่เอามา พูด ๆ เถียง ๆ กันนี่มันไม่ใช่ เล่มเดียวกันหรือครับ เรื่องแบบ นี้ เคยเกิดมานานแล้วนะครับ ใน ไทย เอวี พี่สมาชิกเก่าแก่น่าจะเคยได้อ่านมา เรื่องวิชาการนำมารองรับกับการปฏิบัติ นะครับ ทำออกมาสิครับ แล้วจะรู้ว่า จินตนาการกับของจริงนะ มันได้ผลงานคนละแบบกันนะครับ .... อย่า เล่น เป็น ทนายโจทย์ ทนายจำเลย กันเลยครับ แยก ประเด็นให้ออก จะจัดการทางด้านไหน ซอฟแวร์ หรือ ฮารด์แวร์ แยกกัน ออกมาแล้วทดลอง ครับ ใครอยากลองทาง ซอฟแวร์ ก็ลองกันไป ใครอยากลอง ทางฮารด์แวร์ ก็สร้างสิครับ อาจารย์หลาย ๆ ท่านที่ออกมา ชำแหละ วงจรการทำงาน ของ ADC or DAC ให้พวกผมได้อ่านมาทั้งหมด ดูแล้วแต่ละท่านระดับ แถวหน้า ในประเทศทั้งนั้น ไม่ลอง มาสร้างจินตนการให้เป็นจริงกันหรือครับ บางทีอาจ ก่อเกิด ผลงานที่แม้แต่ฝรั่งเจ้า ของ วิชาการ ที่เราเอามาแปล คุยกันในนี้ หงายหลังได้นะครับ .... ผมจะเฝ้ารอร่วมกรุ๊ปบายครับ เคารพทุกท่านครับที่สละเวลาหาข้อมูลมาชี้แจงและ ต่อยอด
-
ผมยังจำ นิทานเรื่อง dac หลอด ที่ อาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังได้อยู่นะครับ
เป็น เรื่อง ของชายหนุ่ม คนไทยที่ จะสร้าง dac ด้วยหลอดทั้งหมด นะครับ เป็นตำนานเลยนะครับ จนกระทั่งถึงบัดนี้ทั้งวงจรและแนวทาง วิชาการที่ท่านได้ร่างไว้ จมหายไปกับกาลเวลาแล้วครับ หลังจากที่ต้องหา พื้นที่ในการวางหลอดทั้งหมด และ หม้อแปลงที่ต้องใช้ในการจ่ายกำลัง...... ทุกอย่างทำง่ายในทุก ๆ ด้านทางวิชาการ และ บนกระดาษ ลงตัวกับความรู้ที่มีของผู้ออกแบบครับ สุดท้าย ผู้มีความสามารถในการสร้าง ก็มิอาจแบกรับ ต้นทุนในการผลิต ครับ อีกทั้งการจัดหาเครื่องมือในการทดสอบ ผลงานที่สร้างเสร็จ ตัวต้นแบบ แถมยังต้องเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการท่าน อื่น ๆ ที่ก็มีความรู้ใน วิชาการเดียวกัน แต่ยังไม่อาจสร้างผลงานนั้นเสร็จ หรือ ไม่มีความสามารถในการสร้างผลงานชิ้นนั้นได้ มาคอย หา ข้อวิชาการ มาหักล้าง อีกนะครับ (ดังนั้นจึงต้องอาศัยเครื่องมือที่ดีที่สุดมายืนยันว่าผลงานของท่านได้สร้างถูกต้องตามหลักการ และ ผลงานของท่านได้มาตรฐานตามที่เครื่องมือวัดแจ้งผลออกมา ส่วน พวกเราใช้ หู เป็นเครื่องมือวัด จึงยากที่จะสามารถ หาข้อสรุป ของผลงานนั้ัน ๆได้มากนัก) และอย่าลืมว่าไม่เคยมีนักสร้างผลงานที่ไหนสำเร็จจาก งานชิ้นแรกนะครับ ตอนนี้ ผมคิดถึง เอดิสัน ครับ ดูเหมือนว่าหลายท่าน กำลังจะเป็น เอดิสัน กันนะครับ ไม่ใช่ 1 1X .....แต่เป็น 1XXXXในความล้มเหลวของเอดิสัน ...จะมีใครที่เสียสละในงานครั้งนี้ไหมครับ ....
-
ผมสรุป แบบนี้ถูกใหมครับ
การที่เรา ทำ Over Sampling เพื่อให้ Signal Aliasing เกิดในความถี่สูงๆ เกินความถี Audio และ กำจัดออกง่าย
การที่เราไม่ทำ Over Sampling เพื่อให้ Signal Aliasing เกิดในความถี่ต่ำๆ แต่ก็เกิน 20kHz
คือเราหลีกเลี่ยง Signal Aliasing ในความถี่ที่เราจะฟังใช่ใหมครับ :)
ก็ไม่เชิงครับ แต่แรกเริ่ม High Freq Noise พวกนี้ มันอยู่สูงกว่าช่วงที่เราจะฟังอยู่แล้ว จะกรองออกหรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบครับ แต่ในแง่วิศวกรรมแล้วมันถือเป็น Noise ครับ ถ้ามีน้อยกว่าก็คือดีกว่า จึงมีความพยายามที่จะหาวิธีกรองออกครับ
มองในแง่การใช้งานแล้ว จะเห็นว่าจะ Oversampling หรือไม่ ผู้ฟังก็ไม่ได้รับผลจาก Signal Aliasing อยู่แล้ว แต่เนื่องจากการออกแบบวงจรขยายมีแนวโน้มว่าจะมี Bandwidth (ช่วงการตอบสนอง) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแอมป์เมื่อ 15 ปีก่อน บางตัวทำงานได้ถึง 200kHz ทีเดียวครับ แอมป์มันก็จะขยายพวกขยะความถี่สูงเหล่านี้และส่งไปลำโพง ซึ่งมีโอกาสทำให้ Tweeter พังครับ นี่เป็นอีกเหตุจำเป็นหนึ่งที่จะต้องกรองเอาขยะเหล่านี้ออกครับ ส่วนพวกเล่นแอมป์หลอดอย่างเราๆ นี่สบายไปอย่าง เพราะเรามี OPT ไว้จำกัด Bandwidth ของแอมป์ครับ วงจรขยายได้ก็ขยายไป ยังไงมันก็ไม่ผ่าน OPT ไปถึงลำโพงหรอก พวกเราจึงเล่น DAC ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่าลำโพงจะพังเพราะ High Freq Noise จาก DAC ทุกๆ ประเภทครับ ;D ;D
ขอบคุณครับ สำหรับผมแค่นี้ก็ ยูเรก้า แล้วครับ เพราะอย่างไรคงไม่ออกแบบ DAC เองอยู่แล้วครับ
อ้อ อีกอย่าง Amp ประจำการผม หลอดล้วนๆ :yahoo :yahoo :yahoo
-
:secret รูปอะไรเหรอครับ 0)]
รูปนี้ครับ
-
:( นึกว่ารูป...... :whistling :whistling :whistling
-
ทำไมต้องลืมจุดยืนของตัวเองละครับ เราเป็น DIY นะครับ ไม่ใช่นักวิจัยเครื่องเสียง หรือ บริษัท ผู้ผลิต แล้ว วิชาการที่เอามา พูด ๆ เถียง ๆ กันนี่มันไม่ใช่ เล่มเดียวกันหรือครับ เรื่องแบบ นี้ เคยเกิดมานานแล้วนะครับ ใน ไทย เอวี พี่สมาชิกเก่าแก่น่าจะเคยได้อ่านมา เรื่องวิชาการนำมารองรับกับการปฏิบัติ นะครับ ทำออกมาสิครับ แล้วจะรู้ว่า จินตนาการกับของจริงนะ มันได้ผลงานคนละแบบกันนะครับ .... อย่า เล่น เป็น ทนายโจทย์ ทนายจำเลย กันเลยครับ แยก ประเด็นให้ออก จะจัดการทางด้านไหน ซอฟแวร์ หรือ ฮารด์แวร์ แยกกัน ออกมาแล้วทดลอง ครับ ใครอยากลองทาง ซอฟแวร์ ก็ลองกันไป ใครอยากลอง ทางฮารด์แวร์ ก็สร้างสิครับ อาจารย์หลาย ๆ ท่านที่ออกมา ชำแหละ วงจรการทำงาน ของ ADC or DAC ให้พวกผมได้อ่านมาทั้งหมด ดูแล้วแต่ละท่านระดับ แถวหน้า ในประเทศทั้งนั้น ไม่ลอง มาสร้างจินตนการให้เป็นจริงกันหรือครับ บางทีอาจ ก่อเกิด ผลงานที่แม้แต่ฝรั่งเจ้า ของ วิชาการ ที่เราเอามาแปล คุยกันในนี้ หงายหลังได้นะครับ .... ผมจะเฝ้ารอร่วมกรุ๊ปบายครับ เคารพทุกท่านครับที่สละเวลาหาข้อมูลมาชี้แจงและ ต่อยอด
ผมยังจำ นิทานเรื่อง dac หลอด ที่ อาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังได้อยู่นะครับ
เป็น เรื่อง ของชายหนุ่ม คนไทยที่ จะสร้าง dac ด้วยหลอดทั้งหมด นะครับ เป็นตำนานเลยนะครับ จนกระทั่งถึงบัดนี้ทั้งวงจรและแนวทาง วิชาการที่ท่านได้ร่างไว้ จมหายไปกับกาลเวลาแล้วครับ หลังจากที่ต้องหา พื้นที่ในการวางหลอดทั้งหมด และ หม้อแปลงที่ต้องใช้ในการจ่ายกำลัง...... ทุกอย่างทำง่ายในทุก ๆ ด้านทางวิชาการ และ บนกระดาษ ลงตัวกับความรู้ที่มีของผู้ออกแบบครับ สุดท้าย ผู้มีความสามารถในการสร้าง ก็มิอาจแบกรับ ต้นทุนในการผลิต ครับ อีกทั้งการจัดหาเครื่องมือในการทดสอบ ผลงานที่สร้างเสร็จ ตัวต้นแบบ แถมยังต้องเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการท่าน อื่น ๆ ที่ก็มีความรู้ใน วิชาการเดียวกัน แต่ยังไม่อาจสร้างผลงานนั้นเสร็จ หรือ ไม่มีความสามารถในการสร้างผลงานชิ้นนั้นได้ มาคอย หา ข้อวิชาการ มาหักล้าง อีกนะครับ (ดังนั้นจึงต้องอาศัยเครื่องมือที่ดีที่สุดมายืนยันว่าผลงานของท่านได้สร้างถูกต้องตามหลักการ และ ผลงานของท่านได้มาตรฐานตามที่เครื่องมือวัดแจ้งผลออกมา ส่วน พวกเราใช้ หู เป็นเครื่องมือวัด จึงยากที่จะสามารถ หาข้อสรุป ของผลงานนั้ัน ๆได้มากนัก) และอย่าลืมว่าไม่เคยมีนักสร้างผลงานที่ไหนสำเร็จจาก งานชิ้นแรกนะครับ ตอนนี้ ผมคิดถึง เอดิสัน ครับ ดูเหมือนว่าหลายท่าน กำลังจะเป็น เอดิสัน กันนะครับ ไม่ใช่ 1 1X .....แต่เป็น 1XXXXในความล้มเหลวของเอดิสัน ...จะมีใครที่เสียสละในงานครั้งนี้ไหมครับ ....
