HTG2.club
Home Theater Guide webboard => มุม Thai DIY Audio => ข้อความที่เริ่มโดย: Rabbit-Hunter ที่ 27 ธันวาคม, 2010, 12:26:08 am
-
ถอดโจทย์ จากคู่มือพัน Output transfomer ของ MR TUBE หลังจาก ดูดาต้าชีทของหลอดแล้ว มองหาสูตรที่เหมาะสมสำหรับพันหม้อแปลงเสียง ในแนวคิดของผม สูตรของ MR TUBE เป็นสูตรที่เข้าท่าดีที่สุด จึงเลือกสูตรนี้ เพราะสามารถ มองพารามิเตอร์หลาย ๆ ตัวที่สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ ผมได้พัน หม้อแปลง OUT PUT ออกมา 1 คู่ จากการวัดค่าของหม้อแปลง ต่าง ๆ การตอบสนองความถี่ การส่งกำลังออกสูงสุด ซึ่งผลที่ออกมา ก็ ได้ใกล้เคียง กับ ดาต้าชีทมากที่สุด ซึ่งผมเลือกใช้ตารางการไบอัสหลอด EL34 ใน CLASS A แบบ SE ที่ 250 โวล์ท วัด OUT PUT ก่อนสัญญานคลิบ ออกมาได้ 8 วัตต์ที่โหลด 8 โอห์ม อัตราการตอบสนองความถี่ เริ่มต้นที่ 17 HZ และเริ่มตกลง ที่ 25 KHZ ตรงนี้ ผมถือว่า สอบผ่านได้อย่างสบายในเรื่องนี้ :) :) แต่ปัญหาของผม มาติดที่ปัญหา PHASE SHIFT :cry2 :cry2 วัดหม้อแปลงโดยยังไม่ต่อเข้าระบบ โดยใช้ ซิกแนลเจน ป้อนความถี่เข้าหม้อแปลง ความแรงของสัญญาน 1 Vrms ผลออกมาก็ปรากฏ ว่า ตั้งแต่ 17 HZ - 25 KHZ ตอบสนองความถี่ได้ แต่เมื่อความถี่ ต่า 17-85 HZ เกิดการ Phase shift ความถี่ 100 - 5 K Phase ปกติ ความถี่ 6K-20K เกิดการ phase Shift อีกครั้ง แค่ความถี่ 14 Khz ก็แทบไม่ได้ยินกันแล้วครับ ;D ;D ;Dแต่ในส่วนที่เกิดการ Phase Shift อัตราการขยายของวงจร ยังคงเดิม อันนี้ผมอยากทราบว่า แกนเหล็กที่มันทำให้เกิดการ Phase shift หรือเปล่า ครับ แล้วพวกหม้อแปลงที่มียี่ห้อ หรือพันกันเองนี่ มีอาการเกิด Phase Shift ที่ความถี่ต่าง ๆ กันบ้างไหมครับ ทานใดพอมีเครื่องมือวัด ออสซิลโลโสคป กับ ซีกแนลเจน ลองวัดหม้อแปลงเอ้าพุท ออกมาหน่อย ครับ ว่ามันเกิดอากร Phase shift ไหม หรือว่า แกนเหล็ก ธรรมดาทั่วไปมันตอบสนองความถี่ ได้ ประมาณ นั้นจริง ๆ ที่ 100 HZ - 5 KHHZ ส่วนที่ความถี่อื่น ๆ มันก็ทำงานได้แต่ว่าการทำงานของมัน มันยังไม่ตรงจุดของมันเองครับ ซึ่งปัญหานี้ มันเป็นมาตั้งแต่หม้อแปลงเสียงแล้ว ถ้าหากแก้ตรงนี้ได้ ปัญหาเรื่อง Phase shift คงหมดไป :cry2 :cry2 หรือ ท่านใดพอมีความรู้ มีประสบการณ์ อธิบายให้ผมหายข้องใจหน่อยครับ :) :) :victory :victory :victory :victory
-
ผมก็ยังคาใจอยู่เหมือนกัน ;D ว่าถ้าเราไม่ทำ Negative feedback ซึ่งก็คือไม่มีการป้อนกลับสัญญาณจาก output มาทางด้าน input แล้ว phase shift ที่เกิดขึ้นยังจะมีความสำคัญอยู่หรือเปล่า เรามาช่วยกันหาคำตอบดีกว่านะครับ :)
-
จากวงจร ยี่ห้อ แบรนเนมหลาย ๆ วงจร พิจารณาดูแล้ว เห็นมีการป้อยกลับด้วย C ค่าน้อย ๆ คงจะเป็นการแก้เฟสที่ความถี่สูงนี่เอง แต่ว่ามันก็คงแก้ได้ไม่หมด (คิดว่าอย่างนั้นครับ ;D ;D) มันคงเป็นปัญหา ID ที่เกิดมากับตัวมัน ของการ คับปลิ้งด้วย หม้อแปลง ละมั้งครับ ;D ;D ;Dแต่ ในว่า มันเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก แต่ว่า ค่าการเกิดขนาดไหน ที่ยอมรับกันได้ ครับ :) :) :) ท่านใดพอมีข้อมูลบ้างไหมเอ่ย ตอนทดสอบหม้อแปลง ผมไม่มีการ Negative feedback ครับ ใส่ในวงจรจริง ก็ไม่ feedback ครับ เอาใส่วัดกันแบบตรง ๆ เลยครับ ;D ;D
-
ตามเก็บความรู้ครับ ขอบคุณครับ ;D
-
ผมก็ยังคาใจอยู่เหมือนกัน ;D ว่าถ้าเราไม่ทำ Negative feedback ซึ่งก็คือไม่มีการป้อนกลับสัญญาณจาก output มาทางด้าน input แล้ว phase shift ที่เกิดขึ้นยังจะมีความสำคัญอยู่หรือเปล่า เรามาช่วยกันหาคำตอบดีกว่านะครับ :)
ในบทความก็อ้างอิงถึงส่วนนี้ด้วย ส่วนตัวไม่ค่อยชอบ nfb อยู่แล้ว
-
ถ้าไม่ชอบ nfb แบบตรงๆลองต่อ Ultrapath ดูครับ ;D
-
ตามเก็บความรู้ครับ ขอบคุณครับ ;D
จากท่านอื่นนะอาจารย์ :secret ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้ ;D ;D
-
ถ้าไม่ชอบ nfb แบบตรงๆลองต่อ Ultrapath ดูครับ ;D
อันนี้ จะยังไม่ต่อหม้อแปลงเข้าวงจรขยายครับ :) :) :) ผมวัดจากตัว OPT โดยตรงเลย โดยใช้ R 8 โอห์มเป็นโหลดต่อขด SEC ป้อนสัญญาน 1 VRMS ของ Signal GEN เข้าที่ขด Pri เพื่อทดสอบดู อัตราการขยาย การตอบสนองความถี่ และ เฟส ของหม้อแปลงอย่างง่าย ๆ ครับ เท่าที่ผมลองเปลี่ยนโดยลดและเพิ่มค่า L ของขดลวดดูปัญหาเรื่อง Phase shift มันก็ยังเกิดอยู่ ประเด็นนี้ผมก็เลยเข้าใจเคลียว่า มันไม่ได้เกิดมาจากค่า L ของขดลวด แต่ประเด็นที่ผมฉงน สงสัยคือ แผ่นเหล็กของหม้อแปลง มันจะทำงานไม่ได้ความถี่ครอบคุม ความถี่ที่เราต้องการ ซึ่ง แต่ละลูก ก็น่าจะได้ Phase shift ที่ไม่เท่ากัน ปัญหาของการ Phase ไม่เท่ากัน คือ การที่เราใส่ไปในเครื่องขยายแล้ว มันมีการขยาย Delay Phase กัน อันนี้แหละ ที่ผมคิดว่า เป็นปัญหา ของเรื่องเสียง ที่มีโฟกัส ไม่นิ่งครับ ;D ;D ;D ;D มันเป็นปัญหาที่ยังไม่มีอุปกรณ์รอบข้าง ครับ :cry2 :cry2ส่วนจะใส่อุปกรณ์หรูหราแค่ไหน มันก็คงไม่มีส่วนช่วยอะไร ครับ ถ้ายัง ตีโจทย์ตัวนี้ไม่แตก :-X :-X :-X ;D ;D ;D ;D ;D
-
เท่าที่ผมศึกษามา ปัญหา Phase Shift ใน OPT มาจาก 2 สาเหตุหลักคือ Hysteresis ของแกนและค่าแฝงต่างๆ ของ OPT ครับ
กรณี Hysteresis นี่ ผมพอจะทราบว่าเมื่อนำแกนมา Plot Hysteresis Loop ที่แต่ละความถี่ จะได้ Loop ที่แตกต่างกัน แต่ผมไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล Curve VS Freq ของแกนแต่ละชนิดได้ และเท่าที่ทราบ ต่อให้วัสดุเป็นชนิดเดียวกัน กรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างกันนิดหน่อยก็ทำให้ Hys Loop แตกต่างกันไป เช่น Silicon Steel 4% Si เหมือนกัน อบอ่อนมาเหมือนกันด้วย Process ที่ต่างกันทางอุณหภูมิ ก็ให้ผลที่แตกต่างกันครับ อันนี้คือข้อมูลที่ผมพอทราบมา ถ้าใครทราบเชิงลึกก็รบกวนด้วยครับ
ส่วนกรณีค่าแฝงในขดลวด อันนี้พออธิบายได้ครับ ดูรูปประกอบเลยครับ รูปบนคือ Equivalent Circuit ของ Primary ของ OPT ที่ความถี่ต่ำ ส่วนอีกรูปเป็นของความถี่สูง อันที่จริงรูปซับซ้อนกว่านี้มาก แต่ผมลดรูปลงมา เอาเฉพาะค่าสำคัญมาคุยกันครับ
ที่ความถี่ต่ำ Lp (Primary Inductance) ขนานอยู่กับ Reflect impedance ที่ความถี่ต่ำมาก Lp จะมี Reactance ต่ำมาก และ Power ไปเกิดที่ Lp หมดครับ จะเห็นว่า Lp ทำตัวเป็น 1st Order High pass filter ครับ ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลถึง Phase Shift ด้วยครับ พอความถี่สูงขึ้นมา อิทธิพลของ Lp ก็ลดลงไป จนมองไม่เห็น Phase Shift ครับ ผมคิดว่าที่คุณ Rabbit-Hunter ลองปรับค่า Lp แล้ววัดไม่เจอ อาจจะเพราะว่ามุมมันต่างไปเล็กน้อย จนเห็นได้ยากด้วย Scope ครับ
ที่ความถี่สูง Lsp (Leakage Inductance) กับ Cp (Primary Capacitance) จะมามีผลแทนครับ จะเห็นว่า Lsp กับ Cp ทำตัวเป็น 2nd Order Low pass filter ครับ และมีผลกับ Phase Shift ในทิศทางที่หนักกว่าที่ความถี่ต่ำครับ จึงสังเกตเห็นได้ง่ายกว่าบน Scope ครับ
อันนี้คือสิ่งที่ผมพอทราบมาครับ ถ้ามีผิดตรงไหนหรือใครมีข้อมูลเพิ่มเติม ก็รบกวนช่วยๆ กันเอามาแชร์ด้วยครับ ขอบคุณครับ ;)
-
Lsp (Leakage Inductance) กับ Cp (Primary Capacitance)
เป็นตัวแปรที่สำคัญตัวนึง ผมพยายามอ่าน curve ในบทความของ mr.tube ในการลดค่าที่ว่านี้ ยังไม่เข้าใจสักที :D
-
Lsp (Leakage Inductance) กับ Cp (Primary Capacitance)
เป็นตัวแปรที่สำคัญตัวนึง ผมพยายามอ่าน curve ในบทความของ mr.tube ในการลดค่าที่ว่านี้ ยังไม่เข้าใจสักที :D
คือในยุค 50-60 ปีก่อน เรายังไม่มีเครื่องคำนวณเหมือนสมัยนี้ครับ เค้าจึงต้องเอาสูตรที่ซับซ้อนมาแปรเป็นวิธีการง่ายๆ ในการคำนวณ ซึ่งวิธีที่ใช้กันแพร่หลายก็คือการไล่เส้นกราฟอย่างที่เห็นครับ รูปที่อยู่ในหน้า 7 จะบอกให้เราหาตัวแปรต่างๆ ที่เหลือก็คือเอาเลขเหล่านี้ไปหาจุดตัดตามลำดับที่แสดงไว้ในกราฟตัวอย่างหน้าเดียวกันครับ ยกตัวอย่าง เช่นกราฟรูปล่างสุด เป็นจุดตัดระหว่าง N^2 กับ a จะเห็นว่า N^2 ก็คือโครงสร้างขดลวดที่เราใช้ ส่วน a ก็คือความกว้างของขดลวด จะบอกว่าเป็นความกว้างของ Winding Windows เลยก็พอจะอนุโลมได้ครับ ก็จะได้จุดตัดระหว่าง N^2 กับ a แล้วก็ลากเส้นต่อไปตามรูป ไปตัดกับ b และ T ก็จะได้ค่า Leakage ออกมาครับ
ที่ผมเอารูปนี้จาก RDH มาลง เพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาต่อไปว่าการเปลี่ยนตัวแปรแต่ละอย่าง มีผลกับค่าที่ได้อย่างไร คุณเอก-tubeamp ลองไล่เองดูซักครั้ง แล้วลองสมมุติค่าต่างๆ ลงไปครับ เช่น สมมุติแกน EI กับ EE (เอา E 2 อันมาต่อกันเป็นแกน ไม่มีตัว I) ซึ่งแบบนี้เราสามารถใช้ Bobbin มาตรฐานมาทำ Coil แบบ 2 Section ได้เลย แต่มันมีผลกับค่า Lp กับ Lsp ที่ได้ด้วย ก็ลองหาค่ามาเปรียบเทียบกันดูครับ จะช่วยให้เข้าใจหม้อแปลงมากขึ้นครับ ;)
-
Lsp (Leakage Inductance) กับ Cp (Primary Capacitance)
เป็นตัวแปรที่สำคัญตัวนึง ผมพยายามอ่าน curve ในบทความของ mr.tube ในการลดค่าที่ว่านี้ ยังไม่เข้าใจสักที :D
คือในยุค 50-60 ปีก่อน เรายังไม่มีเครื่องคำนวณเหมือนสมัยนี้ครับ เค้าจึงต้องเอาสูตรที่ซับซ้อนมาแปรเป็นวิธีการง่ายๆ ในการคำนวณ ซึ่งวิธีที่ใช้กันแพร่หลายก็คือการไล่เส้นกราฟอย่างที่เห็นครับ รูปที่อยู่ในหน้า 7 จะบอกให้เราหาตัวแปรต่างๆ ที่เหลือก็คือเอาเลขเหล่านี้ไปหาจุดตัดตามลำดับที่แสดงไว้ในกราฟตัวอย่างหน้าเดียวกันครับ ยกตัวอย่าง เช่นกราฟรูปล่างสุด เป็นจุดตัดระหว่าง N^2 กับ a จะเห็นว่า N^2 ก็คือโครงสร้างขดลวดที่เราใช้ ส่วน a ก็คือความกว้างของขดลวด จะบอกว่าเป็นความกว้างของ Winding Windows เลยก็พอจะอนุโลมได้ครับ ก็จะได้จุดตัดระหว่าง N^2 กับ a แล้วก็ลากเส้นต่อไปตามรูป ไปตัดกับ b และ T ก็จะได้ค่า Leakage ออกมาครับ
ที่ผมเอารูปนี้จาก RDH มาลง เพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาต่อไปว่าการเปลี่ยนตัวแปรแต่ละอย่าง มีผลกับค่าที่ได้อย่างไร คุณเอก-tubeamp ลองไล่เองดูซักครั้ง แล้วลองสมมุติค่าต่างๆ ลงไปครับ เช่น สมมุติแกน EI กับ EE (เอา E 2 อันมาต่อกันเป็นแกน ไม่มีตัว I) ซึ่งแบบนี้เราสามารถใช้ Bobbin มาตรฐานมาทำ Coil แบบ 2 Section ได้เลย แต่มันมีผลกับค่า Lp กับ Lsp ที่ได้ด้วย ก็ลองหาค่ามาเปรียบเทียบกันดูครับ จะช่วยให้เข้าใจหม้อแปลงมากขึ้นครับ ;)
ขอบคุณครับ :)
-
จากวงจร ยี่ห้อ แบรนเนมหลาย ๆ วงจร พิจารณาดูแล้ว เห็นมีการป้อยกลับด้วย C ค่าน้อย ๆ คงจะเป็นการแก้เฟสที่ความถี่สูงนี่เอง แต่ว่ามันก็คงแก้ได้ไม่หมด (คิดว่าอย่างนั้นครับ ;D ;D) มันคงเป็นปัญหา ID ที่เกิดมากับตัวมัน ของการ คับปลิ้งด้วย หม้อแปลง ละมั้งครับ ;D ;D ;Dแต่ ในว่า มันเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก แต่ว่า ค่าการเกิดขนาดไหน ที่ยอมรับกันได้ ครับ :) :) :) ท่านใดพอมีข้อมูลบ้างไหมเอ่ย ตอนทดสอบหม้อแปลง ผมไม่มีการ Negative feedback ครับ ใส่ในวงจรจริง ก็ไม่ feedback ครับ เอาใส่วัดกันแบบตรง ๆ เลยครับ ;D ;D