เหตุใดคุณ Artafact จึงต้องมาคอยพึ่งคนอื่นละครับ คุณอยากทำอะไรก็ทำไปสิครับ เหตุใดต้องมาหาคนอื่นทำให้คุณด้วยครับ หรือเป็นเพราะคุณ Artafact ยังไม่มีความรู้พอในสิ่งที่อยากจะทำครับ ถ้าคุณ Artafact ไม่มีความรู้ คุณก็มีทางเลือกที่จะศึกษาได้ หรือถ้าคุณไม่ได้อยากรู้ก็ไม่ต้องศึกษาก็ได้ครับ ไม่ได้มีใครบังคับให้คุณต้องศึกษา แต่ถ้าคุณไม่ศึกษาก่อนแล้วคุณจะเอาความรู้อะไรไปทำครับ อีกอย่างนึง คนที่เค้าสนใจศึกษาก็มีอยู่ ถ้าจะไม่ช่วยพายก็ได้โปรดอย่าเอาเท้าจุ่มลงไปถ่วงเรือเลยครับ หรือถ้าไม่ได้อยากลงเรือไปด้วยคุณก็รออยู่บนฝั่งได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าคุณอยากจะทำก็ควรจะทำเองครับ DIY - Do It Yourself ดังที่คุณบอกว่าคุณเป็นนั่นแหล่ะครับ :)
-
สวัสดีครับ อาจารย์ ถูกครับ ที่ผม เป็นคน ชอบ diy
ผมเองเลือก พึ่ง กับคนที่ผม พึ่งพาได้นะครับ คนที่ ทำให้เห็นจริง ๆ จับต้องได้ จริง ๆครับ และ คนเหล่านั้นอยู่ในประเทศไทยนี่เองละครับ
การศึกษา หาความรู้เป็นเรื่องที่ ดีครับ อาจารย์เอง ก็ ถ่ายทอดความรู้ ดี ๆ ทิ้งไว้ที่นี่มากมายครับ ข้อนั้นผมยกย่องและชื่นชมครับ
แต่สำหรับความรู้บางอย่าง เป็นเรื่องที่แต่ละคน รับได้ไม่เท่ากัน และ บางอย่างยังไม่มีบทสรุปที่ แน่ชัด นะครับ อย่างเรื่อง dac ที่ คุยกันในนี้ ผมมองว่ามันไม่ใช่การให้ความรู้ด้านการศึกษานะครับ .... มีทั้ง วิชาการ ....คิดเอาเอง....ผมเรียกไม่เป็นนะครับ ....เอาเป็น การ เกทับ ความรู้กันดีกว่านะครับ ใครที่ เตรียมมาน้อย ก็ จ๋อยไป หายไป ใครที่ มีหน้าตัก เยอะ ๆ ทุนความรู้ หนา ๆ ก็รอเพื่อ จะเกทับ รายใหม่ที่เตรียมมาน้อย ต่อไป แล้วเมื่อไหร่ จะจบกัน ละครับ ที่บอกว่า ทุกคนที่เข้ามาอ่านเพื่อ หาความรู้นั้น แรก ๆ นะใช่ ครับ แต่ หลังๆ พวกที่แสดงความคิดเห็นไปไหนหมด ละครับ ..... ถ้าอยาก สอน ก็ปล่อยออก มาเลยครับ ไม่ต้อง ลองภูมิ ผู้เรียน ก็ได้ครับ รับรอง ทุกท่านจะได้รับกันไป เต็ม ๆ ตั้งแต่ หัดเดิน ยันวิ่ง เลยนะครับ ... ไม่ใช่มาถึงเล่น ฉายซะกลางเรื่องอย่างนี้นะครับ .... ความรู้เรื่อง ดิจิตอลนั้น มันไม่ได้สรุปแค่เรื่องเสียง อย่างเดียว อย่างที่ อาจารย์หลาย ๆ ท่าน ทราบกันอยู่แล้วนะครับ...มันอยู่ในทุก ๆ ที่ ทั้งเครื่องมือ วัด ... เครื่องมือทางการแพทย์ ...เครื่องมือสื่อสาร ... รวมทั้งคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ ติดต่อ กันอยู่นี่แหละครับ แต่ละอย่างก็มีความผิดพลาด ทั้ง น้อยซ์ ... และความบกพร่องด้านอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเรียกว่าความเพี้ยน(มังครับ)ดังนั้นกราฟที่นำมาก็ต้องแบ่งแยกให้ออก นะครับ ว่ามันด้านไหน เรื่อง ดิจิตอลใช้วิชาการเดียวกันไม่ใช่เหรอครับ ...ดังนั้นถ้าเกิดความเพี้ยน หรือ น้อยซ์นั้น มันเป็นเรื่องที่เรากำลังศึกษากัน อยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ ถ้าบอกว่ามันต้องใช้แบบเดียวกัน แล้วทำไม ต้องกำหนด ความเพี้ยน หรือ น้อยซ์ ที่ความถี่ใด หรือ ที่ อุณหภูมิใด ด้วยหละครับ ของบางอย่างเหมาะสม กับบางอย่างที่คนออกแบบมาเพื่อสิ่งนั้นครับ .... ย่อมไม่มีทางนำมาเทียบ เป็นประเด็นหักล้างกับสิ่งที่ไม่ใช่วงเดียวกันได้ครับ...ในความรู้ที่ผม(ไม่มี)คิดว่าเป็นเช่นนั้นนะครับ ... ไม่อย่างนั้นผมคงเห็น หมอ เอา scope ราคา แค่ 1 ล้านบาท ไปใช้วัดคนไข้แทน เครื่อง มือราคา 10 ล้าน ที่เห็นย้ำเหลือเกินว่าความเที่ยงตรงสูงมากที่สุด....แล้วละครับ
ผมเองศึกษาเฉพาะที่ผมต้องการใช้เท่านั้นนะครับ .... นอกนั้นไม่มีที่เก็บในสมองกลัวเปลืองพื้นที่นะครับเพราะเอาไปทั้งหมดก็ไม่ได้ใช้หมด อีกอย่างไม่คิดว่าจะเอาไปบอกต่อใครได้นะครับ ...ใช้เท่าที่ใช้งานเสร็จ ร้องเพลงได้ ไม่แปลกประหลาด ก็ลืมแล้วละครับ วันนึงเทคโนโลยีที่เก็บไว้นี้ก็ถูก วิชาการใหม่ มาแทนที่แล้วครับ อาจารย์
ผมยังคง เคารพ ทุกท่านที่ออกมาแสดงความคิดเห็น นะครับเพราะกว่าจะพิมพ์ หาข้อมูล มาลง ตรวจทาน ก็ใช้เวลานานมากครับ เช่นผมตอนนี้กว่าจะหาคำมาชี้แจง อาจารย์ได้ ก็เข้าวันใหม่มา 2 ชั่วโมงแล้วนะครับ อ้อ ข้อสุดท้าย เรียนชี้แจง อาจารย์ ว่าผมไม่ได้ เอาเท้า จุ่ม น้ำเพื่อถ่วงใคร นะครับ จะบอกว่าความจริงผมไปรอ อยู่ที่ อีกฝั่งแล้วนะครับ
รอมานานแล้ว ด้วยนะครับ ที่ ส่งเสียงเข้ามานั้น เพื่อ ให้เรือ ลำ อื่นที่เดินทางมาด้วย รีบจ้ำ ฝีพาย นะครับ....สุดท้าย อย่าลืมว่าเราทำเครื่องเสียงฟังนะครับ ...และยังมี อีกหลายท่าน รอผลงานจาก อาจารย์ ทุกท่านอยู่นะครับ ....ด้วยความเคารพ อาจารย์ทุกท่านครับ
-
คนที่เค้าสนใจศึกษาก็มีอยู่ ถ้าจะไม่ช่วยพายก็ได้โปรดอย่าเอาเท้าจุ่มลงไปถ่วงเรือเลยครับ หรือถ้าไม่ได้อยากลงเรือไปด้วยคุณก็รออยู่บนฝั่งได้ครับ
ข้อสุดท้าย เรียนชี้แจง อาจารย์ ว่าผมไม่ได้ เอาเท้า จุ่ม น้ำเพื่อถ่วงใคร นะครับ จะบอกว่าความจริงผมไปรอ อยู่ที่ อีกฝั่งแล้วนะครับ
รอมานานแล้ว ด้วยนะครับ ที่ ส่งเสียงเข้ามานั้น เพื่อ ให้เรือ ลำ อื่นที่เดินทางมาด้วย รีบจ้ำ ฝีพาย นะครับ
อย่าเข้าใจในความหมายที่ไม่ดีนะครับ...ความหมายคืออย่างนี้นะครับ
เมื่อ อาจารย์ บอกว่า ถ้าไม่เรียนวิชาการเหล่านี้แล้วจะเอาความรู้ที่ไหน ไปสร้าง นะครับ ผมเพียงแค่คิดว่า ถ้าผมอยากจะสร้างบ้านของตัวเอง ...แต่มีคนบอกว่าเราต้องไปนั่งเรียนการออกแบบบ้านก่อนนะ...ไม่รู้ว่าผมจะเรียนได้ ไหมจะจบออกมาออกแบบบ้านตัวเองได้ไหม....แต่ผมไปเจอ อีกคนเค้าก็แนะนำว่า เอ้า คุณก็ไปขอคนที่เค้าเรียนจบวิชาการนี้มาออกแบบให้สิ...แบบนี้ผมใช้เวลาน้อยกว่า นะครับ พอได้แบบมาก็ เริ่มสร้างตามแบบไปเรื่อย ๆ พบ ปัญหาจัดการด้วยตัวเองไม่ได้ก็ค่อย ๆ หาข้อมูล ถามคนที่มีความรู้ ได้การแก้ปัญหามา ก็นำไปสร้างบ้านต่อไป...จนบ้านที่เราสร้างเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งถ้าผมต้องไปนั่งเรียนเพื่อมาสร้างบ้านหลังเดียวของตัวเองแล้วละก็ไม่แน่อาจ จะต้องไปซื้อบ้านสำเร็จรูปอยู่เลยก็ได้นะครับ(ไร้ซึ่งความภูมิใจครับ)...ของบางอย่างตัวเราเองก็ต้องดูความสามารถของตนเองด้วย ดังเช่น ผมนะครับ จึงใช้วิธีที่ได้อธิบายมานั้นข้ามไปรออยู่อีกฝั่ง ดังที่ได้กล่าวไว้นะครับดังนั้นเลยขอชี้แจง ดังนี้ครับ ว่าไม่มีเจตนา ในคำที่กล่าวไว้ให้เป็นไปในทางที่ไม่ดี หรือ รู้สึก มากกว่านั้น ผมเคารพ อาจารย์ ทุกท่านเสมอครับ
-
ก่อนเคยซอกหา(ค้นหา)opamp เบอร์ไหนน้าที่เจ๋ง ดี 627/8/9/...
หลังจากเสียเวลาฟังเพลง(อย่างมีความทุกข์)ไปเกือบ 2 ปี จึงมาค้นพบ
http://www.tubecad.com/2006/08/blog0075.htm
อาจจะมีตัวอื่นดีกว่านี้สำหรับคนอื่น แต่สำหรับคนที่
เหลือเวลาอยู่แค่นี้(ผู้เฒ่า) กับความพอดี พอเพียง กับการฟังเพลง
อย่างมีความสุข ...อ้าวแล้วมันเกี่ยวกันเปล่า...อิอิไปฟังเพลงดีกว่า
-
การเปรียบเทียบ Over และ Non oversampling แบบแปลกๆ แต่ขายได้ ลองอ่านดูครับ
http://www.gte-audio.com/pdf/Non-oversampling%20Digital%20filter-less%20%20DAC%20concept.pdf
http://www.gte-audio.de/pdf/lianotec_d.pdf
ทำให้เป็นรูปธรรมแล้วก็ขายๆ กันซะ ดีกว่ามานั่งแปลตำราที่ฝรั่งเขียนมาให้เราอ่านในขณะที่เขาวิจัยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
ขอบคุณครับ ;)
-
กลับมาที่เดิมดีกว่าครับ..
-
กลับมาที่เดิมดีกว่าครับ..
กลับมาที่ YouTube ดีกว่าครับ ขำๆ เข้าใจง่ายๆ http://www.youtube.com/watch?v=vgi-r_z1cS4 เด็กๆ ดูแล้วเข้าใจได้เลย เปิดแผ่น นอร่าห์ โจนส์ ซะด้วย :clap
-
ผมว่าไม่แฟร์ตรงที่ non oversampling ไม่มี analog filter นะครับ แต่ก็คงยอมรับว่ารูปคลื่นอาจจะดูเป็นขั้นๆมากกว่า over sampling ครับ
-
ถ้าอยาก สอน ก็ปล่อยออก มาเลยครับ ไม่ต้อง ลองภูมิ ผู้เรียน ก็ได้ครับ รับรอง ทุกท่านจะได้รับกันไป เต็ม ๆ ตั้งแต่ หัดเดิน ยันวิ่ง เลยนะครับ ... ไม่ใช่มาถึงเล่น ฉายซะกลางเรื่องอย่างนี้นะครับ ....
เห็นด้วยครับ กระทู้นี้ผมเห็นว่าเป็นการตั้งกระทู้ หาเรื่อง มากกว่าเป็นการตั้งกระทู้ให้ความรู้ครับ
จริงๆก็รู้ตั้งแต่แรกว่ากระทู้มันจะออกมาแนวไหนตั้งแต่เห็นชื่อเจ้าของกระทู้แล้ว ;) แต่ก็อดมาแจมไม่ได้ บางส่วนได้ความรู้ดีครับ บางส่วนก็เหมือนเกทับความรู้กันไปมาแบบที่ว่า อ่านแล้วปวดหัวมากกว่าจะดี ก็เลยหายหน้าไป จริงๆพอใจในข้อสรุปของคุณ mr tube ที่บอกว่า "High Freq Noise พวกนี้ มันอยู่สูงกว่าช่วงที่เราจะฟังอยู่แล้ว" ซึ่งชัดเจนดีครับ ที่เหลือถกกันไปมาก็แค่สิ่งที่วัดได้ ไม่ใช่สิ่งที่ได้ยินแล้ว หลังจากนี้ แล้วแต่รสนิยมแล้วล่ะครับ ส่วนตัวผมนั้นเป็นประเภททฤษฎีรู้แค่ 50% พอ ที่เหลือค่อยไปหาเอาตอนทำดีกว่า อิอิ ส่วนทฎษฎีลึกๆปล่อยท่านอาจารย์ทั้งหลายถกกันต่อไป นั่งบนภูดูเสีอสู้กันดีกว่า 2f
-
อืม...แล้วเราจะทำ non oversampling ยังไงให้ได้ไซน์ที่สวยงามล่ะ เอาดิจิตอลฟิลเตอร์มาพ่วงได้มั้ย โดยที่ไม่ใช้ฟังก์ชั่นโอเวอร์แซมปลิ้งที่แถมมากับมัน เช่นพวก sm5842/43/47
-
ใส่ analog filter ลงไปก็น่าได้คลื่นที่สวยงามกว่านี้แล้วครับ ถ้าถึงกับ ซีเรียสจริงๆก็เล่นกันไปหลายออเดอร์เลย แต่ส่วนใหญ่มันก็มักจะสวยสู้ over sampling dac ไม่ได้อยู่แล้วละครับ
ส่วนตัวแล้วผมยังไม่ได้ศึกษา digital filter ให้ถ่องแท้เลยครับ เลยคิดไม่ออกว่าถ้าไม่ใช้โอเวอร์แซมปลิ้งแล้ว มันจะ filter ออกได้อย่างไรครับ
-
ใส่ analog filter ลงไปก็น่าได้คลื่นที่สวยงามกว่านี้แล้วครับ ถ้าถึงกับ ซีเรียสจริงๆก็เล่นกันไปหลายออเดอร์เลย แต่ส่วนใหญ่มันก็มักจะสวยสู้ over sampling dac ไม่ได้อยู่แล้วละครับ
ส่วนตัวแล้วผมยังไม่ได้ศึกษา digital filter ให้ถ่องแท้เลยครับ เลยคิดไม่ออกว่าถ้าไม่ใช้โอเวอร์แซมปลิ้งแล้ว มันจะ filter ออกได้อย่างไรครับ
จากลิ้งค์ http://www.gte-audio.com/pdf/Non-oversampling%20Digital%20filter-less%20%20DAC%20concept.pdf (ขอบคุณพี่ AD1865) ก็ไม่เห็นเขาจะกล่าวถึงดิจิตอลฟิลเตอร์เลย โอเวอร์แซมปลิ้งอย่างเดียวกระมัง กับ ไสยศาสตร์ที่จับต้องได้ของเขา รูปออกมาซะสวยเลย พอจะเดาๆ ได้ไหมว่าเขาใช้กระบวนการอะไร :)
-
using our Linear Analog Oversampling Technology (LIANOTEC®).
น่าเป็นกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของเขาละครับ ทีนี้เรามาดูครับว่า ตรงที่รูปคลื่นสวยนั้นมาจากที่รูปใด
จากรูปที่ 1 นั้น เขาเปรียบเทียบให้ดูครับ ว่า เวลาทำ oversampling 8X แล้ว ได้อะไรออกมา ในขณะที่ตัว lianotec ของเขาก็ยังได้รูปคลื่นออกมาไม่ดี โดยรูปที่ 2 นั้น แสดงให้เห็นเลยว่ามีอาการ phase shift อยู่ ตรงนี้ ทำให้ผมนึกไปถึง interpolation ครับ
ดังนั้น เมื่อดูรูปที่เขาทำ (LIANOTEC®) + oversampling เข้าไปแล้ว มันก็เหมือนกับเพิ่มรายละเอียด 8X เข้าไปใน OS อีก 8X ทำให้ได้เสมือนออกมาที่ 64X ครับ
Figure 3 shows
the output signal of the TRINITY® DAC downstream of the digital filter with additional 8-fold analog
interpolation.
ข้อความนี้เห็นอะไรแปลกๆไหมครับ เขาบอกว่า เอ้าพุทมาจาก ดิจิตอลฟิลเตอร์+8X analog interpolation
ในกราฟเขียนไว้ว่า...
A1 - 10 kHz sinusoidal signal 8x digital oversampling and 8x LIANOTEC®
ตรงนี้ละครับ ที่ผมยังสับสนไม่แม่นอยู่ เพราะยังไงเท่าที่ผมคิดนั้น oversampling มันก็เป็นส่วนหนึ่งของdigital filter ครับ ส่วนanalog interpolation ก็คือ...
-
เห็นด้วยครับ กระทู้นี้ผมเห็นว่าเป็นการตั้งกระทู้ หาเรื่อง มากกว่าเป็นการตั้งกระทู้ให้ความรู้ครับ
จริงๆก็รู้ตั้งแต่แรกว่ากระทู้มันจะออกมาแนวไหนตั้งแต่เห็นชื่อเจ้าของกระทู้แล้ว ;) แต่ก็อดมาแจมไม่ได้ บางส่วนได้ความรู้ดีครับ บางส่วนก็เหมือนเกทับความรู้กันไปมาแบบที่ว่า อ่านแล้วปวดหัวมากกว่าจะดี
คุณ nopphong ครับ
1. ประโยคไหนของผมในกระทู้ที่แสดงเจตนาว่าตั้งขึ้นมาหาเรื่อง ??? ช่วย copy มา post ให้ดูหน่อย หรือนั้นเป็นความคิดที่แสดงออกมาจากจิตของคุณเอง
2. คุณมีประโยคอะไรที่อธิบายที่มันเป็นสาระในนี้บ้างมั๊ยครับ ช่วย post มาให้ดูหน่อย ???
ถ้าคุณมีอคติกับคนตั้งกระทู้ ก็เก็บไว้คนเดียวก็ได้ครับ
3. มีประโยคไหนที่ผมหาเรื่องคุณ nopphong บ้างมั๊ยครับในกระทู้นี้ ช่วย copy มาให้ดูที ???
หลังจากผม post รูปลงไป คุณก็บอกเองว่าคุณไม่รู้เรื่อง http://www.htg2.net/index.php?topic=55917.msg680277#msg680277
แล้วจะมาโวยวายอะไรอีกครับ คุณบอกคุณอ่านของผมไม่รู้เรื่อง ในทางกลับกันผมก็อ่านของคุณไม่รู้เรื่อง แต่ที่น่าแปลงใจ Mr.TUBE อ่านของผมรู้เรื่อง
ผมไม่ได้ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองนะครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สนใจเรื่อง audio DAC ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น พอผมมาศึกษาผมก็มา share ความรู้ที่ได้ให้เพื่อนๆคนอื่นที่เขาอยากรู้อยากฟังๆ แล้วผมก็อ้างอิงจาก application note ของผู้ผลิต
สร้างสรรค์มากเลยนะครับ คุณ nopphong ที่มาพูดพาดพิงแบบนี้ เมื่อไหร่คุณจะหยุดสนใจที่ตัวบุคคลแล้วหันไปสนใจที่เนื้อหาสาระที่เขาพูดออกมาซะทีครับ
ช่วยตอบคำถาม 3 ข้อข้างบนด้วยครับ copy เอามาแสดงเป็นหลักฐานหน่อยครับ
-
ผมพอจะนึกอะไรออกแล้วล่ะ การบันทึกสัญญาณลงแผ่น CD มันเป็นรูปแบบดิจิตอลใช่ไหม ดังนั้นสัญญาณดิจิตอลที่ใส่เข้าไป ต้องนำมาถอดรหัสเป็นไซน์เวฟสินะ มันไม่ได้เป็นไซน์เวฟตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น Non Oversampling จึงมาเข้าทางจุดต้นกำเนิดไงล่ะ ส่วนไอ้เรื่องเหมือนต้นฉบับมั้ยตอบได้เลยว่าไม่มีทาง
อย่างที่เคยให้ลิ้งค์นี้ไป http://www.mother-of-tone.com/creation.htm คงมีเหตุผลที่เขาต้องทำให้ A/D เป็นแบบ Non Oversampling ทั้งๆ ที่กระบวนการ A/D จากเสียงอนาล็อกมาเป็นสัญญาณดิจิตอลมีแบบไฮเทคตั้งมากมายให้สรรหามาใช้กัน (เว้นเสียแต่ว่าอยากสร้างเอกสักษณ์ในสินค้าเพื่อการขาย)
ดังนั้นคำตอบของผมน่าจะเป็นแบบนี้ครับ คือ "ไม่มีไซน์มาตั้งแต่แรกแล้ว" เพราะมันไม่ใช่อนาล็อก เหมือนกับเทปโอเพ่นรีล, แผ่นเสียง คนที่คิด Non Oversampling คงคิดได้มากกว่านี้ แต่ให้เราลองทำแล้วเข้าใจเองกระมัง ;D
-
เห็นด้วยครับ กระทู้นี้ผมเห็นว่าเป็นการตั้งกระทู้ หาเรื่อง มากกว่าเป็นการตั้งกระทู้ให้ความรู้ครับ
จริงๆก็รู้ตั้งแต่แรกว่ากระทู้มันจะออกมาแนวไหนตั้งแต่เห็นชื่อเจ้าของกระทู้แล้ว ;) แต่ก็อดมาแจมไม่ได้ บางส่วนได้ความรู้ดีครับ บางส่วนก็เหมือนเกทับความรู้กันไปมาแบบที่ว่า อ่านแล้วปวดหัวมากกว่าจะดี
คุณ nopphong ครับ
1. ประโยคไหนของผมในกระทู้ที่แสดงเจตนาว่าตั้งขึ้นมาหาเรื่อง ??? ช่วย copy มา post ให้ดูหน่อย หรือนั้นเป็นความคิดที่แสดงออกมาจากจิตของคุณเอง
2. คุณมีประโยคอะไรที่อธิบายที่มันเป็นสาระในนี้บ้างมั๊ยครับ ช่วย post มาให้ดูหน่อย ???