ดีใจที่พวกเราชาว DIY ในนี้หันมาสนใจ "ความถูกต้องของเสียง" กัน :clap c) นอกจากที่เคยพอใจกันแค่ได้ "น้ำเสียงที่ถูกใจ" แล้วก็จบกันแค่นั้น :nono :nonono N] ต่อไปพวกเราคงหันมาปรับเซ็ทลำโพงกันบ้าง เพื่อที่จะฟังความถูกต้องของเสียงอย่างจริงจัง d_d :drunk ผมทดลองวัดแอมป์ฮิทคิทให้แล้วพบว่า การตัด NFB ออกไปแล้ว Phase Shift ที่ I/O ยังคงเหมือนเดิมครับ ซึ่งผมคิดว่า NFB อาจจะลดความเพี้ยนจากความไม่ลิเนียร์ของสัญญาณหรือเปล่า? :-\ OPT เป็นเหมือนวงจร Network ที่คุณ Mr. Tube เขียนให้ดู คงต้องหาทางแก้ปัญหาจากการปรับค่า Parameter ในวงจร Network นั้นกันละครับ ส่วนจะทำอย่างไร? ผมไม่มีความรู้ครับ และการใช้ Coupling Cap ก็มีปัญหาของการเกิด Phase Shift เช่นกัน แต่จะมากน้อยกว่าที่ OPT ซึ่งก็คงแล้วแต่การออกแบบของทั้งวงจรและของ OPT ละมัง? ผมไม่มีความรู้นี้มากนักขอให้ข้อมูลจากการทดลอง และความเห้็นที่เป็นแบบกำกรวม คือไม่ค่อยแน่ใจมากนักไว้เพียงแค่นี้ครับ K]
-
จากวงจร ยี่ห้อ แบรนเนมหลาย ๆ วงจร พิจารณาดูแล้ว เห็นมีการป้อยกลับด้วย C ค่าน้อย ๆ คงจะเป็นการแก้เฟสที่ความถี่สูงนี่เอง แต่ว่ามันก็คงแก้ได้ไม่หมด (คิดว่าอย่างนั้นครับ ;D ;D) มันคงเป็นปัญหา ID ที่เกิดมากับตัวมัน ของการ คับปลิ้งด้วย หม้อแปลง ละมั้งครับ ;D ;D ;Dแต่ ในว่า มันเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก แต่ว่า ค่าการเกิดขนาดไหน ที่ยอมรับกันได้ ครับ :) :) :) ท่านใดพอมีข้อมูลบ้างไหมเอ่ย ตอนทดสอบหม้อแปลง ผมไม่มีการ Negative feedback ครับ ใส่ในวงจรจริง ก็ไม่ feedback ครับ เอาใส่วัดกันแบบตรง ๆ เลยครับ ;D ;D
ดีใจที่พวกเราชาว DIY ในนี้หันมาสนใจ "ความถูกต้องของเสียง" กัน :clap c) นอกจากที่เคยพอใจกันแค่ได้ "น้ำเสียงที่ถูกใจ" แล้วก็จบกันแค่นั้น :nono :nonono N] ต่อไปพวกเราคงหันมาปรับเซ็ทลำโพงกันบ้าง เพื่อที่จะฟังความถูกต้องของเสียงอย่างจริงจัง d_d :drunk ผมทดลองวัดแอมป์ฮิทคิทให้แล้วพบว่า การตัด NFB ออกไปแล้ว Phase Shift ที่ I/O ยังคงเหมือนเดิมครับ ซึ่งผมคิดว่า NFB อาจจะลดความเพี้ยนจากความไม่ลิเนียร์ของสัญญาณหรือเปล่า? :-\ OPT เป็นเหมือนวงจร Network ที่คุณ Mr. Tube เขียนให้ดู คงต้องหาทางแก้ปัญหาจากการปรับค่า Parameter ในวงจร Network นั้นกันละครับ ส่วนจะทำอย่างไร? ผมไม่มีความรู้ครับ และการใช้ Coupling Cap ก็มีปัญหาของการเกิด Phase Shift เช่นกัน แต่จะมากน้อยกว่าที่ OPT ซึ่งก็คงแล้วแต่การออกแบบของทั้งวงจรและของ OPT ละมัง? ผมไม่มีความรู้นี้มากนักขอให้ข้อมูลจากการทดลอง และความเห้็นที่เป็นแบบกำกรวม คือไม่ค่อยแน่ใจมากนักไว้เพียงแค่นี้ครับ K]
ก็ ทดลองกันต่อเถอะครับพี่ เพราะว่า กรณีหลาย ๆ กรณี ไม่ว่าถูก หรือ ผิด หรือ ว่าอยู่ตรงกลาง ยังหาคำตอบไม่ได้ มันเป็นตัวอย่างชั้นดีของผมและทุก ๆ คน ครับ ไม่มีใครรู้อะไรได้ทั้งหมด แต่ที่รู้ ๆ เราก็เอามาประติดประต่อกัน แล้วพยายามทำให้ภาคปฏิบัติ สามารถมองเห็นทะลุถึงภาคทฤษฏีของมันเอง :) :) เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนา :) :) ครับ ทุกอย่างมันมีปัจจัยและปัญหาของมันเองครับ ถ้าให้ผมนึกถึงยี่ห้อหม้อแปลง ที่ดีที่สุด อย่าง Tango ผมก็ว่า มันก็มี Phase shift ครับ เพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่างมันมาเกี่ยวข้อง ;D ;D ;D ถ้ามองให้ลึก ๆ เข้าไป เราสามารถทำให้หม้อแปลง ตอบสนองแค่ความถี่เดียวหรือช่วงความถี่แคบ ๆ ได้ไหม ผมว่า อาจจะทำได้ง่ายกว่า หม้อแปลง เอ้าพุทเสียด้วยซ้ำไปครับ เพราะช่องความถี่ ที่หูมนุษย์เราได้ยินนี่เอง ค่อนข้างกว้าง ครับ มันไม่สามารถหาอุปกรณ์ และทำให้ตอบสนองความถึ่ ทุก ๆ จุดเท่ากันได้ มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ :yahoo :yahoo :victory :victory :victory
-
จากวงจร ยี่ห้อ แบรนเนมหลาย ๆ วงจร พิจารณาดูแล้ว เห็นมีการป้อยกลับด้วย C ค่าน้อย ๆ คงจะเป็นการแก้เฟสที่ความถี่สูงนี่เอง แต่ว่ามันก็คงแก้ได้ไม่หมด (คิดว่าอย่างนั้นครับ ;D ;D) มันคงเป็นปัญหา ID ที่เกิดมากับตัวมัน ของการ คับปลิ้งด้วย หม้อแปลง ละมั้งครับ ;D ;D ;Dแต่ ในว่า มันเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก แต่ว่า ค่าการเกิดขนาดไหน ที่ยอมรับกันได้ ครับ :) :) :) ท่านใดพอมีข้อมูลบ้างไหมเอ่ย ตอนทดสอบหม้อแปลง ผมไม่มีการ Negative feedback ครับ ใส่ในวงจรจริง ก็ไม่ feedback ครับ เอาใส่วัดกันแบบตรง ๆ เลยครับ ;D ;D
ดีใจที่พวกเราชาว DIY ในนี้หันมาสนใจ "ความถูกต้องของเสียง" กัน :clap c) นอกจากที่เคยพอใจกันแค่ได้ "น้ำเสียงที่ถูกใจ" แล้วก็จบกันแค่นั้น :nono :nonono N] ต่อไปพวกเราคงหันมาปรับเซ็ทลำโพงกันบ้าง เพื่อที่จะฟังความถูกต้องของเสียงอย่างจริงจัง d_d :drunk ผมทดลองวัดแอมป์ฮิทคิทให้แล้วพบว่า การตัด NFB ออกไปแล้ว Phase Shift ที่ I/O ยังคงเหมือนเดิมครับ ซึ่งผมคิดว่า NFB อาจจะลดความเพี้ยนจากความไม่ลิเนียร์ของสัญญาณหรือเปล่า? :-\ OPT เป็นเหมือนวงจร Network ที่คุณ Mr. Tube เขียนให้ดู คงต้องหาทางแก้ปัญหาจากการปรับค่า Parameter ในวงจร Network นั้นกันละครับ ส่วนจะทำอย่างไร? ผมไม่มีความรู้ครับ และการใช้ Coupling Cap ก็มีปัญหาของการเกิด Phase Shift เช่นกัน แต่จะมากน้อยกว่าที่ OPT ซึ่งก็คงแล้วแต่การออกแบบของทั้งวงจรและของ OPT ละมัง? ผมไม่มีความรู้นี้มากนักขอให้ข้อมูลจากการทดลอง และความเห้็นที่เป็นแบบกำกรวม คือไม่ค่อยแน่ใจมากนักไว้เพียงแค่นี้ครับ K]
ก็ ทดลองกันต่อเถอะครับพี่ เพราะว่า กรณีหลาย ๆ กรณี ไม่ว่าถูก หรือ ผิด หรือ ว่าอยู่ตรงกลาง ยังหาคำตอบไม่ได้ มันเป็นตัวอย่างชั้นดีของผมและทุก ๆ คน ครับ ไม่มีใครรู้อะไรได้ทั้งหมด แต่ที่รู้ ๆ เราก็เอามาประติดประต่อกัน แล้วพยายามทำให้ภาคปฏิบัติ สามารถมองเห็นทะลุถึงภาคทฤษฏีของมันเอง :) :) เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนา :) :) ครับ ทุกอย่างมันมีปัจจัยและปัญหาของมันเองครับ ถ้าให้ผมนึกถึงยี่ห้อหม้อแปลง ที่ดีที่สุด อย่าง Tango ผมก็ว่า มันก็มี Phase shift ครับ เพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่างมันมาเกี่ยวข้อง ;D ;D ;D ถ้ามองให้ลึก ๆ เข้าไป เราสามารถทำให้หม้อแปลง ตอบสนองแค่ความถี่เดียวหรือช่วงความถี่แคบ ๆ ได้ไหม ผมว่า อาจจะทำได้ง่ายกว่า หม้อแปลง เอ้าพุทเสียด้วยซ้ำไปครับ เพราะช่องความถี่ ที่หูมนุษย์เราได้ยินนี่เอง ค่อนข้างกว้าง ครับ มันไม่สามารถหาอุปกรณ์ และทำให้ตอบสนองความถึ่ ทุก ๆ จุดเท่ากันได้ มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ :yahoo :yahoo :victory :victory :victory
ผมไปดูของ Lundahl มันก็ยังบอกไว้เลยว่าที่ 20kHz ของเค้า Shift ตั้ง 13 องศาครับ แล้วผมลองไปค้นหาวิธีแก้ได้มาแค่นี้ครับ น่าจะพอเป็นแนวทางค้นหากันต่อไปเแงนะครับ
-
จากวงจร ยี่ห้อ แบรนเนมหลาย ๆ วงจร พิจารณาดูแล้ว เห็นมีการป้อยกลับด้วย C ค่าน้อย ๆ คงจะเป็นการแก้เฟสที่ความถี่สูงนี่เอง แต่ว่ามันก็คงแก้ได้ไม่หมด (คิดว่าอย่างนั้นครับ ;D ;D) มันคงเป็นปัญหา ID ที่เกิดมากับตัวมัน ของการ คับปลิ้งด้วย หม้อแปลง ละมั้งครับ ;D ;D ;Dแต่ ในว่า มันเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก แต่ว่า ค่าการเกิดขนาดไหน ที่ยอมรับกันได้ ครับ :) :) :) ท่านใดพอมีข้อมูลบ้างไหมเอ่ย ตอนทดสอบหม้อแปลง ผมไม่มีการ Negative feedback ครับ ใส่ในวงจรจริง ก็ไม่ feedback ครับ เอาใส่วัดกันแบบตรง ๆ เลยครับ ;D ;D
ดีใจที่พวกเราชาว DIY ในนี้หันมาสนใจ "ความถูกต้องของเสียง" กัน :clap c) นอกจากที่เคยพอใจกันแค่ได้ "น้ำเสียงที่ถูกใจ" แล้วก็จบกันแค่นั้น :nono :nonono N] ต่อไปพวกเราคงหันมาปรับเซ็ทลำโพงกันบ้าง เพื่อที่จะฟังความถูกต้องของเสียงอย่างจริงจัง d_d :drunk ผมทดลองวัดแอมป์ฮิทคิทให้แล้วพบว่า การตัด NFB ออกไปแล้ว Phase Shift ที่ I/O ยังคงเหมือนเดิมครับ ซึ่งผมคิดว่า NFB อาจจะลดความเพี้ยนจากความไม่ลิเนียร์ของสัญญาณหรือเปล่า? :-\ OPT เป็นเหมือนวงจร Network ที่คุณ Mr. Tube เขียนให้ดู คงต้องหาทางแก้ปัญหาจากการปรับค่า Parameter ในวงจร Network นั้นกันละครับ ส่วนจะทำอย่างไร? ผมไม่มีความรู้ครับ และการใช้ Coupling Cap ก็มีปัญหาของการเกิด Phase Shift เช่นกัน แต่จะมากน้อยกว่าที่ OPT ซึ่งก็คงแล้วแต่การออกแบบของทั้งวงจรและของ OPT ละมัง? ผมไม่มีความรู้นี้มากนักขอให้ข้อมูลจากการทดลอง และความเห้็นที่เป็นแบบกำกรวม คือไม่ค่อยแน่ใจมากนักไว้เพียงแค่นี้ครับ K]
ก็ ทดลองกันต่อเถอะครับพี่ เพราะว่า กรณีหลาย ๆ กรณี ไม่ว่าถูก หรือ ผิด หรือ ว่าอยู่ตรงกลาง ยังหาคำตอบไม่ได้ มันเป็นตัวอย่างชั้นดีของผมและทุก ๆ คน ครับ ไม่มีใครรู้อะไรได้ทั้งหมด แต่ที่รู้ ๆ เราก็เอามาประติดประต่อกัน แล้วพยายามทำให้ภาคปฏิบัติ สามารถมองเห็นทะลุถึงภาคทฤษฏีของมันเอง :) :) เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนา :) :) ครับ ทุกอย่างมันมีปัจจัยและปัญหาของมันเองครับ ถ้าให้ผมนึกถึงยี่ห้อหม้อแปลง ที่ดีที่สุด อย่าง Tango ผมก็ว่า มันก็มี Phase shift ครับ เพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่างมันมาเกี่ยวข้อง ;D ;D ;D ถ้ามองให้ลึก ๆ เข้าไป เราสามารถทำให้หม้อแปลง ตอบสนองแค่ความถี่เดียวหรือช่วงความถี่แคบ ๆ ได้ไหม ผมว่า อาจจะทำได้ง่ายกว่า หม้อแปลง เอ้าพุทเสียด้วยซ้ำไปครับ เพราะช่องความถี่ ที่หูมนุษย์เราได้ยินนี่เอง ค่อนข้างกว้าง ครับ มันไม่สามารถหาอุปกรณ์ และทำให้ตอบสนองความถึ่ ทุก ๆ จุดเท่ากันได้ มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ :yahoo :yahoo :victory :victory :victory
ผมไปดูของ Lundahl มันก็ยังบอกไว้เลยว่าที่ 20kHz ของเค้า Shift ตั้ง 13 องศาครับ แล้วผมลองไปค้นหาวิธีแก้ได้มาแค่นี้ครับ น่าจะพอเป็นแนวทางค้นหากันต่อไปเแงนะครับ
ขอบคุณครับ แต่ก็เห็นวงจรของค่ายนี้ ใส่วงจรโซเบล พ่วงท้ายไว้เกือบทุกวงจรเหมือนกัน น่ะครับ :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo
-
ผมเคยมองวงจรตรงภาคปรีตรงนี้ของฮีทคิทว่ามันน่าเป็นวงจรที่ช่วยแก้ปรับทุ้มแหลมเหมือน RIAA ตัวหนึ่ง ไม่คิดว่ามันอาจเป็นตัวช่วยแก้ Phase Shift ไปพร้อมๆ กันด้วย ถ้าใช่อย่างที่ผมคิด ก็เป็นการออกแบบวงจรที่ชาญฉลาดมากๆ ครับ แล้วยังมีตรง OPT เค้ายังตั้งใจไม่ให้สองซีกมันเท่าๆ กัน อาจเพื่อช่วยให้มีการ Linear ของสัญญาณทั้งสองซีกเท่ากันด้วย ไปต้องไปปรับที่ค่า R เอา ในกรณีของการใช้หลอดรุ่นเก่าๆ ซึ่งมันแมทมาดีมากๆ (ผมอาจคิดผิดนะ ผู้รู้ช่วยทักท้วงกันด้วย) เท่าที่ฟังๆ มาผมคิดว่าเจ้าฮิทคิดตัวนี้มันให้ความถูกต้องของเสียงมากกว่าแอมป์ที่ผมทำเองทุกตัวครับ มันอาจจะมีอะไร? ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในที่พวกเรายังมองมันไม่ออกอีกเยอะครับ หากว่าเป้นพวกรถยนต์ที่ค่ายยี่ปุ่นพยายามก้อปปี้ฝรั่ง แต่ทำให้มันเกาะถนนเหมือนของฝรั่งไม่ได้ อันนี้ผมจบมาโดยตรงพอมองออกแบบทะลุปรุโปร่งครับ ไม่ว่าจะเรื่องการเฉลี่ยน้ำน้ำหนัก การตั้งมุมล้อต่างๆ ที่จริงผมก็คิดว่าวิสวกรยี่ปุ่นเก่งๆ มี ก็ยังเป็นงงว่าทำไม? ไม่ทำให้มันเกราะถนนเหมือนของฝรั่งเค้า ใครใช้ปิกอับโตโย คงรู้เรื่องความแย่ในการเกาะถนนของมันนะครับ นิสันจะดีกว่าเยอะ นี่ก็เป้นตัวอย่าง ที่ว่าทำดีก็ทำได้ แต่โตโยไม่ยอมปรัยปรุง ที่ยกมานี้ก็อยากให้พวกเราซักคนหรือสองคน ได้ปรับความคิดที่จะทำแอมป์แบบเสียงดีด้วย และเน้นความถูกต้องของเสียงกันด้วย มันฟังออกไม่ยากครับ ถ้าหัดเซ็ทลำโพงกันซะหน่อยนึง ก็จะเพิ่มระดับของการฟัง การเล่นเครื่องเสียงกันขึ้นไปอีก นี่คือการต่อยอดแบบไม่ต้องใช้เงิน ถ้าทำสำเร็จจะได้เห็น จะได้ยินอะไรดีขึ้นมาอีกเยอะเลยละครับ
-
:victory :victory ครับ เดี๋ยววันนี้จะลองพันใหม่ แล้ว วัดสัญญาน ผ่าน Network กับ ไม่ผ่านดู ป้อนกลับ กับไม่ป้อนกลับ รวมทั้งสัญญานที่ผ่าน Cross over Network ครับ เดี๋ยวได้ผลอย่างไร เดี๋ยวมา ปรึกษาต่อครับ :victory :victory :victory