ถ้าคุณมีอคติกับคนตั้งกระทู้ ก็เก็บไว้คนเดียวก็ได้ครับ
3. มีประโยคไหนที่ผมหาเรื่องคุณ nopphong บ้างมั๊ยครับในกระทู้นี้ ช่วย copy มาให้ดูที ???
หลังจากผม post รูปลงไป คุณก็บอกเองว่าคุณไม่รู้เรื่อง http://www.htg2.net/index.php?topic=55917.msg680277#msg680277
แล้วจะมาโวยวายอะไรอีกครับ คุณบอกคุณอ่านของผมไม่รู้เรื่อง ในทางกลับกันผมก็อ่านของคุณไม่รู้เรื่อง แต่ที่น่าแปลงใจ Mr.TUBE อ่านของผมรู้เรื่อง
ผมไม่ได้ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองนะครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สนใจเรื่อง audio DAC ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น พอผมมาศึกษาผมก็มา share ความรู้ที่ได้ให้เพื่อนๆคนอื่นที่เขาอยากรู้อยากฟังๆ แล้วผมก็อ้างอิงจาก application note ของผู้ผลิต
สร้างสรรค์มากเลยนะครับ คุณ nopphong ที่มาพูดพาดพิงแบบนี้ เมื่อไหร่คุณจะหยุดสนใจที่ตัวบุคคลแล้วหันไปสนใจที่เนื้อหาสาระที่เขาพูดออกมาซะทีครับ
ช่วยตอบคำถาม 3 ข้อข้างบนด้วยครับ copy เอามาแสดงเป็นหลักฐานหน่อยครับ
สมมติว่าไม่มีใครถาม ไม่มีใครตอบ ก็คงไม่มีข้อขัดแย้ง ทีนี้หัวใจอยู่ที่ว่าจะถามไปทำไม หรือ จะตอบให้เสียน้ำใจทำไม ถ้าอายุเกิน 18 แล้วก็ลองพิจารณาดูครับ ท่านอาจารย์ทั้งหลาย :-X
-
ผมพอจะนึกอะไรออกแล้วล่ะ การบันทึกสัญญาณลงแผ่น CD มันเป็นรูปแบบดิจิตอลใช่ไหม ดังนั้นสัญญาณดิจิตอลที่ใส่เข้าไป ต้องนำมาถอดรหัสเป็นไซน์เวฟสินะ มันไม่ได้เป็นไซน์เวฟตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น Non Oversampling จึงมาเข้าทางจุดต้นกำเนิดไงล่ะ ส่วนไอ้เรื่องเหมือนต้นฉบับมั้ยตอบได้เลยว่าไม่มีทาง
ดังนั้นคำตอบของผมน่าจะเป็นแบบนี้ครับ คือ "ไม่มีไซน์มาตั้งแต่แรกแล้ว" เพราะมันไม่ใช่อนาล็อก เหมือนกับเทปโอเพ่นรีล, แผ่นเสียง คนที่คิด Non Oversampling คงคิดได้มากกว่านี้ แต่ให้เราลองทำแล้วเข้าใจเองกระมัง ;D
ลองอ่านที่ผมตอบไว้ตั้งแต่#53นะครับ มันมีองค์ประกอบของคลื่นไซน์หลายความถี่ครับ เพียงแต่เราต้องมากรองออกครับ อย่างไรก็ตาม มันเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ที่มันตั้งค่าไว้ที่ 44.1KHz แล้วครับ ความละเอียดน้อยเกินไป จนเราต้องมาแก้กันที่ปลายเหตุด้วยการ over samplingนี่ละครับ
แต่ ยังไงมันก็คงสู้เทปopen reel หรือ แผ่นเสียง ที่มีสภาพสมบูรณ์ได้ยากจริงๆครับ
หลักๆที่kusunoki กล่าวไว้ก็คือ ข้อมูลที่oversampling ใส่ลงไปนั้นเป็นข้อมูลสังเคราะห์ ไม่ใช่ต้นฉบับครับ
-
ผมพอจะนึกอะไรออกแล้วล่ะ การบันทึกสัญญาณลงแผ่น CD มันเป็นรูปแบบดิจิตอลใช่ไหม ดังนั้นสัญญาณดิจิตอลที่ใส่เข้าไป ต้องนำมาถอดรหัสเป็นไซน์เวฟสินะ มันไม่ได้เป็นไซน์เวฟตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น Non Oversampling จึงมาเข้าทางจุดต้นกำเนิดไงล่ะ ส่วนไอ้เรื่องเหมือนต้นฉบับมั้ยตอบได้เลยว่าไม่มีทาง
ดังนั้นคำตอบของผมน่าจะเป็นแบบนี้ครับ คือ "ไม่มีไซน์มาตั้งแต่แรกแล้ว" เพราะมันไม่ใช่อนาล็อก เหมือนกับเทปโอเพ่นรีล, แผ่นเสียง คนที่คิด Non Oversampling คงคิดได้มากกว่านี้ แต่ให้เราลองทำแล้วเข้าใจเองกระมัง ;D
ลองอ่านที่ผมตอบไว้ตั้งแต่#53นะครับ มันมีองค์ประกอบของคลื่นไซน์หลายความถี่ครับ เพียงแต่เราต้องมากรองออกครับ อย่างไรก็ตาม มันเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ที่มันตั้งค่าไว้ที่ 44.1KHz แล้วครับ ความละเอียดน้อยเกินไป จนเราต้องมาแก้กันที่ปลายเหตุด้วยการ over samplingนี่ละครับ
แต่ ยังไงมันก็คงสู้เทปopen reel หรือ แผ่นเสียง ที่มีสภาพสมบูรณ์ได้ยากจริงๆครับ
หลักๆที่kusunoki กล่าวไว้ก็คือ ข้อมูลที่oversampling ใส่ลงไปนั้นเป็นข้อมูลสังเคราะห์ ไม่ใช่ต้นฉบับครับ
ผู้ผลิต หรือ นัก DIY บางท่านเคยเขียนให้อ่านไว้ว่า Oversampling จะให้ไดนามิกของเสียงที่สูงกว่า ความถี่สูงๆ ดีกว่า มันมีหลักฐานอันใดประกอบได้บ้างครับ เช่น Non Oversampling จะ Lost กี่ dB ที่ความถี่สูง สูงเท่าไหร่ หรือ Oversampling ความถี่สูงดีมาก ดีแค่ไหน คำนวณ หรือ ดูจากวงจรใดได้
Block Diagram ไม่ใช่คำตอบที่ดีเลย มันแค่ทำให้รู้ว่ามีความเป็นมาอย่างไรเท่านั้น เอาไปแก้ปัญหาไม่ได้ เท่าที่เห็นมา มีแต่ Block Diagram ทั้งนั้น รูปธรรม คือ วงจร, PCB และ การทดลอง ผมก็ไม่ได้เหมารวมว่า Block Diagram ไม่ดีนะ แต่มันคือ Flowchart ที่ทำให้ทุกคนมีความเข้าใจเดียวกันเท่านั้นเอง ส่วนจะใช้ภาษาอันใดมาเขียนก็สุดแล้วแต่ศิลปะในตัวตน :)
-
ผู้ผลิต หรือ นัก DIY บางท่านเคยเขียนให้อ่านไว้ว่า Oversampling จะให้ไดนามิกของเสียงที่สูงกว่า ความถี่สูงๆ ดีกว่า มันมีหลักฐานอันใดประกอบได้บ้างครับ เช่น Non Oversampling จะ Lost กี่ dB ที่ความถี่สูง สูงเท่าไหร่ หรือ Oversampling ความถี่สูงดีมาก ดีแค่ไหน คำนวณ หรือ ดูจากวงจรใดได้
Block Diagram ไม่ใช่คำตอบที่ดีเลย มันแค่ทำให้รู้ว่ามีความเป็นมาอย่างไรเท่านั้น เอาไปแก้ปัญหาไม่ได้ เท่าที่เห็นมา มีแต่ Block Diagram ทั้งนั้น รูปธรรม คือ วงจร, PCB และ การทดลอง ผมก็ไม่ได้เหมารวมว่า Block Diagram ไม่ดีนะ แต่มันคือ Flowchart ที่ทำให้ทุกคนมีความเข้าใจเดียวกันเท่านั้นเอง ส่วนจะใช้ภาษาอันใดมาเขียนก็สุดแล้วแต่ศิลปะในตัวตน :)
เรื่องนี้ผมมีความคิดตามkusunokiเลยครับ ว่า oversampling เป็นการสังเคราะห์มาไม่ใช่ข้อมูลจริงครับ non oversampling จะ lost ที่เท่าไรนั้นผมจำไม่ได้ แต่ลองพิจารณาที่ K.PiniJ ได้แสดงตัวอย่างไว้นะครับ ผมว่าให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากครับ
แต่ถ้าจะบอกว่า OS แล้วเป็นการ shift ความถี่ sampling ไม่ให้มากวนข้อมูลหลัก อันนี้ก็ไม่ผิดครับ ลองพิจารณาเป็นเรื่องๆไปนะครับ
-
เห็นด้วยครับ กระทู้นี้ผมเห็นว่าเป็นการตั้งกระทู้ หาเรื่อง มากกว่าเป็นการตั้งกระทู้ให้ความรู้ครับ
จริงๆก็รู้ตั้งแต่แรกว่ากระทู้มันจะออกมาแนวไหนตั้งแต่เห็นชื่อเจ้าของกระทู้แล้ว ;) แต่ก็อดมาแจมไม่ได้ บางส่วนได้ความรู้ดีครับ บางส่วนก็เหมือนเกทับความรู้กันไปมาแบบที่ว่า อ่านแล้วปวดหัวมากกว่าจะดี
คุณ nopphong ครับ
1. ประโยคไหนของผมในกระทู้ที่แสดงเจตนาว่าตั้งขึ้นมาหาเรื่อง ??? ช่วย copy มา post ให้ดูหน่อย หรือนั้นเป็นความคิดที่แสดงออกมาจากจิตของคุณเอง
2. คุณมีประโยคอะไรที่อธิบายที่มันเป็นสาระในนี้บ้างมั๊ยครับ ช่วย post มาให้ดูหน่อย ???
ถ้าคุณมีอคติกับคนตั้งกระทู้ ก็เก็บไว้คนเดียวก็ได้ครับ
3. มีประโยคไหนที่ผมหาเรื่องคุณ nopphong บ้างมั๊ยครับในกระทู้นี้ ช่วย copy มาให้ดูที ???
หลังจากผม post รูปลงไป คุณก็บอกเองว่าคุณไม่รู้เรื่อง http://www.htg2.net/index.php?topic=55917.msg680277#msg680277
แล้วจะมาโวยวายอะไรอีกครับ คุณบอกคุณอ่านของผมไม่รู้เรื่อง ในทางกลับกันผมก็อ่านของคุณไม่รู้เรื่อง แต่ที่น่าแปลงใจ Mr.TUBE อ่านของผมรู้เรื่อง
ผมไม่ได้ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองนะครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สนใจเรื่อง audio DAC ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น พอผมมาศึกษาผมก็มา share ความรู้ที่ได้ให้เพื่อนๆคนอื่นที่เขาอยากรู้อยากฟังๆ แล้วผมก็อ้างอิงจาก application note ของผู้ผลิต
สร้างสรรค์มากเลยนะครับ คุณ nopphong ที่มาพูดพาดพิงแบบนี้ เมื่อไหร่คุณจะหยุดสนใจที่ตัวบุคคลแล้วหันไปสนใจที่เนื้อหาสาระที่เขาพูดออกมาซะทีครับ
ช่วยตอบคำถาม 3 ข้อข้างบนด้วยครับ copy เอามาแสดงเป็นหลักฐานหน่อยครับ
สมมติว่าไม่มีใครถาม ไม่มีใครตอบ ก็คงไม่มีข้อขัดแย้ง ทีนี้หัวใจอยู่ที่ว่าจะถามไปทำไม หรือ จะตอบให้เสียน้ำใจทำไม ถ้าอายุเกิน 18 แล้วก็ลองพิจารณาดูครับ ท่านอาจารย์ทั้งหลาย :-X
คุณ nut_ty ครับ ประเด็นข้อความล่าสุดที่ผม post ไปก่อนนี้ คือ มันลามออกไปนอกเรื่องเนื้อหาสาระที่ผมได้ขอร้องไว้บนหัวกระทู้ที่ตั้ง
หากขัดแย้งกันในเนื้อหาสาระก็ไม่เป็นไร แต่มีคนบางประเภทพยายามนำพาออกไปนอกเรื่องและลามไปถึงตัวบุคคลซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่ต้องการคุยกัน ผมไม่เห็นคนประเภทนั้นจะมีคำโต้แย้งในเนื้อหาที่ผมได้ post ลงไป มีแต่จะพาไปเรื่องอื่นซึ่งมันออกไปนอกขอบเขตของประเด็นและจุดประสงค์ของกระทู้นี้ ทีสำคัญอยากให้ทุกคนเข้าใจไว้เลยว่าผมไม่ไช่อาจารย์
-
คุณ nopphong ครับ
1. ประโยคไหนของผมในกระทู้ที่แสดงเจตนาว่าตั้งขึ้นมาหาเรื่อง ??? ช่วย copy มา post ให้ดูหน่อย หรือนั้นเป็นความคิดที่แสดงออกมาจากจิตของคุณเอง
2. คุณมีประโยคอะไรที่อธิบายที่มันเป็นสาระในนี้บ้างมั๊ยครับ ช่วย post มาให้ดูหน่อย ???
ถ้าคุณมีอคติกับคนตั้งกระทู้ ก็เก็บไว้คนเดียวก็ได้ครับ
3. มีประโยคไหนที่ผมหาเรื่องคุณ nopphong บ้างมั๊ยครับในกระทู้นี้ ช่วย copy มาให้ดูที ???
1. มิได้ครับ กระทู้นี้ไม่ได้ตัง้ขึ้นเพื่อหาเรื่อง ผมเข้าใจในเจตนาของคุณ rflover ในการตั้งกระทู้ว่าดี แต่เนื่องจากตัวบุคคล และลักษณะในการตอบคำถาม ผมคิดไว้ในใจแล้วว่ากระทู้นี้มีเรื่องแน่ๆ ซึ่งก็ไม่ผิดมีเรื่องจริงๆด้วย (มีเรื่องมาตลอดทางเลยครับ ท่านที่อ่านดูก็จะรู้ ท่านนั้นโดนที ท่านนี้โดนที)
2. โอเคที่ผมโพสมามันไม่มีสาระมั้ง ผิดมั่งถูกมั่งคุณก็เลยไม่เห็น ไม่เป็นไรครับไม่ว่ากัน
3. เปล่าครับ คุณ RF ไม่ได้หาเรื่องผมเลยในกระทู้นี้ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ลักษณะการตอบ ลักษณะการล่อให้คนมาปล่อยไก่ แล้วค่อยมาเกทับว่าข้ารู้เยอะกว่า อันนี้ค่อนข้างทำให้กระทู้เดือด ซึ่งผมไม่เดือดนะครับแต่แนวกระทู้มันเดือดมากับหลายๆท่านจริงๆ
ขออภัยที่ทำกระทู้ออกนอกเรื่องนะครับ เพียงแต่โพสเพื่อเตือนใจท่านอื่นๆว่าอย่าเดือดตามแรงกระตุ้นของข้อความมากนัก ถ้าความรู้ไม่แน่นอย่าแหยมเข้ามา เพราะผมพอรู้สไตล์การตอบของท่านเจ้าของกระทู้ดีครับ ว่าความรู้ดีแต่แนวการตอบจะออกแนวโหดๆหน่อย ถ้าเต้นตามเกมกระทู้ก็จะเดือดอยู่เรื่อยๆครับ
-
ผู้ผลิต หรือ นัก DIY บางท่านเคยเขียนให้อ่านไว้ว่า Oversampling จะให้ไดนามิกของเสียงที่สูงกว่า ความถี่สูงๆ ดีกว่า มันมีหลักฐานอันใดประกอบได้บ้างครับ เช่น Non Oversampling จะ Lost กี่ dB ที่ความถี่สูง สูงเท่าไหร่ หรือ Oversampling ความถี่สูงดีมาก ดีแค่ไหน คำนวณ หรือ ดูจากวงจรใดได้
เข้าใจจากที่ท่านทั้งหลายบอกมาคือ DAC OS ความถี่พาหะ(ผมเรียกมั่วๆอย่างนี้ละกันง่ายดี) มันจะสูงฟิลเตอร์กรองก็ทำงานที่ความถี่สูง roll off ของความถี่เสียงด้านความถี่สูงก็เลยไม่โดนกระทบไปด้วย เสียงสูงก็เลยดีกว่า
ส่วน DAC NOS ฟิลเตอร์ต้องทำงานใกล้ความถี่เสียง มันก็เลยมาตัดเอาปลายๆความถี่เสียงออกไปด้วย แหลมก็เลยสู้ไม่ได้
ส่วน DAC Nos สไตล์ผม คือ ในเมื่อความถี่พาหะมันสูงเกินกว่าหูจะได้ยินแล้ว จะกรองออกทำไม ปล่อยให้มันกรองตามธรรมชาติของแอมป์ที่ใช้ดีกว่า แหลมก็เลยไม่หด แต่รูปคลื่นจะมีพาหะรบกวนอยู่ มันดูไม่สวยในสโคป และอาจจะทำให้แอมป์ที่ตอบสนองความถี่สูงได้ดีๆต้องทำงานหนักขึ้นครับ (แต่ผมคิดว่า tweeter ไม่น่าจะพัง เพราะถ้าเทียบขนาดแล้วตัวสัญญาณรบกวนความถี่สูงที่เกาะติดมา มีขนาดเล็กกว่าสัญญาณเสียงมาก)
ปล.อย่าเชื่อผมคำตอบผมมันไม่มีสาระ ;D
ปล.2 เอาไก่มาลองปล่อยดูเล่นอีกสักตัว ดูสิคราวนี้จะโดนอะไร
-
1. มิได้ครับ กระทู้นี้ไม่ได้ตัง้ขึ้นเพื่อหาเรื่อง ผมเข้าใจในเจตนาของคุณ rflover ในการตั้งกระทู้ว่าดี แต่เนื่องจากตัวบุคคล และลักษณะในการตอบคำถาม ผมคิดไว้ในใจแล้วว่ากระทู้นี้มีเรื่องแน่ๆ ซึ่งก็ไม่ผิดมีเรื่องจริงๆด้วย (มีเรื่องมาตลอดทางเลยครับ ท่านที่อ่านดูก็จะรู้ ท่านนั้นโดนที ท่านนี้โดนที)
คุณ nopphong พูดก่อนหน้านี้ว่า "เห็นด้วยครับ กระทู้นี้ผมเห็นว่าเป็นการตั้งกระทู้ หาเรื่อง มากกว่าเป็นการตั้งกระทู้ให้ความรู้ครับ"
ตอนนี้ก็มากลับคำบอกว่า " มิได้ครับ กระทู้นี้ไม่ได้ตัง้ขึ้นเพื่อหาเรื่อง" ตกลง อะไรกันแน่คำกลับคพูดไปมา
ไหนครับไอ้ที่คุณว่าท่านคนนี้โดนที ท่านนั้นโดนที ไหน copy ให้ดูหน่อย ประโยคไหนของผมที่ไประรานคนอื่น ??? ช่วยกรุณา copy เอามา post ลงให้ดูหน่อย อันไหนบ้าง ???
2. โอเคที่ผมโพสมามันไม่มีสาระมั้ง ผิดมั่งถูกมั่งคุณก็เลยไม่เห็น ไม่เป็นไรครับไม่ว่ากัน
คุณตอบอะไรมา คนอื่นก็เหมือนกัน ผมยังไม่เคยไปว่าอะไร ถ้ามีเอามา post ให้ดูหน่อยครับ เท่าที่ผมเห็นคุณเป็นคนเริ่มต้นกับผมทั้งนั้น ช่วย copy มาให้ดูหน่อยเถอะครับผมหาไม่เจอจริงๆ
3. เปล่าครับ คุณ RF ไม่ได้หาเรื่องผมเลยในกระทู้นี้ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ลักษณะการตอบ ลักษณะการล่อให้คนมาปล่อยไก่ แล้วค่อยมาเกทับว่าข้ารู้เยอะกว่า อันนี้ค่อนข้างทำให้กระทู้เดือด ซึ่งผมไม่เดือดนะครับแต่แนวกระทู้มันเดือดมากับหลายๆท่านจริงๆ
ขออภัยที่ทำกระทู้ออกนอกเรื่องนะครับ เพียงแต่โพสเพื่อเตือนใจท่านอื่นๆว่าอย่าเดือดตามแรงกระตุ้นของข้อความมากนัก ถ้าความรู้ไม่แน่นอย่าแหยมเข้ามา เพราะผมพอรู้สไตล์การตอบของท่านเจ้าของกระทู้ดีครับ ว่าความรู้ดีแต่แนวการตอบจะออกแนวโหดๆหน่อย ถ้าเต้นตามเกมกระทู้ก็จะเดือดอยู่เรื่อยๆครับ
ในสมองคุณคุณคิดได้เพียงแค่นี้เองเหรอครับ
-
จริง ๆ แล้ว ผมว่า ...... อย่า ตื๊บ กันนะ
หัวข้อ กระทู้ถามว่า
ทำไมต้อง OVER SAMPLING ? ? ?