-
ไปถึงไหน? แล้วครับ เอามาคุยให้ฟังกันบ้าง d_d :drunk
-
ไปถึงไหน? แล้วครับ เอามาคุยให้ฟังกันบ้าง d_d :drunk
กำลังติดต่อขอยืม แทงโก้ เขามาวัด อยู่น่ะครับ จะได้หายคาใจ และก็ ตั้งใจพัฒนาเครื่องของตัวเองซะทีครับ ;D ;D ;D ;D :victory :victory :victory
-
ไปถึงไหน? แล้วครับ เอามาคุยให้ฟังกันบ้าง d_d :drunk
ตั้งใจพัฒนาเครื่องของตัวเองซะทีครับ ;D ;D ;D ;D :victory :victory :victory
เป็นความคิดที่เยี่ยมยอดครับ DIYer บ้านเราจะได้ไม่อายเครื่อง Commercial เค้าซะที เราไม่ได้ต้องการแข่งกับใคร แต่เราควรมีความคิดที่จะพัตนาในด้านของเทคนิคไปด้วย นอกจากจะทำแค่ทดลองกับหลอดใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยทำกันเท่านั้น สิ่งที่ควรพิจารณากันให้มากๆ คือหนึ่ง Response ต้อง 20-20kHz และต้อง Flat ด้วย สองคือ Linearity ต้องดี THD ควรต่ำมากๆ แล้วสามก็คือ Phase Shift นี่ละครับ ถ้าทำได้สามข้อนี้ผมคิดว่าแอมป์ตัวนั้นๆ มีคุณภาพครับ ส่วนเรื่องโทนเสียงเอาไว้ให้พวก ซี คับปลิ่ง มันทำของมัน
-
ผมเจอวงจรป้อนกลับแบบ Local / Global Feedback มา 1 ตัวครับ อยากทราบ ข้อดี/ข้อเสียของมันครับ เผื่อจะได้นำไปดัดแปลงกับวงจรอื่นๆ ได้ :) ออกแบบ PCB ตามเขาไว้แล้ว แต่หลอดเอาต์พุต 6JN6 มันหายากเหลือเกิน จาก Bearning Amp ครับ
-
ดูๆ แล้วก็น่าสนใจนะครับ แต่วงจรนี้เป็น Fixed Biad นะครับ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะแปลงเป็น Cathode Biad แต่จริงๆ แล้ววงจรแอมป์มันก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เราเอาของเค้ามาทำไม่ได้ใช้ OPT รุ่นตามที่เค้าออกแบบวงจรกันมา ถึงอย่างไรมันก็ต้องมาปรับแต่งแก้ไขให้เหมาะกับ OPT ที่เราจะใช้กันอยู่ดีละครับเช่นเรื่องของ Phase Shift นี่ OPT ดีๆ ก็ Shift กันที่ 50kHz ของถูกๆ ก็ต้องมาวันแล้วก้ต้องใช้วงจรเนทเวิรคแก้ให้มัน Shift กลับมาที่ศูน์เอากัน หรือ OPT บางตัวก็พันแก้ความไม่ลิเนียร์มาให้เสร็จ แค่ใช้หลอดเกนเท่ากันมาใส่ก็จบ ไม่อย่างนั้นเราต้องมานั่งปรับค่าอาร์ที่เพลทของหลอดไดร์วกันอีกที ยิ่งพวกที่ใช้ Pentode เป็นหลอดไดร์วเลยอย่างของ QUAD II นี่เรายังต้องปรับอาร์ที่สะกรีนกริดกันอีกละครับ เพราะมันก็มีผลต่ออัตราขยายเหมือนอาร์ที่เพรทแหละ ทำ PP amp มันยากตรงนีแหละ พอใช้ๆ ไป ค่ามันเปลี่ยนอีก ก็ไม่รู้ว่าค่าของอาร์เปลี่ยน หรือค่าในหลอดเปลี่ยน ใช้งานทุกวัน วันละ 15 ชม แบบผมนี่ 6 เดือนต้องมานั่งปรับกันครั้งครับ บางครั้งเจอค่าต่างกันเกิน หรือเบี่ยงจากค่าที่ควรเป็นมากกว่า 20% ครับ แอมป์ Commercial ให้ปรับกันแต่หลอดเพาร์ ไม่เห็นมีจุดให้ปรับที่หลอดไดรว์กันเลย ผมคิดว่าแอมป์พวกนี้ปีหนึ่งไปแล้ว เสียงไม่เหมือนเดิมแน่นอนครับ ใครใช้ PP Amp ให้ตรวจเช็คภาคข้างหน้าหลอดเพาเวอร์กันบ่อยๆ ด้วยละกัน
-
ผมวิเคราะห์ว่าวงรที่ผมแนะนำไว้ เขาใช้ภาคไพรมารี่ของหม้อแปลงเอาต์พุตฟี้ดแบ็คกลับไปเป็นสเตจแรก เป็นนัยว่าลดการเลื่อนเฟสของวงจรโดยรวมด้วยนะครับ ผมจะลองเปลี่ยน 6JN6 เป็น EL509 ดู เพราะหาง่ายกว่า อ้อ...วงจรนี้เป็นแบบ สกรีนกริดไบอัส นะครับ
-
ผมวิเคราะห์ว่าวงรที่ผมแนะนำไว้ เขาใช้ภาคไพรมารี่ของหม้อแปลงเอาต์พุตฟี้ดแบ็คกลับไปเป็นสเตจแรก เป็นนัยว่าลดการเลื่อนเฟสของวงจรโดยรวมด้วยนะครับ ผมจะลองเปลี่ยน 6JN6 เป็น EL509 ดู เพราะหาง่ายกว่า อ้อ...วงจรนี้เป็นแบบ สกรีนกริดไบอัส นะครับ
ผมคิดว่า FB จาก Pri ของ OPT น่าจะเพื่อลดเกนและลดความเพี้ยนมากกว่า ช่วยเรื่อง Phase Shift นะครับ Screen Bias นี่พวก EL34 หรือหลอดเพนโทดบางคนก้ทำกันเป้นเรื่องปรกติอยู่แล้วน่ะครับ แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน? แต่ผมชอบแบบ Triode Connected มากกว่าครับ ไม่ต้องการทำลังมาก แต่ต้องการความเพี้ยนน้อยเข้าไว้ก่อน ผมชอบวงจรนี้เพราะมันเหมือนวงจรที่ผมแนะนำคุณประสานไปแล้ว คือใช้ Cathode Follower ก่อนเข้าหลอดเพาเวอร์ มีหลอดขยายสะเต็จเดียวหลังภาคสะปลิทเฟรทส์
-
วงจรภาคสุดท้ายที่ป้อนกลับ ใช้ R 100k แล้วคร่อมด้วย C27 pf นี่ feedback อย่างนี้ ไม่ได้ควบคุมเกนขยาย มองดูแล้วน่าจะมีผลกับเฟส เสียมากกว่านะครับ ผมมองมันเป็นอย่างนั้น ส่วนตัว local feedback นี่ ยังไม่เคยลองเหมือนกัน เดี๋ยวคงจะได้ลอง กับวงจรแอมป์ตัวต่อไป เอาตัวเก่า มาบิ้ว ทำใหม่เล่น น่ะครับ :victory :victory :victory :victory :victory ;D ;D ;D ;D
-
วงจร EA-230 ในส่วนของภาคขับ (6SN7) เป็นคาโธดฟอลโลเวอร์ ที่จ่ายสัญญาณให้กับขาสกรีนกริดของหลอดเพาเวอร์ (6JN6) ซึ่งมันจะเหมือนเร็กกูเลตไฟเลี้ยงให้ด้วยครับ หากดูที่ขาคอนโทรลกริด (G1) ของภาคเพาเวอร์แอมป์จะเห็นว่าไม่ได้ใช้งาน เขาเรียกว่า สรีนกริดไดรฟ์ http://www.diyaudio.com/forums/tubes-valves/120969-6jn6-screen-drive-g2-driven-plate-curves.html ข้อดีของมันเท่าที่ผมจำได้ก็คือ มันจะทำงานเป็นหลอดไตรโอด ในกำลังขับที่สูงเท่าๆ กับเพนโทรด ความเพี้ยนต่ำกว่า
วงจรอีกตัวนึงนี้ ก็คล้ายๆ กัน แต่ไม่มีฟี้ดแบ็คจากไพรมารี่ไปที่ สปลิทเฟส ดังนั้นในวงจรก่อนหน้านี้ผมจึงตัดเรื่องการควบคุมอัตราขยายออกไป เพราะในวงจรผม RF/RI มันห่างกันมาจนเทียบอัตราขยายเป็น 100 เท่า ผมคิดว่าพอใช้สเตจเยอะขึ้น อินพุต กับ เอาต์พุตมันจะเลื่อนเฟสมากกว่าวงจรทั่วๆ ไป จึงจำเป็นต้องฟี้ดแบ็คเป็น Local ซะก่อน ขออภัยเพื่อนๆ ที่ผมแตกประเด็นออกมาด้วยนะครับ ไม่เกี่ยวกับหม้อแปลงเอาต์พุตเลย ;D
หลังปีใหม่จะลองทำตามขึ้นมาสักตัวครับ แล้วค่อยวัดว่าเฟสมันเหลื่อมล้ำกันกี่มากน้อย สุขสันต์ปีใหม่ครับ กลับ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง บ้านเกิดเสียที c)
-
ก็ศึกษา มันหลาย ๆ ทางนั่นแหละครับ เพื่อจุดประสงค์ที่จุดนัดหมายเดียวกัน คือ shift phase น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ :victory :victory :victory :victory :victory ้เดินทางกลับ บ้านเกิด โดย สวัสดิภาพครับ แล้ว สุขสันต์ วันปีใหม่ ทุก ๆ ท่านครับ :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo
-
วงจร EA-230 ในส่วนของภาคขับ (6SN7) เป็นคาโธดฟอลโลเวอร์ ที่จ่ายสัญญาณให้กับขาสกรีนกริดของหลอดเพาเวอร์ (6JN6) ซึ่งมันจะเหมือนเร็กกูเลตไฟเลี้ยงให้ด้วยครับ หากดูที่ขาคอนโทรลกริด (G1) ของภาคเพาเวอร์แอมป์จะเห็นว่าไม่ได้ใช้งาน เขาเรียกว่า สรีนกริดไดรฟ์ http://www.diyaudio.com/forums/tubes-valves/120969-6jn6-screen-drive-g2-driven-plate-curves.html ข้อดีของมันเท่าที่ผมจำได้ก็คือ มันจะทำงานเป็นหลอดไตรโอด ในกำลังขับที่สูงเท่าๆ กับเพนโทรด ความเพี้ยนต่ำกว่า
โทษทีดูผิดไปนึกว่าป้อนเข้ากริด 1 แต่มันเข้ากริด 2 สกลีนไดรว์จริงๆ ด้วย ผมยังไม่เคยทำครับ น่าลองดูครับ เดินทางโดยปลอดภัยครับ จังหวัดอะไรหว่า?
-
วงจร EA-230 ในส่วนของภาคขับ (6SN7) เป็นคาโธดฟอลโลเวอร์ ที่จ่ายสัญญาณให้กับขาสกรีนกริดของหลอดเพาเวอร์ (6JN6) ซึ่งมันจะเหมือนเร็กกูเลตไฟเลี้ยงให้ด้วยครับ หากดูที่ขาคอนโทรลกริด (G1) ของภาคเพาเวอร์แอมป์จะเห็นว่าไม่ได้ใช้งาน เขาเรียกว่า สรีนกริดไดรฟ์ http://www.diyaudio.com/forums/tubes-valves/120969-6jn6-screen-drive-g2-driven-plate-curves.html ข้อดีของมันเท่าที่ผมจำได้ก็คือ มันจะทำงานเป็นหลอดไตรโอด ในกำลังขับที่สูงเท่าๆ กับเพนโทรด ความเพี้ยนต่ำกว่า
โทษทีดูผิดไปนึกว่าป้อนเข้ากริด 1 แต่มันเข้ากริด 2 สกลีนไดรว์จริงๆ ด้วย ผมยังไม่เคยทำครับ น่าลองดูครับ เดินทางโดยปลอดภัยครับ จังหวัดอะไรหว่า?
บ้านเกิดผมอยู่ จ.ตรัง ครับ กลับไปเที่ยวนี้ ไม่แน่ใจว่า จะได้เจอ DIY ตรังสักกี่คน ใครอยากให้แวะเวียนไปหาก็โทรเรียกได้เลยนะครับ ผมอยู่ถึงวันที่ 4 โน่นแน่ะ
ป.ล. ตบท้ายด้วย PCB ของวงจรที่ผมแนะนำไว้ครับ ยึดหม้อแปลงไว้บน PCB เลย d_d
-
;D ;D ;D ;D ;D คาดว่าหลอดต้องใช้ตามนั้นเป๊ะ ๆ เลย หรือ ว่าเบอร์แทนต้องมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมากทั่สุด ครับ ไม่งั้น เกนขยายกระจายเลย ;D ;D ;D ;D
-
:yahoo :yahoo :yahoo :yahoo เอาละงานนี้มี เฮ ครับ ถ่ายรูปมาให้ดูก่อนหลัง มันก็จะใกล้ความจริง ค่อยมีกำลังใจทำหน่อย ;D ;D ;D ;D :yahoo :yahoo
รูปถ่าย เรียงลำดับก่อนหลังครับ รูปชุดแรก ชุดความถี่ต่ำ เนื่องจากพยายามถ่ายรูปที่ 20HZ ไม่ได้สงสัยเป็นที่กล้องไม่ซิงค์ความถี่ ครับ แต่เริ่มถ่ายติดรูปที่ความถี่ ประมาณ 200 HZ ความถี่ต่ำ ๆ ก็ รูปเหมือน กันครับ :victory :victory
-
ชุดความถี่ตรงกลาง 1 kHZ รูปสัญญานไม่ค่อยต่างกันเท่าไร พยายาม ขยายรูปสัญญาน ให้มันทับซ้อนกันได้ที่สุด เพื่อ ดูเฟส ครับ :victory :victory
-
ชุดความถี่สูง ที่ 20 Khz ครับ เกือบจะทำได้ละ เดี๋ยวขอศึกษาเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยครับ ใครมีเทคนิค หรือ ไอเดียอะไร ๆ ก็ออกความเห็นมาได้นะครับ เพื่อว่า มันจะได้อะไรที่ดีที่สุดครับ ;D ;D ;D :victory :victory เรียงลำดับ ก่อนหลัง เหมือนเดิมครับ
-
อันนี้เป็นความถี่สูงสุด ที่เครื่องทำงานได้ โดยที่อัตราการขยาย ยังไม่ลดลง ครับ ได้ที่ประมาณ 32 K แต่ phase shift เยอะ แต่ ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรแล้วครับ
-
ไปทำอะไรกับมันอ่ะ? ไม่บอกแล้วจะช่วยคิดต่อให้อย่างไร? อยากจะให้ก่อนโพ๊ทลูกศรชี้ด้วยว่า Wave ไหน? เป็น Input ด้วย ไม่งั้นก้ไม่รู้ว่า Phase มัน Lead หรือ Lag กันแน่! ให้นอนรอซะหลายวันกว่าจะเอารูปมาให้ดุ แต่ถือว่าคุ้มค่าแห่งการอคอยครับ ถ้าทำสำเร็จนี่ ผมขอยกให้นายพานล่ากระต่ายเป็นสุดยอด DIYer ของปีนี้เลยละครับ
-
ไปทำอะไรกับมันอ่ะ? ไม่บอกแล้วจะช่วยคิดต่อให้อย่างไร? อยากจะให้ก่อนโพ๊ทลูกศรชี้ด้วยว่า Wave ไหน? เป็น Input ด้วย ไม่งั้นก้ไม่รู้ว่า Phase มัน Lead หรือ Lag กันแน่! ให้นอนรอซะหลายวันกว่าจะเอารูปมาให้ดุ แต่ถือว่าคุ้มค่าแห่งการอคอยครับ ถ้าทำสำเร็จนี่ ผมขอยกให้นายพานล่ากระต่ายเป็นสุดยอด DIYer ของปีนี้เลยละครับ
เดี๋ยวทำสำเร็จแล้วจะบอกครับ หาข้อสรุปก่อนครับ ส่วนใหญ่ก็แก้ตามโครงสร้างของทฤษฏีของมันแหละครับ เป็นเมนหลัก ส่วนอุปกรณ์รอบข้าง ก็ใช้น้อยที่สุดและใช้เท่าที่จำเป็น เดี๋ยวจะลองทำ Feed back ดูครับ ถึงมันยัง Shift phase กันอีกหน่อย แต่ว่า ทดสอบฟังเสียงแล้ว ก็ นับว่าคุ้มค่าทีเดียวครับ อาการของเสียงแหลมแลบ นี่แทบหมดไปเลย เมื่อฟังเพลงพวก Opera ที่นักร้องโหนเสียงสูง ๆ อย่างเช่นเพลง Nathalie Dessay - Les Contes D' Hoffman - Les Oiseaux Dans La Charmille เพลงนี้ผมก็ยอมมันมาหลายครั้งแล้ว แต่ว่าครั้งนี้ มันรู้สึกเหมือนว่าควบคุมมันไม่ให้โอเวอร์โทนในส่วนเสียงสูงได้ดี มาก อาการแลบปลายหางเสียงยังไม่ออกนอกแถว ครับ :) :) :) :) ส่วนในการไล่เสตป
แถวดนตรี ผมทดสอบจากเพลงนี้ครับ Aida - Gloria All' Egitto จากการทดสอบว่า มันไล่แถวกันอย่างนิ่มนวล จากไกลมาใกล้ และอยู่ตรงกลาง และ จากใกล้ไปไกล ลากเสียงกันน่าตื่นเด้นดี ครับ แต่ช่วงเสียงต่ำรู้สึกว่ายังมีปัญหาอีกนิดหน่อยครับเดี๋ยวเช็คปัญหาอีกทีว่ามันเกิดจากตรงไหน รู้สึกมันดื้อ ๆ นิด ๆ เหมือน มันเกิดอาการสะบัด ๆ นิดหน่อยแต่ก็พอยอมรับได้ ;D ;Dเดี๋ยวลองดู Feed back อีกที ถ้ามันใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด อาจจะไม่ลงเป๊ะ ก็น่าจะพอใจแล้วครับ ;D ;D ;D ;D แต่ มันเหลื่อม ๆ แลบ ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ดูดีนะ เหมือน สาว ๆ แต่งตัว วับ ๆ แวม ๆ อ่ะน่ะ ;D ;D ;D ;D :victory :victory :victory :victory