คำตอบ ก็น่า จะไปในแนวที่ว่า OVER SAMPLING เพื่ออะไร ทำแล้ว ผล (ทางเทคนิค) เป็นอย่างไร และ ผล (ทางเทคนิค) ต่างจาก ไม่ OVER SAMPLING อย่างไร
ส่วน ผลทางเสียง เป็นเรื่องของความพอใจ ของ แต่ละคน มากกว่า
แบ่งปันความรู้กันน่ะดีแล้ว ... อย่าให้มากกว่านี้เลย
-
ผมไม่เกี่ยวนะครับ แต่ในฐานะ นักวิชาการคนหนึ่งที่ไม่ใช่ ทางวิศวกรรม นะครับ
1)เราจะ Comment เฉพาะตัวงานครับ ไม่ Comment บุคคล
2)เราจะใช้ ศัพท์ ทางวิชาการในด้านนั้นๆ ครับ ไม่ใช้ ศัพท์ทั่วๆไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด ด้านภาษา ยิ่งคนฟังกลุ่มเดียวกันอยู่แล้ว
3)เราจะโต้ตอบกันโดย กฏ,ทฤษฎี,เหตุผล,ความน่าจะเป็น ในการอธิบายเรื่องต่างๆครับ
4)สิ่งที่เราไม่เห็นด้วยคือสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยครับ ไม่ใช่ สิ่งที่เราไม่เห็นด้วยคือสิ่งที่ผิดครับ
ส่วนตัวไม่มี ความรู้เรื่อง DAC แต่ อ่านๆเห็น เพื่อนๆ น้องๆ ชักมีอารมณ์กัน เลยอยากให้เป็น บรรยากาศ วิชาการดีกว่านะครับ :headphone
-
เอ่อ ขออภัยครับ ผมผิดเอง
ข้อ 1 ผมผิดจริงๆน่ะเแหละ ใช้คำผิดไปครับ กะจะบอกว่ากระทู้นี้ตั้งขึ้นแล้วมีเรื่องแน่ๆ เท่านั้นแหละครับ
ส่วนข้อ 2 กับสามก็แล้วแต่คุณ rf จะคิดแหละครับ ตามสบาย ไม่อยากเถียงให้เสียบรรยากาศ
จริงๆกระทู้นี้ท่านที่โดนเห็นจะเป็น nut_ty ผมไม่เกี่ยว แค่รู้สึกแหม่งๆกับลักษณะของกระทู้ตามที่ท่าน Artafact คอมเม้นไว้เท่านั้นครับ
และแค่อยากเตือนท่านที่ยังไม่รู้สไตล์ของคุณ RF ว่าให้ทำใจร่มๆไว้หน่อยไม่งั้นจะเถียงกันยาว..เพราะผมเคยมาแล้ว
เชิญถกกันต่อไปเถอะครับ ผมมันไร้สาระเอง อิอิ
-
ก็ยังอุตส่าลงทิ้งท้ายไว้ ก็ดีครับที่อุตส่าหวังดีเตือนเพื่อนสมาชิกท่านอื่นที่ยังไม่รู้
ผมก็ได้ลองสังเกตุสำรวจดูตัวเองหลายครั้งครับว่า ผมเคยมีปัญหากับใครในนี้บ้างมั๊ย เท่าที่รู้ก็มีแต่คุณ
กับ Mr.TUBE เจอกันครั้งแรกผมก็ฉะกับแกด้วยเหตุผลแต่ทำไมในทางกลับกันระหว่างผมกับคุณมันต่างกันโดยสิ้นเชิง
-
;D ;D ถ้าความเห็น ที่ผมได้โพสไว้ เป็น เหตุอันทำให้มีปัญหา ตามมา ก็ขออภัยนะครับ สำหรับ ผมกับ คุณ RF นั้นโดยส่วนตัว พบ ปะ กันประจำอยู่แล้ว เค้าเองก็รู้ว่าผมนั้นเน้นสาย ปฏิบัติงาน เป็นหลักครับ ส่วนเรื่องที่โพสไว้เพียงอยากให้มีการกำหนดทิศทาง ให้ความกระจ่างกันตามที่โพสไว้เพราะเข้ามาอ่านเมื่อใด ก็เห็นไม่จบทางวิชาการกันสักที
ผมรู้ สึกอย่างที่โพสไว้จริง ๆ ครับเหมือนการ เกทับ กันไปมา จริง ๆ จับประเด็นไม่ได้ แยก องค์ความรู้ไม่ออก ทั้ง ๆ ที่แต่ละท่าน นั้นพยามที่จะเอาข้อมูลทางวิชาการมาชี้แจง แต่พอถึงจุดหนึ่ง ก็มีอันเงียบหายไปไม่ต่อเนื่องกันอีก ตามที่เหตุผล ของแต่ละท่าน ผมเองหน้าใหม่ของที่นี่ ก็อยากร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย แต่อาจใช้ภาษาที่ไม่สลวยเท่าไหร่ จริง ๆ ก็คิดว่า สักพัก น่าจะมีการทดลอง ทดสอบ เพื่อ พิสูจน์ ทฤษฏี ที่ถกกัน ให้เห็นผลแต่กลับ เกิด วิชาการใหม่ ๆ เข้ามาต่ออีก เข้าใจนะครับ ว่าเรื่องเสียงเป็นเรื่อง ส่วนบุคคล แต่ยังไงก็ตามแทบไม่มีใครในนี้ที่ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเครื่องเสียงเลย คิดว่า พี่สมาชิก บางท่าน คงคิดเหมือนผมว่า แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ นำ วิชาการที่ได้คุยกัน มาทดสอบเสียที จึงเกิด ประเด็น ของจริง กับ ทฤษฏีที่แบ่งแยกอย่างนี้ ลองมานับหนึ่งกันใหม่ละกันนะครับ เริ่มจาก ADC จนไปถึง DAC ที่อยากจะโพสก็โพสไปตั้งแต่แรกแล้ว แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นจึงอยากออกมาแสดงความรับผิดชอบในทุก ๆ คำพูดครับ หวังว่าคราวนี้คงเคลียร์ สิ่งที่ค้างคากันไปบ้างนะครับ .... ถ้าเริ่มทดสอบกันจะเข้ามาร่วมแจมครับ
-
มาให้กำลังใจทุกท่านครับ :) :) เพื่อจะได้ต่อเติมเสริมยอดความรู้ และ ไม่รู้ :) :) อยากอ่านที่ผู้รู้ถกกันครับ สนุกดี :) :) ;)
-
เห็นด้วยครับ กระทู้นี้ผมเห็นว่าเป็นการตั้งกระทู้ หาเรื่อง มากกว่าเป็นการตั้งกระทู้ให้ความรู้ครับ
จริงๆก็รู้ตั้งแต่แรกว่ากระทู้มันจะออกมาแนวไหนตั้งแต่เห็นชื่อเจ้าของกระทู้แล้ว ;) แต่ก็อดมาแจมไม่ได้ บางส่วนได้ความรู้ดีครับ บางส่วนก็เหมือนเกทับความรู้กันไปมาแบบที่ว่า อ่านแล้วปวดหัวมากกว่าจะดี
คุณ nopphong ครับ
1. ประโยคไหนของผมในกระทู้ที่แสดงเจตนาว่าตั้งขึ้นมาหาเรื่อง ??? ช่วย copy มา post ให้ดูหน่อย หรือนั้นเป็นความคิดที่แสดงออกมาจากจิตของคุณเอง
2. คุณมีประโยคอะไรที่อธิบายที่มันเป็นสาระในนี้บ้างมั๊ยครับ ช่วย post มาให้ดูหน่อย ???
ถ้าคุณมีอคติกับคนตั้งกระทู้ ก็เก็บไว้คนเดียวก็ได้ครับ
3. มีประโยคไหนที่ผมหาเรื่องคุณ nopphong บ้างมั๊ยครับในกระทู้นี้ ช่วย copy มาให้ดูที ???
หลังจากผม post รูปลงไป คุณก็บอกเองว่าคุณไม่รู้เรื่อง http://www.htg2.net/index.php?topic=55917.msg680277#msg680277
แล้วจะมาโวยวายอะไรอีกครับ คุณบอกคุณอ่านของผมไม่รู้เรื่อง ในทางกลับกันผมก็อ่านของคุณไม่รู้เรื่อง แต่ที่น่าแปลงใจ Mr.TUBE อ่านของผมรู้เรื่อง
ผมไม่ได้ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองนะครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สนใจเรื่อง audio DAC ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น พอผมมาศึกษาผมก็มา share ความรู้ที่ได้ให้เพื่อนๆคนอื่นที่เขาอยากรู้อยากฟังๆ แล้วผมก็อ้างอิงจาก application note ของผู้ผลิต
สร้างสรรค์มากเลยนะครับ คุณ nopphong ที่มาพูดพาดพิงแบบนี้ เมื่อไหร่คุณจะหยุดสนใจที่ตัวบุคคลแล้วหันไปสนใจที่เนื้อหาสาระที่เขาพูดออกมาซะทีครับ
ช่วยตอบคำถาม 3 ข้อข้างบนด้วยครับ copy เอามาแสดงเป็นหลักฐานหน่อยครับ
สมมติว่าไม่มีใครถาม ไม่มีใครตอบ ก็คงไม่มีข้อขัดแย้ง ทีนี้หัวใจอยู่ที่ว่าจะถามไปทำไม หรือ จะตอบให้เสียน้ำใจทำไม ถ้าอายุเกิน 18 แล้วก็ลองพิจารณาดูครับ ท่านอาจารย์ทั้งหลาย :-X
คุณ nut_ty ครับ ประเด็นข้อความล่าสุดที่ผม post ไปก่อนนี้ คือ มันลามออกไปนอกเรื่องเนื้อหาสาระที่ผมได้ขอร้องไว้บนหัวกระทู้ที่ตั้ง
หากขัดแย้งกันในเนื้อหาสาระก็ไม่เป็นไร แต่มีคนบางประเภทพยายามนำพาออกไปนอกเรื่องและลามไปถึงตัวบุคคลซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่ต้องการคุยกัน ผมไม่เห็นคนประเภทนั้นจะมีคำโต้แย้งในเนื้อหาที่ผมได้ post ลงไป มีแต่จะพาไปเรื่องอื่นซึ่งมันออกไปนอกขอบเขตของประเด็นและจุดประสงค์ของกระทู้นี้ ทีสำคัญอยากให้ทุกคนเข้าใจไว้เลยว่าผมไม่ไช่อาจารย์
ดีแล้วล่ะ ถ้าคุณเป็นอาจารย์สอนเด็กอนุบาลคงไหว แต่ถ้าพูดกับเด็กสไตล์นี้รับรองได้ว่าศิษย์คุณโตขึ้นได้เป็นเขาทรายแน่ๆ 2f (ล้อเล่น)