-
ไปทำอะไรกับมันอ่ะ? ไม่บอกแล้วจะช่วยคิดต่อให้อย่างไร? อยากจะให้ก่อนโพ๊ทลูกศรชี้ด้วยว่า Wave ไหน? เป็น Input ด้วย ไม่งั้นก้ไม่รู้ว่า Phase มัน Lead หรือ Lag กันแน่! ให้นอนรอซะหลายวันกว่าจะเอารูปมาให้ดุ แต่ถือว่าคุ้มค่าแห่งการอคอยครับ ถ้าทำสำเร็จนี่ ผมขอยกให้นายพานล่ากระต่ายเป็นสุดยอด DIYer ของปีนี้เลยละครับ
เดี๋ยวทำสำเร็จแล้วจะบอกครับ หาข้อสรุปก่อนครับ ส่วนใหญ่ก็แก้ตามโครงสร้างของทฤษฏีของมันแหละครับ เป็นเมนหลัก ส่วนอุปกรณ์รอบข้าง ก็ใช้น้อยที่สุดและใช้เท่าที่จำเป็น เดี๋ยวจะลองทำ Feed back ดูครับ ถึงมันยัง Shift phase กันอีกหน่อย แต่ว่า ทดสอบฟังเสียงแล้ว ก็ นับว่าคุ้มค่าทีเดียวครับ อาการของเสียงแหลมแลบ นี่แทบหมดไปเลย เมื่อฟังเพลงพวก Opera ที่นักร้องโหนเสียงสูง ๆ อย่างเช่นเพลง Nathalie Dessay - Les Contes D' Hoffman - Les Oiseaux Dans La Charmille เพลงนี้ผมก็ยอมมันมาหลายครั้งแล้ว แต่ว่าครั้งนี้ มันรู้สึกเหมือนว่าควบคุมมันไม่ให้โอเวอร์โทนในส่วนเสียงสูงได้ดี มาก อาการแลบปลายหางเสียงยังไม่ออกนอกแถว ครับ :) :) :) :) ส่วนในการไล่เสตป
แถวดนตรี ผมทดสอบจากเพลงนี้ครับ Aida - Gloria All' Egitto จากการทดสอบว่า มันไล่แถวกันอย่างนิ่มนวล จากไกลมาใกล้ และอยู่ตรงกลาง และ จากใกล้ไปไกล ลากเสียงกันน่าตื่นเด้นดี ครับ แต่ช่วงเสียงต่ำรู้สึกว่ายังมีปัญหาอีกนิดหน่อยครับเดี๋ยวเช็คปัญหาอีกทีว่ามันเกิดจากตรงไหน รู้สึกมันดื้อ ๆ นิด ๆ เหมือน มันเกิดอาการสะบัด ๆ นิดหน่อยแต่ก็พอยอมรับได้ ;D ;Dเดี๋ยวลองดู Feed back อีกที ถ้ามันใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด อาจจะไม่ลงเป๊ะ ก็น่าจะพอใจแล้วครับ ;D ;D ;D ;D แต่ มันเหลื่อม ๆ แลบ ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ดูดีนะ เหมือน สาว ๆ แต่งตัว วับ ๆ แวม ๆ อ่ะน่ะ ;D ;D ;D ;D :victory :victory :victory :victory
ถ้ายังไม่แน่ใจ ยังไม่อยากคุยหน้าเวป PM มาก็ได้ได้ครับ หากต้องการให้ช่วยคิด //// เรื่องการฟังเสียงจากชุดเครื่องเสียงนั้น ถึงอย่างไรมันก็ไม่เหมือนของจริงอยู่แล้ว และเพลงแต่ละประเภทก็ยังแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพลงยุคใหม่อย่าง บาร์เธออินอาร์ม ผมไม่เคยได้ฟังมาก่อน เพราะเป้นเพลงรุ่นใหม่ ใช้เครื่องไฟฟ้าเยอะ ไม่ค่อยคุ็น ไม่ค่อยได้ศึกษา ผมจะฟังไม่ค่อยออก เช่นการเล่นเล่นกีต้าร์ บางครั้งคนเล่นทำเสียง โอเวอร์ไดรว ทำเสียงคลีน อะไรพวกนี้ ผมไม่เคยฟังจาการเล่นจริงมาก่อน ถึงใครซื้อตั๋วให้ไปดูก็คงไม่ไป เพลงพวกนี้ผมจะจับผิดจากชุดเครื่องเสียงไม่ค่อยออกครับ //// แต่ถ้าเป้นพวกเพลงคลาสสิกที่ไม่มีการใช้เครื่องขยายเสียงเวลาเล่นกัน ใช้เครื่องดนตรี แบบอคูติก ล้วนๆ เล่นใส่หูคนฟังกันตรงๆ แบบนี้ผมจะจับความผิดปรกติของเสียงจากเครื่องดนตรีต่างๆ ได้ดี และแม้แต่คนร้องก็ไม่ได้ใช้ไมค์ช่วย ร้องจากลำคอให้คนฟังทั้งห้องโถงได้ยินกันไปไกลเป้น 50 ม. กว่าๆ ได้อย่างชัดเจนมีพลัง เสียงแบบนี้มันจะเหมือนจริงมากกว่า การเอาไมค์ไปจ่อกันใกล้ๆ แล้วก้ใช้รีเวริบ อีคิว ช่วยแบบเพลงสมัยนี้ ผมเลยไม่ชอบเพราะมันไม่ใช่เสียงจริง คล้ายเสียงสังเคราะห์ซะมากกว่า //// และเนื่องจากเราฟังเสียงจำลองจากชุดเครืองเสียงที่เราทำกันนั้น เรื่องของชุดที่ทำออกมากระจ่างชัดเจนใสปิ๋งเห็น แต่ละชิ้นของเครื่องดนตรีที่เป้นร้อยๆ ชิ้นแบบนี้ บางครั้งก้ฟังตื่นเต้นสนุกดี กับอารมย์นี้นั้นผมต้องการ 70% แต่บางอารมญ์ผมก้คิดว่าการใส่ฟิลเตอร์เหมือนใส่หน้ากล้องถ่ายรูป ให้ภาพมันออกมาเบลอๆ บ้างเพียงเล็กน้อย ก็น่าดูไปอีกแบบ คทอถ้าอารมย์อยากจะฟังแบบเพลินไม่ต้องตั้งใจฟังมาก ผมก้ชอบแบบไม่ต้องมีรายละเอียดออกมามากนัก เพราะถ้ามันออกมาชัดมาก ความคิดที่ต้องการความต่อเนื่องเกี่ยวกับงานที่กำลังใช้ความคิดอยู่ ใจมันมันวกกลับมาหาเพลงซะนี่ ทำให้เสียสมาธิ เพราะมันจะสดุดอารมย์เรา ให้มองหันไปดูตรงจุดที่ชิ้นดนตรีแสดงออกมาแบบชัดจะจะไปซะ เวลาที่ต้องการทำงานแบบมีสมาธิเช่นนี้ หรือในอารมย์เวลาที่ต้องการจะหลับพักผ่อนตอนกลางวัน บางครั้งหันไปฟังเพลงจากวิทยุทานซิสเตอร์อาจจะดีซะกว่าละครับ อารมย์ที่ผมต้องการแบบนี้มี 30%
-
นับถือทั้งความรู้และความสามารถของทั้งคุณกระต่ายและคุณพินิจครับ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับที่คุณพินิจเขียนและการทดลองของคุณกระต่าย
ทฤษฎีกับปฏิบัติมันไม่ได้ต่างกันอย่างที่คนส่วนใหญ่ชอบอ้าง การทดลองปฏิบัติให้ได้ตามทฤษฎี และได้ผลตามที่คาดหวัง โดยสามารถควบคุมและทำนายได้ เป็นความสุดยอดของผู้ใฝ่เรียนรู้
ขอคารวะทุกๆ ท่านครับ
-
นับถือทั้งความรู้และความสามารถของทั้งคุณกระต่ายและคุณพินิจครับ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับที่คุณพินิจเขียนและการทดลองของคุณกระต่าย
ทฤษฎีกับปฏิบัติมันไม่ได้ต่างกันอย่างที่คนส่วนใหญ่ชอบอ้าง การทดลองปฏิบัติให้ได้ตามทฤษฎี และได้ผลตามที่คาดหวัง โดยสามารถควบคุมและทำนายได้ เป็นความสุดยอดของผู้ใฝ่เรียนรู้
ขอคารวะทุกๆ ท่านครับ
ในบางที ที่เราทำอะไรไม่ได้ มองอะไรไม่ออก เคยทำงานจาก การทำงานกับเจ้านายฝรั่งสมัยก่อน เขาก็บอกว่า ให้ย้อนกลับไปมองทฤษฏี และ เหตุผลของการออกแบบมา แล้วจะมองเห็นในเรื่องราวที่เรากำลังเผชิญอยู่และหาทางแก้ปัญหา อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นครับ :) :) :) :) แต่เวลาทำอะไรไม่ได้ เพราะเรามัวหมกมุ่นอยู่กับปัญหาเราจะมองอะไรไม่ค่อยชัดเจนนัก เราก็ได้นักทฤษฏี ที่มีความรู้มาช่วยตีโจทย์ให้ออกมาเป็นแนวทางก่อน แล้วค่อยลงมือทำใหม่ ต้องขอบคุณทุก ๆ ท่านด้วยครับ ส่วนเรื่องเสียงหรือผลที่ออกมาได้นั้น ถ้าอะไรมันอยู่ในระดับมาตราฐาน พื้นฐานมันก็จะออกมาดีเสมอครับ ไม่เกี่ยวกับว่าเราใช้อุปกรณ์นั้น ๆ ดีหรือราคาแพงเท่าไรอันนั้นเป็นแค่น้ำจิ้มหรือผักชีโรยหน้าไปเลยครับ :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :victory :victory :victory :victory
-
;D ;D ;D ;D ;D ;D ;D :yahoo :yahoo ในที่สุด หลังจาก นอนหลับพักผ่อน ปีใหม่ พักจนเป้นไข้ มาหลายวัน ก็เริ่มมาสานฝันต่อ ในที่สุดก็เข้าสู่ Zero Degree angle. ด้วยมือ และความมั่วของเราเอง ;D ;D ;D หลังจากพยายามวัด และหาวิธีการวัด ออกมา ใครมีไอเดียอะไรเสนอมาได้น่ะครับ :yahoo :yahoo สำหรับการวัดผมก็ใช้วิธีง่าย ๆ และอาศัยการสังเกตเอานี่แหละครับ ง่ายดี ถูกหรือผิดอย่างไรช่วยท้วงติงด้วยน่ะครับ :victory :victory :victory :victory
-
สำหรับการวัดพิ้นฐานผมใช้วิธีการวัดที่ 2 ครับ ;D ;D เพราะโหลดลำโพงมันตอบสนองตามความถี่ต่าง ๆ ได้ดี่ครับ เป็นการวัดโดยป้อน Signal gen ขนาด 1 V pp เข้าไปเฉย ๆ ครับ แล้วจับรูปคลืนตามที่มันออกมาครับ เดี่ยวพรุ่งนี้จะลองประกอบในวงจรจริงดูครับ ผลจากการวัดก็เป็นที่น่าพอใจ ครับซี่งมันก็เข้าสู่ จุดซีโร่องศา แล้วครับ ส่วนวิธีการพัน ก็ ใช้วิธีที่ง่าย ๆ ไม่มีเทคนิคพิเศษอะไรครับ พันให้เส้นลวดทองแดงตึงที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ให้มันมีแรงเค้น นะครับ และเทคนิคการล๊อคเส้นลวดไม่ให้มันมีอาการหน่อย จนเป็นตัวหน่วงการเหนี่ยวนำกระแส ก็เท่านั้นเอง ครับ ;D ;D ;D เทคนิควิธีง่าย ๆ ครับ ถึงว่า หม้อแปลงของบางท่านทำไมถึงใช้เวลาทำนาน อันนี้เข้าใจละครับ ว่า เขากำลังพิถีพิถัน เกี่ยวกับเส้นลวดให้ท่านอยู่ ;D ;D ;D ;D หลังจากถอดชนวน ความเขลาของต้วเองออกอีกเส้น ก็เริ่มปฏิบัติการประกอบหม้อแปลงทันที ;D ;D ;D ;D อันนี้ ไม่มีสูตรอะไรนอกจากสูตรของ MR. Tube ครับ แล้ว ทดลองเคลือบด้วยวัสดุ ยางมะตอยดูครับ ;D ;D ;D อันนี้ถือว่าเป็นสูตรผีบอก หรือ เทพนิมิตร อะไรก็แล้วแต่ละกันครับ ;D ;D ;D ;D ถ้ามันผิดก็ไม่ต้องแก้ไขกันละคราวนี้ ;D ;D ;D ;Dเผาทิ้งอย่างเดียว ;D ;D ;D
-
ยางมะตอยนี้หาได้จากที่ไหนครับ อยากจะเอามา pot หม้อแปลง/Choke/OPT ครับ
ตอนที่เคลือบยางมะตอยทำทุกชั้นลวดหรือว่าเฉพาะข้างนอกครับ
-
ยางมะตอยนี้หาได้จากที่ไหนครับ อยากจะเอามา pot หม้อแปลง/Choke/OPT ครับ
ตอนที่เคลือบยางมะตอยทำทุกชั้นลวดหรือว่าเฉพาะข้างนอกครับ
ผมใช้ เชลฟิ้นโค้ท ที่เหลือจากการอุดรอยรั่วของหลังคา มาผสมน้ำให้ได้ความข้นใส พอประมาณ แล้วจุ่มแช่ไว้สัก 3 ชั่วโมงครับ ;D ;D ;D แล้วทิ้งให้มันแห้งสัก 3 วันครับ Y] Y] Y]
-
d_d d_d d_d d_d d_d ;D ;D ;D ;D d_d d_d d_d d_d d_d d_d
ไหน ๆ จะเล่นกะมันแล้ว ก็ เอากะมันให้สุด ๆ ไปเลย แล้วจะได้รู้ว่ามันไปถึงไหนกันครับ อันนี้ เป็นผลการทดสอบ ของผมเอง ไม่สามารถนำไปอ้างอิงกับอะไรใด ๆ ได้ครับ ทดสอบผมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นมาตราฐานหรือไม่ แค่ เอาให้มันเรียนรู้เท่านั้นครับ โดยการทดสอบ ผมจะเปรียบเทียบกับตัวที่ดีที่สุด เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง ฟ้ากับเหว หรือ สวรรค์ กับ นรก เลยทีเดียวครับ ;D ;D ;D ;D ส่วนตัวหม้อแปลงของไทยรายอื่น ผมไม่ขอนำมาเปรียบเทียบครับ เพราะอาจจะมีผลดีผลเสีย ต่อผลประโยชน์ทางการค้า และ หากผลทดสอบผิดพลาดอะไร ซึ่งมันจะมีผลต่อผม อาจโดนฟ้องร้อง จนทำให้ไมมีเงินกิน มาม่า อีกก็ได้ครับ ;D ;D ;D ;D แต่ เอาเป็นว่าสรุปโตยรวมแล้ว ของท่านที่ทำขาย ดีกว่าของผมครับ ;D ;D ;D ส่วนกะของยอดนิยม อันนี้ไม่ค่อยกลัว เพราะ ถ้าเขาเกิดการฟ้องร้องผมจริง ๆ ผมจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้าโดยสิ้นเชิง มาตราการขั้นแรกของผมคือ งดสนับสนุนหนัง AV ที่มาจากประเทศนี้ครับ ;D ;D ;D ;D ;D ;D จะไหวหรือนี่ มันขาว .xx....มันขาว..xx. O0 O0 O0 O0 การทดสอบใช้วิธีการวัดใตแบบที่ 2 ครับ
-
ความถี่ด้านต่ำ เนื่องจากกล้องถ่ายรูป ผมไม่สามารถถ่าย ที่ความถึ่ต่ำกว่า 60 hz ได้ ผมขอสรุปเลยว่า ของ DIY เริ่มทำงานที่ความถี่ที่เป็นรูปคลื่นได้ที่ 16 HZ ส่วน Tango เริ่มทำงานที่ความถี่ 8 HZ แต่หม้อแปลงของ Tango มีเกนขยายที่ดีกว่า จึงได้รูปคลื่นที่สูงกว่า อันนี้คงต้องยอมเขาละครับ เพราะวัสดุอุปกรณ์เขาดีกว่าเราทำมากครับ
-
ปรับรูปคลื่นให้เท่ากันครับ ของ Tango ครับ
-
ด้านความถี่ตรงกลาง ทดสอบที่ 1 Khz เพื่อให้เห็นความแตกอย่างอย่างชัด ๆ ครับ โดยทุกความถี่ตั้งอินพิทไว้ที่ 1 Vpp ใช้เสกล .5 ส่วน โสคปอีกช่อง ใช้สเกล ที่ 20 mv จับทางด้านขด Sec ครับ ;D ;D ;D
-
ปรับ ลดของ tango ให้ได้รูปขนาดเดียวกันครับ
-
ด้านความถี่สูงทดสอบที่ความถี่ ที่ 20 Khz ครับ เป็นความถี่สูงที่มนุษย์รับได้ แค่ถ้าได้ยินเสียงนี่ ที่ปลาย ๆ 14K ก็แทบจะไม่ได้ยินกันแล้ว ส่วนที่เหลือ นี่ มันน่าจะเป้นส่วนแต่งเติมของความมีชิวิตชีวา ครับ ;D ;D ;D
-
ยังไม่หลับอีก K] K] K] K] K]
-
อันนี้เป็นความถี่สูงสุดที่หม้อแปลงที่สามารถทำงานได้ รูปคลื่นไม่ค่อยสวยเท่าไร จุดที่มีการรบกวนเกิดจาก เครื่อง ซิกแนลเจนผม ไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไรครับ จะเห็นว่า แกนเหล็กธรรมดา มันก็ไปได้เท่าที่วัด ประมาณ 58 Khz โดยยังไม่เกิดอาการ Phase shift และมีอาการ Phase shift เริ่มอีกครั้งที่ประมาณ 65 Khz และจะมีเกนขยายไปเรื่อย ๆ ยังไม่ตก จนถึงประมาณ 90 Khz ;D ;D ;D ;D ส่วนของ Tango ที่ 100 Khz ของพี่ท่าน ยังสบายดีอยู่เลยครับ
-
อันนี้ เป็นรูปของ หม้อแปลง DIY ที่ความถี่ที่ทำงานได้ 93 K โดยที่เกนขยายยังไม่ตกลงมา จะมีอาการ Phase Shift ข่อนข้างเยอะแล้ว หลัง จากนี้ เกนจะเริ่มตกลงครับ
-
อันสุดท้ายแล้วครับ เป็นการเทส Square Wave ที่ความถี่ ที่ 10 khz ครับ ความแตกต่างระหว่างของผม กะของ Tango ก็เห็นชัดเจนอีกละครับ ;D ;D ;D ;D ;D
-
พรุ่งนี้ :victory คงได้ ต่อในวงจรจริงครับ จ่ายไฟ ดีซีเข้าหม้อแปลง แล้วทำการวัดครั้งสุดท้ายอีกครับ ;D ;Dแต่ว่าเพียงเท่านี้ เราก็สามารถรู้ว่าต้นทางของเราไม่มีปัญหาเรื่องนี้แล้ว ส่วนประกอบวงจรแล้วมีปัญา คงต้องหาทางแก้ไขปัญหากันต่อไปครับ :victory :victory :victory :victory :victory :victory ท่านใดมีข้อเสนอแนะ หรือ แนะนำอะไรที่สามารถ ทำให้ผมมันเข้าสู่มาตราฐานได้ ก็ ขอความกรุณา แนะนำมานะครับ :victory :victory :victory ;D ;D
-
งั้นฝากเรื่องการ test และ design transformer ไว้ก็แล้วกันครับ
http://www.electra-print.com/techblog.php?blogid=5
http://www.electra-print.com/techblog.php?blogid=4
-
งั้นฝากเรื่องการ test และ design transformer ไว้ก็แล้วกันครับ
http://www.electra-print.com/techblog.php?blogid=5
http://www.electra-print.com/techblog.php?blogid=4
ขอบคุณครับอาจารญ์ เดี๋ยวจะลองศึกษาและปรับมาใช้ดูครับ แต่ว่า อาจารย์ มีที่บทความต่าง ๆ ถอดความที่เป็นภาษาไทยมั่งไหมครับ เอาแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ เพื่อให้เข้าถึงได้รวดเร็วที่สุดน่ะครับ เอาแบบเป็นไกด์ลาย ส่วนจะทำได้แค่ไหนมันก็ขื้นอยู่กับวิธีการและวัสดุที่ใช้ ตอนนี้สำหรับผมเอาเป็นว่า ให้เดินมาถูกทางก่อน เท่านั้นครับแล้วค่อยเริ่มศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ :) :) :) :) :victory :victory
-
ลอง test โดยต่อกับหลอดที่จะใช้จริงดูครับ เอาง่าย ๆ ใช้ sig gen เป็น ไดร์ให้หลอด Power เลยครับ วงจรจะได้ไม่ยุ่ง
-
ลอง test โดยต่อกับหลอดที่จะใช้จริงดูครับ เอาง่าย ๆ ใช้ sig gen เป็น ไดร์ให้หลอด Power เลยครับ วงจรจะได้ไม่ยุ่ง
จะทดสอบสัญญานที่ Output ที่ 1 Watt Rms ที่ 8 โอห็ม หรือ ที่ Peak Watt สูงสุด ก่อน สัญญานขลิบ ดึ ครับ :) :) :) :) :victory :victory :victory
-
ลอง test โดยต่อกับหลอดที่จะใช้จริงดูครับ เอาง่าย ๆ ใช้ sig gen เป็น ไดร์ให้หลอด Power เลยครับ วงจรจะได้ไม่ยุ่ง
จะทดสอบสัญญานที่ Output ที่ 1 Watt Rms ที่ 8 โอห็ม หรือ ที่ Peak Watt สูงสุด ก่อน สัญญานขลิบ ดึ ครับ :) :) :) :) :victory :victory :victory
ถ้าลองทำ ก็ 1 วัตต์ ถ้ามีเวลาก็ลองก่อนขลิปดูครับ เทียบกับ แบบที่ทำผ่านมาดูครับ
-
อันนี้เป็นการทดสอบตามวิธีที่ พี่ dekdek แนะนำในวิธีที่ 1 ส่วนวิธีที่ 2 พี่ Spacerider ส่งเมล์การวัด Output Tranformer ของ 300b ของฝรั่งเขาทำมาให้ศึกษา เป็นการวัด Frequency Response ไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้กับกรณ๊ของผมได้หรือเปล่าไม่รู้ ครับ ;D ;D ;D ;D
-
จากวิธีที่ 1 ผมได้ลองวัดทั้งของผม และของ Tango โดยใช้ความถี่ 20 Khz output 1 Vrms ปรากฏว่า มีอาการเหมือนกันที่ 2 ลูก ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าวิธีอย่างนี้มันถูกหรือผิด หรือ ว่า การกระทำของผมมันถูกหรือผิดครับ :cry2 :cry2 :cry2 ส่วนวิธีที่ 2 เดี๋ยวจะลองต่อวงจรวันดูครับ
-
O0 O0
-
ถูกแล้วละครับ phaseshift ที่ความถี่ ต่ำ ๆ สูง ๆ มีทุกลูกครับ แต่จะมากจะน้อยแล้วแต่
ลองดู spec หม้อ OPT น้อกครับ มันมักจะมีกราฟการตอบสนองความถี่ + การของเฟสของสัญญาณอออกเทียบกับเข้ามาให้ดู ยังไม่เคยเห็นลูกไหน ไม่มีการเลื่อนเฟสนะ มันจะเกิดที่ช่วง ต่ำ กับ สูงครับ ลองดู
ลองดูช่วงคาบ แล้วคิดออกมาเป็นองศาดูครับ
-
ปกติจะวัดที่ 1W rms นี่ครับ และก็มีที่ full power อาจจะวัดที่ 1/2 power ด้วยก็ได้
ถ้าคุณ Rabbit-Hunter วัด phase shift ออกมาใกล้เคียงกับ Tango ก็ถือว่าใช้ได้แล้วนะครับ เพราะ Tango เองก็ใช้เป็นมาตรฐานได้ดี ผมว่าน่าจะทดลองเปรียบเทียบฟังจริงได้แล้ว ต่อไปก็คงต้องลองดู spec อื่นๆว่าเราทำได้ใกล้เคียงกันหรือยัง หรือดีกว่า
ผมเองไม่มีตำราแบบง่ายๆอย่างที่ถามมาเลยครับ เพราะยังไม่มีเวลาศึกษาอย่างจริงจัง คือผมเองดูจากผลการทดสอบรวมมากว่า ที่เหลือให้คนที่เค้าเป็น expert ทำหรือแก้ไขให้ ถ้ามานั่งทำเองมีหวังไม่ต้องทำอย่างอื่น แบบว่ามีความชอบหลายอย่างนะครับ เครื่องเสียงเป็นหนึ่งในนั้น ถ้าทุ่มมากไปจะไม่เหลือเวลาทำอย่างอื่นเลย
ปัจจัยที่จะทำให้เสียงดีก็มีหลายอย่างครับ ผลลัพธ์จากเครื่องมือวัดก็บอกได้พอสมควร แต่ก็ต้องใช้ประกอบกับการฟังด้วย จริงๆแล้วการพันหม้อแปลงนี่จะมีแต่ได้อย่างเสียอย่างนะครับเท่าที่ผมเห็น ถ้าเรามุ่งผลลัพธ์ด้านเดียว มักจะเสียอีกด้านนึงเสมอ ผลสุดท้ายก็ต้องประนีประนอมกันในทุกๆด้าน ลองดูนะครับ จะเอาใจช่วย
-
ขอสอบถามอ. Karin นอกจากเรื่อง phase shift พอดีเห็นว่าเป็นการทดสอบอุปกรณ์
ในกรณีของการทดสอบ Response บางทีมีการใช้ Square wave ในการทดสอบเพิ่อดูว่าเกิด Ringing ผมขอทราบความเห็นว่าจริงๆ แล้วจำเป็นที่จะต้องทดสอบด้วย Square wave หรือเปล่าครับ บางครั้งผมเองก็เห็นว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์เนื่องจาก Square wave เกิดจากการรวมกันของ Sine wave หลายๆ ความถี่ ผมจำได้ว่าอาจารย์เคยให้ความเห็นไว้ว่าทดสอบด้วย Sine wave ก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องผลการทดสอบกับเสียงที่ได้ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับเนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เสียงดี
-
ขอสอบถามอ. Karin นอกจากเรื่อง phase shift พอดีเห็นว่าเป็นการทดสอบอุปกรณ์
ในกรณีของการทดสอบ Response บางทีมีการใช้ Square wave ในการทดสอบเพิ่อดูว่าเกิด Ringing ผมขอทราบความเห็นว่าจริงๆ แล้วจำเป็นที่จะต้องทดสอบด้วย Square wave หรือเปล่าครับ บางครั้งผมเองก็เห็นว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์เนื่องจาก Square wave เกิดจากการรวมกันของ Sine wave หลายๆ ความถี่ ผมจำได้ว่าอาจารย์เคยให้ความเห็นไว้ว่าทดสอบด้วย Sine wave ก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องผลการทดสอบกับเสียงที่ได้ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับเนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เสียงดี
จากอันนี้ ผมกำลังศึกษาจากกระทู้นี้เหมือนกัน ครับ ว่าจะแกะร่องลอยเข้าไปได้พัฒนาตัวเองได้อย่างไร ;D ;D ;D ;D
http://www.htg2.net/index.php?topic=17694.0
-
คือ Square wave test มันอาจจะบอกอะไรไม่ได้มากนักครับ ยิ่งความถี่สูงๆอย่าง 10KHz square wave นี่ Harmonic แรกคือ 30KHz ซึ่งมันเลย audio frequency ไปแล้ว ถ้าที่ 1KHz อาจจะพอบอกเรื่อง frequency response ได้บ้าง Square wave จะมีแต่ Harmonic คี่เท่านั้น ผมเคยลองเอา square wave function มาผ่าน Fourier transform ด้วย MS Excel แล้วเลือกเอาความถี่ fundamental กับ Harmonic ที่ถึงประมาณ 20KHz กว่าๆมารวมกัน รูปคลื่นที่ได้ก็ไม่ได้เป็นเหลี่ยมเท่าไหร่ ลองตัดหลัง 15KHz ออกไป ผลลัพธ์ก็คล้ายๆกัน ต้องรวมไปถึงประมาณ 30KHz ถึงจะออกมาเป็นเหลี่ยมๆสวยงาม คือถ้า test 1KHz แล้วออกมาสวย ก็บอกได้ว่ามันน่าจะไปถึงประมาณ 30KHz ครับ
อีกอย่างที่พอบอกได้ก็เป็นพวก overdamp, underdamp ที่ความถี่ต่ำครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับ load ของมันด้วย คือต้อง Optimize มันก่อน แล้วค่อย test transformer ที่มี impedance ratio เท่ากัน ถึงจะบอกได้ว่าตัวไหนดีกว่า อีกเรื่องนึงก็เป็น transient response ที่มีตัวอย่างของผลลัพธ์ของ transformer ที่ดีให้เห็นอยู่บ้างแล้ว
การทดสอบด้วยเครื่องปกติแล้วแต่ละคน หรือแต่ละผู้ผลิตก็จะมีหลักเกณฑ์ที่ต่างกัน หัวข้อทดสอบบางอย่าง คนนึงอาจว่าสำคัญ แต่อีกคนนึงอาจจะไม่ก็ได้ แต่โดยทั่วไปก็จะมีหัวข้อพื้นๆที่ต้องทำให้ผ่านอยู่แล้วเช่นการตอบสนองความถี่ ความสามารถในการทนแรงดันและกระแส หรือ power output อะไรพวกนี้ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าผลลัพธ์ที่ได้หมายถึงอะไร และมีความหมายต่อผลลัพธ์สุดท้าย(การรับฟัง)แค่ไหนครับ
-
ซักเริ่มสนุก และเมามัน เกี่ยวกับวิถีแห่งการเหนี่ยวนำซะแล้วครับ ;D ;D อาจารย์ Karin มีโปรแกรมตัวนี้ไหมครับ DFT Spectrum Analysis ของ Paul Noyce ไหมครับ ดูจากโปรแกรมมันน่าจะง่ายขึ้น สำหรับ การสงสัยความถี่น่ะครับ จะมาทำ Fourier transform เอง คงไม่ไหว วิชาเข้ารกเข้าป่าไปหมดแล้ว ตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ;D แต่ที่เห็นโปรแกรม ที่ชาวลาดกระบังเรียน มีเอกสารออกมาเผยแพร่ มันน่าจะง่าย ขึ้นครับ :) :) :) :) ตอนนี้ เอาแค่ให้รู้ว่า ใน 1 เซนติดเมตรมี 10 มิลลิเมตร ตามมาตราฐานก็พอ ส่วนเรื่องความสวยงามเอาไว้ทีหลัง เดี๋ยวมันตามมาเอง Y] Y] :victory :victory
-
คือ Square wave test มันอาจจะบอกอะไรไม่ได้มากนักครับ ยิ่งความถี่สูงๆอย่าง 10KHz square wave นี่ Harmonic แรกคือ 30KHz ซึ่งมันเลย audio frequency ไปแล้ว ถ้าที่ 1KHz อาจจะพอบอกเรื่อง frequency response ได้บ้าง Square wave จะมีแต่ Harmonic คี่เท่านั้น ผมเคยลองเอา square wave function มาผ่าน Fourier transform ด้วย MS Excel แล้วเลือกเอาความถี่ fundamental กับ Harmonic ที่ถึงประมาณ 20KHz กว่าๆมารวมกัน รูปคลื่นที่ได้ก็ไม่ได้เป็นเหลี่ยมเท่าไหร่ ลองตัดหลัง 15KHz ออกไป ผลลัพธ์ก็คล้ายๆกัน ต้องรวมไปถึงประมาณ 30KHz ถึงจะออกมาเป็นเหลี่ยมๆสวยงาม คือถ้า test 1KHz แล้วออกมาสวย ก็บอกได้ว่ามันน่าจะไปถึงประมาณ 30KHz ครับ
อีกอย่างที่พอบอกได้ก็เป็นพวก overdamp, underdamp ที่ความถี่ต่ำครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับ load ของมันด้วย คือต้อง Optimize มันก่อน แล้วค่อย test transformer ที่มี impedance ratio เท่ากัน ถึงจะบอกได้ว่าตัวไหนดีกว่า อีกเรื่องนึงก็เป็น transient response ที่มีตัวอย่างของผลลัพธ์ของ transformer ที่ดีให้เห็นอยู่บ้างแล้ว
การทดสอบด้วยเครื่องปกติแล้วแต่ละคน หรือแต่ละผู้ผลิตก็จะมีหลักเกณฑ์ที่ต่างกัน หัวข้อทดสอบบางอย่าง คนนึงอาจว่าสำคัญ แต่อีกคนนึงอาจจะไม่ก็ได้ แต่โดยทั่วไปก็จะมีหัวข้อพื้นๆที่ต้องทำให้ผ่านอยู่แล้วเช่นการตอบสนองความถี่ ความสามารถในการทนแรงดันและกระแส หรือ power output อะไรพวกนี้ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าผลลัพธ์ที่ได้หมายถึงอะไร และมีความหมายต่อผลลัพธ์สุดท้าย(การรับฟัง)แค่ไหนครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอผ่านต่อไปถามเรื่อง THD ครับ ปกติเค้าวัดกันที่ Sine wave 1kHz ที่ 1watt และที่ Full watt ใช่หรือเปล่าครับ รบกวนอาจารย์ขอทราบตัวเลขของ THD ที่การทดสอบแต่ละกรณีด้วยครับ
มีอีกเรื่องผมอ่านคู่มือของเครื่องวัด THD ของ Heathkit เค้าบอกว่า Rupple จากภาคจ่ายไฟก็มีผลต่อ THD แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดไว้มาก จึงอยากรบกวนอาจารย์ Karin ในเรื่องนี้ด้วยครับ
-
เข้ามาเขียนว่าแม้แต่เวลาอ่านยังไม่ค่อยมีเลยในช่วง นี้ เอาไว้มีเวลาอ่าน จะมาคุยต่อนะครับ
-
เข้ามาเขียนว่าแม้แต่เวลาอ่านยังไม่ค่อยมีเลยในช่วง นี้ เอาไว้มีเวลาอ่าน จะมาคุยต่อนะครับ
เข้าใจครับพี่ หลานร้องไห้แล้ว ต้องรีบไปดู :) d_d d_d
-
เข้ามาเขียนว่าแม้แต่เวลาอ่านยังไม่ค่อยมีเลยในช่วง นี้ เอาไว้มีเวลาอ่าน จะมาคุยต่อนะครับ