ตะกี้ผมอ่านแว้บๆ เห็นว่าเวลาฟิลเตอร์ของ Non Oversampling มันทำงานที่ความถี่สูง มันจะโรลออฟความถี่ปลายๆ ด้วยใช่มั้ย ซึ่งถ้าความถี่ปลายๆ นั้นหมายถึง 20KHz เดี๋ยวจะหวดให้เต็มไม้เรียวเลย ทดลองง่ายๆ ใช้แผ่นของ Alan Parson ปล่อยความถี่ 20Khz ออกมาเทียบกับ Oversampling ถ้าความถี่สูงที่ว่าตกไปแม้แต่ 0.5dB จะยอมบริจาคเงินเข้ากองทุนเรียนทุกวันแต่ขาดแคนความรู้เลยเอ้า... :D
-
ดีแล้วล่ะ ถ้าคุณเป็นอาจารย์สอนเด็กอนุบาลคงไหว แต่ถ้าพูดกับเด็กสไตล์นี้รับรองได้ว่าศิษย์คุณโตขึ้นได้เป็นเขาทรายแน่ๆ 2f (ล้อเล่น)
ตะกี้ผมอ่านแว้บๆ เห็นว่าเวลาฟิลเตอร์ของ Non Oversampling มันทำงานที่ความถี่สูง มันจะโรลออฟความถี่ปลายๆ ด้วยใช่มั้ย ซึ่งถ้าความถี่ปลายๆ นั้นหมายถึง 20KHz เดี๋ยวจะหวดให้เต็มไม้เรียวเลย ทดลองง่ายๆ ใช้แผ่นของ Alan Parson ปล่อยความถี่ 20Khz ออกมาเทียบกับ Oversampling ถ้าความถี่สูงที่ว่าตกไปแม้แต่ 0.5dB จะยอมบริจาคเงินเข้ากองทุนเรียนทุกวันแต่ขาดแคนความรู้เลยเอ้า... :D
ในความคิดผมคือมันแล้วแต่ฟิลเตอร์ที่ใช่จะจัดวงจรให้ตัดที่ความถี่เท่าไร ถ้าตัดโหดๆก็เนียนมากแต่ 20K คงโดนกระทบไปด้วย แต่ถ้าตั้งไปตัดสูงๆแถวๆ 44K ขึ้นไปอันนี้ก็กระทบน้อยหน่อย
อย่าว่าแต่ nos DAC เลยครับ os DAC pcm1794 ที่มันมีให้เลือก filter แบบ sharp กับแบบ slow ผมลองต่อแล้วเอาสโคปวัด ถ้าตั้งแบบ sharp รูปคลื่นแถวๆปลาย 20K ยังมีผลเลยครับ(ผลยังไงจำไม่ได้พอดีทดลองมาเกือบปีแล้ว ตอนนั้นสงสัยว่าจะเลือกใช้ฟิลเตอรแบบ sharp หรือ slow ดีเลยลองทำดู)
-
ดีแล้วล่ะ ถ้าคุณเป็นอาจารย์สอนเด็กอนุบาลคงไหว แต่ถ้าพูดกับเด็กสไตล์นี้รับรองได้ว่าศิษย์คุณโตขึ้นได้เป็นเขาทรายแน่ๆ 2f (ล้อเล่น)
ตะกี้ผมอ่านแว้บๆ เห็นว่าเวลาฟิลเตอร์ของ Non Oversampling มันทำงานที่ความถี่สูง มันจะโรลออฟความถี่ปลายๆ ด้วยใช่มั้ย ซึ่งถ้าความถี่ปลายๆ นั้นหมายถึง 20KHz เดี๋ยวจะหวดให้เต็มไม้เรียวเลย ทดลองง่ายๆ ใช้แผ่นของ Alan Parson ปล่อยความถี่ 20Khz ออกมาเทียบกับ Oversampling ถ้าความถี่สูงที่ว่าตกไปแม้แต่ 0.5dB จะยอมบริจาคเงินเข้ากองทุนเรียนทุกวันแต่ขาดแคนความรู้เลยเอ้า... :D
ในความคิดผมคือมันแล้วแต่ฟิลเตอร์ที่ใช่จะจัดวงจรให้ตัดที่ความถี่เท่าไร ถ้าตัดโหดๆก็เนียนมากแต่ 20K คงโดนกระทบไปด้วย แต่ถ้าตั้งไปตัดสูงๆแถวๆ 44K ขึ้นไปอันนี้ก็กระทบน้อยหน่อย
อย่าว่าแต่ nos DAC เลยครับ os DAC pcm1794 ที่มันมีให้เลือก filter แบบ sharp กับแบบ slow ผมลองต่อแล้วเอาสโคปวัด ถ้าตั้งแบบ sharp รูปคลื่นแถวๆปลาย 20K ยังมีผลเลยครับ(ผลยังไงจำไม่ได้พอดีทดลองมาเกือบปีแล้ว ตอนนั้นสงสัยว่าจะเลือกใช้ฟิลเตอรแบบ sharp หรือ slow ดีเลยลองทำดู)
เดี๋ยวผมจะลองกับ Non Oversampling AD1865 ทีมีอยู่ก่อนละกัน รูปคลื่นออกมาเดี๋ยวก็คงถึงบางอ้อเองมั้ง ดีจังที่มีของให้ลองอยู่ในมือ ไม่ต้องไปต่อวงจรในอากาศให้ฝันค้าง แต่ไม่แน่ใจว่าสโคปดิจิตอลของที่ทำงานจะเที่ยงตรงพอรึเปล่ากับความถี่ 20-20000Hz ;D
-
ตะกี้ผมอ่านแว้บๆ เห็นว่าเวลาฟิลเตอร์ของ Non Oversampling มันทำงานที่ความถี่สูง มันจะโรลออฟความถี่ปลายๆ ด้วยใช่มั้ย ซึ่งถ้าความถี่ปลายๆ นั้นหมายถึง 20KHz เดี๋ยวจะหวดให้เต็มไม้เรียวเลย ทดลองง่ายๆ ใช้แผ่นของ Alan Parson ปล่อยความถี่ 20Khz ออกมาเทียบกับ Oversampling ถ้าความถี่สูงที่ว่าตกไปแม้แต่ 0.5dB จะยอมบริจาคเงินเข้ากองทุนเรียนทุกวันแต่ขาดแคนความรู้เลยเอ้า... :D
อย่าลืมให้เอาแผ่นนั้นแซมปลิ้งมาจาก phase ที่ 0 กับ 180องศานะครับ เพราะมันจะ detect อะไรไม่ได้เลย แล้วปล่อยค่าออกมาเป็น 0 ครับ
-
ตะกี้ผมอ่านแว้บๆ เห็นว่าเวลาฟิลเตอร์ของ Non Oversampling มันทำงานที่ความถี่สูง มันจะโรลออฟความถี่ปลายๆ ด้วยใช่มั้ย ซึ่งถ้าความถี่ปลายๆ นั้นหมายถึง 20KHz เดี๋ยวจะหวดให้เต็มไม้เรียวเลย ทดลองง่ายๆ ใช้แผ่นของ Alan Parson ปล่อยความถี่ 20Khz ออกมาเทียบกับ Oversampling ถ้าความถี่สูงที่ว่าตกไปแม้แต่ 0.5dB จะยอมบริจาคเงินเข้ากองทุนเรียนทุกวันแต่ขาดแคนความรู้เลยเอ้า... :D
อย่าลืมให้เอาแผ่นนั้นแซมปลิ้งมาจาก phase ที่ 0 กับ 180องศานะครับ เพราะมันจะ detect อะไรไม่ได้เลย แล้วปล่อยค่าออกมาเป็น 0 ครับ
คือถ้ามันดีเทคไม่ได้จุดนั้นก็เท่ากับ 0 แต่พอผ่านไปนิดนึงมันก็จะแซมปลิ้งใหม่ค่าก็จะไม่ใช่ 0 แล้ว และทีนี้ถึงจะแซมปลิ้งกันที่ 96K มันก็ยังต้องมีจุดที่เท่ากับ 0 อยู่ดีแหละครับ เพียงแต่ถ้าแซมปลิ้งกันที่ 44.1 โอกาสที่คลื่นจะหายไปอย่างมากก็ครึ่งลูก(ที่สัญญาณเสียง 20K) แต่ 96K จะหายไปอย่างมาก 1/4ลูก อะไรประมาณนั้นครับ แต่ถ้าความถี่สัญญาณต่ำกว่านั้นเช่น 1K สัญญาณจะหายไปอย่างเก่งก็ 1/44 ลูก ผมว่าไม่น่าจะมีผลกับการรับฟังครับ
จากการวัด nos dac ที่ไม่ผ่านการกรองของผมพบว่าคลื่นที่วัดได้มันก็เป็นตามนั้นครับเป็นขั้นๆ คือแหว่งบ้างเว้าบ้างแต่มันก็จะรันต่อๆกันไปไม่ใช่ว่าจะแหว่งจนดูไม่ออกว่าเป็นไซน์ครับ
-
ดีแล้วล่ะ ถ้าคุณเป็นอาจารย์สอนเด็กอนุบาลคงไหว แต่ถ้าพูดกับเด็กสไตล์นี้รับรองได้ว่าศิษย์คุณโตขึ้นได้เป็นเขาทรายแน่ๆ 2f (ล้อเล่น)
ตะกี้ผมอ่านแว้บๆ เห็นว่าเวลาฟิลเตอร์ของ Non Oversampling มันทำงานที่ความถี่สูง มันจะโรลออฟความถี่ปลายๆ ด้วยใช่มั้ย ซึ่งถ้าความถี่ปลายๆ นั้นหมายถึง 20KHz เดี๋ยวจะหวดให้เต็มไม้เรียวเลย ทดลองง่ายๆ ใช้แผ่นของ Alan Parson ปล่อยความถี่ 20Khz ออกมาเทียบกับ Oversampling ถ้าความถี่สูงที่ว่าตกไปแม้แต่ 0.5dB จะยอมบริจาคเงินเข้ากองทุนเรียนทุกวันแต่ขาดแคนความรู้เลยเอ้า... :D
ขอโทษนะครับคุณ nut_ty ผมงง ย่อหน้าที่สองนี่เกี่ยวกับผมรึเปล่าครับที่คุณว่า คุณอ่านแว๊บๆเจอ อ่านเจอจากที่ไหนครับ ? ของใคร ? ใครเป็นคน post ? ไอ้ที่คุณไปอ่านมานะครับผมว่าไม่ไช่ผม post แน่ถ้าไช่ช่วย copy มาให้ดูหน่อย ?
แต่ก็น่าสนใจนะครับ ที่คุณพูดว่า "อ่านแว้บๆ เห็นว่าเวลาฟิลเตอร์ของ Non Oversampling มันทำงานที่ความถี่สูง มันจะโรลออฟความถี่ปลายๆ ด้วยใช่มั้ย ซึ่งถ้าความถี่ปลายๆ นั้นหมายถึง 20KHz เดี๋ยวจะหวดให้เต็มไม้เรียวเลย ทดลองง่ายๆ ...."
ถามเป็นความรู้หน่อยครับ
1.ฟิลเตอร์ของ Non OS ที่ว่ามันทำงานที่ความถี่สูงทำยังไงครับ ? แล้วมันอยู่ตรงไหนของวงจร Non OS DAC ครับไอ้ตัว filter ที่ว่านี่ ?
ที่คุณบอกว่ามันจะ roll off ที่ความถี่ปลายๆ แล้วคุณก็ยังพูดต่อว่า ซึ่งความถี่ปลายๆนั้นหมายถึง 20kHz เดี๋ยวจะหวด จะทดลอง จะแจกเงินเข้ากองทุน อะไรนั่น
2.ช่วยอธิบาย ความหมายของคำว่า roll off ที่ความถี่ปลายให้หน่อยครับ ?
3.และความถี่ปลายที่ว่า 20KHz คิดเอาเองหรือไปอ่านมาจากไหนครับ ช่วย copy มา post ลงหน่อย?