O0 O0 O0 ซามูไรพ่อลูกอ่อน ลูกชายคนเล็กผมเพิ่ง ได้ 8 เดือนแล้วล่ะครับ ;D ;D ;D ตอนก่อน 3เดือน เลี้ยงง่าย กินกับนอน พอเริ่มเดือนที่ 4 ซักเริ่มซน ;D ;D ;D ;D O0 O0 O0 d_d
-
ติดตามอยู่ครับ...รายงานตัว d_d
-
ปกติเค้าวัดกันที่ Sine wave 1kHz ที่ 1watt และที่ Full watt ใช่หรือเปล่าครับ
ถ้าเป็นมาตรฐานที่ตกลงกันสำหรับเครื่องเฉพาะด้านอย่าง THX หรืองานสื่อสาร จะใช้ sine wave ครับ มีหลายความถี่และมีข้อกำหนดว่าจะต้องไม่เกินกี่ % แต่สำหรับ hifi เท่าที่รู้ ไม่มีครับ ส่วนมากก็จะไม่เกิน 1% ที่ 1KHz ที่ max power
ส่วนผมเองจะใช้ที่ 100Hz, 1KHz, 10KHz คือดูเอาตาม log scale ครับ ที่ 1W ทั้งสามจุดไม่ควรเกิน 1% ส่วนที่ Max power ตั้งไว้ไม่เกิน 5% สำหรับ 1KHz, 10KHz ส่วนที่ 100Hz ตั้งไว้ 10%
-
อาจารย์ Karin ครับและท่านผู้รู้ครับ ผมอยากทราบเรื่อง ของ ฮาร์โมนิค คู่ และ ฮาร์โมนิคคี่ ในทางไฟฟ้า และ ฮาร์โมนิคคู่และฮาร์โมนิคคี่ ทางดนตรี และ เราจะสามารถมองภาพรวมของ 2 อย่างนี้แล้วเอามาประยุกต์เข้ากันได้ตรงไหนบ้างไหมครับ :victory :victory :victory :victory
-
Harmonic distortion ทางไฟฟ้าที่เกิดจากความไม่ linear ของอุปกรณ์ที่ขยายสัญญาณครับ ส่วนที่ว่าเราไม่ต้องการคี่เพราะเสียงที่ได้จะแปร่งมาก
ยกตัวอย่างโน๊ตเสียง A(4) ที่ใช้เทียบเสียงดนตรีก็ได้ครับ โนีตตัวนี้มีความถี่ 440Hz โน๊ต A(5) ที่ขึ้นไปอีก 1 octave มีความถี่ 880Hz ซึ่งถ้าเครื่องเสียงขยายเสียงความถี่ 440Hz แล้ว ปรากฏว่ามีความถี่ 880Hz หรือ 1760Hz ซึ่งเป็น harmonic 2 และ 4 มาด้วย หูเราจะฟังไม่ค่อยออกครับ หรือถ้าฟังออก ก็กลมกลืนกัน
คราวนี้กลับมาที่ดนตรีบ้าง ปกติ major triad chord ธรรมดา ประกอบด้วยโน๊ต 1 3 และ 5 ของ key นั้นๆ ถ้ายกตัวอย่างเช่น A major triad chord คือ A C# E ซึ่ง chord ก็มีหลายแบบ แต่ที่เห็นบ่อยๆคือ major, minor, dominant ซึ่งตัวสุดท้ายนี่ละครับ เสียงของมันจะตามชื่อ dominant ซึ่งมันจะเด่นออกมา
ทำไมมันถึงเด่น อันนี้เป็นเพราะคู่เสียงของมัน โดย dominant seven chord จะประกอบด้วย 1 3 5 b7 เช่น A7 จะประกอบด้วย A C# E G หรืออย่าง F7 ก็จะมี F A C Eb
สิ่งที่สำคัญที่สุดของ dominant chord คือคู่เสียงที่เรียกว่า tritone ซึ่งถ้าพูดแบบง่ายคือคู่เสียง (interval) ที่เป็น 4 augmented หรือ 5 diminish ซึ่งยกตัวอย่าง chord ด้านบนก็คือ C# กับ G และ A กับ Eb เจ้า tritone นี่ละครับ ที่เสียงมันจะแปร่งออกมา นักดนตรีที่เล่น chord ชำนาญหน่อย เวลาเจอ chord ประเภทนี้ บางทีเล่นแค่สองตัวคือตัวที่ 3 และ 7 ของ chord เท่านั้น แค่นี้ก็บอกได้ว่า chord อะไร เพราะเสียงมันจะเด่นขึ้นมา
คราวนี้มันเกี่ยวกับเรื่อง harmonic distortion ยังไง ถ้าเรากลับไปดูตารางความถี่กับโน๊ตดนตรีอีกครั้ง จะพบว่า harmonic ที่ 3 ของ 440Hz ของโน๊ตตัว A ก็คือ 1230Hz ซึ่งก็คือ Eb ซึ่งเป็นคู่ tritone ของมัน ดังนั้นนี่คือสาเหตุที่เรารับรู้ harmonic คี่ได้ดีกว่าคู่
การเอามาประยุกต์นี่ถ้าในแง่ hifi คงไม่รู้จะประยุกต์ยังไงครับ เพราะจุดประสงค์ของเครื่อง hifi คือไม่ควรจะมีความถี่ harmonic ออกมาเลย ดังนั้นตามหลักการแล้ว เราควรจะลด harmonic distortion ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
-
ขอบคุณมากครับอาจารย์ Karin สำหรับข้อมูล
-
ตอนนี้ จะมาลองอีกที กับแกน C Core พอดีไปแกะมาจาหม้อแปลลูกอื่น กำลังคิดจะทำ Out Put transformer เลย ;D ;D ;D มามองดูโครงสร้างของแกนมัน มันก็น่าทำได้ ทั้ง PP และ SE ทำได้หรือเปล่าไม่รู้ ต้องรอผู้เชี่ยวชาญ มาแนะนำอีกนิด ;D ;D ;D ไหน ๆ ก็จะนั่งพันขอลวดแล้ว ก็เลยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5 K ในแบบ SE และ 2.5 K ในแบบ PP ซึ่งตรงนี้ ในความคิดผมมันน่าจะต่างกันที่ การแทปชดลวดออกมา เท่านั้น ;D ;D ;D คำนวนดูแล้ว อัตราพลาด มันมีไม่มากในทั้ง 2 แบบ ถ้ามันทำงานได้จริง ๆ หรือ พลาด ก็ จะได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ;D ;D ;D ท่านใดจะชี้นำบ้างครับ ว่าต้องทำอย่างไร :victory :victory :victory :victory :victory :yahoo :yahoo
-
ต่างกันนะครับ 5K แล้วมี tap 2.5K นี่ ถ้านึกถึงกฏกำลังสองแล้ว
Z/z = (N/n)^2
sqrt(5000/8) = 25:1
sqrt(2500/8) = 17.67:1
output ทั้งสองซีกออกมาห่างกันพอควรเลย :D
ถึงแม้มี center tap ที่ดึงออกมาตรงกลาง ด้วยกฏกำลังสองนี่แหละ หลอดจะเห็น impedance แค่ 1/4 ต่อซีก
ไม่รวมวิธีการพันที่ต่างกันของ SE กับ PP ครับ
-
สงสัยจะทำ Lundahl 5k ใช้ได้ทั้ง 5k SE กับ 5k p-p O0 O0
-
ต่างกันนะครับ 5K แล้วมี tap 2.5K นี่ ถ้านึกถึงกฏกำลังสองแล้ว
Z/z = (N/n)^2
sqrt(5000/8) = 25:1
sqrt(2500/8) = 17.67:1
output ทั้งสองซีกออกมาห่างกันพอควรเลย :D
ถึงแม้มี center tap ที่ดึงออกมาตรงกลาง ด้วยกฏกำลังสองนี่แหละ หลอดจะเห็น impedance แค่ 1/4 ต่อซีก
ไม่รวมวิธีการพันที่ต่างกันของ SE กับ PP ครับ
:victory :victory :victory :victory งั้นมันต้องทำอย่างไรบ้างครับ อย่างผมพัน 5K แล้ว หรือว่าจะพัน 5K 2 ขด ขนานคู่กันไป ดีละครับ เพราะเห็นว่าแกน C Core มันก็คงไม่มีการใส่แกนด้วยวิธีอื่น นอกจากมาประกบกันเฉย ๆ น่ะครับ ส่วนรูปแบบการวางขดลวด ก็ วางไม่ได้กี่วิธีเองครับ :victory :victory :victory
-
หรือว่า จะเอาด้านหน้าเหมือนเดิม แล้วไป แมทที่ขด Sec ดีครับ ถ้า แมท์ที่ขด SEC มันก็จะต่างกันไม่กี่รอบเอง โดยพันขด Sec สำรองเพิ่ม โดยทดลองในครั้งแรกผมจะมองมันเหมือนหม้อแปลงไฟฟ้าธรรดาก่อน ดูการส่งทอดกำลังดูในแต่ละความถี่ ว่ามันเป็นไปตามกฏไหมน่ะครับ :D :D :D :D แค่คิดก็ งงละ :D :D :D ;D ;D ;D
-
เรื่องพันจริงนี่คงต้องให้คุณประสาน หรือ Mr.Tube มาแนะนำดีกว่าครับ ;)
-
ลองพันขดลวดู และทดสอบละครับ แกน C Core กับขดลวดในโหมดของ หม้อแปลงไฟ ธรรมดา เพื่อทดสอบดูการส่งกำลัง ลองวัดการตอบสนองความถี่เบื้องต้นอย่างง่าย ๆ ดู รู้สึกว่าการตอบสนองความถี่ มันค่อนข้างมาทางเสียงความถี่ต่ำจะทำงานได้ดึ ที่ 7 HZ นี่ก็เริ่มทำงานได้รูปคลื่นมีเกนขยายปกติ ส่วนเรื่องความถี่ด้านสูง อัตราการตอบสนองความถี่สูงจะเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เมื่อ 16 K เท่านี้ก็อยู่ในเกนท์ที่น่าจะใจ เพราะธรรมดา หลังจาก 14 K มานี่ก็แทบได้ยินแล้ว รับรู้ได้เพียงประสาทสัมผัสเล็ก ๆ น้อย เท่านั้นมั้งครับ ;D ;D ;D และเกนขยายจะกลับมาปกติ อีกที ที่ 40 K :D :D :D เป็นงงเหมือนกันครับ :victory :victory :victory :victory :yahoo :yahoo เดี่ยวจะลองพันเป็นหม้อแปลง OPT ดูหน่อยครับ :showoff :showoff :showoff
-
:D :D :Dเฮ้ยยยยยยยย ๆๆๆๆ :D :D :D :D ปวดกะโหลกกันแกน C - Core จริง ๆ ทำไมมันส่งผ่านความถี่ ไม่ค่อย สมูท เต็มย่านเสียง เหมือน พวก EI นะ สงสัยจัง แล้วไอ้พวกแกน Amorphous นี่มันจะตอบสนองเต็มย่านเสียงไหมหนอ :cry2 :cry2 :cry2 :cry2 พอดีหัดเล่น C-Core มือ โปร ได้โปรดแนะนำหน่อยครับ พอดีผมพัน OPT แบบ 5K se โดยทำแบบ 2.5K + 2.5K ซึง ในแบบ 5 K ผมใช้ 2.5K 2 ขดมาต่ออนุกรมกัน :) :) :) แต่ปัญหาของผมคือ การตอบสนองเสียงสูงในช่วง 14 -20 K มันค่อยข้างมีปัญหา คือมันตอบสนองความถี่ได้ไม่ดี ส่วนเสียงย่านต่ำ นี่ มันออกดีเหลือเกิน ตอนนี้ลองกัน EL84 SE เสียง ต่ำ มันดันตอบสนองดีมาก ๆ เสียงเบส ตับ ๆๆๆๆๆๆ ยังกะฝังซัฟวูฟเฟอร์เลย แต่รู้สึกว่าเสียงช่วงสูงมันจะหม่น ๆ อย่างไงบอกไม่ถูก :cry2 :cry2 :cry2 กำลัง งง ว่ามันมีคุณสมบัติที่ดีกว่า แต่ว่ามันทำไมไม่ได้ดีกว่าแกน EI แบบซังกะบ้วย เลย ;D ;D ;D หรือว่าตัวผมทำอะไรผิดพลาดกันแน่ ;D ;D แกนเหล็ก แกะเอามาจากหม้อแปลงของ TAM Radio ครับ :cry2 :cry2ท่านใดมีประสบการณ์ อย่างนี้บ้างครับ หรือ มีประสบการณ์ที่ประทับใจกับแกน C Core มั่งครับ เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับ :cry2 :cry2 :cry2 :cry2 :cry2 :cry2
-
ถ้าแก้ปัญหาได้แล้ว เดี๋ยวจะเอาไปให้พันอีก 1คู่ c-core :secret :secret :secret
-
ถ้าแก้ปัญหาได้แล้ว เดี๋ยวจะเอาไปให้พันอีก 1คู่ c-core :secret :secret :secret
สงสัยต้องรอเซียนมาช่วยแนะนำก่อน ;D ;D ;D ;D มันอาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่างที่ ยังตีโจทย์ไม่ออก ;D ;D ;D ;D ถ้ามันแก้ปัญหาไม่ได้ คงได้ ทำซับวูฟเฟอร์ที่เป็นหลอด ละงานนี้ ;D ;D ;D ;D
-
K) K) K) น่าสนแฮะ
-
สงสัยจะทำ Lundahl 5k ใช้ได้ทั้ง 5k SE กับ 5k p-p O0 O0
แบบนี้เราสามารถทำไว้ใช้เองได้ครับ :)
เรื่องพันจริงนี่คงต้องให้คุณประสาน หรือ Mr.Tube มาแนะนำดีกว่าครับ ;)
ไม่ได้เข้ามาอ่านกระทู้
ขอบคุณครับอาจารย์ แต่ผมมือสมัครเล่นครับอาจารย์ ผมจะลองพยายามครับ :)
การตอบสนองเสียงสูงในช่วง 14 -20 K มันค่อยข้างมีปัญหา คือมันตอบสนองความถี่ได้ไม่ดี ส่วนเสียงย่านต่ำ นี่ มันออกดีเหลือเกิน
แกน C-core บางทีก็ดีแต่ชื่อก็มีครับ ต้องทดสอบก่อนนำมาใช้ครับ
วัดค่า L ที่ความถี่ 100/120Hz และที่ 1kHz ให้หน่อยครับ
-
สงสัยจะทำ Lundahl 5k ใช้ได้ทั้ง 5k SE กับ 5k p-p O0 O0
แบบนี้เราสามารถทำไว้ใช้เองได้ครับ :)
เรื่องพันจริงนี่คงต้องให้คุณประสาน หรือ Mr.Tube มาแนะนำดีกว่าครับ ;)
ไม่ได้เข้ามาอ่านกระทู้
ขอบคุณครับอาจารย์ แต่ผมมือสมัครเล่นครับอาจารย์ ผมจะลองพยายามครับ :)
การตอบสนองเสียงสูงในช่วง 14 -20 K มันค่อยข้างมีปัญหา คือมันตอบสนองความถี่ได้ไม่ดี ส่วนเสียงย่านต่ำ นี่ มันออกดีเหลือเกิน
แกน C-core บางทีก็ดีแต่ชื่อก็มีครับ ต้องทดสอบก่อนนำมาใช้ครับ
วัดค่า L ที่ความถี่ 100/120Hz และที่ 1kHz ให้หน่อยครับ
:cry2 :cry2 :cry2 ผมไม่มีเครื่องวัดค่า L ครับพี่ มีแต่โสคป กับ ซิกแนลเจน เท่านั้นน่ะครับ :cry2 :cry2 :cry2 อย่างของพี่ที่ใช้แกน C - Core ทำ ช่วงความถี่สูง ๆ มันมีเสียงแบบอับ ๆ บ้างไหมครับ :cry2 :cry2 ผมชักจะไม่แน่ใจและสงสัยในความถี่สูง ๆ กับแกนแบบนี้ละ แต่ความถี่ต่ำ ๆ และความเข้มข้นนี่ ไอ้ตัวนี้มันสุดยอดเลยครับ :cry2 :cry2
-
ถ้าไม่มี LCR ก็ลองใช้วิธีการหาตามแนวทางที่บางท่านได้นำมาเสนอครับ http://www.htg2.net/index.php?topic=18101.0
-
c) c) c) c) c) c) ขอบคุณมากครับพี่ ที่ช่วยชี้แนะ c) c) c) c) c) c)
ผมหาเหตุผลเจอแล้ว ครับ เป็นเพราะแกนแหล็กของผมจริง ๆๆ ครับ ที่ไม่สามรถส่งผ่านความถึ่ผ่านให้ได้ ไปค้นข้อมูลเจอ แกนเหล็กของผม คงเป็นแบบ ลามิเนท ซึ่งมันส่งผ่านความถึ่ไห้ได้แค่ไม่เกิน 10 K ผมผ่านมาได้ถึง 14 K นับว่าฟลุ๊คอย่างจังแล้วครับ :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo ขอบคุณคร๊าบบบบบบบบบบบบ ;D ;D ;D :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo
-
:victory :victory :victory :victory งั้นมันต้องทำอย่างไรบ้างครับ อย่างผมพัน 5K แล้ว หรือว่าจะพัน 5K 2 ขด ขนานคู่กันไป ดีละครับ เพราะเห็นว่าแกน C Core มันก็คงไม่มีการใส่แกนด้วยวิธีอื่น นอกจากมาประกบกันเฉย ๆ น่ะครับ ส่วนรูปแบบการวางขดลวด ก็ วางไม่ได้กี่วิธีเองครับ :victory :victory :victory
เพิ่งเห็นว่ากระทู้นี้มีคุยกันต่อครับ ถ้าจะพันให้ใช้ได้ทั้ง 5k SE และ 5k PP ก็แค่ต่อ CT ออกมาครับ กรณีใช้ Single C (ก็คือ 1 โอ) จะพันขดลวดที่ Identical กัน 2 ชุดแล้วใส่แต่ละแขนแบบ Lundahl ก็ได้ครับ แต่ถ้าทำเป็น Double C ก็เหมือนหม้อแปลง EI ทั่วไปครับ
-
:D :D :Dเฮ้ยยยยยยยย ๆๆๆๆ :D :D :D :D ปวดกะโหลกกันแกน C - Core จริง ๆ ทำไมมันส่งผ่านความถี่ ไม่ค่อย สมูท เต็มย่านเสียง เหมือน พวก EI นะ สงสัยจัง แล้วไอ้พวกแกน Amorphous นี่มันจะตอบสนองเต็มย่านเสียงไหมหนอ :cry2 :cry2 :cry2 :cry2
ผมเคยเจอ C แบบนี้อยู่ 2-3 ครั้งครับ คือมันตอบสนองความถี่สูงไม่ได้ครับ ผมเข้าใจว่าสาเหตุมาจากตัว Material ที่ใช้ เพราะดูจากลักษณะภายนอกแล้ว วิธีการผลิตน่าจะเหมือนกับอันที่ตอบสนองความถี่สูงได้ครับ ส่วนแกน Amorphous ออกแบบมาสำหรับความถี่สูงอยู่แล้วครับ (หลัก 10kHz) ถ้าจะกังวล ควรจะกังวลที่ความถี่ต่ำมากกว่าครับ
พอดีหัดเล่น C-Core มือ โปร ได้โปรดแนะนำหน่อยครับ พอดีผมพัน OPT แบบ 5K se โดยทำแบบ 2.5K + 2.5K ซึง ในแบบ 5 K ผมใช้ 2.5K 2 ขดมาต่ออนุกรมกัน :) :) :) แต่ปัญหาของผมคือ การตอบสนองเสียงสูงในช่วง 14 -20 K มันค่อยข้างมีปัญหา คือมันตอบสนองความถี่ได้ไม่ดี ส่วนเสียงย่านต่ำ นี่ มันออกดีเหลือเกิน ตอนนี้ลองกัน EL84 SE เสียง ต่ำ มันดันตอบสนองดีมาก ๆ เสียงเบส ตับ ๆๆๆๆๆๆ ยังกะฝังซัฟวูฟเฟอร์เลย แต่รู้สึกว่าเสียงช่วงสูงมันจะหม่น ๆ อย่างไงบอกไม่ถูก :cry2 :cry2 :cry2 กำลัง งง ว่ามันมีคุณสมบัติที่ดีกว่า แต่ว่ามันทำไมไม่ได้ดีกว่าแกน EI แบบซังกะบ้วย เลย ;D ;D ;D หรือว่าตัวผมทำอะไรผิดพลาดกันแน่ ;D ;D แกนเหล็ก แกะเอามาจากหม้อแปลงของ TAM Radio ครับ :cry2 :cry2ท่านใดมีประสบการณ์ อย่างนี้บ้างครับ หรือ มีประสบการณ์ที่ประทับใจกับแกน C Core มั่งครับ เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับ :cry2 :cry2 :cry2 :cry2 :cry2 :cry2
จริงๆ แล้ว 5k = 1.25k+1.25k นะครับ ถ้าคุณ Rabbit-Hunter คำนวณที่ 2.5k 2 ขด พอเอามาอนุกรมกันมันจะเป็น 10k ครับ แต่ถ้าคำนวณที่ Full Coil 5k แล้วดึง CT ออกมา มันจะเป็น 1.25k+1.25k ครับ เพราะ Imp Ratio เป็นค่ากำล้งสองของ Turn Ratio ครับ โดยสากลแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด ก็จะบอกเป็น 5k plate to plate สำหรับ PP และ 5k เฉยๆ สำหรับ SE ครับ หรืออย่างกรณี Lundahl จะบอกเป็น Turn Ratio ครับ
ผมคิดว่ามีความเข้าใจผิดในวงกว้างว่าแกน C Core จะดีกว่า EI เสมอครับ ซึ่งอันที่จริงแล้ว C Core ดีกว่า EI เพียงแค่ประกอบง่าย และ ประสิทธิภาพเชิงแม่เหล็กดีกว่า EI นิดหน่อย เมื่อใช้วัสดุเดียวกัน เหตุเพราะเส้นแรงแม่เหล็กวิ่งตามแนว Grain ของเหล็กเสมอ ไม่ได้มีส่วนที่วิ่งขวาง Grain อย่าง EI ครับ ส่วนเรื่องการตอบสนองความถี่นี่ C หรือ EI แทบไม่เป็นประเด็นเลยครับ เพราะมันขึ้นกับความบางของ Lamination และชนิดของวัสดุครับ พี่ prasan ก็มักจะกล่าวเสมอๆ ว่า เห็น C แล้วอย่างเพิ่งนึกว่าดี ลองวัดดูก่อนครับ อาจจะ Y] หริอ N] ก็ได้ครับ แต่ก็ OK ครับ โดยมากที่ผมเจอจะใช้ได้ไม่ต่างกับ EI ครับ มีแค่ 2-3 ครั้งที่พบว่าแกนไม่ตอบสนองแบบที่คุณ Rabbit-Hunter เจอครับ
-
;D ;D ;D ;D
เพิ่งเห็นว่ากระทู้นี้มีคุยกันต่อครับ ถ้าจะพันให้ใช้ได้ทั้ง 5k SE และ 5k PP ก็แค่ต่อ CT ออกมาครับ กรณีใช้ Single C (ก็คือ 1 โอ) จะพันขดลวดที่ Identical กัน 2 ชุดแล้วใส่แต่ละแขนแบบ Lundahl ก็ได้ครับ แต่ถ้าทำเป็น Double C ก็เหมือนหม้อแปลง EI ทั่วไปครับ ;D ;D ;D
กระทู้นี้ ผมคงยังไม่ทิ้งง่าย ๆ หรอกครับอาจารย์ :victory :victory :victory เอาเป็นบทเรียนบททดสอบ และหาข้อมูลทางด้านทฤษฏี และทางด้านเทคนิคของ มีอะไรข้องใจเดี๋ยวก็มาถามใหม่ เรื่อย ๆ น่ะครับ แบบว่ามือใหม่ ตจว น่ะ แต่ก็แค่เอาเล่น แบบ มัน ๆ และเดินให้มันถูกทางเท่านั้นครับ Y] Y] Y] :victory :victory ผมก็ลองแบบ O เดียวนี่แหละครับ เพราะก็ มองเรื่องโครงสร้าง มอง จากลูฟ แล้วมัน มันน่าจะเป็นอย่างนั้น ;D ;D ;D จนมีพี่คนหนึ่งเขาส่งลิงค์หม้อแปลง ไอ้ตัวแบบนี้ของ Lundahe มาให้ดู เห็นโครงสร้างของเขาด้วย ก็ โปร่ง.... ไอเดียบรรเจิดเข้าไปใหญ่เลย
;D
;D ;D ;D ;D ;Dส่วนปัญหา แสดงว่า ผมไม่ได้เจอคนเดียว ;D ;D ;D แต่ ครั้งแรกก็ได้ประสบการณ์ อันแสนมหาศาลซะแล้ว แค่ตอนนั่งพันในตอนแรกก็จินตนาการไปเสียว่า มันจะต้องดีในทุก ๆ ด้าน ตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการได้ ;D ;D แต่ในทางที่เป็นจริงแล้ว :cry2 :cry2 :cry2 มันคงดีสำหรับงานบางประการเท่านั้นเอง ยิ่งถ้าไม่รู้ว่าแกนเหล็กที่ได้มามันมีคุณสมบัติพื้นฐานที่อยากได้หรือเปล่า การตำเนินการต่อ นี่ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงจริง ๆ เสี่ยงกว่าแกน EI หลายเท่า :cry2 :cry2 นี่ขนาดจงใจเลือกเอาสูตรของ อาจารย์ Tube ที่ผมมองเห็นว่ามันตรงไปตรงมา และ มันมีทางพัฒนาต่อได้ และ หากเกิดปัญหา สรุปปัญหา ที่เกิดขึ้นได้ง่าย ;D ;D ไม่ได้เชียร์น่ะ แต่ของเขาดีเข้าขั้นจริง ๆ :victory :victory ;D ;D ;D แต่ว่าก็อยากลองเล่นต่อ ใครพอมีแกน ให้ยืมเล่นมั่งน่ะ เอาแค่ O เดียวต่อลูกเล็กก็พอ แต่ของเป็นแกนที่มีคุณสมบัติที่ตอบสนองความถี่ย่านเสียงน่ะครับ ;D ;D ;D
:victory :victory :victory :victory และอีกอย่าง หากมีอะไร ผิดพลาด กรุณา ท้วงติง และแนะนำด้วยน่ะครับ รับฟังทุกเหตุผลและจากทุกคนครับ และนำมาปรับปรุงครับ :victory :victory :victory
-
ติดตามกระทู้อยู่ครับ
:showoff
สู้ต่อไปครับ
-
ส่วนปัญหา แสดงว่า ผมไม่ได้เจอคนเดียว ;D ;D ;D แต่ ครั้งแรกก็ได้ประสบการณ์ อันแสนมหาศาลซะแล้ว
ครั้งหลังสุดที่ผมเจอแกนที่ตอบสนองความถี่สูงไม่ได้ ผมสังเกตไว้ว่าแต่เดิมมันเป็น Choke High Current ครับ พวก 0.1H 15A อะไรทำนองนี้น่ะครับ อันที่เจอก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สังเกต ผมก็เลยสรุปเอาเองว่า เนื่องจาก Application เดิมมันเป็น Choke Inductance ต่ำ กระแสสูง ผู้ออกแบบคงจะเลือกแกนที่รับ B ได้สูงๆ โดยที่ไม่ต้องสนว่า Permeability จะเป็นเท่าไหร่ เนื่องจาก Choke size นี้ ยังไง Air-gap ก็ต้องใหญ่อยู่แล้ว (1-2mm) ค่า Perm จะเป็น 500 หรือ 1000 ก็ไม่ได้ทำให้แตกต่างกัน และวัสดุที่รับค่า B ได้สูงๆ ก็คือเหล็กธรรมดา คือไม่ต้องใส่ Silicon ลงไปเพื่อให้ Perm มันเยอะขึ้นครับ (การใส่ Silicon ทำให้ Bmax ลดลงด้วย) ซึ่งราคาย่อมถูกกว่าด้วย ผู้ออกแบบเค้าน่าจะคิดไว้ถูกต้องแล้ว แต่เราไปเลาะมาแต่แกนแล้วมาใช้ผิด Application เองต่างหาก ผมคิดแบบนี้ครับ
พี่ prasan และคุณ Rabbit-Hunter ลองสังเกตดูว่าแกนที่พวกเราใช้ไม่ได้นี้มาจาก Choke ลักษณะที่ผมว่ารึเปล่าครับ ส่วนแกนที่ผมได้มาจากหม้อแปลงเท่าที่เจอมาก็ใช้ได้ดีตลอดย่านเสียงครับ
-
ลองสังเกตดูว่าแกนที่พวกเราใช้ไม่ได้นี้มาจาก Choke ลักษณะที่ผมว่ารึเปล่าครับ ส่วนแกนที่ผมได้มาจากหม้อแปลงเท่าที่เจอมาก็ใช้ได้ดีตลอดย่านเสียงครับ แกนที่ได้ ผมแกะมาจาก หม้อแปลง จาก โสคปเก่าน่ะครับ มันเป็นแบบ 2 O เป็นของ TAM เอามาทำอย่างละ O 2f 2f 2f 2f ลองครั้งแรกก็เจอเลย 2f 2f ผมลองก็ค่า L ขนาดต่าง ๆ ดูแล้ว ทุกค่า ผลการตอบสนองความถี่ เหมือนเดิม เลยสรุปได้ว่า เป็นปัญหาที่แกน อย่างจังครับ :yahoo :yahoo ตอนนี้ใช้ EI พริ้วเลยตอนนี้ เดี๋ยวเผื่อฟลุ๊ค ๆ ได้แกนมาค่อยลองใหม่ ครับ :victory :victory :victory
-
ผมมีแกน C core ขนาดเท่ากัน เข้าใจว่ามาจากโช๊ค บางคู่ก็ใช้งานเป็น OPT ได้ดี บางคู่ก็เหมาะจะทำหม้อแปลงเพาเวอร์อย่างเดียวทำโช๊คในภาคจ่ายไฟก็ยังไม่เหมาะครับ
-
ผมมีแกน C core ขนาดเท่ากัน เข้าใจว่ามาจากโช๊ค บางคู่ก็ใช้งานเป็น OPT ได้ดี บางคู่ก็เหมาะจะทำหม้อแปลงเพาเวอร์อย่างเดียวทำโช๊คในภาคจ่ายไฟก็ยังไม่เหมาะครับ
ทำไมเหมาะทำหม้อไฟแต่ไม่เหมาะทำโช็คครับพี่ ???
-
ผมมีแกน C core ขนาดเท่ากัน เข้าใจว่ามาจากโช๊ค บางคู่ก็ใช้งานเป็น OPT ได้ดี บางคู่ก็เหมาะจะทำหม้อแปลงเพาเวอร์อย่างเดียวทำโช๊คในภาคจ่ายไฟก็ยังไม่เหมาะครับ
ทำไมเหมาะทำหม้อไฟแต่ไม่เหมาะทำโช็คครับพี่ ???
ผมพิจารณาจากการตอบสนองความถี่ และพิจารณาจากลักษณะของ Choke หรือ OPT ว่าเป็น SE หรือ PP
- แกนเหล็กของ Choke, SE OPT ต้องมีแอร์แก็ป
- แกนเหล็กของ PP ไม่ต้องมีแอร์แก็ปหรือมีก็ได้
การพิจารณาจากการตอบสนองความถี่
- เหล็กที่ดีต้องตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 20Hz-20kHz นั่นหมายถึงค่า L จากขดลวดที่พันอยู่บนแกนนั้นต้องมีค่าเกือบเท่ากันตลออดย่านความถี่ หรือ ที่ความถี่สูงขึ้นเรื่อยๆ ค่า L ก็ควรจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
- ผมมีเครื่องทดสอบ LCR ที่ใช้ในการพิจารณา ผมทดสอบที่ 100/120Hz กับ 1kHz
- ตอนที่ไม่มีแก็ป ถ้าแกนเหล็กที่ใส่ลวดแล้วให้ค่า L ที่ 20Hz ได้แต่พอความถี่ที่ 1kHz ค่า L ลดลงมาก บางทีลงเหลือไม่กี่ mH ลองใส่แอร์แก็ปถ้าค่า L ที่ความถี่สูงไม่ยอมขึ้นมา -> อย่างนี้ SE ก็ไม่ได้ PP ก็ไม่ได้ เหลือแต่เอาไปทำหม้อแปลงเพาเวอร์ได้เท่านั้นครับ ยังดีที่ไม่เอาไปทำที่ทับกระดาษ 2f 2f
-
ผมมีแกน C core ขนาดเท่ากัน เข้าใจว่ามาจากโช๊ค บางคู่ก็ใช้งานเป็น OPT ได้ดี บางคู่ก็เหมาะจะทำหม้อแปลงเพาเวอร์อย่างเดียวทำโช๊คในภาคจ่ายไฟก็ยังไม่เหมาะครับ
ทำไมเหมาะทำหม้อไฟแต่ไม่เหมาะทำโช็คครับพี่ ???
ผมพิจารณาจากการตอบสนองความถี่ และพิจารณาจากลักษณะของ Choke หรือ OPT ว่าเป็น SE หรือ PP
- แกนเหล็กของ Choke, SE OPT ต้องมีแอร์แก็ป
- แกนเหล็กของ PP ไม่ต้องมีแอร์แก็ปหรือมีก็ได้
การพิจารณาจากการตอบสนองความถี่
- เหล็กที่ดีต้องตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 20Hz-20kHz นั่นหมายถึงค่า L จากขดลวดที่พันอยู่บนแกนนั้นต้องมีค่าเกือบเท่ากันตลออดย่านความถี่ หรือ ที่ความถี่สูงขึ้นเรื่อยๆ ค่า L ก็ควรจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
- ผมมีเครื่องทดสอบ LCR ที่ใช้ในการพิจารณา ผมทดสอบที่ 100/120Hz กับ 1kHz
- ตอนที่ไม่มีแก็ป ถ้าแกนเหล็กที่ใส่ลวดแล้วให้ค่า L ที่ 20Hz ได้แต่พอความถี่ที่ 1kHz ค่า L ลดลงมาก บางทีลงเหลือไม่กี่ mH ลองใส่แอร์แก็ปถ้าค่า L ที่ความถี่สูงไม่ยอมขึ้นมา -> อย่างนี้ SE ก็ไม่ได้ PP ก็ไม่ได้ เหลือแต่เอาไปทำหม้อแปลงเพาเวอร์ได้เท่านั้นครับ ยังดีที่ไม่เอาไปทำที่ทับกระดาษ 2f 2f
ของพี่ที่ฝากไว้เข้าค่ายที่ว่ามาหลังนี้หรือเปล่า? ที่คุยๆ กันเหมือนมันจะไม่ค่อยดี จะได้ซื้อใหม่น่ะครับ เอาคู่นี้ทำหม้อแปลงไปเลย (แต่ซื้อมาแพงมากนะ แกนคู่นี้น่ะ)
-
ของพี่ที่ฝากไว้เข้าค่ายที่ว่ามาหลังนี้หรือเปล่า? ที่คุยๆ กันเหมือนมันจะไม่ค่อยดี จะได้ซื้อใหม่น่ะครับ เอาคู่นี้ทำหม้อแปลงไปเลย (แต่ซื้อมาแพงมากนะ แกนคู่นี้น่ะ)
เย็นไว้พี่ เดี๋ยวจะแจ้งผลให้ทราบนะครับ
-
ของพี่ที่ฝากไว้เข้าค่ายที่ว่ามาหลังนี้หรือเปล่า? ที่คุยๆ กันเหมือนมันจะไม่ค่อยดี จะได้ซื้อใหม่น่ะครับ เอาคู่นี้ทำหม้อแปลงไปเลย (แต่ซื้อมาแพงมากนะ แกนคู่นี้น่ะ)
เย็นไว้พี่ เดี๋ยวจะแจ้งผลให้ทราบนะครับ
;D ;D ;D ;D ;D ;D แกน มันเหลือ ก็ เหวี่ยง ๆ ขว้าง ๆ มาแถว ๆ ผมก็ได้ น่ะครับ ;D ;D 2f 2f 2f :yahoo :yahoo :yahoo
-
ของพี่ที่ฝากไว้เข้าค่ายที่ว่ามาหลังนี้หรือเปล่า? ที่คุยๆ กันเหมือนมันจะไม่ค่อยดี จะได้ซื้อใหม่น่ะครับ เอาคู่นี้ทำหม้อแปลงไปเลย (แต่ซื้อมาแพงมากนะ แกนคู่นี้น่ะ)
เย็นไว้พี่ เดี๋ยวจะแจ้งผลให้ทราบนะครับ
ไม้ต้องกังวลครับ ทดสอบแล้ว เอาได้ครับ Y] ถ้ากังวลอยู่ก็เอาให้ผมพี่จะได้เลิกกังวล 2f
-
ผมมีแกน C core ขนาดเท่ากัน เข้าใจว่ามาจากโช๊ค บางคู่ก็ใช้งานเป็น OPT ได้ดี บางคู่ก็เหมาะจะทำหม้อแปลงเพาเวอร์อย่างเดียวทำโช๊คในภาคจ่ายไฟก็ยังไม่เหมาะครับ
ทำไมเหมาะทำหม้อไฟแต่ไม่เหมาะทำโช็คครับพี่ ???