เดี๋ยวผมจะลองกับ Non Oversampling AD1865 ทีมีอยู่ก่อนละกัน รูปคลื่นออกมาเดี๋ยวก็คงถึงบางอ้อเองมั้ง ดีจังที่มีของให้ลองอยู่ในมือ ไม่ต้องไปต่อวงจรในอากาศให้ฝันค้าง แต่ไม่แน่ใจว่าสโคปดิจิตอลของที่ทำงานจะเที่ยงตรงพอรึเปล่ากับความถี่ 20-20000Hz
น่าสนใจมากเลยครับ ผมไม่ไช่พ่อค้านายทุนอะไรหรือมือรับจ้างอะไรที่จะมีของให้เล่นเยอะแยะอย่างพวก Non OS DAC AD1865 ผมอิจฉาคุณ nut_ty จริงๆ ที่ได้มีโอกาศได้ทำต้นแบบมานำเสนอให้เพื่อน อย่างดีผมก็แค่มี DAC PCM1792 AKM4395 ที่เป็น OS ธรรมดาๆ กับ TDA1543 ที่ Mr.TUBE บริจาคมา แถมไม่เคยมีวงจรหรือ ลาย PCB clone จากบริษัทดังๆ ในมือเลย แต่ผมว่าผมก็โชคดีเหมือนกันครับที่ยังมีของธรรมดาๆไว้ให้ลองอยู่ในมือเหมือนกัน
ผมก็เป็นคนไทยคนนึงที่อยากหัดทำเองอยากออกแบบเองอยากรู้กับสิ่งที่ตัวทำ ก็เลยต้องออกแบบเองแล้วเวลาออกแบบก็เลยต้องคิดในอากาศก่อนแล้วค่อยเอาไปลงกระดาษต่อ โชคดีจังที่ช่วงฝันค้างมันผ่านพ้นไปแล้ว มีของอยู่ในมือเกือบครบแล้ว
ผมว่า scope ที่ทำงานคุณ nut_ty ต้องดีกว่า DPO4104 กับ MSO6104A ตัวเล็กๆๆที่ผมหิ้วใช้ไปมาอยู่แน่ๆ ของที่ผมใช้อยู่เพราะผมดูไม่ออกเลยว่า สัญญาณ sine ที่เห็นมัน pure sine จริงๆรึเปล่า ดูบน time domain ยังไงผมก็ดูไม่รู้เรื่อง ผมก็เลยใช้ scope ไว้ดูสัญญาณคร่าวๆเท่านั้นนะครับ ผมเองก็ใช้ scope ไม่ค่อยเป็นนะครับ
4.คงต้องขอความรู้คุณ nut_ty หน่อยละครับว่า ไอ้สัญญาณ sine ที่เห็นใน scope นี่มัน sine จริงหรอครับ ดูแล้วรู้เลยเหรอครับว่าเป็น sine จริงๆ ดูยังไงครับ ? ช่วยสอนด้วย
-
ย้อนกลับไปลิ้งค์นี้ http://www.htg2.net/index.php?topic=55917.msg684411#msg684411 การใช้คำว่า "ในสมองคุณคุณคิดได้เพียงแค่นี้เองเหรอครับ" มันทำให้ผมรู้สึกไม่ดีนะ เป็นการไม่ให้เกียรติ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ดีต่อสังคมของพวกเรา ขออนุญาตเพิกเฉยต่อคำถามใดๆ จากคุณ RF นะครับ เพราะไม่สามารถหาเหตุผลเพียงพอในการตอบคำถามจากคนที่ใช้อักษรแบบนี้ได้ แต่สำหรับ "สุภาพบุรุษ" ท่านอื่น ยินดีสื่อสารด้วยครับ
ออกทะเลไปนานละ เดี๋ยวว่ากันที่การทดลองเลยดีกว่า :)
-
คือถ้ามันดีเทคไม่ได้จุดนั้นก็เท่ากับ 0 แต่พอผ่านไปนิดนึงมันก็จะแซมปลิ้งใหม่ค่าก็จะไม่ใช่ 0 แล้ว และทีนี้ถึงจะแซมปลิ้งกันที่ 96K มันก็ยังต้องมีจุดที่เท่ากับ 0 อยู่ดีแหละครับ เพียงแต่ถ้าแซมปลิ้งกันที่ 44.1 โอกาสที่คลื่นจะหายไปอย่างมากก็ครึ่งลูก(ที่สัญญาณเสียง 20K) แต่ 96K จะหายไปอย่างมาก 1/4ลูก อะไรประมาณนั้นครับ แต่ถ้าความถี่สัญญาณต่ำกว่านั้นเช่น 1K สัญญาณจะหายไปอย่างเก่งก็ 1/44 ลูก ผมว่าไม่น่าจะมีผลกับการรับฟังครับ
ลองมองลูกคลื่น20kHzในช่วง คาบ 1T นะครับ. ที่เฟส 0และ180 องศา ส่วน 96เคจะจับทีเฟสเท่าไร แล้วลองกลับมาดูครับ
-
คือถ้ามันดีเทคไม่ได้จุดนั้นก็เท่ากับ 0 แต่พอผ่านไปนิดนึงมันก็จะแซมปลิ้งใหม่ค่าก็จะไม่ใช่ 0 แล้ว และทีนี้ถึงจะแซมปลิ้งกันที่ 96K มันก็ยังต้องมีจุดที่เท่ากับ 0 อยู่ดีแหละครับ เพียงแต่ถ้าแซมปลิ้งกันที่ 44.1 โอกาสที่คลื่นจะหายไปอย่างมากก็ครึ่งลูก(ที่สัญญาณเสียง 20K) แต่ 96K จะหายไปอย่างมาก 1/4ลูก อะไรประมาณนั้นครับ แต่ถ้าความถี่สัญญาณต่ำกว่านั้นเช่น 1K สัญญาณจะหายไปอย่างเก่งก็ 1/44 ลูก ผมว่าไม่น่าจะมีผลกับการรับฟังครับ
ลองมองลูกคลื่น20kHzในช่วง คาบ 1T นะครับ. ที่เฟส 0และ180 องศา ส่วน 96เคจะจับทีเฟสเท่าไร แล้วลองกลับมาดูครับ
พอจะมีรูปตัวอย่างคร่าวๆ มั้ยครับ ไม่งงนะ แต่อาจจะเข้าใจไม่ตรงกันน่ะ ทดลองแล้วจะได้ไม่พลาด
-
คือถ้ามันดีเทคไม่ได้จุดนั้นก็เท่ากับ 0 แต่พอผ่านไปนิดนึงมันก็จะแซมปลิ้งใหม่ค่าก็จะไม่ใช่ 0 แล้ว และทีนี้ถึงจะแซมปลิ้งกันที่ 96K มันก็ยังต้องมีจุดที่เท่ากับ 0 อยู่ดีแหละครับ เพียงแต่ถ้าแซมปลิ้งกันที่ 44.1 โอกาสที่คลื่นจะหายไปอย่างมากก็ครึ่งลูก(ที่สัญญาณเสียง 20K) แต่ 96K จะหายไปอย่างมาก 1/4ลูก อะไรประมาณนั้นครับ แต่ถ้าความถี่สัญญาณต่ำกว่านั้นเช่น 1K สัญญาณจะหายไปอย่างเก่งก็ 1/44 ลูก ผมว่าไม่น่าจะมีผลกับการรับฟังครับ
ลองมองลูกคลื่น20kHzในช่วง คาบ 1T นะครับ. ที่เฟส 0และ180 องศา ส่วน 96เคจะจับทีเฟสเท่าไร แล้วลองกลับมาดูครับ
อ่านแล้วไม่เข้าใจเหมือนกันครับ ขอดูภาพปลากรอบดีกว่า
ส่วนนี้คุยกับทุกท่านครับ
แต่จากการวัดนะครับ(ขออภัย ผมไม่ค่อยสนทฤษฎีแบบเป๊ะๆ ชอบวัดมากกว่า) nos DAC จะมีอาการคลื่นแหว่งไปเยอะ แต่ก็จะรันไปเรื่อยๆบางลูกแหว่งมากบางลูกแหว่งน้อย แต่อย่างมากก็ครึ่งลูกอย่างที่บอกครับ ส่วน os dac ก็จะไม่แหว่วง(เข้าใจว่ามันพยายามกรองให้เนียนแล้ว) แต่จะมีอาการคลื่นบางลูกเล็กบางลูกใหญ่สลับกันไปเรื่อยๆ แต่ทั้งหมดเข้าใจว่าที่ต้นทางมันมา 44.1K ซึ่งก็จะแซมเปิลมาแหว่งๆตั้งแต่ต้นทางแล้ว พอถึงปลายทาง จะ nos หรือไม่ nos ก็มี error อยู่ดีน่ะครับ
อ้ออีกอย่างที่พบในการวัดวงจรจริงคือ DAC หลายเบอร์ที่ทดลอง ทั้ง nos(ไม่ใส่ฟิลเตอร์นะครับ) และ os ไม่มีตัวไหนที่ตอบสนองได้ราบเรียบตลอดช่วงความถี่เสียงครับ วัดดูแล้วช่วงปลายๆแถวๆ 18-20K เนี่ยส่วนใหญ่แอมปลิจูดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดครับ ส่วนจะลดมากลดน้อยก็แล้วแต่เบอร์ อย่าง pcm1794 เบอร์นี้ดีหน่อยลดน้อย tda1541 ลดค่อนข้างมาก(ผมดูจากคลื่นลูกที่สูงที่สุดนะครับเพราะมันจะใหญ่เล็กสลับกันไป) และ DAC ใน audigy 2 nx อันนี้จะอยู่กลางๆ
เล่าให้ฟังเพราะคิดว่าตามทฤษฤีแล้วมันไม่ควรจะลดเลยใน os dac แต่ในความจริงมันไม่ใช่น่ะครับ ส่วนจะลดเพราะอะไรอันนี้ไม่ทราบครับ เพราะผมก็วัดสัญญาณที่ออกจากตัว DAC เลยยังไม่ผ่านฟิลเตอร์ข้างนอกและภาคขยายเลยครับ
-
ผมไม่แน่ใจเรื่องการวัดนะ เพราะไม่ถนัด สมมติว่าเราได้ไฟล์ต้นแบบที่มีความถี่ไซน์เวฟให้ทดลองตั้งแต่ 20-20000Hz แล้วเปิดกับเครื่องเล่น CD ใดๆ โดยเอาสัญญาณออกจาก SPDIF ตรงนี้ล่ะที่จะเริ่มงง (ไม่ได้งงว่าไซน์จะเป็นไซน์แท้หรือเปล่านะ) เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสัญญาณไซน์ตอนแปลงจากอนาล็อกเป็นดิจิตอลนั้นแซมปลิ้งด้วยมาตรฐาน ADC แบบใด กี่บิท กี่เฮิร์ทซ โอเคล่ะสมมติว่าผ่านตรงนั้นมาแล้ว นำสัญญาณไปเข้า DAC แต่ละชนิด เราสามารถวัดเอาต์พุตที่จุดสุดท้ายของการขยายของ DAC (ขั้ว RCA) ได้เลยใช่มั้ยครับ แล้วก็ตั้งให้แอมปลิจูดเท่าๆ กัน ที่มาตรฐานหนึ่ง
ผมว่าตอนนี้เรื่องที่เรากำลังถกกันอยู่มันแค่การคงสภาพเดิมของสัญญาณใช่มั้ย ก็ไม่น่าจะยากเลยนะถ้าเป็นแบบนั้น ตัดเรื่องมาตรฐานออกไปเพราะเดี๋ยวจะถกกันไม่รู้จบ เอาเครื่องมือมาอวดกันเสียเปล่าๆ เพราะไม่ใช่ว่าใครๆ ก็มีกันได้ วัดสัญญาณออกมาแล้วนำมาเปรียบเทียบให้ดูกันหน่อยละกัน เพราะตั้งแต่ปี 2546 เรื่อง Non Oversampling ก็เริ่มศึกษากันมาตั้งแต่นั้น แต่ผม Search แล้ว Search อีกก็ยังไม่เห็นผู้รู้ท่านใดนำรูปสัญญาณนั้นๆ ที่กล่าวอ้างตามทฤษฎีมาให้เห็นกันเลย โดยมากก็นำรูปมาจากต่างประเทศ ก็เลยไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดไว้ ที่สร้างไว้เป็นไปตามทฤษฎีแค่ไหน หาอ่านตามหนังสือเซมิฯ (ขออภัยที่เอ่ยนาม) ก็ไม่เห็นอะไรทำนองนั้นเลย เข้าใจว่าไม่ได้เจาะกลุ่มนัก DIY แบบเข้าเนื้ออย่างเราๆ นี่ยังไม่รวมเรื่องรีคล็อกนะ ว่ากำจัด Jitter ได้ หรือ สร้าง Jitter เพิ่มเติมก็ไม่ทราบ
เอาเป็นว่าท่านไหนพร้อมในเครื่องไม้เครื่องมือ นับจากนี้ก็บรรเลงกันลงมาได้เลย ทฤษฎีไม่ต้องแล้วล่ะเพราะพอจะหาอ่านเองได้ เดี๋ยวจะมาบลัฟกันไปบลัฟกันมาเสียอีก สืบเนื่องจากกระทู้ "ทำไมต้อง OVER SAMPLING" หากนำทฤษฎีเพียงอย่างเดียวมาแสดงรับรองได้ว่าไม่มีคำตอบเป็นรูปธรรมแน่ๆ เพราะมีทฤษฎีของตา Kusunoki คอยขัดขาอยู่ หยุดขัดแย้ง เริ่มต้นที่จะแสดงผลลัพธ์ได้แล้ว ผมคาดว่ามีหลายๆ ท่านรอดูอยู่ รวมไปถึงผมด้วย d_d