ผมพิจารณาจากการตอบสนองความถี่ และพิจารณาจากลักษณะของ Choke หรือ OPT ว่าเป็น SE หรือ PP
- แกนเหล็กของ Choke, SE OPT ต้องมีแอร์แก็ป
- แกนเหล็กของ PP ไม่ต้องมีแอร์แก็ปหรือมีก็ได้
การพิจารณาจากการตอบสนองความถี่
- เหล็กที่ดีต้องตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 20Hz-20kHz นั่นหมายถึงค่า L จากขดลวดที่พันอยู่บนแกนนั้นต้องมีค่าเกือบเท่ากันตลออดย่านความถี่ หรือ ที่ความถี่สูงขึ้นเรื่อยๆ ค่า L ก็ควรจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
- ผมมีเครื่องทดสอบ LCR ที่ใช้ในการพิจารณา ผมทดสอบที่ 100/120Hz กับ 1kHz
- ตอนที่ไม่มีแก็ป ถ้าแกนเหล็กที่ใส่ลวดแล้วให้ค่า L ที่ 20Hz ได้แต่พอความถี่ที่ 1kHz ค่า L ลดลงมาก บางทีลงเหลือไม่กี่ mH ลองใส่แอร์แก็ปถ้าค่า L ที่ความถี่สูงไม่ยอมขึ้นมา -> อย่างนี้ SE ก็ไม่ได้ PP ก็ไม่ได้ เหลือแต่เอาไปทำหม้อแปลงเพาเวอร์ได้เท่านั้นครับ ยังดีที่ไม่เอาไปทำที่ทับกระดาษ 2f 2f
แล้วพวกแกน EI อย่าง H14 หรือ RG หรือ เหล็ก M6 วัดแบบนี้ เอาจากประสบการณืผลเป็นอย่างไรบ้างครับ เอาที่ผ่าน ๆ มา มาเล่าให้ฟังนะครับ
-
แล้วพวกแกน EI อย่าง H14 หรือ RG หรือ เหล็ก M6 วัดแบบนี้ เอาจากประสบการณืผลเป็นอย่างไรบ้างครับ เอาที่ผ่าน ๆ มา มาเล่าให้ฟังนะครับ
ผมประสบการณ์ไม่มากนัก แต่เท่าที่เจอมาปัญหาที่พบมักเกิดกับ C-core ส่วนเหล็ก RG ร้านกรุงธน, H14, RG7 (เหล็กนี้คนที่เคยขายให้ผมบอกว่าดีกว่า M6) ที่เป็น EI ผมยังไม่เจอปัญหาครับ ปัญหาของเหล็ก RG ร้านกรงุธนจากที่เป็นเหล็กที่ pump ออกมาจากหม้อแปลงลูกใหญ่ๆ (Power transformer) ขอบมีสัน เป็นไปได้ที่มีด pump ไม่คม ความยาวของแผ่นไม่เท่ากันจึงเรียงเหล็กได้ไม่ดีนัก ค่า L ที่ได้จากเหล็กนี้ไม่สูงกว่า H14 มากนักครับ แต่ผมก็ไม่ทราบคุณสมบัติของแกนเหล็กนี้ครับ เหล็ก RG ของร้านนี้ผมเคยเอาไปเป็นแกนหม้อแปลงเพาเวอร์ เรียงเหล็กยากชะมัด (( ปัญหาของแกนเหล็กก็อย่างที่บอกแหละครับ
-
ไม่รู้จะเอาไปลงกระทู้ไหน เอามาแปะกระทู้นี้ไว้ก่อนละกันครับ ;D ;D ;D พักรบชั่วคราวกับ OPT แบบ C-core ก่อน เพราะยังหาวัสดุราคาถูกใจไม่ได้ซักที :cry2 :cry2 :cry2 คราวนี้ยังไม่ใช่ OPT แบบ R-CORE ครับ อยากทำอยู่เหมือนกัน แต่หาแกนไม่ได้อีกเช่นเคย :cry2 :cry2 :cry2 ตอนนี้เรามาเริ่มทำหม้อแปลงแบบ PA R-CORE กันเลยดีกว่าครับ พอดีมีพี่คนหนึ่งที่รู้จักกันเอาแกนมาให้ลองพันเล่นดูพี่เขาจะเอาไปใช้กับแอมป์ GainClone เวอร์ชั่นทุกกระเบียดนิ้ว ;D ;D ถือโอกาศแซวเล่น ๆ เผื่อจะได้รางวัลเลี้ยงฟรีซักมือ :yahoo :yahoo หลังจากตะลุยหาข้อมูลอันโน้นมาผสมอันนี้ ก็การถอดสูตรออกมาตามภาษานักเพลงบ้านนอก เดี๋ยววิธีการพันเดี๋ยวจะกล่าวต่อไปครับ ;D ;D อันนี้เอามาโชว์นิดหน่อยครับ ยังพันไม่ครบทั้ง 2 แกน ครับ ตอนนี้พันแค่แกนเดียวก่อนครับ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า ๆ โดยโครงการจะเป็น แบบ 2 ขด แบบอนุกรมกันครับ เป็นขดละ 110 โวล์ทครับ เจ้าของงานต้องการที่ 24 โวล์ท ผมคำนวนแล้วพันเกินไว้ก่อน 1 โวล์ท ;D ;D ;D เวลาแก้ขด จะได้ไม่ต้องพันใหม่ครับ :whistling :whistling :whistling
-
ยาวตัด สั้นต่อ ไม่พอรื้อ :whistling
-
:yahoo :yahoo :yahoo
ลุยโลดเลยครับ ถ้าพันให้ได้แรงดันได้ 23.5 แจ๋วเลยครับ
แล้วได้กระแสกี่แอมป์ครับ c) c) c)
-
:yahoo :yahoo :yahoo
ลุยโลดเลยครับ ถ้าพันให้ได้แรงดันได้ 23.5 แจ๋วเลยครับ
แล้วได้กระแสกี่แอมป์ครับ c) c) c)
แล้วที่ 23.5 โวลท์ มันมีอะไรพิเศษหรือมีปริศนาอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่าครับ อยากรู้จังครับ :D :D :D :D
-
ยาวตัด สั้นต่อ ไม่พอรื้อ :whistling
ไม่มีเงิน ขายยยยยยยยยยยยยยยยยย ;D ;D ;D ;D
-
เสร็จแล้วมาขึ้นแกนอีกข้างบ้างครับ มีคุณสมบัติ เหมือนกับอีกข้างทุกประการครับ ทั้งจำนวนรอบ ทั้งทางด้าน Pri และ Sec
-
อันนี้เป็นโวล์ททางด้าน AC ในแบบ Normal ไม่มีสัญญานอินพุทเข้า และในแบบ Fulload วัดสัญญานก่อนขลิบ ครับ เอาแบบความถึ่ที่กินกระแสกันดุ ๆ เลย ที่ความถึ่ 20 HZ ครับ แบบ Normal ได้ประมาณ 25 โวลท์ และแบบ Full load ได้ที่ประมาณ 23.5 โวล์ท ครับ ตกไปตั้ง 1.5 โวลท์น่ะ :( :( :( :( :(
-
มาดูโวล์ท ทางด้านดีซีครับ จาก Normal DC ไม่มีการป้อนสัญญานอินพุท และ Full load DC ก่อนขลิบ ที่ความถี่ 20 HZ ครับ :yahoo :yahoo :yahoo
-
มาถึงตอนนี้ ก็มาเปิดเผย สูตรเด็ด เคล็ดลับ อาจารญ์โก๋ยยยยย กันเลยครับ จากการค้นหาข้อมูลทางเนท มีเรื่องการพันเรือง R-Core น้อยมากครับ แท้ที่จริงแล้ว เราคิดไปกันเองว่ามันไม่มีหรือมีอะไรซ่อนเร้น หรือเป็นความลับขั้นสุดยอด อะไรประมาณนั้น ไปอยากประยุกต์อะไร ไปหาอ่านทฏษฏีหม้อแปลงแล้วพันได้เลยครับ ไม่ต้องคิดมาก สูตรก็ ใช้ สูตร EI ธรรมดานี่แหละครับ ในเมื่อ มันอาศัยหลักการเหนี่ยวนำเดียวกัน ของ ท่านฟาราเดย์ ก็ไม่ต้องไปคิดมากเลยครับ ผมขอนำเสนอหลักสูตร รวบรัดเลยละกัน ;D ;D ;D ซึ่งผมใช้โปรกแกรม Transformer Calculate ในการคำนวนครับ หวังว่าเราคงมีกันทุกคนครับ ใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางดีครับ สิ่งที่ยากคือ การหาความสัมพันธ์ของมันว่าจะใส่อะไรอย่างไรเท่านั้นครับ ซึ่งตอนผมได้แกนมาวันแรกก็งงเป็นไก่ตาแตก :D :D :D แล้วจะทำอย่างไรดีหว่า ก็มีดวงอยู่บ้างที่มันเป็นแบบ 110 โวล์ทลองป้อนไฟแล้ววัดไฟเก็บไว้ แล้วรื้อหม้อแปลงนับจำนวนรอบเก็บไว้ แล้วลองวัดขนาดแกน แล้วลองป้อนข้อมูลให้โปรแกรมคำนวน วัดได้เท่าไรก็ป้อนไป แต่ทำไมโปรแกรมมันคำนวนออกมา ไม่ตรงตามรอบนะ :cry2 :cry2 :cry2 ค้นข้อมูลเรื่อง R-Core ต่อไป อ้าว มันมีเรื่อง ฟอร์มหม้อแปลงของมันอีกนี่หว่า :) :) นึกในใจคงวางยาตัวเองอีกแล้ว คงจะมีเรื่องแก๊ปแกนอากาศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คงไม่ใช่มันปล่อยเนื้อที่ว่างไว้เฉย ๆ ละมั้ง ผมคิดไปอย่างนั้นตอนนั้น เลย ตัดสินใจประกอบฟอร์มหม้อแปลง เข้าไปในแกน R-CORE ลองวัดขนาดใหม่พร้อมแกน แล้วลองป้อนให้ โปรกแกรมคำนวน ผลปรากฏว่า มันออกมาตามที่เรานับขดลวดไว้เป๊ะ ;D ;D ;D ถูกหวยแล้วเรา ;D ;D ;D เลยทำการใส่ค่าแกนในการคำนวน แล้วป้อนโวล์ทอินพุท และ เอ้าพุทให้โปรแกรมคำนวนรอบ ผลก็ออกมาอย่างที่ได้ครับ ;D ;D ;D :yahoo :yahoo :yahoo
-
อ่านแล้วไม่เข้าใจ เดี๋ยวขอไปดูตัวเป็นๆ เลยดีกว่า ขอบคุณมากครับ d_d d_d d_d
-
หายไปนานเลยนะครับ ท่านเจ้าของกระทู้
-
อ่านแล้วไม่เข้าใจ เดี๋ยวขอไปดูตัวเป็นๆ เลยดีกว่า ขอบคุณมากครับ d_d d_d d_d
อะ เดี๋ยวเอาใหม่ เอาแบบมีรูปภาพเอาให้ระเบิดเทิดเทิงกันไปเลย ;D ;D ;D ;D ;D ;D ;D
สมมุติว่าท่านได้แกน R-core ได้มาจากที่ไหนก็ช่าง อาจจะรู้หรือไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย ลองป้อนไปต่ำ ๆ เช็คดูก่อน วัดดูแต่ละขดไฟออกเท่าไรมาก่อนครับ เผื่อมีประโยชน์ในการเช็คกลับจากการคำนวนว่าถูกต้อไหมครับ แล้วทำการรื้อออกมาทั้งหมดเลย ครับ เอาแต่แกนตัว R_core กับ Bobin เอาไว้ ครับ แล้วทำการวัดขนาด ในจุด A ตามรูปครับ ว่ามันมีขนาดเท่าไร กิ่มิลลิเมตร วัดแค่ข้างเดียวก็ได้ครับ เพราะแกนมันกลม ๆๆๆๆ ;D ;D ในรูปผมสมมุติว่าใช้แค่ข้างเดียว แต่ถ้า 2 ข้างก็ไม่มีปัญหาครับ แค่แบ่งขด Primary ให้เท่ากัน แล้วแบ่งพันคนละ บ๊อบบิ้นก็พอครับ
-
เสร็จแล้ว เอาค่า A มาเข้าโปรแกรม Transfomer Calculate คำนวน ค่าตัวเลข A จะไปใส่ในช่อง Sqare Dimension ครับใส่ทั้ง 2 ค่าให้เท่ากันเลยครับ (อย่าเพิ่งคิดมากครับ) ;D ;D ;D แล้วใส่ตัวเลขอินพุทว่าต้องการให้ไฟเข้ากี่โวล์ท และไฟออกกี่โวล์ท (ตอนนี้ยังไม่ต้องซีเรียสเรื่องกระแสครับ ต้องการให้โปรแกรมคำนวนจำนวนรอบออกมาก่อน) แล้วกดปุ่ม CALCULATE ครับ ก็จะได้จำนวนรอบทางด้าน Primary และ Secondary ออกมา เอาแค่ จำนวนรอบมาใช้ครับ :yahoo :yahoo แล้วคราวนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้ลวดเบอร์อะไร อันนี้ให้ทำการวัดขนาดแกนจริง ๆ ที่เป็นเหล็ก แล้วไปลองเทียบว่าของเราเป็น R-core เบอร์อะไร เมื่อรู้แล้ว ว่าเป็นเบอร์อะไร แกนมันมี VA เท่าไร นอกจากนี้ก็โปเทียบเบอร์เอาจากลวดทองแดงครับ ส่วนถ้าจะทำเป็น 2 บ๊อบบิ้น เป็นขดละ 110 โวล์ท ก็เอาจำนวนรอบทางด้าน Primary แบ่งครึ่งพันในแต่ละบ๊อบบิ้น แล้วต่ออนุกรมกัน ตรงนี้ระวังต่อหม้อแปลงกลับเฟสกันด้วยนะครับ อันนี้เป็นวิธีการที่ค่อนข้างรวบรัดที่ผมลองประมาณดูครับ เมื่อทำแล้วผมเช็คกลับต้นทางคือผมจดจำนวนรอบเอาไว้ มันตรงตามจำนวนรอบของเดิมครับ ถ้าจะศึกษาจริง ๆ ก็ใช้วิธีการพันแบบ EI ก็ไม่น่ายากอะไรครับ และอย่าไปกลัวว่า Core ต่าง ๆ มันจะยาก เพราะ Core แต่ละ Core มันเกิดมาเพื่อแก้ปัญหา Core ต่าง ๆ ในแบบดั้งเดิมครับ :yahoo :yahoo :yahoo แต่ด้วยวิธีการและหลักการ มันก็ยังใช้ของเก่าอยู่ครับ d_d d_d d_d d_d
-
หายไปนานเลยนะครับ ท่านเจ้าของกระทู้
ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับพี่ วัน ๆ ก็ ยังวน ๆ เวียน ๆ อยู่อย่างงี้แหละครับ d_d d_d d_d
-
ได้ความรู้มากๆเลยครับ ขอบคุณมากๆครับ
-
:clap :clap :clap :clap :clap O0
-
ติดตามตลอดครับ
-
สงสัย อยากรู้จังครับ ทำไมหม้อแปลงตัวนี้ เขาใช้ Squre wave ทดสอบ ทำไมเขาไม่ใช้ Sine wave ทดสอบในการตอบสนองความถึ่ครับ
http://www.audiohobbyist.com/projects/diymc.htm :D :D
-
สงสัย อยากรู้จังครับ ทำไมหม้อแปลงตัวนี้ เขาใช้ Squre wave ทดสอบ ทำไมเขาไม่ใช้ Sine wave ทดสอบในการตอบสนองความถึ่ครับ
http://www.audiohobbyist.com/projects/diymc.htm :D :D
เท่าที่ผมทราบคือ Sqr Wave ประกอบด้วย Odd Harmonic จำนวนมาก เพราะฉะนั้นการทดสอบด้วย Sqr Wave จะสังเกตเห็นความเพี้ยนฮาร์โมนิคได้ง่ายครับ ในขณะที่ Sine Wave จะมองไม่เห็นความเพี้ยนครับ
-
:cold เอาใจช่วยครับต่อเติมเสริมแต่งต่อยอดกันเผื่อจะได้ยินเสียง ที่พระเจ้าส่งมาให้ได้ยิน แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวผมว่าฝรั่งหัวแดงหรือพี่ยุ่นมันคงลุยกันมาเต็มที่แล้วผลที่ได้ออกมามันไม่เป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่ใกล้เคียงตาม อุดมคติ เราจึงไม่ค่อยเห็นเขาทำมาขายกัน.....ตามมาลุ้นกันต่อระกัน...